THE EARTHLY DAYS KEEP ROLLING BY ( GORAN PASCALJEVIC/1970/YUGOSLAVIA) เพียงวันคืนซึ่งล่วงเลยไป
posted on 12 Sep 2010 00:16 by filmsick in see-it-and-die
เช้าหนึ่งในฤดูหนาว ที่กระท่อมริมแม่น้ำ กัปปิตันวูโจวิค ตื่นมามองดูเรือลำหนึ่งในแม่น้ำแล้วคิดว่าถึงแก่เวลาแล้วที่ตะแกจะย้ายเข้าไปอยู่บ้านพักคนชรา ว่าแล้วแกก็นั่งรถเมลล์ไปดูสถานที่ คุยกับคุณนายเจ้าของ เดินชมชีวิตความเป็นอยู่เรียบหรูของคนเฒ่าคนแก่ในบ้านพัก กัปปิตันบอกว่าทุกอย่างดูดีและแกตกลงจะมาอยู่ที่นี่ แต่ขออยู่ห้องแบบมีรูมเมทนะ แกชอบมีเพื่อน สมบัติข้าวของของแกก็ไม่ได้มีอะไรมาก ชายแก่หน้าตาเหมือน เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ อดีตกัปตันเรือเดินสมุทรที่หย่าเมียจะมีสมบัติอะไรมากมายนักหนา แกมีแค่กระเป๋าใบนึง กีตาร์ตัวหนึ่งและนกแก้วคู้ทุกข์คู่ยากตัวหนึ่ง
รูมเมทของตะแกเป็นชายชราเมียตายผ่ายผอม ตะแกก็สมัครใจมาอยุ่บ้านพักคนชราด้วยตัวเองเหมือนกัน แต่ต่างกันกับกัปปิตันตัวใหญ่ใจดี ตาลุเพรดิกไม่มีเพื่อน แกเก็บตัวไม่สัมพันธ์กับคนเอาแต่นอนแซ่วบนเตียง ไม่ก็ออกเดินไปสุสานเมียและไปหยุดดูลูกๆจากระยะไกลในบ้านที่แกเคยอยู่แต่ไม่ได้อยู่อีกแล้ว
ดูเหมือนกัปปิตันเป็นคนสนุกเฮฮา พอแกมาถึงแกก็คุยนั่นคุยนี่กับบรรดาสาวๆในบ้านพัก บ้านที่มีแต่คนแก่ที่มารวมตัวกันพักรอการเดินทางไกล บรรยากาศของบ้านพักสงบงาม แต่ก็เงียบเชียบเกินไปและติดจะเศร้าอยู่หน่อย กัปปิตันดำริกับชาวบ้านพักว่า อย่ากระนั้นเลย เรามาจัดงานปีใหม่กันเถอะ ใครชอบร้องเพลงก็มาร้องเพลงกัน ใครชอบเล่นดนตรี หรือเล่าเรื่องตลกก็มาเข้าคิวกัน ชวนบรรดาลุกหลานมากินเลี้ยงด้วยจะได้สนุกสนาน ดังนั้นกัปปิตันก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดงานนี้ ในขณะเดียวกันก็พยายามผูกมิตรกับคุณเพรดิก ที่เริ่มเปิดใจกับเขาหลังจากที่คืนหนึ่งกัปปิตันร้องเพลง’วันและคืนยังคงล่วงไป’ให้เขาฟัง
เรื่องมันก็มีเท่านี้แหละ เพราะมันก็เป็นไปตามชื่อ นี่คือหนังที่ว่าด้วย ‘วันคืนที่ยังคงล่วงไป’ ภายใต้เรื่องราวที่เบาบางกล้องจึงเสไปจับภาพาสิ่งละอันพันละน้อยของบรรดาคนแก่ในบ้านพักคนชรา ด้วยดวงตาที่พิเศษพิสุทธิ์ จนบางครั้งเราลืมไปว่ากำลังดูหนังเล่าเรื่องอยู่ เข้าใจเอาเองว่านี่คือการงสมผสานเอาภาพสารคดีแทรกซ้อนเข้ามาในหนังที่มีการจัดฉากถ่ายทำ หนังเยบเรียบเล็กเรื่องนี้ถ่ายทำอย่างประณีตในแสงที่เหมาะเจาะ และอุณหภูมิที่เหมาเจาะ แอบจับจ้องมองอากัปกริยาน่ารักน่าใครของบรรดาชายเฒ่าหญิงชรา ในขณะเดียวกันเมื่อต้องเล่าเรื่องหนังก็ตามติดบรรดาตัวละครของเขาเดินเคาะไม้เท้าเปล่าเปลี่ยวไปบนถนนปูหอนท่ามแสงโพล้เพล้ท้ายวันประกายแดดระยิบสะท้อนย้อนแสงขึ้นบนจอกดรูปเงาให้เหงาเงียบ มุ่งหน้าสู่สุสานในอากาศหนาวเหน็บ หรือแอบมองลอดช่องหน้าต่างจ้องกลับเข้าไปยังโลกที่ไม่อาจเข้าไปได้
หนังเต็มไปด้วยฉากเล็กๆที่แสนจะงดงาม การหัวร่อเอิ๊กอ๊ากของคุณยาย คุณตาที่จู่ลุกขึ้นมาร้องเพลง อาการเผลองีบตอนกลางวัน มือที่สั่นเทาขณะยกของประดับตกแต่งไปติดต้นคริสมาสต์ การจับตาดูกลุ่มพ่อเฒ่าแม่เฒ่าที่ตลอดคืนนั่งรอตรงโซฟาทางเข้าหวังว่าลูกหลานจะมาหาในวันขึ้นปีใหม่ ขณะเดียวกันก็จ้องมองบรรดาคนแก่หัวใจทระนงร้องเพลง เต้นรำราวกับเป็นหนุ่มสาว แอบจ้องมองคุณนายเจ้าของเนอรส์เซอรี่ที่อุตส่าห์ยกครัวมาร่วมงานแต่ก็แอบเบื่อหน่ายการอ่านบทกวี จับจ้องมองการ้องเพลงร่วมกัน หรือกระทั่งให้เราเห็นภาพคุณเพระดิกที่ยืนมองงานเลี้ยงรื่นรมย์ทั้งหมดอยู่ข้างนอก ข้างหลังประตูที่ปิดอยู่
เราคาดหวังอะไรจากหนังคนแก่ หนังเศร้าที่ว่าด้วยความทุกข์ของคุณตาย่ายายที่ไม่มีใครมาหา อารมณ์สะเทือนใจในปัญหาครอบครัวของการทอดทิ้งคนชรา หรือช่องว่างระหว่างวัยที่ทำให้คุณย่าคุณยายต้องมาอยู่บ้านพักคนชราที่แสนเหงา หรือเราจะเอาเรื่องของบรรดาคนแก่หัวใจเด็กที่ลุกขึ้นมาโชว์พาวให้เห็นว่าถึงจะแก่แต่ก็ยังมีไฟนะจ้ะ หรือจะเป็นหนังว่าด้วยการถูกระบบบีบคั้นรื้อทำลายความเป็นมนุษย์จนจวบวาระสุดท้ายของชีวิต หนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรแบบนั้นจะให้หรอก เพราะทุกอย่างมันก็แค่วันคืนที่ล่วงเลยไปเท่านั้นเอง
หนังอาจแสดงภาพเศร้าสร้อยอยู่บ้างตามประสาเรื่องของคนแก่ไกลบ้านแต่หนังเลือกนำเสนออย่างผ่านเลยหากติดตตรึง ในฉากหนึ่งที่กัปปิตันวาดรูปให้หญิงนางหนึ่ง เธอเริ่มพูดคุยถึงลุกหลานของตัวเอง เล่าว่าเธอมาอยู่ที่นี่เองแหละ เมื่อก่อนเธออยู่กับลูกสาว เป็นคนเลี้ยงหลานจนกระทั่งพอหลานๆโตขึ้นครั้งหนึ่งเธอไปเยี่ยมหลานแล้วโดนหลานพูดไม่ดีใส่ เธอรู้สึกเศร้ามาก จากนั้นเธอก็อ่านบทกวีที่เธอเขียนขึ้นจากเรื่องนี้ บทกวีที่บอกว่าเธอจะยังคงรักหลานๆของเธออยู่เสมอต่อให้เธอตายไปแล้วก็ตาม มันผุดโผล่ขึ้นเพียงฉากสั้นก่อนจะถูกกลืนหายไปในวัตรประจำวันอื่นๆของบรรดาคนแก่ในบ้านนี้ หรือกระทั่งชีวิตของคุณ เพรดิกก็ไม่ได้ขับเน้นอะไรมากไปกว่าการจ้องมองการเดินทางบนถนนเส้นเดิมๆของแกโดยไม่ก้าวล่วงไป กระทั่งกัปปิตันเองก็เถอะ หนังถ่ายฉากเล้กๆที่กัปปิตันตามคุณเพระดิกไปเรื่อยๆในที่สุดกัปปิตันก็เรียกเขา ทั้งคู่มานั่งคุยกันบนเก้าอี้ริมแม่น้ำ กัปปิตันจ้องมองเรือในแม่น้ำเงียบๆหวนรำลึกถึงอดีตของแก ฉากสั้นๆเพียงสามสิบวินาทีที่แสดงภาพเศร้าของวัยวันที่ผ่านเราไปแล้วได้อย่างน่าทึ่ง
พูดถึงผู้กำกับสักเล้กน้อย จากข้อมูลที่ค้นได้ว่ากันว่าGORAN PASKALJEVIC อดีตนักศึกษาภาพยนตร์จากสถาบันFAMU แห่งกรุงปราก เป็นผู้กำกับคนสำคัญของยูโกสลาเวียที่หนังไว้เป็นจำนวนมาก (หนังเรื่อง CABARET BALKAN และ SHOCK THERAPY ของแก เพิ่งจัดฉายโดยFILMVIRUS ไปเมือ่ออาทิตย์ก่อน ) ว่ากันว่าแกเป็นแนวหน้าของหนังบอลข่านด้วยลีลาเรียบนิ่งสำรวจตรวจสอบผู้คนมากกว่าจะหวือหวา ในขณะเดียวกันก็สอดแทรกนัยยะทางสังคมและการเมืองลงไปด้วย แกกลับจากปรากหลังรัสเซียเข้ายึดชค มาทำหนังโด่งดังในบ้านเกิด แถมยังสนิทกัยสโลโบดาน มิโลเซวิช ผู้นำยูโกสลาเวียในขณะนั้น จนกระทั่งนายพลติโตเรืองอำนาจแกก็เห็นว่าคงอยู่ไม่ได้แน่ จึงย้ายตามเมียชาวฝรั่งเศสไปอยู่ปารีส และยังคงทำหนังเป็นระยะๆ
มีฉากเล็กๆฉากหนึ่งที่อธิบายเรื่องทั้งหมดได้อย่างงดงาม ในฉากนั้น ทุกคนกำลังรื่นเริงอยู่ในงานปีใหม่ กัปปิตัน เอาอาหารและเบียร์เข้าไปให้คุณเพรดิกในห้อง เขาบอกขอบคุณแต่เขาไม่ดื่ม กัปปิตันบอกว่าสมัยหนุ่มๆ ผมน่ะ ไม่ใช่แค่ดื่มเบียร์ขวดเดียว ผมดื่มแบบเอาขวดเรียงเป็นแถวตั้งเท่านี้ พูดพลางทำมือให้เห็นภาพ คุณเพรดิกตอบกลับว่า แต่นั่นมันก็ผ่านไปหมดแล้วนี่นา มันเป็นอดีตที่จบไปแล้ว กัปปิตันตอบกลับแต่เพียงว่า นั่นละ ผมรู้ มันเป็นแค่อดีต แต่เราจะเฉลิมฉลองเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของเราสักหน่อยไม่ได้เชียวหรือ ฉลองให้กับวันคืนที่ล่วงไปแล้วนี้น่ะเอง
หนังอาจจบลงอย่างเศร้าสร้อย แต่ฉากสุดท้ายของหนังที่เราจ้องมองเรือซึ่งกำลังแล่นไปในแม่น้ำ มันอาจเป็นทั้งการแทนภาพของกัปปิตันอารมณ์ดีที่เป็นที่รักของทุคน แต่ในขณะเดียวกันมันก็ได้พูดถึงชีวิตมนุษย์ทุกคนซึ่งถึงที่สุดก็ต่างแค่ล่องไปในกระแสแห่งแม่น้ำชีวิตกันทั้งนั้น จะเป็นคนเปิดเผย หรือเก็บตัว ทุกข์หรือสุขสุดท้ายเราก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่าการล่องไปในทะเลวลาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ก็ตามเพลงที่กัปปิตันร้องไว้ เพลงที่เขาเองก็ได้ยินมาจากคนแปลกหน้าที่พบเพียงครั้งเดียวในชีวิต เพลงแห่งคืนวันที่จะล่วงเลยไป เช่นนั้นเอง