*ชื่อบทความจากชื่อหนังสั้นเรื่องหนึ่งของ ปราบต์ บุนปาน

เธอมาจากดักการ์ มากับชุดสวยและกระเป๋าเดินทาง มาพร้อมกับรองเท้าส้นสูง ต่างหูรูปดอกไม้ และความหวังเกี่ยวกับความมลังเมลืองของปารีส

ที่ท่าเรือคุณผู้ชายมารับ เขาพาเธอใส่รถส่วนตัวกลับไปยังอพาร์ทเมนท์อุดอู้ ที่มีแค่ ห้องครัว ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ...ทำกับข้าวแบบเซเนกัลให้คุณนาย ชงกาแฟให้คุณนาย ไปจ่ายตลอดให้คุณนาย ปารีสนอกหน้าต่างห้องของเธอคือรีเวียร่า แต่ที่เหลือก็แค่ห้องครัว และคุณนายจู้จี้จุกจิก

ที่จริงคุณนายลากเธอมาจากถนนในดักการ์ ที่ที่เธอไปนั่งรวมกับแม่บ้านรับ จ้างข้างท้องถนน ที่ดักการ์เธอดูแลเด็กๆ ลูกทั้งสามของคุณนาย พาคุณหนูๆออไปเดินเล่น เธอมาปารีสเพื่อมาดูแลเด็ก แต่ไม่มีเด็กให้เธอดูแล มีแต่งานบ้านไม่หยุดหย่อน

คุณนายไม่ชอบชุดสวยของเธอ เธอพูดกับคุณนายไม่รู้เรื่อง คุณนายบอกว่าถ้าเธอไม่ล้างจานก็ไม่ต้องกินข้าว แม่เธอเขียนมาหา คุณผู้ชายอ่านให้เธอฟังแต่เธอรู้ว่านั่นไม่ใช่แม่เธอ แม่เธอเขียนหนังสือๆไม่ได้ และเธอก็ด้วย คุณผู้ชายจะเขียนจดหมายตอบให้เธอ แต่เธอลุกขึ้นมาฉีกจดหมายทิ้ง เข้าห้องไปร้องให้ และตัดสินใจจะพูดบ้างแล้ว

หนังเล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมาไม่ได้หวือหวาทางภาพหรือเทคนิค เล่าผ่านมุมมองของดูอานนา สาวผิวสีเจ้าของชื่อเรื่อง ดูเหมือนถึงที่สุดหนังจะวิ่งวนรอบอาการพูดไม่ได้ของเธอ เธอเป็นคนรับใช้ในบ้านที่มีเป้าประสงค์ของตนเอง เธอคิดว่าเธอมาที่นี่เพื่อเด็กๆ แต่ไม่มีเด็กๆให้ดูแล้ มีแต่งานบ้าน ที่เธอไม่เคยทำ ที่ดักการ์เธออยู่กับแม่ เป็นสาววัยสะพรั่งที่มีหนุ่มๆมาสนใจ ที่ปารีส เธอเป็นนางคนดำรับใช้ แต่ปัญหาก็คือเธอพูดไม่ได้ เมื่อเธอพูดไม่ได้เธอก็ไม่มีตัวตน เธอปฏิเสธการสั่งงานของคุณนายจอมจู้จี้จุกจิกไม่ได้ (สิ่งวิเศษของหนังคือยายคุณนายไม่ใช่ผู้หญิงผิวขาวร้ายๆ เธอเป็นแค่ผู้หญิงชนชั้นกลางที่ไร้สุขและดูเหมือนจะไม่สามารถคัดง้างกับสามีได้ เธอทุ่มความเหนื่อยล้า ความอึดอัดขัดข้องมาที่ดูอานน่าในฐานะคนรับใช้ประจำบ้านแทน) เมื่อเธอพูดไม่ได้เธอจึงปฏิเสธผ่านการกระทำ เช่นการไม่ยอมทำงาน แต่นั่นทำให้ยิ่งแย่ลงเพราะคุณนายพาลคิดว่าเธอขี้เกียจ และเริ่มด่าทอเธอรุนแรงขึ้น

อาการสื่อสารไม่ได้ปรากฏชัดในฉากสำคัญของเรื่องนั่นคือฉากจดหมายของแม่ แม่ของเธอเป็นหญิงพื้นเมืองที่เขียนหนังสือไม่ได้ อย่างไรก็ดี หน้าบ้านของเธอคือโต๊ะของไอ้หนุ่มที่รับเขียนจดหมายไปหาคนฝรั่งเศส ในทางตรรกะ มันจึงเป็นไปได้ที่จดหมายฉบับนั้นจะเป็นจดหมาย(ตัดพ้อ)จากแม่ เธอเองก็อยากบอกแม่เหลือเหินว่าปารีสไม่ได้เหมือนฝัน มีแต่การงาน เธอไม่ได้สุขสบาย แต่กลายเป็นนักโทษในแมนชั่นหรูหราซึ่งเธอเป็นสิ่งเดียวที่ไม่เข้าพวก อย่างไรก็ตามในฉากนี้ จดหมายของแม่ถูกอ่านผ่านปากของคุณผู้ชาย และสำหรับเธอนั่นไม่ใช่จดหมายจากแม่ การปฏิเสธ ‘เสียง’ของคุณผู้ชาย ในฐานะที่เป็น เสียงจากบ้านเกิด ทำให้เธอปฏิเสธการมีอยู่ของจดหมาย ในอีกทางหนึ่งเมื่อคุณผู้ชายร่างจดหมายตอบแม่ เขาก็ได้ขโมยเสียงของเธอไป เธอกลายเป็นไร้ตัวตนโดยสมบูรณ์เมื่อถูกพูดผ่านปากของคุณผู้ชาย เมื่อไม่มีเสียง (หรือเสียงนั้นไม่ได้รับการยอมรับในฐานะภาษา แต่ในฐานะเสียงของสัตว์ที่ไม่มีความหมาย) ก็ไม่มีสิทธิ์ ไม่มีตัวตน วิธีเดียวที่จะแสดงตัวตนคือการปฏิเสธการมีอยู่ของเสียงนั้น แสดงให้เห็นว่าไม่จริง เธอจึงลุกขึ้นฉีกจดหมายและปฏิเสธการเขียนตอบแม่

ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจที่จะสื่อสาร กับคุณผู้ชายและคุณผู้หญิง การปฏิเสธกระทั่งการเลี้ยงเด็ก เป็นการตอบโต้สำคัญ เพราะเธอปฏิเสธงานที่เธอได้รับมอบหมายโดยแท้จริง แต่ถึงที่สุด เธอไม่มีเงิน ไม่มีอาหาร กลับบ้านไมได้ การสื่อสารของเธอล้มเหลว เธอจึงลุกขึ้นมาสื่อสารโดยใช้ร่างกายของตัวเธอเองเป็นสาส์น เธอเก็บกระเป๋าเสื้อผ้า ปลดหน้ากากที่เธอเคยเอามาให้คุณผู้ชาย ลงจากผนังบ้าน จากนั้นเดินเข้าไปฆ่าตัวตายในห้องน้ำ

การฆ่าตัวตายในหนังไม่ใช่บทลงโทษของผู้หญิงพื้นเมืองที่อยากจะระเริงชีวิตปารีส แต่มันคือจดหมายของคนไม่มีเสี ยง ความตายคือจดหมายตอบโต้ คือสาส์นบอกว่า ฉันไม่เชื่อเธอ ฉันจะไม่ทำตามเธออีกต่อไป พิสูจน์กันได้ ก็ด้วยการ ตายให้ดู ความตายของเธอจึงมีนัยยะทางชนชั้นที่รุนแรงมาก การตอบโต้ของคนที่ไม่มีเสีย เสียงไม่ได้รับการถูกทำให้เข้าใจ การแสดงตัวของส่วนที่ถูกนับไม่ให้เป็นส่วน
(อ่านเพิ่มเติมเรื่องนี้ได้ในหนังสือ ฌาคส์ ร็องซิแยร์ ที่เรียบเรียงโดย อ.ไชยรัตน์ เจิรญสินโอฬาร)

ส่งสำคัญอีอย่างหนึ่งที่ปรากฏตัวอยู่ตลอดเรื่องคือหน้ากาแอฟริกันเก่าแก่แกะไม้ หน้ากาซึ่งดูอานน่าซื้อต่อมาจากเด็กคนหนึ่ง เอามาให้คุณผู้ชายและคุณนายเป็นของขวัญในวันแรกที่เธอไปทำงานในบ้านที่ดักการ์ คุณผู้ชายชอบอกชอบใจถึงขนาดเอาหน้ากากของเธอไปวางรวมกับของโชว์เครื่องประดับบ้าน กระทั่งเมื่อย้ายกลับฝรั่งเศสเขาก็เอาหน้ากากติดตัวมาด้วย หน้ากากอันนี้เองที่ถึงที่สุด ดูอานน่าถือเอาว่ามันเป็นของเธอ มันเป็นของขวัญจากเธอ และเป็นสิ่งที่เธอจะริบคืนไปเมื่อเธอตัดสินใจจะไม่อยู่ที่นั่นแล้ว จุดแตกหักเกิดขึ้นเมื่อคุณนายมาเอาหน้ากากคืนจากห้องของเธอ เพราะมันเป็นของประดับบ้านของหล่อน ทั้งคู่ยื้อจับหน้ากากกัน หลังจากนั้นเธอก็เข้าห้องน้ำไปเชือดข้อมือตัวเอง

ออกจะเป็นเรื่องชวนเก้อเขินที่เราจะมานั่งตีความว่า หน้ากากคืออะไร แน่นอนว่าหน้ากากเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นทิ่มตาผู้ชมในหนัง อย่างไรก็ดีตำแหน่งแห่งที่ของหน้ากากในหนังก็ชวนให้ตีความได้หลากหลาย ในทาหงนึ่งหน้ากากเป็นคล้ายภาพแทนพิมพ์นิยมของคนดำ หน้ากากแอฟริกันโบราณ เป็นตัวแทนความลึกลับน่าค้นหาสำหรับฝรั่งตะวันตกผิวขาว ความexoticของหน้ากากทำให้มันถูกคุณผู้ชายนำมาใช้แต่งบ้าน แบบเดียวกับการที่เธอได้รับมอบหมายให้ทำอาหารแบบแอฟริกันดลี้ยงแขก ในขณะที่สำหรับดูอาน่า หน้ากากเป็นตัวแทนตัวตนของตัวเธอเพียงหนึ่งเดียว เธอนำมันมามอบให้คุณนายเป็นของขวัญ แจต่เมื่อเธอหมดเยื่อใยกับบ้านหลังนี้ เธอก็ปลดมันลงจากการเป็นสมบัติของคุณผู้ชาย เป็นครเองประดับบ้านไร้ค่า เก็บมันไว้เป็นสมบัติขิงเธอเอง ในขณะเดียวกันหน้ากากก็เป็นภาพแทนของคนดำทั้งหมด คนดำซึ่งไม่ได้มีหัวจิตหัวใจเป็นมนุษย์คนๆไป แต่เป็นคนดำทั้งหมด คนดำทุกๆคน ฉากนี้โดดเด่นออกมาในช่วงท้ายเมื่อคุณผู้ชายเอาสมบัติของดูอาน่าไปคืนแม่ของเธอ นางปฏิเสธงินช่วยเหลือ ขณะเด็กชายคนเดิมที่เคยขายหน้ากากให้กับดูอาน่า หยิบหน้ากากไปจากกองข้าวของแล้ว เด็สวมหน้ากากเดินตามคุณผู้ชายไปในทุกหนทุกแห่ง พริบตานั้น ใบหน้าของหน้ากากเป็นทั้งใบหน้าของดูอาน่า ที่ตามหลอกหลอนคนชั้นกลางผิวขาว ขณะเดียวกันก็เป็นใบหน้าของคนดำทุกคน บรรดาคนสลัมที่ดูอาน่าอาศัยซึ่งพากันออกมามุงดูชายชาวฝรั่งเศสที่เอาสมบัติของคนตายมาส่งคืนใบหน้าซึ่งกระซิบกระซาบต่อกันด้วยถ้อยคำน่าประหวั่นพรั่นพรึงที่เขาไม่เข้าใจ ใบหน้าที่ในที่สุดหลอมรวมเป็นใบหน้าเดียวของหน้ากากโบราณ ใบหน้าของคนดำที่เคียดแค้น ทุกข์เศร้า และตามหลอกหลอนจนกระทั่งเขาบึ่งรถออกไปจากชุมชน

อย่างไรก็ดี ฉากสุดท้ายของหนังคือฉากใบหน้าของเด็กน้อยอันเศร้าสร้อยหลังจากถอดหน้ากากออก ไปหน้าซึ่งอาจเป้นทั้งความหวัง (เด็กคือความหวัง) (ในส่วนนี้พี่เมย์ อาดาดลตีความว่า หน้ากากคือพลังลึกลับของจารีตแอฟริกันโบราณซึ่งสวมทับลงบนใบหน้าของเด็กซึ่งคือความหวัง ราวกับว่า มีแต่การกลับไปหาจารีตโบราณเท่านั้นที่จะเป็นหลังที่แท้จริงในการต่อกรกับเจ้าอาณานิคม ) หรืออาจะเป็นภาพแทนของความอ่อนแอที่ไม่อาจเอาคืนได้(หากมองว่าเด็กคือความอ่อนแอ) ข้างหลังภาพหน้ากากภาพแทนคนดำที่ขึงขังเป็นเพียงเด็กเล็กที่เศร้าสร้อยปราศจากหนทางต่อสู้เท่านั้นเอง แต่ไม่ว่าจะมีหรือหมดหวัง ฉากสุดท้ายของหนังก็ยังทรงพลังสุดขีดอยู่ดี

สุดท้ายขอกล่าวถึงแซมบีเน่ สักเล็กน้อย เขาเป็นผู้กำกับชาวเซเนกัล ที่เคยเดินทางไปฝรั่งเศส โดยไปทำงานเป็นกุลีท่าเรือ และได้เรียนรู้แนวคิดเกี่ยวกับอาณานิคมและการต่อต้านอาณานิคมจากห้วงยามนั้น เขาได้รับอิทธิพลอย่างสูงจาก ฟรานซ์ ฟาน็อง ที่เขียนหนั...งสือเกี่ยวกับการต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมของคนผิวสี (หนังสือของฟาน็องที่แปลเป็นไทยคือ โลกร้าว) และเมื่อกลายเป็นคนทำหนังเขาก็ได้ใส่แนวคิดเหล่านี้ลงในหนังทุกเรื่องของเขา ซึ่งฉายโดยการเร่ไปฉายกลางแปลงตามเมืองต่างๆในเซเนกัล ตั้งแต่วสมัยยังเป็นอาณานิคมฝรั่งเศส

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โลกร้าวได้ที่
http://filmsick.exteen.com/20100405/short-note-from-frantz-fanon-s

Comment

Comment:

Tweet

เขียนได้
แสดงว่ายังโอเคอยู่
big smile

#1 By sofa on 2010-09-28 09:34