I ONLY WANT YOU TO LOVE ME (R W FASSBINDER/1976/GRMANY) ขอความรักบ้างได้ไหม
posted on 11 Jun 2010 02:54 by filmsick in alienation
เรื่องเศร้าของเพเตอร์คือเขาต้องการความรักอย่างยิ่ง
เขาให้สัมภาษณ์กับหญิงผู้หนึ่งว่า ในวัยเด็กเขาขโมยดอกไม้จากสวนข้างบ้านมาให้แม่ หวังจะให้แม่พอใจ แต่ผลที่ไดรับคือเจ้าของสวนดอกไม้ตามมาด่าแม่เขาถึงที่บ้าน พ่อของเขาเอาแต่เฉย และแม่ลงมือตีเขาด้วยไม้แขวนเสื้ออย่างเย็นชาจนไม้หักคามือ
ยามเมื่อเขาขึ้น เขาก็ยังโหยหาความรักจากแม่และพ่อ แม้จะเป็นหนุ่มเต็มตัวเขาก็ยังคงอยู่กับพ่อแม่ที่แฟลต และลงมือก่อสร้างบ้านขึ้นหลังหนึ่งด้วยตัวคนเดียวเพื่อให้พ่อแม่ย้ายไปอยู่ เพื่อให้พ่อแม่รักเขามากขึ้นอีกสักหน่อย พ่อของเขาเปิดร้านเหล้าเล็กๆใต้ถุนแฟลต แม่ของเขาเป็นหญิงเจ้าระเบียบ พอเขาสร้างบ้านเสร็จพ่อกับแม่ก็ย้ายเข้าไปอยู่ พวกเขาดีใจกับบ้านของลูกชายแค่สองสามอาทิตย์แล้วก็ลืมไป และเขายังโหยหาความรัก
กระทั่งเขาได้พบกับErika เด็กสาวที่รู้จักกับแม่ของเขา ในตอนที่พวกเขาพบกัน เขาซื้อดอกไม้มาฝากแม่ แต่แม่กำลังปวดหัว จึงไม่ใยดีกับดอกไม้ของเขา เขาใส่ดอกไม้ลงในแจกัน เอามาวางใกล้ๆแม่ที่กำลังหงุดหงิด ตอนนั้นเองerika มาเคาะประตูบ้าน เธอเอายาแก้ปวดมาให้แม่ แม่ขอบใจเธอ พึงพอใจกับยาแก้ปวดของเธอ มากกว่าดอกไม้ของเขาซึ่งกล้องจับจ้องมอง จากนั้น เขาก็คบกับErika ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้เธอรักเขา
ทั้งคู่แต่งงานกัน เขาพาเธอย้ายไปมิวนิค ที่ที่เขาไปทำงานเป็นวิศวกรคุมงานก่อสร้าง เขาทำงานได้ดี เจ้านายรักเขามาก และเขาได้เงินเดือนมากมาย แต่สิ่งที่เขาทำคือระดมซื้อข้าวของต่างๆเพื่อหวังจะทำให้ Erika พอใจ เมื่อไรที่เขาต้องการความรัก เขาจะซื้อของเข้าบ้าน Erika นั้นรักเขาแน่นอน แต่เธอก็อดวั่นใจในความคลั่งการซื้อของของสามีไม่ได้ ยิ่งนานวันยิ่งหนักหนา เขาเริ่มผ่อนส่งข้าวของอย่างเอาเป้ฯเอาตาย ทำงานอาทิตย์ละหกเจ็ดวันราวหมาบ้า และยิ่งทำงานหนักขึ้นเข้ายิ่งสิ้นหวังมากขึ้น ต้องการความรักมากขึ้นซื้อของมากขึ้น จนกระทั่งเมื่อเธอท้อง เขาก็ยังไม่หยุดซื้อของ เวลาหมุนเงินไม่ทันเขาจะโทรศัพท์ไปของเงินพ่อผู้ซึ่งตลอดเวลาแสดงความรักลูกด้วยการให้เงินไว้ใช้ เขายิ่งรู้สึกโดดเดี่ยวแปลกแยกมากขึ้น ความรัก มีเท่าไรไม่เคยพอ ในที่สุดเขาก็เลิกไปทำงาน เกร่ไปตามที่ต่างๆของเมือง และยังซื้อของเข้าบ้านอยู่ เมื่อหมดเงินจริงๆ เขาพาErika และลูกกลับบ้าน เพื่อจะไปขอเงินพ่อมาใช้และพบความจริงที่ว่าพ่อมีเมียน้อย ใช้เงินมากมายไปกับหล่อนและแม่กำลังสติแตก บทสรุปความรักของเขามีแต่เรื่องผิดพลาด ลงเอยอย่างเศร้าสร้อย ถึงที่สุด มันลงเอยอย่างเป็นโศกนาฏกรรมกับผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่
ภาพยนตร์สำหรับฉายทางทีวีเรื่องนี้ของFassbinder อาจไม่ใช่หนังเรื่องดังของเขา แต่ว่ากันว่านี่คือหนังที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของเขา ในแง่ที่ว่ามันเป็นหนังที่ส่วนตัวมากที่สุดเรื่องหนึ่งในการแสดงภาพร่างความสัมพันธ์ของเขากับแม่ (ซึ่งแม่จริงๆของเขามารับบทตัวประกอบในฉากเล็กๆฉากหนึ่งของหนังด้วย)
ฟาสบินเดอร์แปลงวัยเด็กขาดรักของตนให้กลายเป้นหนังที่ว่าด้วยอาการขาดรัก และการไขว่คว้าอย่างสิ้นหวัง ตัวหนังอาจจะจัดอยู่ในช่วงปลายของยุคที่สอง(ตามการแบ่งกันเองแบบคร่าวๆ) นั้นคือยุคสมัยที่เขาทำหนังดราม่าน้ำเน่า แต่สอดแทรกประเด็นทางสังคมลงไปอย่างคมคาย โดยทั้งหมดยังคงวนเวียนอยู่ในกระแสแห่งพายุอารมณ์ของตัวละคร เรื่องส่วนตัวของเขาแนบสนิทกับตัวละครเสมอ และครั้งนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
ภายใต้เนื้อเรื่องที่อธิบาย ‘อาการขาดรักขั้นรุนแรง'ของเพเตอร์ นังสะท้อนภาพของการซื้อขายความรักในโลกทุนอย่างเจ็บแสบไปในขณะเดียวกัน เพราะวิธีการที่เพเตอร์ไล่ขอความรักจากคนรอบข้าง คือการร้องขอมันผ่านการซื้อหา จัดหาวัตถุ เขาเอาตัวเองไปทำงานหนักแลกเงิน แล้วเอาเงินไปซื้อของมาแลกความรัก แน่นอนว่าในกรณีของเพเตอร์ มันเป็นการกระทำที่ล้นเกิน และนำพากหายนะมาสู่ความรักและคนรักของเขาเอง แต่ดูเอาเถิด เราทุกคนก็ล้วนซื้อหาความรักเช่นเดียวกับเพเตอร์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
แรกไปมิวนิค เขาอาศัยในห้องเช่าเปล่า นอนบนฟูกไม่มีเตียง รอจนกระทั่งเอริก้ามาเขาพาเธอไปหาซื้อ โซฟาที่ถูกใจ เครื่องเรือนที่งดงาม เขาเห็นเธอมีความสุข มันทำให้เขามีความสุข เธอรักเขา เขาได้รับความรักแทนราคาที่ต้องจ่ายไป และเขาต้องการมันอีก สร้อยข้อมือราคาแพง เครื่องเย็บผ้าออกใหม่ ทุกอย่างถูกสรรหามาเพื่อที่แท้เพียงถมช่องว่างในหัวใจของตัวเขาเองมากกว่าผู้รับ เอริก้ากังวลเสมอว่าจะมีเงินไม่พอใช้จ่ายในบ้าน ยิ่งเขาซื้อของเป็นบ้าเป็นหลังเธอยิ่งกังวล พอเงินสดขาดมือ เขาก็เริ่มซื้อของแบบผ่อนส่ง หนี้ไหลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว สำหรับหญิงคนรัก และลูกของพวกเขา นับวันความกังวลของเอริก้ายิ่งเพิ่มขึ้น นั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าเธอรักเขาน้อยลง ที่เขาทำจึงคือซื้อมากขึ้น
แล้ววันหนึ่งโดยฉับพลันทันใดเขาก็ค้นพบว่ามันกลวงเปล่า ในฉากนี้ เขายืนอยู่บนชานชาลาสถานีรถไฟ กล้องจ้องมองขเขาจากอีกฟาก ทะลุผ่านกระจกหน้าต่างรถไฟ ในวินาทีนี้เอง เพเตอร์จ้องมองกลับมายังกล้องจ้องมองกลับมายังผู้ชม เขาค้นพบแล้วว่า ตลอดมา เขาถูกจับจ้องมองจากผู้ชมที่ไม่มีตัวตน ผู้ชมจ้องมองบังคับให้เขาแสดงความรักต่อคนอื่นๆ รักกันสิ ฉันจ้องมองเธออยู่ แสดงความรักออกมาให้มากๆ ให้โดดเด่นและเห็นได้ชัด จากจุดนั้นเองเพเตอร์เลิกไปทำงาน เขาเกร่ไปตามที่ต่างๆ หลอกภรรยาว่างานยังไปได้สวย แต่มีหนี้เพิ่มขึ้นทบทวี
นี่คือวิธีที่เราแสดงความรักแก่กัน ในโลกสมัยใหม่อันสวยสดงดงามนี้ ความรักซื้อได้ด้วยวิธีการพลิกแพลงนิดหน่อย ผู้คนแสดงความรักกันผ่านข้าวของเครื่องใช้ ฉันทำงานหนักเพื่อให้เธอสุขสบาย เรามอบความสุขสบายให้แก่กัน สัญญาว่านความสุขสบายที่ได้รับ(จากข้าวของเครื่องใช้) คือภาพแทนความรักที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ แม้เราจะปฏิเสธว่าความรักอยู่ที่ใจ แต่ตรองดูเถิด เราล้วนต่างใช้ข้าวของมาเป้นเครื่องแทนความรักทั้งสิ้น และที่จริงมันไม่ได้เป็นตัวแทนของความรักด้วยซ้ำ หากคือตัวแทนของความต้องการความรัก
สุดท้ายทุกอย่างก็พังลงไปจริงๆ เพเตอร์ พาเอริก้าและลูกกลับบ้านหวังจะขอตังคพ่อมาใช้นี้ เพื่อที่จะพบว่า ความรักที่เขาร้องขอนั้นไม่เคยมีอยู่ ในที่สุดขเก็เข้าใจว่าที่พ่อให้เงินกับเขาก็คือวิธีการแสดงความรักของชายผู้ที่แท้เพิกเฉยต่อครอบครัว วงจรของความรักไหลอยู่ในเงินที่ถูกมอบให้แก่กัน และมันไปไกลจนถึงขั้นในที่สุด เขาคิดว่ามีแต่เงินเท่านั้นที่แก้ปัญหาความรักได้
เรื่องเล่าในบทสัมภาษณ์จบลงตรงนี้ คนสัมภาษณ์นั้นอาจจเป็นหมอหรือนักข่าว สัมภาษณ์เพเตอร์จากในคุก เพเตอร์ เป็นอาชญากรหรือ หรือเขาแงก็เป็นเหยื่อของมัน เหยื่อของความรักและการล่อให้เราแสดงมันออกมา
หนังเรื่องนี้อาจจะเป็นหนังส่วนตัวในแง่ของการพูดถึงความรักและการโหยหารัก แต่ในอีกทางหนึ่งมันก็ทำหน้าที่เป็นหนังวิพากษ์โลกทุนที่คมคาย จริงๆแล้ว ใครก็ทำหนังประเภทผู้ชายที่เป็นหนี้และหลอกลวงภรรยาเรื่องงานได้ (หนังดีๆ อย่างOUT OF TIME ของLAURENT CANTET หรือTOKYO SONATA ของKIYOSHI KUROSAWAก็พูดเรื่องนี้) แต่ไม่ใช่ทุกคนจะทำหนังที่ประเด็นแข็งแรงแบบนี้ให้ออกมาเป็นหนังที่อ่อนไหว เต็มไปด้วยความเป็นมนุษย์อันพร่องพิการ พวยพุ่งและร้าวรันทด ชนิดครบรสหนังฟาสบินเดอร์ได้

อ่านแล้วรันทดทั้งที่ไม่เคยดูเลยทีเดียว
คนอะไรน่าสงสารเยี่ยงนี้
นึกถึงที่เขาชอบพูดเปรียบกับแก้วรั่ว ๆ
#1 By Mrs. Holmes on 2010-06-11 03:00