ROUGH CUT : สะบายดี 2 ไม่มีคำตอบจากปากเซ (ศักด์ชาย ดีนาน/2010/ไทย) :ปากเซที่คิดถึง
posted on 08 Sep 2010 00:25 by filmsick
นี่อาจจะไม่ใช่หนังที่มีพลังทางศิลปะอย่างรุนแรง หรือบอกเล่าประเด็นสังคมคมคาย หรือมีงานสร้างละเมียดงดงาม หรือยกระดับจิตผู้ชม แต่นี่คือหนังเล็กๆที่สงบ งดงาม และสุดแสนจะรื่นรมย์ เอาเข้าจริงแล้วมีโอกาสหลายครั้งมากที่หนังจะจขยับไปเป็นหนังเล่าเรื่องที่บีบคั้นให้ผู้ชมต้องเชื่อเรื่องรักแรกพบ หรือรักข้ามประเทศ แต่หนังกลับเลือกจะเป็น การกลับไปบันทึกความรื่นรมย์เล็กๆ ของชายคนหนึ่งที่ได้เรียนรู้ตัวเองจากการไปพบปะแม่หญิงลาว และในที่สุดได้ทำหนังออกมาเรื่องหนึ่ง ความรื่นรมย์ของหนังทำให้คิดถึงความรื่นรมย์ของวงดนตรีลูกทุ่งในอีส้มสมหวังภาคแรก ในขณะเดียวกันการต่อสู้ของตัวเอก และแรงบันดาลใจในการทำหนังทำให้เรานึกถึง ฝันโคตรโคตรในฉบับที่ลดความซับซ้อนลงมาและเติมความรื่นรมย์เข้าไป น่าดีใจที่หนังทั้งสองเรื่องที่ว่าไปก็เป็นหนังที่เราชอบมากๆเหมือนกันทั้งคู่
ชอบการรักษาระดับความสัมพันธ์ของพระนางในเรื่องมากๆ ในขณะที่เรย์ แมคโดนัลด์ มักจะทำตัวน่ารำคาญแบบเท่ๆในหนังเรื่องอื่นๆ แต่ในหนังเรื่องนี้เขากลับดูน่ารำคาญจริงๆ และมันทำให้เรารู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ไม่น่าจะได้กับนางเอกในตอนจบ ซึ่งหนังก็เลือกจบตามที่มันควรจะเป็นจริงๆ ฉากที่เรย์ตกเรือเลยเป็นฉากที่จริงๆควรจะปลอมมากๆ แต่เรารู้สึกว่ามันได้จังหวะมากๆ หนังประคอง ความสนใจในตัวหนุ่มไทย กับความรำคาญที่สอนมีต่อเขาได้แบบพอดิบพอดี มันจึงทั้งดูน่ารักในขณะเดียวกันก็ไม่เพ้อเจ้จนเกินไป ถ้าในภาคแรก มันคือการเข้าไปพิชิตสาวลาวของหนุ่มไทย ภาคนี้ก็แสดงให้เห็นว่าในความจริงนอกหนังมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นหรอก เราไม่มีทางเข้าไปเที่ยวเมืองลาวไม่กี่วันแล้วไปรักแม่หญิงลาวหัวปักหัวปำได้ ทำได้แค่ทิ้งร่องรอยไว้ให้กันและกัน การพัฒนาความสัมพันธ์นั้นต้องใช้เวลายาวนานหว่านั้น (อย่างที่หนังทิ้งข้อความไว้ให้เราในช่วงท้าย) ดังนั้นว่ากันตามจริงนี่จึงเป็นหนังสำหรับบันทึกโมงยามอันรื่นรมย์และโหดร้ายของผู้กำกับหนุ่มคนหนึ่งมากกว่าจะเป็นหนังรัก และแม้หนังจะอวด วัดภู พูสิ หรือดอนเดช หรือคอนพะเพ็ง แต่เราก็รู้สึกว่าความจงใจขายที่เที่ยวในหนังนั้นน้อยลงไปมาก เนียนขึ้นและไหลไปกับเรื่อง
ในขณะเดียวกันสิ่งที่จับใจเรามากคือส่วนของการพูดถึงชีวิตคนทำหนัง ในกระแสอุตสาหกรรม หนังฉายภาพการดิ้นรนแบบเดียวกับในฝันโคตรโคตร ของพิง ลำพระเพลิง ฉากที่ดีมากฉากหนึ่งคือตอนที่โปรดิวเซอร์ (ที่ตอนนี้มาขายน้ำเต้าหู้) บอกให้พระเอกกลับบ้านที่สุรินทร์ แล้วพระเอกบอกว่ากลับไปไม่ได้อีกแล้ว ไม่มีนาจะให้ทำแล้ว แล้วโดนสวนมาว่าเอ็งน่ะหลงแล้ว มันเป็นฉากเล็กๆที่สะท้อนปัญหาของคนทำหนัง หรือจะพูดอีกทีบรรดาคนต่างจังหวัดที่มาหางานทำในกรุงเทพเกือบทั้งหมด ในขณะเดียวกันหนังทั้งเรื่องนี้ที่จริงก็เป็นการพูดถึง ‘แรงบันดาลใจ' ในการทำหนังมากกว่าจะเป็นหนังรักจริงจังด้วยซ้ำ ซึ่งนั้นทำให้หนังไม่ต้องมีเป้าประสงค์ในการพยายามทำให้พระนางรักกัน แต่เฝ้าเก็บบรรยากาศอิหลักอิเหลื่อ กระอักกระอ่วนของคนสองคนที่เพิ่งรู้จักกันและทิ้งร่องรอยไว้ให้แก่กันในที่สุด
อีกฉากที่ชอบในหนังคือฉากแต่งงานที่เรารู้สึกว่ามันเป็นการแต่งงานที่พบเห็นได้ทั่วไปในบ้านเราแต่ทำไมเวลาฉากแต่งงานมันไปปรากฏในหนังไทยมันถึงจะพาลพาโลเข้าโบสถ์คริสต์กันไปหมดก็ไม่รู้
แม้ไม่มีคำตอบจากปากเซจะไม่ได้มีชั้นเชิง หรือมีเรื่องให้จับต้องมากเท่ากับสบายดีหลวงพระบาง แต่สิ่งที่เราได้มาแทนความรื่นรมย์ในการเล่าเรื่องที่เล็กมากๆด้วยความรู้สึกที่สวยงามมากๆ ความน่ารักเรียบเรื่อยของตัวหนังไม่ได้ตอบสนองอาการพาฝันของผู้ชมอีกแล้ว แต่เป็นการบันทึกความงามเล็กๆด้วยดวงตาที่มองเหตุการณ์อย่างที่มันควรจะเป็นมากกว่าที่อยากให้เป็น และฉากหนึ่งที่พิสูจน์ว่าผู้กำกับอยากจะบันทึกห้วงยามนี้ไว้มากกว่าจะเล่าเรื่องคือฉากจบที่เป็นการปิดถนนเต้นบัดสลบ ที่สวยงามเอามากๆ
ดูเหมือนสายตาที่จ้องมองหนังเรื่องนี้น่าสนใจกว่าสายตาของหนังในภาคที่แล้วอยู่โข เพราะนี่เป็นสายตาของคนเดินทางที่บังเอิญผ่านไปที่นั่น มันเป็นมุมมองที่นักเดินทางจะได้พบจริงๆโดยไม่ผ่านการผลิตให้มันพาฝันจนกลายเป็นเรื่องรักที่ป็นไปไม่ได้และเชื่อไม่ลง ความงามตามที่เป็นจริงนี้เองคือเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้ ซึ่งจะว่าไปแล้วเรากลับไม่พบเสน่ห์แบบนี้เลยในหนังไทยที่ว่าด้วยการเดินทางออกนอกประเทศ และนี่เองคือความสวยงามของหนังเรื่องนี้อารมณ์การจ้องมองด้วยการถวิลหาของนักเดินทางคนหนึ่งมากกว่าตัวละครพาฝันในเรื่องรักขามโขง
ผมชอบมากกว่าสบายดีหลวงพระบาง อีก
#1 By dong=ดอง,โด่ง on 2010-09-08 01:17