อย่างน้อยเธอก็น่าจะเล่าให้ดิฉันฟังถึงสิ่งสวยงามบ้าง!

นั่นคือสิ่งที่เธอกล่าวกับเขาที่ตามก้อร่อก้อติกเธอตลอดเวลา


เขาเป็นไกด์ทัวร์นำเที่ยวเยี่ยมชมเกาะแก่งต่างๆและเธอเป็นล่ามสื่อสารระหว่างเขาผู้ใช้ภาษาฝรั่งเศส กับลูกทัวร์ที่ใช้ภาษาอังกฤษ เขาเป็น...คนหนุ่มร่างระหงผมยาวเคลียไหล่รับใบหน้าคมคาย ส่วนเธอเป็นหญิงวัยนางพญา ซ่อนดวงตาไว้ใต้แว่นกันแดดไม่ว่าจะในร่มหรือที่แจ้ง เขาสงสัยถึงดวงตาหลังกรอบแว่นสีชาของเธอ อาการเมินเฉยเย็นชาของเธอ ขณะที่พวกเขาเดินทางไปกับเรือยอร์ช แวะอดเที่ยวชมทัศนียภาพของเกาะแก่งที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผู้มาใหม่ และเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับเขาผู้ซึ่งมาที่นี่ครบเป็นครั้งที่หนึ่งร้อย รวมทั้งเยี่ยมชมโบสถ์โบราณที่มีแต่เพียงส่วนหน้าเท่านั้นที่เสร็จสมบูรณ์ โบสถ์ที่อาจจะงดงามที่สุดในโลก ดังนั้นมันจึงไม่อาจสร้างขึ้นจนสำเร็จ

บนเรือเขาตามจีบเธอ เธอบอกให้เขาเล่าเรื่องความงามให้เธอฟังเขาจึงเริ่มต้นเล่า ภาพประทับสีเดียวที่สะท้อนไปมาระหว่างเรื่องเล่าอีกจำนวนมาก

จากนั้นเขาก็เริ่มเล่าเรื่อง เรื่องราวไม่ปะติดปะต่อ เริ่มจากภาพถ่าย ภาพของศพ และคนป่วยไข้ เจ็บปวด จากสงครามมากมายประดามี ภาพชวนขวัญกระเจิงเจ็บไข้ แปะเรียงรายเต็มไปทั่วทั้งฝาผนัง เจ้าของห้องคงเป็นช่างภาพ ภาพสุดท้ายที่ใหญ่ที่สุดชัดที่สุดคือภาขนาดใหญ่ของหญิงสาวผิวขาวที่กำลังนอนจ้องมองมายังกล้อง ผมของเธอสยายออกและยิ้มสลวยให้กับกล้อง  รอยยิ้มของเธอผิดไปจากภาพทั้งหมดที่เหลือ  จากนั้นเราก็เห็นชายเจ้าของห้อง เขาล้างหน้าแล้วพยายามจะยิ้ม ภาพเขากระเสือกระสนงัดริมผีปากของตนเองขึ้นลง ใช้ทั้งใบหน้า และสองมือ แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรเขาก็ทำได้แค่แสยะปากอย่างสร้อยเศร้า

เรื่องต่อมาคือภาพของชายคนหนึ่งซึ่งดุ่มเดินไป ดุ่มเดินไป ชั่วขณะหนึ่งมันสงบลง งดงามเหมือนการเดินเล่น ก่อนที่เสียงปืนจะเสียดเข้ามาในโสต เขายังคงดุ่มเดิน สงบราวกับเดินเรียกสมาธิ เสียงเสียดโสตดังขึ้นอีกครั้งเขาล้มลง ถูกประหารชีวิตโดยบรรดาทหาร

และสุดท้ายคือมวลมหาเรื่องเล่าที่ถามโถมเข้ามา เริ่มจากการเข้าไปชมการแสดงครั้งหนึ่งโดยนักแสดงสองผัวเมีย ข้างเมียกำลังร้องเพลงอย่างซีดเศร้า เมื่อเธอร้องเพลงจบก็ทรุดลงซบกับเปียโนจากนั้นข้างผัวก็เริ่มเล่าเรื่อง

เรื่องของนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รางวัลโนเบล เขาบริภาษสังคมอย่างรุนแรงผ่านจอโทรทัศน์ เรื่องย้อนกลับไปวัยหนุ่มเมื่อเขาถูกจับกุมคุมขังจากเหตุอะไรสักอย่าง(เขาอาจเป็นส่วนหนึ่งของการก่อการร้าย) เพื่อนหนุ่มสาวที่ช่วยเหลือเขาสิของจริง พวกเขาวางแผนระเบิดบ้านนักการเมืองขี้ฉ้อให้ตกตายแต่แผนผิดพลาด มีเด็กตาย ผู้ชายตาย แต่ผู้หญิงรอด เธอถูกจับไปขังโดยผู้คุมที่ไม่เคยหลับ

ผู้คุมเล่าเรื่องอีก เรื่องเล่าสมัยเขาเป็นทหาร เรื่องเล่าของการที่เขาได้เห็นภาพที่งดงามที่สุด เรื่องที่จบลงตรงนี้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เมื่อเขาเล่าเรื่องจบและประกาศอัตวินิตบาตกรรมของตนเอง

 

หนังเล่าผ่านตัวละคร ไกด์ ซึ่งเชื่อมโยงสถานที่เข้ากับประวัติศาสตร์ กับภูมิศาสตร์ แล้วเชื่อมโยงมันกับผู้เข้าชมผ่านทางเธอผู้แปลเชื่อมโยงเรื่องเล่าของเขาอีกต่อหนึ่ง โดยนัย คนทั้งคู่จึงอยู่ในสถานการณ์เชื่อมโยงชิ้นส่วนของประวัติศาสตร์และเรื่องเล่า ในสิ่งสวยงาม (อย่างน้อยพวกเขาก็มาเที่ยวชมดูสิ่งสวยงามในวันหยุดพักผ่อนกันอยู่แล้วไม่ใช่หรือ)

 

หนังอาจจะเป็นชิ้นส่วนเล็กๆน้อยๆของหนังต่อต้านสงคราม การต่อสู้กับคอรัปชั่น  การบันทึกความเศร้าของโลก ความไมปะติดปะต่อของมันไม่ได้ข้ามเฉพาะสถานที่ แต่ยังข้ามเวลาอีกด้วย ฉากเรื่องเล่าถูกถ่ายทำแบบใช้ฟิลเตอร์หนึ่งฉากหนึ่งสี เป็นเรื่องเล่าด้านเดียวสีเดียว ของชายผู้ยิ้มไม่ออกหลังจากถ่ายรูปความตาย จากนั้นเสไปหาความตาย ความสงบก่อนสิ้นชิวิต และย้อนกลับไปที่ต้นทางของความตาย (บางทีผู้ชายในเรื่องเล่าที่สองอาจะเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อการร้าย  และศพของเขา รวมถึงศพของชายหนุ่มในเรื่องที่สามอาจถูกบันทึกไว้โดยชายในเรื่องแรก )

หากเรืองเล่าใหญ่ใจความคือเรื่องของหญิงสาวนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ กับ ผู้คุม เธอก่อเหตุในยุคปัจจุบัน แต่ในคุก เธออยู่กับผู้คุมที่สวมชุดแบบคนโบราณ เขาเคยเป็นทหารในสงครามอะไรสักอย่าง และหลังจากถูกยิงในสงครามเขาตื่นขึ้นและไม่หลับอีกเลย  และบัดนี้ ขณะมีหน้าที่คอยจับตานักโทษ เขาเอาแต่เขียนบันทึกถึงความงาม ความงามนั้นเป็นเพียงความงามชั่วแล่นของโสเภณีนางหนึ่งที่เขาพบในขณะออกรบ กล่าวอย่างง่าย ความงามนั้นมีเพียงชั่วประเดี๋ยวที่เหลือเป็นเพียงความทุกข์อันยาวนานและนั่นละ ประวัติศาสตร์ของมนุษย์

 

ภาพประทับภาพหนึ่ง  ภาพถ่ายภาพหนึ่งอาจเล่าเพียงเศษเสี้ยวของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ไม่ต่างจากโบสถ์งดงามที่เหลือเพียงเศษซาก หนังเรื่องนี้ค้นลึกลงไปใต้ภาพเหล่านั้น ภาพศพซึ่งเรียงราย โครงกระดูกที่ก่ายซ้อนทับ เศษเหลือของประวัติศาสตร์ อนาคตของภาพนั้น อาจคือชายที่ยิ้มไม่ออก อดีต คือชายที่ถูกประหาร และแหตุการณ์คืออัตวินิบาตกรรมของผู้คุม ทั้งหมดนี้เป็นเพียงผลพวงของการจบสิ้นของความงาม ความงามชั่วแล่นของมนุษย์ซึ่งถ้าเคยมีอยู่บัดนี้ก็สูญไปแล้ว  และภาพประทับ บันทึก  ความทรงจำ หรือแม้แต่ประวัติศาสตร์ก็กู้กลับมาไม่ได้ ทิ้งไว้เพียงแต่นักวิทยาศาสตร์ตาบอด(เขาตาบอดจาการถูกตำรวจซ้อม) รางวัลที่เดินทางมาหาเขาล่าช้าเกินไป  ผัวเมียนักแสดงที่เล่าเรื่องทั้งหมดจนแทบล้มลงขาดใจตายคาเวที และเขากับเธอบนเรือยอร์ชหนู ดื่มกินประวัติศาสตร์เก่าแก่ในฐษนะนักท่องเที่ยวผู้ไมได้มีส่วนร่วมใดๆ

 

ฉากสุดท้ายของหนังกลายเป็นฉากที่สรุปทุกอย่างอย่างเจ็บปวด หากเขาและเธอไขว่คว้า ‘ ความงามที่ยังหลงเหลือ ’ ถึงที่สุดเขาและเธอก็รู้ว่ามันไม่ได้มีอยู่แล้ว ความงามที่เธอร้องขอจากเขาเป็นเพียงลำดับเรื่องเล่าของโศกนาฏกรรม เช่นกัน เมื่อเขาถอดแว่นกันแดดของเธอออก เขาก็พบว่าความงามในจินตนาการของเขาเป็นเพียงสิ่งน่าหัวร่อ

 

ไม่ว่าหนังจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่ได้เห็นนี้คืออนุทินอัตวินิบาตกรรมที่เมไปด้วยความสิ้นหวังเสียนี่กระไร

 

Comment

Comment:

Tweet

อ่านจบแล้วถอนหายใจหนักหน่วงเลย
เขียนเสียรู้สึกถึงความกดดันที่ซุกอยู่ในหนัง

อยากรู้จังว่าเมื่อถอดแว่นกันแดดอันนั้นแล้ว
เป็นยังไง

แว่นกันแดดมันซ่อนดวงตาคู่ที่น่าเซอร์ไพรซ์ไว้เสมอเลย

big smile

#1 By Mrs. Holmes on 2010-10-07 00:29