บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์

หมายเหตุ :หนังเรื่องนี้จะเข้าฉายในวันศุกร์ที่ 25 เป้นต้นไป ที่ SF emporium โดยฉายวันละรอบ และเสาร์ อาทิตย์ สองรอบ  สอบถามเพิ่มเติมที่ SF เองนะครับ และขอแนะนำว่าให้ดูหนังก่อนอ่านครับ

 

"ข้อยฝันว่าได้ไปที่เมืองเมืองหนึ่งในอนาคต ในเมืองนั้น รัฐบาลสามารถทำให้เราหายไปได้ เวลาเขาจับใคร เขาจะฉายไฟไปที่คนคนนั้น แล้วภาพของเขาตั้งแต่อดีตไล่เรียงไปจนถึงอนาคตจะปรากฏขึ้นบนจอ แล้วถึงที่สุดแล้วร่างของเขาก็จะค่อยๆหายไป ข้อยย่านหลาย" *บุญมีบอกกับฮวยภรรยาที่ตายไปแล้วของเขาในค่ำคืนหนึ่ง ค่ำคืนที่อาจเป็นคืนสุดท้ายของชีวิต เขากอดผีเมียไว้แนบอก ก่อนที่ทั้งคู่จะตัดสินใจพากันเดินลึกเข้าไปในป่า

 

ดูเหมือนความฝันของลุงบุญมีอาจจะเป็นแบบจำลองอย่างง่ายที่สุดในการใช้อธิบายถึงหนังเรื่องนี้

 

ตัวนังนั้นเล่าเรื่องของลุงบุญมี ชายเจ้าของสวนมะขามและโรงเลี้ยงผึ้ง เมียองแกตายไป19  ปี หลังจากเมียแกตายไปไม่กี่ปี บุญส่งลูกชายคนเดียวของแกก็หายออกไปจากบ้าน มาถึงตอนนี้กำลังป่วยเป็นโรคไต ต้องล้างไตทางหน้าท้องทุกวันโดยมีจาย หัวหน้าคนงานชาวลาวเป็นคนมาช่วยดูแล นี่แกก็เพิ่งไปรับเจน น้องเมียกับโต้งหลานของเจนมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน แกรู้ว่าแกกำลังจะตาย ในช่วงเวลานี้เองที่แกฝันถึงเรื่องต่างๆทั้งในอดีตและในอนาคต แกเริ่มมองเห็นชาติที่ผ่านๆมาของตัวเอง และในช่วงเวลานี้เอง อยู่ดีๆ ผีเมียของแกก็กลับมาดูแลสามี ลูกชายก็กลับมาในสภาพลิงผีตาแดงก่ำ ทุกคนปรากฏตัวร่วมกันบนโต๊ะอาหาร เฉลิมฉลองช่วงสุดท้ายในชีวิตของลุงบุญมี

นี่คือเรื่องย่อ ถ้าเราจะเล่าเรื่องย่อของหนังเรื่องล่าสุดของอภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุลเรื่องนี้ หนังที่เพิ่งได้รับรางวัล Palme D'or รางวัลสูงสุดของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปีนี้ แต่ยิ่งเล่าเรื่องย่อก็ดูเหมือนจะยิ่งไกลออกไปจากตัวหนังทุกทีๆ และที่จริงแล้วเรื่องเล่าของลุงบุญมีในย่อหน้าแรกดูจะอธิบาย ‘ความ'ของหนังได้ดีกว่ายิ่ง

กล่าวถึงปูมหลังของหนังสักเล็กน้อย หนังเรื่องนี้ที่จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของโครงการศิลปะของอภิชาตพงศ์เองที่ชื่อว่า ‘ดึกดำบรรพ์ (Primitive)' ซึ่งตัวงานมีทั้งหนัง หนังสั้น ภาพนิ่ง และศิลปะจัดวาง ว่าด้วยการค้นหาความทรงจำของแผ่นดินถิ่นอีสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของหมู่บ้านนาบัว จังหวัดนครพนม หมู่บ้านที่เมื่อหลายสิบปีที่แล้วถูกเรียกว่าหมู่บ้านเสียงปืนแตก เนื่องจากเป็นสถานที่แรกในการเปิดฉากต่อสู้ระหว่างกองกำลังของคอมมิวนิสต์กับเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นการเปิดฉากการต่อสู้อย่างเป็นทางการในประเทศไทย นอกจากตัวหนัง ลุงบุญมีระลึกชาติ ยังมีหนังสั้นอย่าง ‘จดหมายถึงลุงบุญมี' หรือ THE PHANTOM OF NABUA ที่เล่าเรื่องแตกแยกย่อยออกไป (ไม่ได้หมายถึงแตกย่อยจากตัวหนัง แต่ตัวหนังก็เป็นส่วนแตกย่อยส่วนหนึ่งของทั้งโปรเจคต์ด้วยเช่นกัน)  

 

อย่างไรก็ดีเมื่อมองแยกส่วนเฉพาะลุงบุญมีระลึกชาติ เราอาจจะมองหนังเรื่องนี้ในฐานะความทรงจำของภาคอีสานซึ่งปะปนเข้ากับความทรงจำของผู้กำกับที่เติบโตในภาคอีสานและความทรงจำของภาพยนตร์ ซึ่งเป็นสื่อที่ผู้กำกับเลือกใช้ การระลึกชาติในความหมายของหนังนั้นเป็นไปได้ทั้งกว้างและลึกในขณะเดียวกันก็แนบเป็นเนื้อเดียวกันระหว่าง ประวัติศาสตร์ ชีวิต และ เรื่องเล่า

ลุงบุญมีระลึกชาติ

ดูเหมือนว่าการระลึกชาติในความหมายของหนังเรื่องนี้ที่แท้แล้วไปไกลกว่าการระลึกชาติในความหมายเชิงกึ่งพุทธกึ่งผีที่พูดถึงชาตอนี้ ชาติหน้าหรืออดีตชาติ แต่เพียงถ่ายเดียว ตามวิธีนั้น ประวัติศาสตร์ของชีวิต (ในแต่ละชาติ) วิ่งเป็นเส้นตรงแนวดิ่งจากอดีตชาติไล่เรียงไปจนถึงชาติหน้า  แต่การระลึกชาติของลุงบุญมีไม่ได้เป็นไปเพียงในลักษณะเช่นนั้นอย่างเดียว

หนังเริ่มเปิดฉากด้วยภาพของควายซึ่งหลุดออกจากหลักวิ่งเตลิดเข้าไปในป่าอันมืดมิด ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องของลุงบุญมี กับป้าเจนและโต้ง เรื่องของจาย  และการกลับมาของฮวย ผีเมียลุงบุญมี กับบุญส่งที่ตอนนี้ได้เมียเป็นลิง และตัวเองก็กลายเป็นลิง ตัดไปยังเรื่องเล่าของเจ้าหญิงที่แอบหลงรักองครักษ์ แต่กลับไปลงเอยกับปลาดุกพูดได้ และกลับมาที่ชีวิตช่วงท้ายของลุงบุญมี และเหตุการณ์หลังจากนั้น

การระลึกชาติที่แท้แล้วเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด และในความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดไม่ใช่มีเพียงการเกิดมาเป็นคนแต่เพียงอย่างเดียว มีนิทานพื้นบ้านมากมายที่เล่าเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด คนอาจเปิดเป็นปลาบู่หรือเป็นต้นไทร  การเกิดเป็นสัตว์ในชาติหนึ่งและเป็นคนในอีกชาติหนึ่งไม่ใช่เรื่องพิศวงงงวยในความเชื่อของเรา พิจารณากันในแง่นี้ บุญมีอาจมองเห็นตัวเองเป็นควายในชาติที่แล้วหรือปลาดุกในชาติก่อนหน้านั้น บางทีฮวยอาจระลึกชาติเห็นสามีในอดีตชาติของเธอ บุญส่งได้กลายเป็นลิงในชาตินี้(มนุษย์กลายเป็นชาติที่แล้วของเขา) ป้าเจนก็อาจกลายเป็นแมลงในชาติหน้า (ถ้าเราเชื่อเรื่องกรรมเช่นว่าการช๊อตแมลงด้วยที่ช๊อตไฟฟ้า หรือเดินเหยียบผีเสื้อกลางคืนนั้นเป็นบาป) บูญมีเองก็อาจเกิดใหม่กลายเป็นผึ้งที่โดนจับมารีดน้ำหวานในรังที่เขาทำไว้ในชาตินี้ มีสัตว์มากมายอยู่ในหนัง บางชนิดพูดได้ บางชนิดครึ่งสัตว์ครึ่งคน มันเป็นเรื่องที่เชื่อได้ (ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นได้จริง ) เราเชื่อเรื่องพวกนี้เมื่อราได้เห็น เพราะมันไหลเวียนอยู่ในชีวิตของเราในเรื่องเล่าประจำวัน ในตำนานพื้นบ้าน ในนิทาน ในเรื่องไสยศาสตร์ประจำบ้าน เจ้าหญิงอาจเป็นเพียงเรื่องเล่าของป่าเมื่ออดีตชาติ กระทั่งหญิงงามในเงาน้ำที่เจ้าหญิงมองเห็น นั่นก็อาจเป็นชาติที่แล้วของนาง การระลึกชาติไหลเวียนและผุดบังเกิดในแง่นี้อยู่อย่างสวยสดงดงามลึกลับชวนสะพรึงแนบไปกับเนื้อของชีวิต

ในขณะเดียวกันการระลึกชาติก็ไม่ได้มาในรูปการเปลี่ยนร่างในการเกิดชาติใหม่แต่เพียงเท่านั้น ในช่วงท้ายของหนังเราได้เห็นการระลึกชาติผ่านทางการ'เปลี่ยนบทบาท'ในชาติเดียวกัน นั่นคือเมื่อพระโต้ง (ที่ต้องบวชหน้าไฟเพราะลุงบุญมีไม่มีญาติที่ไหนหลงเหลืออยู่อีกนอกจากโต้งที่ที่จริงแล้วเป็นหลานของป้าเจนอีกต่างหาก) ออกจากวัดในยามวิกาลมาที่ห้องโรงแรมของป้าเจนเนื่องเพราะนอนไม่หลับ ฉากนี้เราเห็นพระโต้งถอดสบงจีวร เปลี่ยนชาติกลับไปเป็นมนุษย์ (แถมป้าเจนยังเรียกว่าไอ้ลูกหมาอีกต่างหาก) ก่อนที่จะพากันออกไปหามื้อดึกกินกันเพื่อที่จะพบว่า มีตัวตนของพวกเขาอยู่ในอีกมิติหนึ่ง ในอีกชาติหนึ่งซึ่งดำเนินไปพร้อมกันราวกับมิติคู่ขนาน  บางทีลุงบุญมีเองก็อาจจะเป็นอีกชาติหนึ่งของโต้ง ชาติที่พูดภาษาอีสาน(โต้งพูดอีสานไม่ได้) หรือบางทีโต้งอาจจะเป็นอีกชาติหนึ่งของบุญส่งลูกชายลุงบุญมีที่เป็นลิงไปแล้ว พอๆกับที่ป้าเจนเป็นชาติ(ที่ยังมีชีวิตอยู่)ของฮวยผู้เป็นพี่สาวก็เป็นได้  ความไหลเลื่อนเชิงรูปแบบแห่งการระลึกชาติในหนังซึ่งบอกเล่าอย่างคลุมเครือนี้คือหัวใจ การระลึกชาติเกิดขึ้นในทุกความเป็นได้ ไม่ใช่แค่ในหนังกระทั่งในชีวิตของเราเองก็เช่นกัน มีบ่อยไปที่เรามองเห็นใครคนหนึ่งเป็นภาพแทนของใครบางคน ทั้งที่คงอยู่ หรือที่จากไป ทั้งในฐานะของมนุษย์ และในฐานะของตำแหน่งหน้าที่ ไล่ไปจนถึงบทบาททางสังคม บางสิ่งยังคงดำรงอยู่ในชาติที่แล้วในระนาบเวลาของชาตินี้

 

อภิชาติพงศ์ระลึกชาติ

เลยพ้นไปจากเรื่องเล่าของการระลึกชาติ ที่แท้แล้วหนังเร่องนี้ก็คือการระลึกชาติโดยตัวของมันเอง ทั้งในแง่การรนะลึกชาติของอภิชาติพงศ์เองในหนังเรื่องก่อนหน้าของเขา (หากเราจะเล่าใหม่ว่าหนังหนึ่งเรื่องคือหนึ่งชาติของอภิชาติพงศ์) และในระดับที่ใหญ่กว่านั้น ตัวหนังเรื่องนี้คือการ'ระลึกชาติ'ถึงหนังไทยในยุคสมัยซึ่งผ่านพ้นไปแล้ว และยังรวมถึงการระลึกชาติวัฒนธรรมบันเทิงแบบไทบ้าน ที่ยังคงไหลเวียนอยู่ในระนาบเวลาปัจจุบันนี้

นอกเหนือจากป้าเจน และโต้ง ดาราคู่บุญของอภิชาตพงศ์ นี่เป็นอีกครั้งที่เราได้เห็น ‘ร่องรอย'ของหนังเรื่องก่อนหน้าแทบทุกเรื่องของเขาเอง ที่น่าสนใจคือในคราครั้งนี้เรากลับรู้สึกถึงการพาเหรดกันมาของบรรดาหนังเก่าเหล่านั้น ราวกับขณะที่เรานั่งชม ลุงบุญมีระลึกชาติเราก็ได้ระลึกถึงบรรดาหนังเก่าๆของเขาด้วย ตั้งแต่ฉากช่วงปิดเรื่องกับภาพจำประจำหนังของเขา อย่างภาพถ่ายผ่านกระจกหน้ารถ (สุดสเน่หา) หรือกะบะท้าย(สัตว์ประหลาด! , UNKNOWN FORCES (งานวีดีโอที่สะท้อนภาพการเคลื่อนที่ของแรงงานไทย ผ่านทางความรู้สึกของการนั่งท้ายรถกะบะ) หรือMOBILE MEN ที่พูดเรื่องเดียวกัน แต่ชวนให้ใคร่ครวญว่าเป็นความทรงจำของบรรดาแรงงานต่างด้าวอีกต่างหาก) ฉากป่าตอนเปิดเรื่องที่ทำให้นึกถึงป่าใน สัตว์ประหลาด! ฉากการเดินเล่นของป้าเจนกับลุงบุญมี เลยไปถึงกาหยอกล้อเล่นกับจาย หนุ่มคนงานชาวลาว ทำให้นึกถึงฉากซึ่งคล้ายคลึงกันระหว่างป้าเจนกับมินอูในสุดเสน่หา (ซึ่งจะว่าไปตัวจายในฐานะคนต่างด้าวก็แทบจะเป็นตัวแทนของมินอูได้เลย)  ฉากการสมรักของเจ้าหญิงท่ามกลางธารน้ำเย็นฉ่ำ ก็ทำให้คิดถึงฉากเดียวกัน(ด้วยท่าทางเดียวกัน และด้วยลักษณาการของผื่นผิวหนังแบบเดียวกัน)ของมินอูใน สุดเสน่หา ซึ่งว่ากันอีกทีตัวละครเจ้าหญิงและเรื่องเล่าในช่วงนี้ ก็ชวนให้คิดถึง ราตรีสีเลือดหนังซึ่งซ้อนอยู่ในหนังเรื่อง WORLDLY DESIRE งานที่เขาให้พิมพกา วิระ มากำกับหนังเรื่องราตรีสีเลือด แล้วถ่ายทำหนังเรื่องนี้ซ้อนกองถ่ายไปอีกครั้ง ซึ่งแน่ละ ราตรีสีเลือดเป็นหนังที่ถ่ายทำเพื่อเฉลิมฉลอง และระลึกให้กับหนังไทยยุคโบราณ (อีกเรื่องหนึ่งที่ทำหน้าที่นี้ย่อมคือ ‘หัวใจทรนง'นั่นเอง) ซึ่งเราจะได้กล่าวต่อไป

ตัวของบุญส่งลูกชายลิงผีของลุงบุญมีก็แทบจะกลืนกลายไปเป็นตัวละครเดียวกันกับเสือผีใน สัตว์ประหลาด! (กระทั่งนายทหาร ก็ยังมาปรากฏในฉากรูปถ่าย ซึ่งอดคิดไม่ได้ว่ารูปถ่ายชุดนั้นอาจหลุดรอดออกมาจากฉากทหารถ่ายรูปหมู่กับศพประหลาดกลางทุ่งในฉากเปิดเรื่องของสัตว์ประหลาด!ก็เป็นได้ และความหมายของนายทหารในลุงบุญมีฯ ยังยั่วล้อไปกับความหมายของนายทหารในสัตว์ประหลาด! อีกต่างหาก ซึ่งนี่ก็จะเป็นอีกเรื่องที่จะได้กล่าวต่อไป ) ยิ่งไปกว่านั้นฉากเข้าถ้ำในช่วงท้ายของเรื่องก็ชวนให้ระลึกต่อไปถึงฉากถ้ำที่ไม่ได้ในสัตว์ประหลาด ฮวยอาจจะเป็นอีกชาติหนึ่งของป้าสำเริง ที่ชักพาทุกคนให้เข้าไปในถ้ำซึ่งในครั้งหนึ่งป้าสำเริงเคยบอกว่า ‘บางคนนะ เอาเทียนเข้าไปเทียนก็ดับกลางทาง บางคนขนาดเอาไฟฉายเข้าไปในถ้ำ  พอถึงกลางทางไฟยังดับเฉยเลย!' แล้วพอพวกเขาเข้าถ้ำ ไฟฉายก็ติดดับติดตับไปจริงๆ  0จวบจนถึงช่วงสุดท้ายของหนัง นี่ก็อดไม่ได้เช่นกันที่เราจะครุ่นคำนึงฉากงานศพให้เป็นเสมือนรอยต่อของหนังอย่าง ‘ลอยอังคาร' (ซึ่งเป็นการจำลองความทรงจำใหม่เกี่ยวกับการลอยอังคารของพ่อของเขา หนังถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม. เหมือนเรื่องนี้) รวมไปถึงการเรียกใช้ รุ่งจากสุดเสน่หามารับบทเด็กสาวที่มาช่วยงานศพ ฉากของเธอกับป้าเจนพาเรากลับไปสู่สุดเสน่หา และยิ่งคิดถึงมากขึ้นเมื่อหนังถ่ายพระโต้งเปลือยกายอาบยน้ำในห้องน้ำ ขณะที่สองสาวพูดคุยกันข้างนอก และท้ายที่สุด พระโต้งในฉากสุดท้ายของหนังก็เป็นการระลึกชาติของหลวงพี่เล่นกีตาร์แห่ง แสงศตวรรษในชาติ(เรื่อง)ที่ผ่านมานั่นเอง

แต่ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพียงการระลึกชาติภายใน ผ่านทางบุคลิกเหตุการณ์ ท่าทีของตัวละคร หากแต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดมา การทำหนังของอภิชาตพงศ์ ล้วนเกี่ยวกระหวัดอยู่กับ เรื่องเล่า และการซ้อนทับเรื่องเล่าลงไปในเรื่องเล่าไปจนถึงการแสดงตนของผู้เล่า แม้จะไม่ห่ามเท่าเราก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ลุงบุญมีระลึกชาติมีลักษณะการดำเนิเรื่องคล้ายคลึงกับ ‘ดอกฟ้าในมือมาร'หนังยาวเรื่องแรกของเขา และ ‘แม่ย่านาง'หนังสั้นอีกเรื่องซึ่งทั้งคู่ล้วนมีลักษณะของการส่งต่อเรื่องเล่า เรื่องแรกผ่านทางการเล่าต่อๆกันไป ส่วนเรื่องหลังส่งผ่านสื่อตั้งแต่ละครวิทยุไปจนถึงทีวีแล้วผุดออกมาเป็นหนัง โดยทั้งหมดเกาะเกี่ยวกันอยู่กับการเล่าอันพิลาศพิไล มากกว่าจะยืนพื้นอยู่บนความเป็นจริง จังหวะจะโคนและการลื่นไหลในการปะติดปะต่อเรื่องเล่าเข้าด้วยกันของ'ลุงบุญมีฯ' ก็เป็นไปเช่นนั้นด้วย

 

เลยพ้นไปจาก ‘การระลึกชาติกันเอง'   ของหนังของอภิชาตพงศ์แล้ว หนังเรื่องนี้ยังเป็นการเฉลิมฉลองการระลึกชาติภาพยนตร์แบบเก่าด้วยเช่นกัน เขาถ่ายทำหนังทั้งเรื่องด้วยฟิล์ม 16มม. เพื่อเป็นการแสดงความระลึกถึงหนังไทยยุคทอง นั่นคือยุคหนัง16มม.(ซึ่งในตอนนี้ไม่มีใครสร้างหนังแบบนั้นอีกแล้ว) เขาถึงกับให้สัมภาษณ์ว่าหนังทั้งเรื่องนี้แบ่งออกเป็นหกม้วน(ฟิล์ม) โดยแต่ละม้วนใช้เทคนิคการถ่ายทำต่างกัน และมีเป้าประสงค์ต่างกัน ม้วนแรกคือภาพอันนิ่งสงบ การจ้องมองอันยาวนานไปยังป่ากลางคืน ซึ่งเป็นเสมือนวิธีการทำหนังของอภิชาตพงศ์ที่ทุกคนคุ้นเคย ม้วนที่สองคือการระลึกถึงหนังไทยโบราณ หนังตัดต่อฉากบนโต๊ะอาหารด้วยวิธีการแบบที่เห็นในหนังไทยทั่วไป หรือในละคร ตัดรับหน้าทีละคน มากกว่าตั้งกล้องแช่จากระยะไกล แถมในฉากนี้ยังอุดมไปด้วยเรื่องราวที่เสมือนหลุดมาจาการ์ตูนเล่มละบาท (ซึ่งมักเล่าเรื่องผีสางนางไม้) ขณะที่ม้วนที่สามเป็นช่วงจังหวะของป้าเจนกับลุงบุญมีในสวน ซึ่งเป็นการระลึกถึงหนังแบบสุดเสน่หา ม้วนที่สี่ (ซึ่งเล่าเรื่องเจ้าหญิง) ก็เป็นการระลึกถึงหนังจักรๆวงศ์ๆแบบที่เราหาดูได้ยามเช้าวันเสาณือาทิตย์ ภาพเจ้าหญิงโบราณ และเรื่องเล่าจำพวกปลาดุกพูดได้ อิทฤทธิ์ปาฏิหาริย์ อะไรเทือกนั้น ม้วนที่ห้ากลับมาสู่ การเข้าป่า เข้าถ้ำอีกครั้ง แต่ในคราครั้งนี้ อภิชาตพงศ์ถ่ายแบบ Day for Night ตามวิธีการที่หนังสมัยก่อนถ่ายฉากกลางคืนกัน เป็นการระลึกถึงวิธีการแบบหนังโบราณ ในขณะทีม้วนสุดท้ายกลับกลายเป็นการระลึกถึงชาติหน้า ด้วยแสงสว่างจ้าของไฟในโรงแรม (รอยตัดของชนบทกับเมืองแบบในแสงศตวรรษปรากฏขึ้นเมื่อเทียบม้วนนี้กับส่วนที่มาก่อนหน้า)และการแตกตัวเป็นสองมิติของตัวละคร

หากสิ่งที่น่าตื่นเต้นในการระลึกชาติทางภาพยนตร์ของอภิชาตพงศ์ไม่ได้อยู่ที่การที่ผู้ชมสามารถแทนค่าเทียบเคียงสิ่งนี้กับสิ่งนั้นแต่อย่างใด (กล่าวอย่างง่ายผู้อ่านสมควรโยนสามสี่ย่อหน้าด้านบนนั้นทิ้งไป) สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในการระลึกชาตินี้คือ สิ่งที่อภิชาตพงศ์ย้ำมาตลอดในหนังทุกเรื่องของเขานั่นคือคุณสมบัติของภาพยนตร์ในการบันทึกความทรงจำ และสถานะของการเป็นเรื่องเล่า ในหนังของเขาไม่มีเรื่องเล่าเรื่องไหนที่มีระนาบเพียงชั้นเดียว เมื่อมันอยู่ในสถานะของเรื่องเล่า ตัวการถ่ายทอดเรื่องเล่านั้นก็ทำหน้าที่เป็นเรื่องเล่าด้วยเช่นกัน และเขาถ่ายทอดการไหลปะปนกันระหว่างความทรงจำของตัวละคร และความทรงจำของผู้สร้าง ยิ่งในคราครั้งนี้ยังมีการไหลปะปนจากประวัติศาสตร์ของสถานที่ และสิ่งซึ่งไกลกว่านั้นนั่นคือตัว'ความเป็นภาพยนตร์ด้วยตัวของมันเอง' กระแสความทรงจำเหล่านี้ได้ปรากฏตัวผุดพรายอยู่ตลอดเรื่องราวของหนังโดยไม่อวดโอ่แสดงตนให้เห็นชัดเจน หากกลืนไปกับเรื่องเล่า และแอบอยู่ในความพิลึกพิลั่นคาดเดาไม่ได้อธิบายไม่ถูกตลอดความยาวของหนังนั้นเอง

ในอีกระดับ ภาพยนตร์ของอภิชาตพงศ์ (โดยเฉพาะเรื่องนี้)คือการหยิบเอา วัฒนธรรมสาธาร์ณซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับศิลปะขั้นสูงมาทำให้เป็นสิ่งซึ่งศิลปะขั้นสูงยอมรับ ละครหลังข่าว หนังจักรๆวงศ์ๆ การ์ตูนเล่มละบาท กระทั่งเรื่องเล่าผีสางนางไม้ ไสยศาสตร์ (ไอ้ประเภทคนนั้นไปกินยากับหมอคนนี้ที่ป่วยเจียนตายก็หายสบายพลัน หรือ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ สัตว์ศักดิ์สิทธ์) สิ่งเหล่านี้ถูกจัดวางที่ทางในสังคมในฐานะของความบันเทิงระดับชาวบ้าน สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเรียกร้อง(และไม่เคยได้รับ)การยอมรับในฐานะศิลปะชั้นสูง มันเกิดขึ้น ดำรงคงอยู่ และร้างลาไปในสถานะของความบันเทิงที่ถูกละเลยนัยยะทางการเมือง ความหมายซ่อนนัยไปเสียหมดสิ้น ไม่มีใครจริงจังกับมัน หากสิ่งเหล่านี้ไม่เคยล้มหายตายจากไป แถมยังปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อีกด้วย ละครหลังข่าว และละครจักรๆวงศ์ๆฉบับรีเมคยังคงมีให้ดูตลอดปี เรื่องไสยศาสตร์ปนผีปนพุทธก็ยังดำเนินไปในโลกของมันอย่างเข้มข้น (ขึ้นชั้นออนไลน์แบบไม่น้อยหน้าใครได้ด้วยอีกต่างหาก)

 

แล้วอภิชาตพงศ์ทำอะไร เขาไม่ได้ทำหน้าที่เป็นนักปฏิวัติในการหยิบวัฒนธรรมชาวบ้านมาทำให้ดูดีมีสกุลเพื่อตอบโต้ท้าทายความหมายดั้งเดิมของศิลปะ ขณะเดียวกัน เขาก็ไม่ได้เพียงหยิบจับเอาเปลือกฉาบฉวยของวัฒนธรรมบันเทิงแบบชาวบ้านมาสวมเครื่องทรงใหม่เพื่อเรียกรสชาติแปลกประหลาดแต่อย่างใดไม่  หากที่เขาทำคือการเปิดใจยอมรับวัฒนธรรมที่เขาเติบโตมา แปรความรักใคร่ผูกพัน ความทรงจำที่มีต่อสิ่งละอันพันละน้อยนี้ให้กลายเป็นเรื่องเล่าใหม่ๆขึ้นมา ด้วยการณ์นี้มันจึงทั้งแยกขาดจากรูปแบบเดิม (มันง่ายจะตายที่เราจะทำหนังจากนิยายเล่มละบาทเลียนแบบงานศรสร้างให้ดูเหมือนแล้วบอกว่าเชิดชู แต่ไม่มีอะไรเพิ่มเติมมากกว่างานลอกแบบเก๋ไก๋)  และก่อรูปใหม่ อภิชาติพงศ์อาจไม่ใช่นักปฏิวัติ แต่หนังของเขากลับทำหน้าที่เปิดพื้นที่ให้วัฒนธรรมระดับพื้นบ้านได้มีพื้นที่ของมันในการเปล่งประกายออกมาซึ่งนั่นคือคำอธิบายถึง ‘ความสมจริง'ที่มักเป็นคำนำเสนอติดตัวเขาเสมอ ความสมจริงที่เราพูดถึงกันอยู่นี้ไม่ใช่ ความสมจริงในระดับของการแสดง แต่อยู่ในระดับของวิถีชีวิตของผู้คน(ซึ่งจะว่ากันตามจริงเราอยู่ในสังคมที่เหนือจริงเกินกว่าจะสมจริงได้มาตั้งนมนานกาเลแล้ว)

 

นอกบท : ลุงบุญมี(และข้าพเจ้า)ระลึก(ถึง)ชาติ

แม้อภิชาตพงศ์ จะปฏิเสธนัยยะทางการเมืองที่มีอยู่ในหนังเรื่องนี้ ‘ถ้ามันมีอยู่มันก็อยู่ในระดับที่จางมากๆ'นั่นคือสิ่งที่เขาให้สัมภาษณ์ไว้ แต่ระดับจางๆของเขานั้นที่แท้แล้วกลับเป็นความจางที่เข้มข้นยิ่ง แนบเนียนยิ่ง มันแผ่อยู่จางๆ แต่เป็เหมือนฟิล์มบางๆซึ่งที่แท้แล้วครอบคลุมหนังไปเสียงทั้งเรื่อง !แต่เนื่องจากนี่อาจเป็นเพียงนัยยะทางการเมืองเพ้อเจอของผู้เขียนแต่เพียงถ่ายเดียวไม่เกี่ยวกับตัวคนทำหนังแต่อย่างใด!

เมื่อพูดถึงการระลึกชาติ เราอาจตีความคำนี้จำกัดไว้แต่เพียงเรื่องเชิงไสยศาสตร์ แต่ลองอ่านคำคำนี้ใหม่ เราก็อาจตีความด้วยเทคนิคเล่นคำนิดหน่อยว่ามันอาจหมายถึง การระลึกนึกถึง ‘ชาติ' ในฐานะของความเป็นชาติ ที่ไม่ใช่ชาตินี้ชาติหน้า แต่เป็นชาติแบบชาตินิยม  

คิดแล้วก็น่าสนใจดีที่คำว่าชาติมีความหมายทั้งในเชิงกาละ (ชาตินี้ ชาติหน้า) และ เทศะ (ชาติไทย ต่างชาติ) การซ้อนทับกันของสองความหมายนี้ทำให้ชวาทกรรมชาตินิยมสมบูรณ์ในตัวมันเอง ในแง่ที่ว่า เมื่อเราอยู่ในชาติใดแล้ว เราก็จะเป็นคนชาตินั้นไปทั้งชาติ (สัญชาติเปลี่ยนได้ แต่เชื้อชาติไม่เปลี่ยน) ความเป็นชาติจะซึมไหลอยู่ในร่างของเรา ผ่านทั้งทางลักษณะทางกายภาพ ลักษณะทางวัฒนธรรม  เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นสัจจะว่าเรามีชาติและต้องรักชาติ

ลองมาพิจารณาหนังเรื่องนี้ในฐานะของการระลึกถึงชาติ(เชิงพื้นที่)กันดู หนังเรื่องนี้ทั้งเรื่องพูดจาภาษาอีสาน ดำเนินไปในดินแดนยากเข็ญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดึกดำบรรพ์ซึ่งมุ่งหมายค้นหาความทรงจำของภาคอีสานที่ถูกทำให้หลงลืมไป ความทรงจำอย่างเช่นเสียงปืนแตกที่หมู่บ้านนาบัว  ลุงบุญมีระลึกชาติอาจไม่กี่ยวข้องอะไรเลยกับหมู่บ้านนาบัวนอกเสียจากว่า อยู่ร่วม ‘พื้นที่'ภาคอีสานกันเท่านั้น   การที่หนังพูดอีสานทั้งเรื่องในทางหนึ่งเป็นการแสดงอัตลักษณ์แตกต่างออกจากความเป็นชาติกระแสหลัก (ในโลกภาพยนตร์ไทย เก้าสิบเปอร์เซนต์ของตัวละครล้วนพูดจาภาษกลางทั้งสิ้น) อย่างไรก็ตามนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าตัวละครจะแยกตัวเองออกจากชาติได้ ในฉากหนึ่งบุญมีพูดคุยกับเจน เรื่องทีอดีต(ชาติ)ของเขา เคยฆ่าคอมมิวนิสต์ไปเป็นจำนวนมาก(เช่นเดียวกับพ่อตาของเขา พ่อของเจนและฮวย) การรับใช้ชาติ(ในอดีตชาติ)กลายเป็นกรรมที่เขาต้องชำระด้วยการป่วยเป็นโรคไต ค่านิยมเรื่องกรรมสอดรับเป็นอันดีต่อการไถ่บาปให้กับชาติ เพราะเอาเข้าจริงบุญมีอาจจะไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ในแง่ที่ว่าขาติต่างหากที่บังคับให้เขาฆ่าคน  เขารับใช้ชาติ แต่เมื่อผลพวงของมันเกิดขึ้นมันกลายเป็นเรื่องของบุญธรรมกรรมแต่ง เป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่าเรื่องส่วนรวม  

 

ยิ่งไปกว่านั้นภาพเปรียบเปรยของบุญส่งก็น่าสนใจยิ่ง เขาเริ่มจากการเป็นคนหนุ่มธรรมดาที่พ่อของเขาให้กล้องไปหัดถ่ายรูป ไปๆมาๆเขากลับไปพบเจอกับพวกลิงผี จนได้เมียและหนีหายเข้าไปในป่า สถานะของลิงผีในเรื่องใยมิใช่เทียบเคียงคล้ายคลึงกับบรรดาหนุ่มสาวที่เข้าไปไปเป็นคอมมิวนิสต์ในยุคสมัยหนึ่งเล่า การเป็นคอมมิวนิสต์ทำให้คนกลายเป็นสัตว์ (ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป!) และอาจจะเป็นไปได้ว่าในอีกชาติหนึ่ง บุญมี อาจลั่นไกสังหารลูกชายคอมมิวนิสต์ของเขาเสียแล้วก็เป็นได้

ความเป้นคอมมิวนิสต์ เป็นสัตว์ประหลาด!ของบุญส่งถูกย้ำอย่างหนักแน่นในช่วงท้ายของเรื่องในฉากความฝันของบุญมี ในฉษกนั้นมีเสียงบรรยายเรื่องเมืองอนาคต แต่ภาพที่ปรากฏกลับเป็นภาพถ่ายชุดหนึ่งซึ่งเป็นภาพของทหารกลุ่มหนึ่งที่จับลิงผีได้ พวกเข้าคล้องคอเจ้าลิงผี กระทำการต่างๆนาๆแถมถ่ายรูประรื่นไว้เป็นหลักฐาน   ดูเหมือนความสัมันธ์ของนายทหารกับสัตว์ประหลาดในครั้งนี้จะเป็นเรื่องที่หยอกล้ออย่างยิ่งกับความสัมพันธ์ของนายทหารกับเสือผีในสัตว์ประหลาด! กลุ่มทหารจับสัตว์ประหลาดได้ พวกเขาไม่ได้มีเยื่อใยต่อกันในฐานะปัจเจกบุคคลอีกต่อไป (ถ้าพิจารณาว่าเสือผีที่แท้เป็นคน) พวกเขาเป็นคนละสายพันื คนละ ‘เชื้อชาติ' ซึ่งในที่สุดห้ำหั่นกันได้

ดูเหมือนผีคอมมิวนิสต์ และผีเมีย (ซึ่งน่าจะเสียชีวิตไปในช่วงก่อนพฤษภาทมิฬปีเดียว) ได้กลับมาหาบุญมีอีกครั้ง ฉากการกินข้าวร่วมกันของชายใกล้ตายกับ ครอบครัวของเขาซึ่งพลัดพรายหายไปแล้ว ในนัยยะทางการเมืองเป็นเรื่องที่ชวนขันและชวนขนหัวลุกอย่างยิ่ง ราวกับปีศาจของอดีตตามมาหลอกหลอน เพื่ออยู่ร่วมก็มิปาน

 

ในอีกทางหนึ่งถึงที่สุดแล้วไม่ใช่ทั้งเจนและโต้งหรอกที่เปลี่ยนน้ำยาล้างไตให้บุญมีหากแต่เป็นแรงงานข้ามชาติอย่างจายต่างหากที่เป็นคนคอยดูแล ‘เช็ดขี้เช็ดเยี่ยว'ถึงขนาดสามารถโทรเรียกมาเปลี่ยนนำยาได้ในขนำน้อยกลางทุ่ง  หากลุงบุญมีเป็นตัวแทนของผู้คนในชาติที่ยังคงดำรงคงอยู่ผ่านการสูญเสียพี่น้องร่วมชาติไปในเหตุการณ์ทางการเมืองหลายครั้ง(ซึ่งยังไม่เคยได้รับการชำระคลี่คลาย) การระลึกถึงชาติในช่วงท้ายของชีวิตภายใต้การช่วยเหลือของคนชั้นล่างกว่า(อย่างแรงงานต่างด้าว) จึงเป็นความตายที่ไม่ใช่เรื่องแสนสุข  อีกทั้งไม่ใช่การสงบศึกกัยอดีต แต่คือการค่อยๆตายไปทั้งที่ทุกสิ่งยังคงคลุมเครือ การเดินทางเข้าถ้ำในฉากท้ายเรื่องอาจสะท้อนความหมายของการเดินกลับไปสู่ครรภ์มาราดา ได้มากพอๆกับการย้อนกลับไปยังโลกดึกดำบรรพ์ (สมัยที่คนยังอยู่ในถ้ำ) พูดให้ง่ายเข้า ถ้ำก็ไม่ได้ต่างจากไทม์แมชชีนสำหรับย้อนเวลาแต่อย่างใด เมื่อย้อนมาถึงจุดหนึ่ง ฮวยจึงจัดการปล่อยน้ำยาล้างไตออกจากตัวสามีเสียในท้ายที่สุด

และหากลิงผีคือความทรงจำของสถานที่ที่ในอดีตเคยเป็นแดนเดือด เจ้าหญิงก็เป็นเสมือนความทรงจำครั้งบรมสมกัลป์เข่นกัน นางสตรีสูงศักดิ์ที่ทุกข์ทนกับภาพลวงตาที่ตนเองสร้างขึ้น จนท้ายที่สุดได้ปลดปล่อยเครื่องทรงของตนในป่ากว้าง เป็นราวกับการกล่าวถึงดินแดนดึกดำบรรพ์ในอีกรูปหนึ่งซึ่งยังคงไหลทวนอยู่อย่างเงียบเชียบในกระแสปัจจุบันกาล

พิจารณาเรื่องการปลดเครื่องทรงนี้ นอกจากเจ้าหญิง ทหารก็ปลดเครื่องทรงด้วยเช่นกันในฉากหนึ่งในรูปถ่าย แต่คนที่ปลดเครื่องทรงต่อหน้ากล้องก็คือพระโต้งนั่นเอง

 

การปลดเครื่องทรงมีความหมายละม้ายคล้ายกับการระลึกชาติ หากชาติไม่ได้มีความหมายเชิงเวลาเพียงอย่างเดียว เพราะในความหมายเชิงพื้นที่ องค์ประกอบของชาติคือการสวมเอาบทบาทใดบทบาทหนึ่งมาเป็นของตัวการแปลงบทบาท เปลี่ยน ถอดออก ใยจึงมิใช่คล้ายการข้ามชาติในระนาบเวลาเดียวกันเล่า (และว่ากันตามจริง การตระหนักรู้ว่าเวลาเชิงระนาบ ว่ามีเพื่อนร่วมชาติกำลังทำอะไรสักอย่างอยู่ที่ไหนสักแห่งในเวลาเดียวกันนี้เองที่เป็นจุดก่อกำเนิดความคิดแบบชาตินิยมขึ้นมา) ดังนั้นในฉากจบของเรื่อง การแตกตัวตนออกเป็นสองของโต้งและป้าเจน จึงไม่ต่างจากการปลดเครื่องทรงจากพระไปเป็นมนุษย์คนหนึ่ง(พระก็เป็นคน)  เป็นการระลึกชาติในระนาบเวลาเดียวกัน มิติหนึ่งสนใจข่าวสารอยู่ที่ห้อง และมิติหนึ่งนั่งเสร้าในร้านคาราโอเกะที่มีฉากหลังเป็นรูปพระอยู่ด้านบน และมีศาลเจ้าเล็กๆอยุ่ด้านล่าง!

กล่าวถึงที่สุด ดูเหมือนการระลึกถึงชาติของอภิชาตพงศ์ในที่สุดกล้าหาญพอที่จะระลึกถึงบรรดาเสาหลักของสังคมไทย แสดงให้เห็นเป็นภาพเกี่ยวกับมายาคติซึ่งยึดโยงมันอยู่ และเราไม่เคยระลึกนึกถึง

 

ข้าพเจ้าระลึกถึงความฝันของลุงบุญมีระลึกชาติ

กลับมาที่ความฝันของลุงบุญมี

กล่าวอย่างถึงที่สุดดูเหมือนว่าความฝันในคืนสุดท้ายของชีวิตลุงบุญมีได้อธิบายหนังเรื่องนี้ทั้งหมดแล้ว  นี่คือหนังที่ว่าด้วยอำนาจของภาพยนตร์ อำนาจขงมันทั้งในแง่ของการเล่าเรื่อง การบันทึกความทรงจำ หรือกระทั่งสร้างความทรงจำขึ้นมาใหม่ และหากสิ่งที่เกิดขึ้นกับชาติ เรียกประวัติศาสตร์ อะไรทำนองเดียวกันที่เกิดขึ้นกับคนตัวเล็กๆเราก็เรียกว่าความทรงจำ ในโลกของการทำประวัติศาสตร์ให้เป็นความทรงจำนี้ เมืองอนาคตของลุงบุญมีอาจทำให้ใครต่อใครหายตัวไปได้ แต่ในทางตรงกันข้ามก็มีแต่ภาพยนตร์เท่านั้น  ภาพยนตร์ซึ่งทำหน้าที่บันทึกความทรงจำของผู้คนเล็กๆ ของสถานที่หนึ่งซึ่งไม่ได้อยู่ในอาณาเขตของแผนที่ บันทึกกระทั่งความทรงจำของผู้ที่สร้างมันขึ้นมา มีเพียงก็แต่ภาพยนตร์ต่างหาก ที่สามารถเปลี่ยนความทรงจำชิ้นเล็กชิ้นน้อย ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์

ในขณะนี้(หรือขณะนั้น)ลุงบุญมีอาจมองไม่เห็นทั้งที่ลืมตา และในอนาคตของลุงบุญมีใครต่อใครจะหายไป(ลบเลือนไป) แต่ภาพยนตร์อย่างลุงบุญมีระลึกชาตินี้เอง ที่จะทำให้ในที่สุด ลุงบุญมีสามารถรู้เห็นโดยไม่ต้องลืมตา และทำให้คนที่หายไปอย่างผีลิง หรือผีเมียได้กลับมาอีกครั้ง แม้จะเป็นการกลับมาเพื่อเฉลิมฉลองความตายก็ตาม

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

กราบคนเขียน!

#1 By nanoguy on 2010-06-23 03:35

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#2 By SS on 2010-06-23 07:12

VERY STRONG AND MORE BEAUTIFUL



AWESOME

#3 By idyl (86.179.48.53) on 2010-06-23 07:39

ยังไม่อ่านเลย เขียนหัวแบบนี้ รอก่อนconfused smile

#4 By n h e p h e x on 2010-06-23 09:24

Hot!

#5 By Eddy on 2010-06-23 09:32

ปาดสิโธ่....หลายหน้าคัก
ติดHot! Hot! Hot! ไว้ก่อนแล้วกัน
สิทยอยมาอ่านขอเฮ็ดงานก่อนเด้อconfused smile

#6 By sofa on 2010-06-23 09:42

บล็อกนี้สามารถเลือกตัว Captcha ได้หรือเปล่าครับ เข้ากับหนังเรื่องนี้จริงๆ

ผมชอบความสัมพันธ์ของลุงบุญมี และป้าเจนในเรื่องมาก ในข้อมูลหนังจะบอกว่าเธอคือน้องสาวลุงบุญมีอีกแน่ะ

#7 By yuttipung (124.157.253.47) on 2010-06-23 12:57

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

ยังไม่ว่างไปดูเลยคับ...sad smile

#8 By SIAMZOMBIE FILM ^0^ on 2010-06-23 15:31

Hot! Hot! Hot!
25 นี้ไปดูแน่นอน

#9 By gument on 2010-06-23 15:39

งั้นรอดูหนังก่อน ฮี่sad smile question

#10 By Zuni on 2010-06-23 18:34

งั้นไปดูก่อน แล้วจะมาอ่านฮะsad smile

#11 By โอ๋เอง / q-..-p / OHA on 2010-06-23 20:14

ขอเอาไปแปะเฟสบุคนะคะ
เดี๋ยวดูหนังแล้วจะกลับมาอ่าน

#12 By ยุ้ย (123.242.178.81) on 2010-06-24 16:53

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

ขอบคุณมากครับ เมื่อวานไปดูมา เข้าใจขึ้นเยอะเลย

big smile open-mounthed smile confused smile

#13 By นายแอปเปิ้ล on 2010-06-27 14:19

ตัวละคร จาย มีชื่อเดียวกับ ตัวละครหลังรถกระบะ ในโมบายเมน ด้วยนะครับ

#14 By filmme on 2010-06-27 22:48

Hot! Hot! Hot! ทะลุมากครับพี่

ไม่รู้ว่าพี่เห็นด้วยกับผมหรือเปล่าว่าฉากก่อนจะจบที่กล้องถ่ายภาพบนเวทีคาราโอเกะ พี่ว่ามันควรจะมีภาพใครซักคนถูกแขวนอยู่หรือเปล่า??? แล้วเพลงที่ใช้ก็เป็นเพลง acophobia!!! ฉากนี้ฉากเดียวทำเอาผมเหมือนโดนตบ

ตอนนี้พยายามตกตะกอนอยู่ครับ big smile

#15 By Seam - C on 2010-06-28 09:18

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

ขอบคุณ
สำหรับการระลึกชาติ
ที่ล้ำลึกอย่างนี้นะคะ

โดนจริงๆopen-mounthed smile

ส่วนตัวชอบฉากปล่อยน้ำยาล้างไตมาก ให้ความรู้สึกว่าสื่อถึงการกรดน้ำทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับอีกหลายๆชาติของลุงบุญมี ไร้ขอบเขตจริงๆค่ะcry

#16 By adapted on 2010-06-29 23:41

เกือบอ่านแล้วเรา แห่ๆ

sad smile

#17 By ma:ra on 2010-06-30 11:29

อยากดู,,

#18 By illman on 2010-06-30 14:33

Hot! Hot!

งงให้สุด!

#19 By iamdozenist on 2010-06-30 21:45

Hot! Hot! Hot!

ได้ทั้งความรู้และมุมมองใหม่เขียนดีมากๆค่ะconfused smile

#20 By -Varie- on 2010-06-30 23:32

Hot! !!

#21 By eak early : เอกเช้า on 2010-07-02 23:18

แฟนพันธุ์แท้ ต้องดู

#22 By moo (122.155.17.61) on 2010-07-06 13:50

Hot!

#23 By *cinnamoroll on 2010-07-06 18:24

ไม่ค่อยเข้าใจอ่ะนะ เรื่องนนี่้ออกสอบนิเทศ KBUด้วย

#24 By จุ๋ย จุ้ย (119.46.123.252) on 2010-07-14 21:31

ลุงบุญมีดูเจ้าชู้มาก

กุ้มกลิ่มกับฮวย ละก็ป้าเจน

#25 By dadadim on 2010-07-15 17:37

ถ้ำ สถานที่ตายของลุงบุญมี มีสัญลักษณ์
ในถ้ำ คล้ายอวัยวะเพศหญิง
กับ ปลาสีขาว ว่ายเป้นอสุจิ

ชอบมาก

#26 By storyonthewall on 2010-07-18 18:33

มีเท่าไหร่ต้องให้Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! ได้อะไรมากมาย

และส่วนตัวคิดเหมือนคุณ seam c- เพราะรู้สึกเหมือนตัวเองโดนตบกระโหลกจากพฤติกรรมของตัวละครที่ก้ำกึ่งอย่างบอกไม่ถูก(ทั้งจากการพูด และการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวของแต่ละตัวละคร)และความต่างของหนังในตอนท้ายๆ

และผมอาจคิดไปเอง แต่คนที่ไม่มีความเป็น"คนเมือง"ต่างก็เป็นคนที่ตายไปในหนังเรื่องนี้(หรืออย่างน้อยที่สุด...ในเรื่องเล่าของพี่เจ้ย) นี่อาจเป็นนัยยะอะไรซักอย่างในความคิดของผม

ขอบคุณครับHot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#27 By Nat tHe cHamp on 2010-07-28 02:33

เพิ่งได้ดู แวะมากราบและแปะดาว Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#28 By ennisdelmar on 2010-08-03 18:21

Hot! ยาวมากเดี๋ยวมาอ่านต่อนะคะ

#29 By only human*EM on 2010-08-19 17:50

What on earth are you trying to tell?!!!

อยากจะสนับสนุนหนังไทยนะคะ แต่ว่าเพิ่งไปดูมาเมื่อตะกี้นี้ ยังงงไม่หายเลย กลับมาเลยพยายามมาหาข้อมูล
โอย บอกตรงๆว่าคนไทยยังไม่เกทเลยแล้วฝรั่งจะเข้าใจเหรอ

หลายๆฉากมันไม่สามารถสื่อหรือบอกอะไรคนดูได้
เช่นฉากรักของเจ้าหญิงอัปลักษณ์กับปลาดุกเนี่ยต้องการสื่ออะไร?
ฉากที่ป้าเจนเหยียบแมลงหรือผีเสื้อในบ้าน หรือแม้กระทั่งฉากงานศพเนี่ยก็ยังสงสัยอยู่ว่าฝรั่งเขารู้หรือเปล่าว่าคืองานศพ?

คืออยากสนับสนุนหนังไทยในต่างแดนนะคะ เลยเม้นท์มาเพื่อให้มองว่าเป็นการติเพื่อก่อ หนังไทยเราจะได้ออกสู่ตลาดโลกเหมือนหนังเกาหลีหรือฮ่องกงบ้าง

ยังไงก็เป็นกำลังใจให้คนทำค่ะ

#30 By Lin (66.49.139.74) on 2010-09-24 11:03

โลกของหนังมันกว้างใหญ่และหลากหลายครับคุณ Lin หนังแบบนี้อาจมีเพียงส่วนน้อยในโลก แต่มันพิสูจน์ว่าเราต้องเติบโตและไม่ใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลก จะมีคนที่เข้าใจ และไม่เข้าใจ และจะมีคนที่ไม่เข้าใจ แต่รู้สึกได้ ขอเพียงเราอย่าพยายามตอบทุกอย่างหรือคิดแทนคนอื่นเท่านั้น

#31 By นานมี (124.121.11.142) on 2010-09-27 08:32



ไม่เคยดูหนังของผู้กับกับท่านนี้มาก่อนเลย ก่อนจะไปดูก็ทำใจว่างๆ ดูแล้วเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง เมื่อหนังจบก็งงๆอยู่ หนังเรื่องนี้ได้รางวัลมาจากเมืองฝรั่งและมีฝรั่งเป็นผู้ตัดสิน อยากรู้จริงๆว่าเขา(ผู้ตัดสิน)คิดอย่างไรกัน

#32 By Torontonian (99.242.12.15) on 2010-09-29 07:33

เราได้อ่านหนังสือท้องถิ่นที่สัมภาษณ์คุณอภิชาติพงค์ ในตอนหนึ่งเธอกล่าวว่า เรื่องนี้เธอถือว่าเป็นหนังตลก

วันที่เราไปดูก็ได้ยินเสียงผู้ชม(ฝรั่ง)หัวเราะอยู่บ้างเหมือนกันนะ

#33 By Torontonian (99.242.12.15) on 2010-09-29 07:42

where can i download this movie?.
i\'m from Iran

tell me how to download this
ramtin.ebrahimi2@yahoo.com

#34 By r (109.109.42.4) on 2010-10-28 02:05

Hot! Hot! Hot! Hot! [h
ot!]
เพิ่งดูจบเมื่อกี่ครับ เข้าใจแค่ไม่กี่เรื่อง พอมาอ่านแล้วกระจ่างเลยครับพี่ ขอบคุณมากครับ(จริงคิดถึงแล้วแต่ไม่สุด)

#35 By dong=ดอง,โด่ง on 2011-01-08 23:36

เห็นด้วยว่ามนุษย์ลิงก็คือคอมมิวนิสต์ส่วนตัวคิดว่า
หนังเรื่องนี้แอบด่าสถาบันหลักของไทยหลายสถาบันเหมือนกัน แต่ด่าหนักสุดก็จะเป็นพวกรัฐ หรือชนชั้นสูงที่ตัดสินและกำหนดกฎเกณท์ผู้คนอื่นในสังคม โดยเฉพาะคนชั้นล่าง และด่าอย่างแนบเนียนโดนที่ผู้ถูกด่าไม่มีทางเข้าใจหรืออาจตีความไม่ออกถ้าไม่ลองมาเป็นคนชั้นล่างหรือมีวิธีคิดแบบคนชั้นล่างก่อน
ผิดถูกประการใดโปรดอภัย

#36 By แทนใจ (180.183.147.30) on 2011-02-07 13:40

ขอบคุณสำหรับบทวิเคราะห์ที่มีที่มาที่ไป และทำให้เข้าถึงหนังได้อีกระดับหนึ่งครับ น่าสนใจมากๆ
ขอติงแค่เรื่องภาษาไทยที่เขียนผิดให้สะดุดอยู่คำเดียว คือคำว่า \"บุญทำกรรมแต่ง\" นะครับ จะเห็นว่าคำว่าบุญกับกรรม ทำกับแต่ง จับคู่กันสอดคล้องกว่าการใช้คำว่า ธรรม แน่นอน
ขอบคุณสำหรับบทความครับ cry

#37 By หนึ่งในเทเลทับบี้ส์ (58.9.188.197) on 2011-02-27 05:31

คนเขียน เทพ มากๆๆๆ อ่านปุ๊บ กระจ่างเลย ขอคารวะ sad smile

#38 By มด (124.122.163.2) on 2011-03-07 02:01

ดูจบโดยไม่ต้องไปใส่ใจความหมายเชิงสัญลักษณ์ต่างๆ ในทุกๆฉาก
จะรู้สึกดีกว่านะ
คืออิ่ม พอดีคำ

#39 By เอท (61.90.5.88) on 2011-03-23 06:37

ตอนนี้ เข้าใจแล้ว ได้อ่านข่าวจาก newspeper ของสวีเดน ข่าวกล่าว่า อภิชาติพงศ์ นำเสนอในสิ่งที่ ทางการไทยไม่ต้องการให้ ก้าวล่วงถึง และจาบจ้วง
พออ่านถึงนี้ดิฉัน เข้าไปดูอีกรอบ และอ่าน บทความนี้แบบเชิงลึก และอ่านคอมเม้น ของ สอง สามท่าน ที่โดน แบบดิฉัน เลีอดรักชาติ ของฉันปรี้ดเลย
ขอบคุณ หนังสือพิมพ์เล่มนั้น ที่เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของอภิชาติพงศ์ ในหนังบอกว่า มีทหาร มีคอมมิวนิส และ การถอดเครื่องทรง เพลงประกอบยิ่งชัดเจน (ฟ้า)คือเบื้องบน ทหารคือ อำมาต
ยิ่งบทความแล้วชัดมาก


#40 By คอหนัง (83.251.158.63) on 2011-04-30 03:23

หนังมากมายสัญลักษณ์ แต่พยายามสื่อได้ ถือว่าเก่ง
แล้วทำให้คนทั้งโลกรับรู้ได้เหมือนกัน นับว่าเป็นหนังไทยชั้นยอดจริงๆ

ดีใจมากตอนได้ปาล์มทองคำ แม้วันนี้ดูจบแล้วยังไม่รู้เรื่องก็ตาม

#41 By คนขับช้า on 2011-07-02 16:51

sadf

#42 By Cheap UGGs (117.28.249.34) on 2011-07-29 13:19

ชอบความสัมพันธ์ของลุงบุญมี และป้าเจนในเรื่องมาก

#43 By ดูหนังออนไลน์ (58.8.42.213) on 2011-08-08 02:18

Pretty good post. I just stumbled upon your blog and wanted to say that I have really enjoyed reading your blog posts. Any way I'll be subscribing to your data and I

hope you come visit me

#44 By chaussure puma (220.161.138.110) on 2011-08-11 08:55

life is beautful

#45 By xiaochen01 (220.161.138.110) on 2011-08-12 15:03

Thank you for you article, and I learnt from it that you must be a kind-hearted person.

#46 By San Patrick (220.161.122.68) on 2011-09-25 12:41