ผู้ชายคนหนึ่งกำลังจะทำหนังว่าด้วยการสูญเสียคนรัก เขาสัมภาษณ์นักแสดงในบทต่างๆ คิดถึงหนังที่เขากำลังจะทำ คิดถึงนักแสดงที่ซ้อนทับเข้ากับชีวิตจริง รวมถึงกับผู้หญิงจริงๆในชีวิต จากนั้นภาพยนตร์ก็กลายเป็นการบันทึก เปลี่ยนรูป ทำลาย รื้อสร้าง ทบทวน ก้าวออกไป หรือก้าวกลับเข้ามา ของความทรงจำ

สิ่งที่สำคัญที่สุดในหนังเรื่องนี้คือความคลุมเครือของสิ่งที่ดำเนินไป สิ่งซึ่งเป็นหนังในหัวของผู้กำกับ และหนังซึ่งออกมาจริงๆ การสะท้อนกลับไปกลับมาของภาพ ทั้งในฐานะ เหตุการณ์จริง ความทรงจำ ความทรงจำประดิษฐ์ใหม่ ภาพยนตร์ และทั้งหมดของตัวบทในฐานะหนังอีกเรื่องกนึ่งคือสิ่งสำคัญ การไหลทบ หรือการเปลี่ยนสภาพ นักแสดงไปสู่ตัวละคร ตัวละครสู่คนจริงๆ(สำหรับตัวผู้กำกับ) ทำให้เกิดการสะท้อนกลับไปกลับมาที่สวยงามเหมือนกระแสสำนึกของภาพยนตร์

หนังอาจจะตัดแบ่งตัวเองเป็นแค่เหตุการณ์ที่ตัวผู้กำกับต้อพบเจอ(casting นักแสดง คุยกับผู้ช่วย) และหนังในหัวของผู้กำกับ แต่เราอาจซอยย่อยส่วนหลังออกมาได้อีกด้วยการเลือนกว่า บางอย่างอาจจะเป็นแค่ความทรงจำ และบางอย่างอาจคือหนังจริงๆซึ่งสำเร็จเสร็จไปแล้ว

ในอีกทางหนึ่งเราอาจแบ่งหนังได้เป็นสองส่วน คือส่วนของการสูญเสียคนรัก และ ในที่สุดกลายรูปไปสู่การสูญเสียตัวเอง(ผ่านทางเรื่องเล่าในหนังช่วงท้าย) กล่าอย่างง่ายก็คล้ายกับ ครึ่งแรกคือความทรงจำที่เขามีต่อผู้อื่น และช่วงสุดท้ายกลายเป็นความทรงจำที่...ผู้อื่นมีต่อตัวเขา ซึ่งแน่นอนว่าการเล่นประเด็นความจริง ความทรงจำไม่ใช่ของใหม่ รวมถึงการเล่นความทรงจำในแง่ความเป็นภาพยนตร์ด้วย (จริงๆอภิชาติพงศ์ ก็ได้สำรวจพรมแดนนี้จนปรุไปหมด จนทะลุไปสู่การต่อสู้ของความทรงจำกับประวัติศาสตร์) แต่ WOMAN I ก็ไม่ใช่แค่หนังอีกเรื่องที่ละเล่นเรื่องของความทรงจำกับภาพยนตร์และความจริง เพราะนี่คือหนังที่สำรวจพรมแดนช่วงของการกลายร่าง การเปลี่ยนจากเหตุการณ์จริงไปสู่เรื่องเล่า เรื่องจริงที่ค่อยๆถูกแทนที่ด้วยตัวละครใหม่ๆ (มาแทนที่บุคคลจริง ) และเหตุการณ์ที่ในที่สุดอาจจะคลี่คลายไปเป็นอย่างอื่น ถึงที่สุดเรื่องเล่าก็เข้าแทนที่ครอบงำความจริง โดยใช้ความทรงจำและภาพยนตร์เป็นเครื่องมือ แต่นี่ไม่ใช่การสำรวจความจริง ทั้งไม่ใช่การเยียวยาตนเองอีกต่อไป มันกลายเป็นเพียงการจ้องมองความทรงจำในฐานะก้อนเหตุการณ์ที่มีจุดเริ่มต้นจากประสบการณ์หากแตกดอกออกผลไปสู่อย่างอื่น

ในฉากแคสติ้ง หนังตัดสลับการแคสติ้งเข้ากับภาพในหัวของผู้กำกับซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งบทภาพยนตร์ในหัวเขา (ฉากป้าเจน) หรือเหตุการณ์ในอดีต(ฉากของเขากับจูน คนรักเก่า) ในขณะเดียวกันเราก็พบว่าไม่แต่เฉพาะนักแสดง หากผู้หญิงรอบๆชีวิตของเขาก็ไหลกลืนเข้า...มาเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ เมื่อตัวละครอย่างเปียโนผู้ช่วย และแป้ง คนรักปัจจุบัน(น่าสนใจว่าความสัมพันธ์ของเขากับผู้หญิงสองคนจากชีวิตจริงดูเหมือนจะไม่ราบรื่นนัก) ก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ด้วย ฉากสำคัญช่วงท้ายเรื่องเมื่อตัวละครซ้อมบทโดยพากันเดินวนรอบผู้กำกับ(ซึ่งอาจจะทำให้นึกถึงWERCKMEISTER HARMONIESของBELA TARR อยู่บ้าง) จึงกลายเป็นภาพสะท้อนของความทรงจำที่มีตัวเขาเองเป็นศูนย์กลาง ก่อนที่ในที่สุดเขาจะหายไปในฉากต่อมา ผ่านทางสิ่งซึ่งอาจจะเป็น'ความตายประดิษฐ์'

ฉากที่น่าสนใจที่สุดของหนังจึงคือฉากการถ่ายทำภาพยนตร์(ซึ่งเราไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า เมื่อเขาสั่งให้ฮีน(ที่รับบทจูน แฟนเก่า)พูดประโยคเดิมซ้ำสองครั้งด้วยน้ำหนักเสียงใหม่ ในฉากนี้นักแสดงตีความเหตุการณ์ผ่านน้ำเสียง แน่นอนว่าถึงที่สุดผู้กำกับก็ตีความเรื่องเล่านี้ใหม่อีกครั้ง มันคือการตีความใหม่ซึ่งเปลี่ยนเหตุการณ์และความทรงจำให้กลายเป็นเรื่องเล่า

แม้โดยส่วนตัวจะรู้สึกว่า WOMAN I ยังขาดอะไรไปบางอย่างที่ตอบไม่ถูกว่าอะไร (บางทีอาจจะเป็นความเนี้ยบของมันที่ทำให้เรารู้สึกว่าความนุ่มนวลในความเป็นมนุษย์ของตัวละครละลายหายไปในความแข็งเกร็งของหนังอยู่บ้าง ) และหนังน่าจะขยายออกมาได้อีก เสริมเติมเหตุการณ์สิ่งละอันพันละน้อยได้อีก เพื่อให้มันนุ่มนวลและเป็นมนุษย์มากขึ้น แต่กล่าวถึงที่สุด นี่คือหนังที่ละเล่นกับความทรงจำ และภาพยนตร์ได้อย่างน่าทึ่งทีเดียว

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

จำได้ว่าเคยดูในยูทูปเมื่อนานมาแล้วครับ (แต่ตอนนี้รู้สึกว่าลบไปแล้ว)

ผมชอบการเคลื่อนกล้อง ภาพ และความลางเลือนระหว่างความจริงกับตัวหนังที่ถ่ายโดยเฉพาะตอนจบที่ก่ำกึ่งและรุนแรงสำหรับผมครับ

#1 By Seam - C on 2010-08-31 12:31

ไปดูที่เฮ้าส์มา

ไม่รู้อะไร ไม่เข้าใจ แต่ดีใจที่ได้ดูbig smile

#2 By R O C K on 2011-01-03 18:26