เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัยของภาพยนตร์อย่างหมดจด

จริงๆแล้วเราอธิบายภาพรวมของหนังทั้งเรื่องโดย ดูจากเพลงประกอบนั่นคือ ลาวดวงเดือน และชั่วฟ้าดินสลายฉบับร้องใหม่ เพราะมันคือสิ่งที่หนังเป็น นั่นคือความพยายามขั้นสูงที่จะ exotic การพยายามสร้างความเป็นไทย ให้ทะลุจอออกมาเห็นตั้งแต่ไกล ขณะเดียวกัน...ก็เป็นความเป็นไทยที่ใช้จารีตแบบฝรั่งอันงดงาม มลังเมลือง ลึกลับน่าค้นหา สายตาแบบexoticในหนังตลอดเรื่องมักพบในวิธีทื่ฝรั่งมังค่าทำหนังเกี่ยวกับแผ่นดินลึกลับที่พวกเขาเหยียบย่างไปพิชิต ซึ่งในที่สุดประเทศโลกที่สามก็สมาทานมาใช้ เพื่อ'อวดความเป็นไทยต่อสายตา ชาวโลก' ภาพ established shot ในหนังทกภาพ งดงามราวกับโฆษณารีเจนซี่ ยิ่งได้ดนตรีประกอบ ของจำรัส เศวตาภรณ์ มันยิ่งเห่อเหิมให้ล่องลอย มลังเมลิอง แบบโฆษณาอะเมซิ่งไทยแลนด์ หรือโฆษณา รีเจนซี่ (อีกนั่นแหละ) นี่คือจริต แบบหนังไทยยุคเน้นความเป็นไทย ซึ่งมันจะชัดทันที ถ้าเราเทียบกับความแข็งเกร็ง ชุดสากล และการเล่าเรื่องแบบฉึบฉับในฉบับครูมารุต

ลาวดวงเดือนฉบับ ดนตรีคลาสสิค และ ชั่วฟ้าดินสลายฉบับติดกลิ่นโซล จึงเป็นลักษณะย้วยๆสวยๆแบบของหนัง ซึ่งเรื่องนี้ควรได้รับการกล่าวถึงภาพรวมใหญ่ๆอีกครั้ง(ผมสมาทานแนวคิดความย้วยนี้มาจากเพื่อนคนหนึ่ง และเฝ้ารอให้เขาเขียนถึงเรื่องปรากฏการณ์ความย้วยในหนังไทยหลายๆเรื่อง อย่างใจจดจ่อครับ)

และเนื่องจากตัวหนังนั้นยึดตาม บทประพันธ์เอามากๆ (ถึงขนาดมี voiceover เล่าเรื่องตามต้นฉบับ ด้วยสำนวนตามต้นฉบับ หรือการคัดซีน บทสนทนา แบบที่ลอกออกมาจากตัวต้นฉบับ) จนเกือบจะกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวของบทประพันธ์ในหลายๆฉาก ดังนั้น ด้วยโครงเรื่องที่แข็งแกร่ง (เรื่องสั้นของ ครูมาลัย ชูพินิจ ไม่ได้ยาวมาก และเล่าตรงๆไม่มีการฟูมฟายเอื้อนเอ่ยอะไร เรียกได้ว่าเล่าแบบตัดฉับฉับ) การขยายเรื่องออกมาให้เป็นหนังยาว ทำให้ต้องเพิ่มเติมที่มาที่ไป หรืออ้อยสร้อย ยืดยาวอยู่กับบางฉาก อย่างไรก็ดี ฉากที่ผู้กำกับเลือกเข้ามาเพิ่มในหนังหลายๆฉากก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโครงเรื่องหลัก จนน่าสนใจว่า วัตถุประสงค์ของฉากเหล่านั้นคืออะไร วิธีการพิสูจน์ข้อสงสัยที่หยาบที่สุด แต่ก็สนุกที่สุดด้วย คือการคัดเอาเฉพาะฉากที่อยู่ 'นอกบทประพันธ์ 'มาพิจารณาซึ่งประกอบด้วย ( จำไม่ได้หมดนะ แต่นี่คือที่คิดว่าสำคัญมาก)

‎1.ฉากทหารของคณะราษฏร์บุกจับพระองค์เจ้าปริวัตร กลางงานเลี้ยง
2.ฉากข้อหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฉาก พะโป้ลงพระนครไปหาเมียให้ส่างหม่อง ซึ่งไม่ได้มีอยู่ในตัวเรื่องเดิม
3.ฉากดอกกล้วยไม้ ที่'บานอยู่ในป่าน่ะดีแล้ว' ...รวมไปถึงฉากดอกกล้วยไม้ให้ยุพดี
4.หนังสือของยิบราน (ต้นฉบับนั้น ส่างหม่องอ่านคิปลิง แต่ยุพดีอ่านอิบเสน ฉากพูดถึงนอร่า มาจากตัวต้นฉบับเลย)
5.ตัวละคร มะขิ่น
6.ฉากข้าหลวงมาเยี่ยม ในหนังสือกล่าวถึงเรื่องนี้แค่ไม่กี่บรรทัด
7.ฉากคุณพันธุ์ทิพย์พูดเรื่องมีคนรักฝรั่งอยู่แล้ว
8.ฉากพะโป้เล่นหุ่นชัก
9.ฉากflashbackชีวิตของยุพดี ซึ่งต้นฉบับเล่าไว้คร่าวมากๆ ฉากนี้รวมไปถึงการสะดุดล้มเมื่อพูดเรื่อง วันสำคัญทางศาสนา หรือฉากยุพดียืนมองน้ำตกแล้วบอกว่ากลัวการร่วงลง
10.ฉากการพบกันของพะโป้ ส่างหม่อง และกล้วยไม้ในท้ายเรื่อง

 

จากนี้ไปเป็นเพียงความคิดส่วนตัวของผู้เขียน ย้ำชัดๆอีกครั้งว่าส่วนตัว อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ 

 

โดยส่วนตัวพบว่าฉากที่สำคัญที่สุดคือฉากที่หนึ่ง มันกลายเป็นการตีความตามวิธีของหม่อมน้อยทั้งหมดในเรื่อง โดยส่วนตัวเราตีความการตีความเอาว่า วาทกรรมที่หม่อมน้อยกำลังพูด ไม่ใช่เรื่องการเมืองเหลืองแดง แต่การกลับไปบย้ำเป็นวาทกรรม 'ชิงสุกก่อนห่าม'ของคณะราษฏร์ จุดเริ่มต้นของการท้าทายอำนาจเจ้าในปี 2475 ต่างหาก ฉากการจับเจ้าของทหารคณะราษฏร์ อาจเป็นเพียงฉากเล็กๆ เพื่อเอื้อให้ยุพดีพบพะโป้ และพูดเรื่องเบื่อการเมือง แต่ยุพดีฉบับหม่อมน้อย พยายามจะเดินตาม ยุพดีผู้มีหัวใจอิสระตามต้นฉบับ มากกว่าจะเป็นหญิงร้ายชายชั่ว (แต่โชคร้ายที่พลอยให้การแสดงแบบนั้น ซึ่งก็ต้องโทษผู้กำกับนั่นแหละ) พอมองดูความสัมพันธ์ของยุพดี พะโป้ ส่างหม่อง เราขอตีความแตกต่างออกไปดังนี้

ก่อนอื่นต้องพูดถึงสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดนั่นคือสายตาของเรื่องซึ่งโดยส่วนตัวเราพบว่าทั้งตัวหนังสือ และ หนังฉบับนี้เป็นสายตา (gazing) ของพะโป้มากกว่าตัวละครอื่นๆ (แม้จะย้อนซ้อนว่านี่เป็นการเล่าของทิพย์ก็ตาม) สายตาของพะโป้ที่ 'ลอบมอง' 'ทอดมอง' 'ลองใจ'หลานรักเล่นชู้กับเมีย เป็นสายตาหลักของหนัง (หลายซีนหนังใช้ภาพแอบมองผ่านสิ่งของบังตา และตัวหนังสือก็มีรูปแบบของการแอบมอง ซึ่งอาจจะมองว่าเป็นการแอบมองของพะโป้หรือทิพย์ก็ได้) แต่การเล่นชู้ของหลานกับอาสะใภ้ เปิดโอกาสเชิงศิลธรรมให้คนดูเข้าข้างพะโป้มากกว่าส่างหม่อง และ ยุพดีอยุ่แล้ว (จนมาตอนท้ายนี่แหละที่เราจะได้เห็นความเหี้ยมของพะโป้) หญิงร้ายชายชั่วได้รับการสั่งสอน แม้จะเลยเถิดไปบ้าง ส่วนที่ดีคือดูเหมือนหม่อมน้อยพยายามสร้างฉากร้าวรานในความสัมพันธ์ความเป็นมนุษย์มีเลือดเนื้อให้ตัวละคร (ต้นฉบับเล่าทุกอย่างแบบคร่าวๆมากๆ จะเล่ายาวทำไม พลอตแข็งแรงเยี่ยงนี้) แต่ก็นั่นแหละ การเปิดเผยความสัมพันธ์นี้ก็เชื้อเชิญให้ตีความกันได้อย่างสนุกสนาน

โดยส่วนตัว เรามองความสัมพันธ์นี้ในลักษณะที่พะโป้อยู่เหนือทุกคน เขามองเห็นทุกอย่างแต่เลือกเองที่จะไม่สอดมือยุ่งเกี่ยว แรกทีเดียวเขาอาสาไปหาเมียให้ส่างหม่อง แต่ดันไปได้มาเสียเอง หนัง บอกซ้ำๆวว่าพะโป้เป็นคนเจ้าชู้ เมียๆของเขาไม่นานเขาก็เบื่อและจะโละให้คนงาน แต่แน่นอนว่าไม่ใช่เมียแต่งอย่างยุพดี ถ้าเมียเก็บยกให้คนงาน เมียที่เหมาะเจาะกับหลานรักก็เมียแต่งนี่แหละ พะโป้ เปิดโอกาสให้หลานกับเมียใกล้ชิดกัน แต่ทั้งหมดเป็นเกมอำนาจของเขา (เหมือนหมากรุกที่เขาเล่นกับทิพย์ในช่วงท้ายและไล่ทิพย์ไปนอนหลังจากบอกว่า เกมหมากรุกจบแล้ว -ยุพดีตาย) เขาให้ยุพดี จิตวิญญาณเสรี ที่ฉลาดแต่ไร้เดียงสา ได้พบกับหลานชายผู้บริสุทธิ์จนแทบจะเถื่อนถ้ำ จนเมื่อทั้งคู่ ละเมิดอำนาจของเขาด้วยการได้เสียกัน มันทำให้อำนาจของพะโป้ในการควบคุมความสัมพันธ์ลดลง และเขาต้องกู้หน้าคืน แรกก็ด้วยความละมุนละม่อมอย่างการเชิญคุณหนูพันทิพย์มา แต่เมื่อไม่ได้ผลแถมยังโดนตอบแทนด้วยคำลวงเรื่องท้อง พะโป้เลยต้องลงมือขั้นเด็ดขาด

กล่าวให้ถูกต้อง ความสัมพันธ์ของยุพดีกับส่างหม่องก็ไม่ได้ต่างจากกล้วยไม้ในป่า ที่สวยงามดีอยู่แล้ว และส่างหม่องไม่ควรเด็ดมันมาควรรอเวลาก่อน แต่ส่างหม่องไม่รอ เหมือนคณะราษฏร์ไม่รอพระราชทาน ดังนั้น พวกเขาต้องใช้จ่ายค่าตอบแทนด้วยการล่ามโซ่ คนดงผู้โง่งม (ประชาชน) กับจิตวิญญาณเสรีที่เอาแน่ไม่ได้ (ประชาธิปไตย?) ไว้ด้วยกันและเรียนรู้ว่าการมีเสรีภาพในการอยู่ด้วยกัน โดยไม่เอาพะโป้นั้นเป็นไปไม่ได้ ชั่วฟ้าดินสลายเป็นการประชดประชันสำหรับพวกไม่เอาเจ้าที่ต้องทนทุกข์

ฉากทียุพดีกับส่างหม่องโดนล่ามพะโป้อยู่ในตำแหน่งนั่งบัลลังค์เช่นเดียวกันหลังจากนั้น การเข้าฉากของทั้งสามพะโป้จะนั่งอยู่ด้านบนไม่ต่างจากการเข้าเฝ้า ยุพดีและส่างหม่องหมอบคลานมาเข้าเฝ้าแต่ไม่ได้รับการให้อภัยจาก 'พ่อเหนือหัว' ฉากการขอขมาส่างหม่องถึงกับเอากล้วยไม้ใส่กระทงใบตองมาด้วย แต่ในเมื่อเวลาไม่เหมาะสมมันก็ต้องโดนเตะกระเด็นไป จนกระทั่งฉากสุดท้ายนั่นแหละ ที่พะโป้ จะยอมรับกล้วยไม้ของส่างหม่อง ผู้ซึ่งกลับมาสยบแทบเท้าพะโป้อีกครั้งหนึ่ง

 

หากเราจะแบ่งตัวละคร เราจะยิ่งเห็นลำดับชั้นชัดเจน พะโป้อยู่ตำแหน่งสูงสุด ขณะที่ อีกสองกลุ่มคือ ยุพดี และ ส่างหม่อง เป็นหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ที่ต่อต้านอำนาจของพะโป้(แถมยังมีความเกี่ยวข้องกับฝรั่งทั้งอ่านหนังสือฝรั่งและเคยเป็นเมียฝรั่ง) และ กลุ่มสุดท้ายคือ ทิพย์และมะขิ่น กลุ่มตัวละครวัยสูงกว่าซึ่งเป็น 'ข้าทาสผุ้จงรักภัดี' สภาพภายในปางไม้ของพะโป้จึงเป็นสภาพจำลองการปกครองในยุคระหว่างการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่น่าสนใจมาก -อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์เช่นนี้จะไม่เห็นชัดนัก ในตัวนิยาย ซึ่งก็น่าสนใจว่า เราอาจจะเพ้อไปเองก็ได้

อาการชิงสุกก่อนห่าม การท้าทายต่ออำนาจเก่าและจบลงด้วยความชิบหายวายวอด คือหัวใจของการเสียดสี สภาวะ' ชั่วห้าดินสลาย' ในรอบนี้ที่น่าสนใจ สะท้อนทั้งภาพของการวิพาก์กรอบอนาจ ในขณะเดียวกันก็โหยหากรอบอำนาจดั้งเดิมนั้น โดยมองว่าสิ่งใหม่ที่รับมาจากผู้อื่นนั้นชั่วช้าไร้ศีลธรรม เป็นการอ้างวาทกรรมเก่าที่นับว่าทำออกมาได้น่าสนใจยิ่ง

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Hot! Hot! Hot!

#1 By eak early : เอกเช้า on 2010-09-27 22:22

น่าสนใจครับ ผมไปดูมาแล้ว เรื่องนี้เนื้อหาค่อยข้างจะหนักทีเดียว และในหลายประเด็นผใคิดเช่นคุณครับ

#2 By วิวิท (58.8.133.194) on 2010-10-07 03:38

Hot! Hot! Hot!

#3 By jeaniiZ-Monster* on 2010-10-08 09:26

Hot! Hot! Hot! ตอนดูพยายามมองในมุมการเมืองเหมือนกันครับ แต่ไปไม่ลึกเท่าที่พี่เขียน

#4 By Seam - C on 2011-05-16 12:44