หมายเหตุ :

1.นี่เป็นเพียงบันทึกสั้นที่เขียนลงFb หลังดูหนังจบ หากไม่ปะติดปะต่อก็ขออภัยอย่างยิ่ง

2. บันทึกนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญทั้งหมดของหนัง!!! 

 

สิ่งที่น่าสนใจในหนังเรื่องนี้คือระนาบของความฝันซ้อนฝัน ซึ่งเทียบได้กับบทละครซ้อนบทละครของตัวเอกใน SYNECDOCHE, NEW YORK เพียงแต่SDNY เลือกเล่าอย่างไม่เป็นระบบเพื่อสะท้อนระบบคิดของศิลปิน แต่ICT เลือกเล่าอย่างเป็นระบบเพื่อคลี่กฏคิดแบบวิทยาศาสตร์ ระนาบของความฝันที่มี'เวลา'ไม่เท่ากัน คือภาพแทนการรับรู้เวลาของคนในยุคสมัยของเรา พูดให้ง่าย ICT คือหนังประจำยุคสมัยเช่นเดียวกับ SDNY /ลุงบุญมีระลึกชาติ / SUMMER HOURS หรือหนังของ คิโยชิ คุโรซาว่า ซึ่งเราจะไม่กล่าวถึงทั้งหมดในที่นี้ แต่ขออธิบายคร่าวๆว่ามันเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยกงับ การรับรู้เวลานั่นเอง

การรับรู้เวลาในหนังที่มันสั้นยาวไม่เท่ากัน เป็นรูปแบบการรับรู้เวลาของเราซึ่งเกิดขึ้นได้เมื่อเราสามารถเดินทางข้ามโลกได้ในไม่กี่อึดใจ (ต้นเรื่องของICT ก็เป็นแบบนี้ หรือหนังอย่าง KNIGHT AND DAY ก็ทัวร์กันทั่วโลก) การย่อเวลา ทำให้การรับรู้ความจริงบิดผัน เพราะการรับรู้ความจริงอาศัยความเคยชิน ความเคยชินอาศัยเวลา ในโลกตอนนี้เราจึงรู้สึกว่าทุกสิ่งปลอม เพราะมัน 'มาเร็ว เคลมเร็ว ไปเร็ว'ตลอดเวลา

ในโลกปัจจุบันนี้การรับรู้ความจริงจึงไม่มีอยู่ นอกจากประเด็นเวลา เรายังถูกแตกสลายความจริงอีกด้วย เพราะเรามาถึงจุดที่ไม่มีความจริงสัมบูรณ์มีแต่ความจริงภายใต้กรอบคติ หรือ อคติของผู้ถือความจริง ความทรงจำ ข้อเท็จจริง และประวัติศาสตร์ไม่ใช่ความจริงเป็นเพียงส่วนปลีกย่อยเล็กๆซึ่งถูกนมาประกอบภาพเสมือนความจริง ตัวละครที่น่าสนใจที่สุในเรื่องจึงคือ Mal เพราะเธอคือตัวละครที่ติดอยู่ในการรับรู้เวลาที่นำมาซึ่งการรับรู้ความจริง (เช่นเดียวกับผู้ชมที่ทำทีเป็นถูกกันให้อยู่วงนอก แต่ได้รับรู้กฏแห่งเวลาระหว่างชั้นของความฝันด้วย ) ตัวMal ความสำนึกผิดของCobb และ สถาปัตยกรรมของ Ariedne จึงเป็นสถานะของการับรู้ความจริงภายใต้การับรู้เวลาอย่างใหม่

จริงๆแล้วรูปแบบของความฝันแต่ละระดับ เปรียบเทียบกับSDNY ก็คือบทประพันธ์ชีวประวัติของตัวเอกที่ทำซ้ำออกไปเรื่อยๆ(เพราะเขียนชีวประวัติตัวเองจริงๆมันก็ต้องมาจบที่ตัวเองตอนเขียนอัตชีวประวัติ และก็ต้องแตกออกไปอย่างนี้เรื่อยๆไม่รู้จบ) เพียงแต่ความฝันซ้อนฝันเป็นรูปแบบของโลกเสมือนจริงด้วย พูดให้ง่ายคือนายก. (ลีโอนาโดก็ได้) เปิด Fb ในชื่อตัวเอง จากนั้นก็เปิด fbในชื่อคนอื่น แล้วเอาชื่อนี้ไปเปืด hi5ในชื่อที่เป็นตัวแทนของชื่อ นี้ ซึ่งชื่อที่สามก็เลยไปเปิด twitter ในสภาพตัวแทนของตัวเองอีก ในแต่ละsocial network ก็จะมีเพื่อน มี รูปแบบหน้าจอ และมีเวลา ที่แตกต่างกันไป กล่าวอย่างง่าย ฝันซ้อนฝัน คือการสร้างเรื่องพวกนี้ให้เห็นเป็นภาพ พูดให้กลับหัวกลับหางคือชีวิตในโลกsocial networkก็คือห้วงฝันหนึ่งอันนั่นเองและคนติด fb คงรู้ดีว่ามันมี'เวลา'ต่างกับเวลาจริงอย่างไร รวมไปถึงมันสามารถจะกลายเป็นโลกจริงแทนที่ได้อย่างไร

ประเด็นที่สอง

นี่คือหนังที่เชิดชูวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์เต็มที่ เพราะหนังวางโครงสร้างตัวละคร ในฐานะของผู้เชี่ยวชาญ มีนายทุน มีผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขา ปลอมตัว สถาปนิก นักเคมี (เภสัชกรได้ไหม ฮา!) ผู้นำ ลูกมือ ทุกอย่างถูกจัดแบ่งออกเป็นเรื่องของความเขชี่ยวชาญ การอธิบายความฝันด้วยวิธีแบบวิทยาศาสตร์ (โอเคกึ่งๆก็ได้ พูดง่ายๆคือคุณเชื่อก่อนสิว่าเราจารกรรม ความคิดในความฝันคุณได้ จากนั้นเราจะเอาอะไรที่ดูเข้ากันๆ เช่นทฤษฏีจิตวิเคราะห์ ยาหนอนหลับอย่างแรง หรือเครื่องมือเก๋ๆ เพื่อกล่อมให้เชื่อว่ามันมีความเป็นไปได้ เพราะไอ้ของพวกนี้มันเชื่อมโยงกัน ภายในกฏที่ตั้งขึ้น)การอธิบายสิ่งที่อธิบายไม่ได้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์คือจุดใหญ่ใจความประจำยุคสมัยของเราไม่ใช่หรือ หนังเรื่องนี้จึงตอบสนองผู้ชมในฐานะนี้ได้เต็มรสชาติ

ประเด็นที่3
Homo Sentimentalis

หนังเรื่องนี้ลึกลงไปสุดทางก็พูดถึงมนุษย์ในฐานะมนุษย์แห่งอารมณ์ สุดท้ายแล้วมนุษย์ในเรื่องทั้ง fisher และ ต่างโหยหาความรัก (ยึดตามที่จำได้จากหนังสืออ.ธเนศ) เในอดีตสำหรับมนุษย์ความรักเป็นบาปเป็นความป่วยไข้ และการแต่งงานเป็นเรื่องของการสืบพงศ์พันธุ์ และเหตุผลทางธุรกิจ เพิ่งมาไม่กี่ศตวรรษนี้เองที่มนุษย์ปลดแอกตัวเองจากการคลุมถุงชน และเชิดชูความรักให้เป็นใหญ่ จากนั้นเราก็ติดกับดักของความรัก และยินดีตกหลุมบ่วงแร้วนั้นเพราะมีความโรแมนติคเป็นเครื่องล่อใจ

เช่นเดียวกันกับ Mal และ Cobb จุดใหญ่ใจความที่ว่า ความฝันนั้นงดงงามกว่าความจริงเพราะในความฝันนั้นเราได้ครองคู่กันจนแก่เฒ่าไปพร้อมกัน นี่เป็นสุดยอดความโรแมนติค และการรับรู้เวลาในฝันทำให้มันเป็นจริง(จริงในฝัน โอ้ว ยังไง) ขึ้นมาได้ ตัวละครของเราติดกับดัก ความเป็นมนุษยืแห่งอารมณ์ ตัวของMal นั้นชัดเจนเมื่อเธอเริ่มเชื่อว่าความฝันนั้นเป็นความจริง และอยาากจะอยู่ในนั้น ครั้นเมื่อเธอถูก แทรกแซง มันก็กลายเป็นว่าเธอเชื่อว่าทุกอย่างเป็นความฝัน

การแทรกแซงความฝันของMal มันก็เหมือนยาเม็ดแดงของมอร์เฟีนสนั่นเอง เราค้นพบว่าทั้งหมดเป็นแมทริกซื แต่ที่หนักกว่าคือเราคิดว่ากระทั่งการตื่นก็เป็นอีกแมทริกซ์หนึ่งด้วย ทีนี้เลวร้ายที่สุดคือเราคิดว่ามันจะมีอะไรงามๆนอกแมทริกซ์นั้นเราเลยกลายเป็น Mal กันไปหมด อะไรงามๆอย่างความรักชั่วนิรันดร์ ซึ่งพูดให้ถูกก็คือ เราคิดว่าอุดมคตินั้นเป็นของจริง อุดมคติอาจเป็นจริงในช่วงสั้น ในโลกปัจจุบันเราเห็นมายาคติของอุดมคติ เราออกมาสู่โลกจริงแล้ว แต่เราก็เชื่อในอุดมคตินั้นแบบเดิมสุดลิ่มทิ่มปประตูเหมือนเดมิ
แต่คนที่หนักกว่า Mal คือ Cobb เพราะเขาเองก็เป็นมนุษย์แห่งอารมณ์ด้วย เขาสอนให้Mal ตื่นจากฝัน ด้วยการแทรกแซงความฝัน (ปลูกแนวคิดเหรอ มันคือรูปแบบเดียวกับการสร้างแรงบันดาลใจ หรือ การปลูกฝังแนวคิดคอมมิวนิสต์ อะไรแบบนั้นไหม) สุดท้ายเขาเองก็ติดบ่วงมันไปด้วย เขาสำนึกผิดที่ให้ความฝัน แต่เขาก็เสพติดความฝันที่เขาให้ เราทุกคนจึงมีสัดส่วนของMal และ Cobb อยู่ในตัวเอง แกว่งไปมาระหว่างโลกฝันโลกจริง อุดมคติของความรักคือบ่วงของมนุษย์ให้เราโหยหาความรัก และให้เราตกเป็นทาส ในรูปแบบเดียวกับยุคก่อนมนุษย์แห่งอารมณ์ เพียงแต่เรามองไม่เห็นโซ่เท่านั้น

และสิ่งนี้ก็สามารถเอามาอธิบายการแทรกแซงความฝันของFisher ได้ด้วย เพียงแต่เปลี่ยนจากความรักผัวเมีย เป็นพ่อลูกเท่านั้นเอง

สุดท้ายสิ่งที่ดีของหนังเรื่องนี้คือการค้างคาฉากจบ หนังไม่แสดงทีท่าว่าการแทรกแซงความฝันเป็นคุณหรือโทษ คำถามปลายเปิดที่หนังทิ้งไว้ ทำให้หนังไปไกลกว่า Dark Knight ที่สะดุดขาตัวเองล้มเพราะแทนที่จะพูดเรื่องความเท่าเทียมของมนุษย์ ปัจเจก(ในฉากระเบิดเรือ)กลับเลือกปกปิดความลับของเดนท์ เชิดชุการยอมเจ็บของแบทแมน ในฐานะซูเปอร์ฮีโณ่ไปเสียฉิบ การเปิดประตูทิ้งไว้ว่า เราสามารถออกจาอุดมคติของความฝันได้หรือไม่ และการแทรกแซงความฝัน ก้วยการปลูกฝังความคิดฝันใหม่นั้นจะนำไปสู่สิ่งใด ทำให้หนังน่าสนใจมากๆๆๆ

กล่าวถึงที่สุด เราก็บอกได้ว่า INCEPTION น่าจะเป็นหนังประจำยุคสมัย ในแง่ที่ว่ามันใช้อธิบาย การดำรงคงอยู่ของมนุษย์ในสมัยปัจจุบันทั้งในข้อดีและข้อด้อย ความก้าวหน้าของเรา และกับดักของเรา ไม่ว่าหนังจะตั้งใจหรือไม่นี่คือหนังที่รับใช้สมัยปัจจุบัน(หลังสมัยใหม่หรือเปล่า?)ได้อย่างเต็มสมรรถนะ และไม่น่าแปลกใจถ้าใครต่อใครจะชอบหนังมากๆ

อย่างไรก็ตามสาเหตุทื่ทำให้เราไม่จี๊ดหนังแบบสุดลิ่มทิ่มประตูเหมือน SDNY อาจจะเพราะมันเป็นหนังที่ออกแบบมาสำหรับสมอง ตัวละครที่เป็นตัวละคร ดราม่าที่เป็นดราม่า ในขณะที่SDNY แต่ระดับตัวละครลึกลงไปกว่าผิวเปลือก เราจึงเศร้าใจ ร้าวรานกับชีวิตของเขาจริงๆ โดยไม่ต้องถูกเบรกเพื่อดึงกลับมาสู่ฉากแอคชั่นอลังการแต่อย่างใด

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

มายิ้มก่อน

จะไปนอนแล้ว

ราตรีสวัสดิ์จ้ะน้องชาย big smile

#1 By Mrs. Holmes on 2010-07-17 03:39

น่าสนุกนะคะ :)

#2 By Jackie (125.25.23.137) on 2010-07-17 11:21

ยังไม่ได้ดูเลยค่ะอยากจะไปดูเหมือนกัน ^^

ตอนแรกที่ดูตัวอย่างเรื่องนี้อยากบอกว่าได้อารมณ์คล้ายแอคชั่นไซไฟทั้วไป

แต่พอได้มาอ่านนี่ ทำให้นึกถึงอารมณ์หลายเรื่องเลย แต่ฉากจบนี่นึกถึง vanilla sky แฮะ ทิ้งไว้ให้คนนคิดต่อว่าตัวเอกจะตื่นความฝัน(ที่ถูกสร้างเอาไว้)ได้หรือเวลาจะย้อนกลับไปแล้วทุกอย่างเป็นเพียงฝันร้าย

สุดท้ายที่อ่านมานี้ ทำให้นึกถึงบันทึกปรัชญาเมธีจีนที่กล่าวว่า "เรานอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้ฝันเห็นผีเสื้อตัวหนึ่งบินมาเกาะที่มือเรา เมื่อเราตื่นมามองเห็นผีเสื้อตัวนั้นกำลังหลับอยู่ที่มือเรา นี่เราฝันเห็นผีเสื้อ หรือเจ้าผีเสื้อนั้นฝันเห็นเรา..." คิดต่อได้ว่าหากทุกอย่างเป็นเพียงอารมณ์ของหวงคิดฝันของคนเรา แล้วอะไรคือความจริง ความฝันที่เรามีเป็นของเราหรือของคนอื่น แล้วเวลาที่เราส่องกระจก กระจกส่งเราหรือเราส่องกระจก

บางทีเรื่องนี้อาจได้จากการคิดอ่านของใครซักคนที่กำลังหาคำตอบที่สุดแห่งจินตนาการนี่ก็เป็นได้...

พูดยาวไปป่าวเนี่ย (ยังไม่ได้ดูเลย -.-")

#3 By (61.90.80.50) on 2010-07-17 11:35

Hot! Hot! Hot!

ว่างๆจะเขียนรีวิว ชอบมากครับเรื่องนี้ :)

#4 By SIAMZOMBIE FILM ^0^ on 2010-07-17 19:45

ขอไปดูก่อนดีกว่า
แล้วจะกลับมาอ่านนะคะ
ถ้าบลอคเอนทรีนี้ยังอยู่ =)

ขออนุญาตถามนิดนึงนะคะ
ทำไมคุณfilmsickไม่ขึ้นprevious entry
ไว้เหรอคะ หรือกลัวรก
หลายเอนทรีเลย อ่านค้างไว้
กลับมาดูอีกทีก็ไม่อยู่แล้ว

#5 By -- กำพล -- on 2010-07-17 21:36

Hot! Hot! Hot! ชอบประเด็นที่เอามาเกี่ยวเนื่องกับ Social network และเรื่องอุดมคติครับ ใช่เลยๆ big smile

#6 By Seam - C on 2010-07-19 09:03

play the game of life by the life of the game will be in life.

#7 By juicy (123.165.116.154) on 2011-01-12 14:02

ผมเพิ่งได้มาอ่านรีวิวที่คุณฟิลม์ซิกเขียนถึงเรื่องนี้ (หลังจากดูมานานแล้ว และชอบมากๆๆๆๆ)

ผมชอบการพูดเรื่อง Time Perception ในรีวิวนี้มาก (ตอนดู ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่...ทั้งๆ ที่สมควร ในฐานะคนชอบเรื่องดาราศาสตร์อยู่บ้าง)

แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้จะขาดการมองถึงปรั๙ญาที่สำคัญๆ บางประการของนักปรัชญาอย่างเดสการ์ด หรือแดริดา ฯลฯ ไปไม่ได้เลย (โดยเฉพาะแดริดา...ที่หากมจำไม่ผิดเคยพูดเรื่องการัน - On Dream - ไว้โดยเฉพาะเลยครั้งหนึ่ง ซึ่งผมเห็นว่าสัมพันธ์ระดับควบแน่นกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก)

อนึ่ง ตอนนี้เองก็จำเนื้อเรื่องแทบไม่ได้แล้ว เพราะดูตั้งแต่หนังเข้า แล้วก็ไม่ได้มีดูทวนอีกเลย แหะๆ

#9 By Kritdikorn Wongswangpanich (210.1.31.28) on 2011-09-27 16:24