DELPHINE บอกคนอื่นว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงยุ่งยาก

 

ซึ่งที่จริงแล้วเธอก็ไม่ใช่คนยุ่งยากอะไร แต่เธอก็ไม่ใช่ผู้หญิงง่ายๆสบายๆเหมือนกัน เธอไม่กินเนื้อสัตว์ทุกชนิด ไม่กินดอกไม้ด้วย เธอเป็นมังสวิรัตเคร่งครัด ไม่ชอบเล่นน้ำทะเล ถ้าใหเดินเลียบชายหาดน่ะพอไหว เธอแล่นเรือไม่ได้ โล้ชิงช้าก็ไม่ถนัด มันทำให้เธอเวียนหัว เธอออาจจะชอบเดินเล่นไปเรื่อยๆ นั่นคือสิ่งที่เธอบอกคนอื่น หรือไม่ก็ชอบอ่านหนังสือเล่มใหญ่ๆ โทรศัพท์หาอดีตู่หมั้นที่เลิกร้างกันไปแล้ว เธอไม่ได้เป็นคนยุ่งยากวุ่นวาย เพียงแต่บางทีเธอก็ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่

 

เธอถูกเพื่อหักหลังบอกปฏิเสธการไปเที่ยวทะเลวันหยุดที่ตกลงกันไว้เป็นมั่นเหมาะ เธอกลัวการไปเที่ยวคนเดียวยังกะอะไรดี  ครอบครัวของพี่สาวเธอก็จะไปเที่ยวไอร์แลนด์ แต่เธอไม่คิดว่าการไปเที่ยวกับครอบครัวจะเรียกว่าวันหยุดพักผ่อนได้หรอกนะ  เธอไม่กล้าไปเที่ยวกับกรุ๊ปทัวร์ ผู้คนที่ไม่คุ้นเคยทำให้เธออึดอัด  เพื่อนสาวของเธอบอกว่าเธอควรเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆมั่งสิ นี่มันก็เกือบสองปีเข้าไปแล้วที่คู่หมั้นมาทิ้งไป เธอควรเปิดใจคบหากับชายอื่นบ้าง เธอบอกว่าเธอไม่ได้ปิดรับอะไรนี่ เธอไม่ใช่คนเก็บตัวอะไรนี่นา แล้วเธอก็เอาแต่ร้องให้เมื่อคิดเกี่ยวกับตนเอง

 

สุดท้ายเธอก็ไปทะเลกับเพื่อนสาวคนหนึ่งที่แต่เดิมตั้งใจจะไปกับคู่รัก ไปพักที่บ้านญาติๆของเพื่อนของเธอ ทุกอย่างก็ดูท่าจะไปได้สวย อากาศสดชื่น ทะเลก็งดงาม แต่บทสนทนาของคนผู้รักชีวิตกลางแจ้งทำให้เธออึดอัด ทะเลสำหรับก็ไม่น่าลงเล่นน้ำ เธอเลี่ยงไปอ่านหนังสือ ไปอยู่กับเด็กๆ สุดท้ายก็แจ้นกลับปารีส

 

จากทะเลเธอลองไปภูเขา บ่นพักของคนรักเก่า แต่ยังไม่ทันจะได้เก็บกระเป๋า เธอเดินไปตามถนน ร้องให้ให้ตัวเอง แล้วกลับมาร้องให้ต่อที่ปารีส

 

เธอลองไปเดินเล่นริมน้ำเซนน์ เหมือนที่คุณลุงข้างบ้านเคยพูดถึง คนออกมาผึ่งแดดกันยั้วเยี้ยจนต้องรีบกลับ

 

สุดท้ายเธอไปพักในแมนชั่นริมทะเลของเพื่อนเก่าคนหนึ่ง ที่นั่นเธอได้ฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับ'รังสีมรกต' แสงสีเขียวสั้นที่ๆพบเห็นได้ยากยิ่งในตอนพระอาทิตย์ตก ว่ากันว่าใครที่ได้เห้นมันจะสามารถอ่านความรู้สึกของตัวเองได้จริงๆ   ขนาดคนแก่ๆที่เล่าเรื่องยังเคยเห็นแค่ไม่กี่ครั้งในชีวิต พบสาวสวีเดนเปลือยอกที่ชวนเธอคุยขณะนอนอาบแดดอยู่กับผู้คนมากมาย แม่สาวนักเฟลิร์ตที่ชี้ชวนเธอชมผู้ชายมากหน้าหลายตาและไม่รีรอที่จะผูกสัมพันธ์ DELPHINE อยากเป็นเหมือนเธอแต่ก็เป็นไมได้ พอมีผู้ชายมาคุยด้วยเธอก็วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงหอบผ้าผ่อนกลับปารีส

 

ที่สถานีรถไฟเธอพบกับหนุ่มหล่อที่แอบจ้องมองหนังสือดอสโตเยฟสกี้ในมือเธอ พอ่หนุ่มกำลังจะไปพักร้อนที่เมืองเล็กๆแถวๆนี้ ขณะที่เธอกำลังจะกลับปารีส บางทีเขาอาจเป็นเพื่อนเธอไปดูรังสีมรกตในทะเลที่เธอไม่รู้จักก็ได้ แต่บางทีไอ้นี่ก็คงเหมือนคนอื่นๆเหมือนกันก็ได้ ของแบบนี้ใครจะไปรู้

 

เล่ากันชนิดหมดเปลือก นี่คือเนื้อหาเกือบทั้งหมดในหนังเรื่องนี้ THE GREEN RAY เป็นหนังเล็กๆ (เหมือนกับหนังเล็กๆอีกจำนวนมาก ) ของอีกหนึ่งหัวหอกในทีม FERNCH NEW WAVE หนึ่งตอนจากหนังชุด COMEDY AND PROVERBS ที่เล่าเรื่องจากสุภาษิตเก๋ๆโดยในเรื่องนี้ยกมาจากท่อนหนึ่งในบทกวีของ อาตูร์ แรงโบต์ที่ว่า Ah, for the days/that set our hearts ablaze, (ขอสงวนสิทธิ์ไม่แปลเพราะไม่มีทางจะแปลไต้ครงความ)

สารภาพตามตรงว่านี่เป็นเพียงครั้งที่สองที่ผู้เขียนไปพบปะกับERIC ROHMER หลังจากการพบกันครั้งแรกใน PAULINE AT THE BEACH ไม่ได้ประทับใจอะไรมากนัก   น่าเสียดายที่สายไป กว่าจะได้ดูหนังเรื่องที่สองของเขา ก็ตอนที่ ROHMER ลาโลกไปเสียแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

 

THE GREEN RAY ก็เหมือนกับหนังเรื่องอื่นๆของROHMAER นั่นคือหนังเล็กๆที่มีแต่ผู้คนมานั่งหน้ากล้องแล้วก็เริ่มต้นสนทนากัน  บทสนทนาของพวกเขาไม่ได้คมคายร้ายกาจเหมือนที่เรามักพบเจอในหนังอินดี้อเมริกัน (ซึ่งคือลูกหลานของROHMER นั่นเอง)  บ่อยครั้งมันเนบทสนทนาล่องลอยเรื่อยบเปื่อยแบบที่เราได้ยินหรือพูดกับเพื่อนของเราจริงๆ  ตัวละครของROHMER จะเอาแต่พูดๆกัน ถ้าพวกเขาจะทำอะไรบ้างก็คงเป็นการเดินเล่น ดื่มกาแฟ แล้วก็พูดคุยกัน  เรื่องที่พวกเขาพูดคุยก็ม่ใช่เรื่องอะไรยิ่งใหญ่แบบเรื่องการเมือง เรื่องชีวิต เรื่องการหลุดพ้นหรืออะไรทำนองนั้น แต่เป็นเรื่องเล็กๆอย่างเช่นการไปเที่ยว ความชอบในสิ่งต่างๆ ความอยากมีรักของสาวโสด หรือการเกี้ยวพาราสีกันของหนุ่มสาว

 

มันจึงเป็นการง่ายที่เราจะบอกว่าหนังของROHMER นั้นน่าเบื่อ ไม่เห็นจะมีอะไรนอกจากคนมานั่งพูดกัน หากไอ้การนั่งฟังคนอื่นๆคุยกันนี้เอง เป็นวิธีการที่ROHMER พาเราไปพบความรื่นรมย์เล็กๆน้อยๆของชีวิต

 

 

หนังมุ่งถ่ายทอดความหวั่นไหวเปราะบางของหญิงสาวคนหนึ่งในช่วงเวลาที่เธอต้องการความสุข แต่เธอไม่มีความสุข  เธอพยายามวิ่งไขว่าคว้ามัน แต่พอมันเข้ามาเธอก็หลบหนีไปเสีย เธอไม่ได้เป็นคนไร้สุข แต่บางทีเธอก็กลัวความสุข เธออยากไปเที่ยวพักผ่อน แต่กลัวการต้องไปไหนคนเดียว เธออยากมีคนรักแต่พอมีใครเข้ามาหาเธอก็ปฏิเสธ เธออยากไปทะเล แต่ก็ไม่กล้าลงทะเล เธอบอกคนอื่นว่าเอชอบเดินเล่น ฉากหนึ่งเธอหนีคนอื่นไปเดินเล่น เดินเลียบถนนเส้นเล็กๆในชนบทน่ารักไปเรื่อยๆพอสุดทางเธอก็ร้องให้

 

กว่าหนังจะพูดถึงรังสีมรกตก็ปาเข้าไปค่อนเรื่อง DELPHINE วิ่งไปนู่นมานี่เสียจนทั่วแล้ว เธอได้ฟังเรื่องนี้จากกลุ่มคนชราที่นั่งชมพระอาทตย์ตกอยู่ริมทะเล เธอไม่ได้พูคุยกับพวกเขา ที่กำลังคุยกันเรื่องนิยายของจูลส์ เวริ์น แต่ไต่บันไดลงไปแอบฟังพวกเขาพูดคุยกัน และคิดเอาเองเรื่องนั้น แต่ใช่ว่ารังสีมรกตจะไม่มีอยู่มาตั้งแต่ต้น ตลอดทั้งเรื่อง DELPHINE บอกกับผู้อื่นว่าเธอชอบสีเขียว เธอสวมเสื้อผ้าสีเขียวไปเที่ยวบ้านเพื่อน ป้ายบนถนนที่แจ้งความประสงค์หาคนไปร่วมกรุ๊ปทัวร์ก็มีสีเขียว ฉษกที่เธอเดินลัดเลาะไปตามถนนเล็กๆก็ชอุ่มรื่นไปด้วยสีเขียว มันอยู่รายรอบเธอ เหมือนไพ่ประหลาดที่เธอมักเจอตามท้องถนน นอนคว่ำหน้าราวกับมีคนทำตกไว้เพื่อบอกใบ้รหัสลับ เธอรู้ว่ามันมีอยู่แต่เธอไม่เข้าใจความหมายของมัน  ยิ่งเมื่อในฉษกท้ายๆของเรื่องเธอเจอเข้ากับรังสีมรกตอย่างจังในรูปของร้านชำเล็กๆริมหาด เธอก็ได้แต่ยิ้มกับตัวเอง ความสุขที่เธอต้องการมันอยู่รอบตัวเธอแต่เธอก็วิ่งหนีมันตลอด ติดอยู่ตรงกลางระหว่างความอยากมีความสุขและความไร้สุขนั้นเอง ฉากหนึ่งในหนังถูกเล่าออกมาอย่างงดงามและรวดร้าว  หลังจากสนทนาเรื่องวันหยุดสุดรันทดกับเพื่อนใหม่ DELPHINE เปิดเผยตัวตนเรื่องความไร้สุขของเธอ สาวสวีเดนบอกเธอว่านี่ไม่ใช่ยุคสมัยของการรอคอยเจ้าชายรูปงามให้มาพบอีกแล้ว เราคงต้องออกไปไขว่คว้ามั้น และDELPHINE ตอบว่ามันไม่ใช่เรื่องแบบนั้น มันไม่ใช่เรื่องว่าเธอรอคอยอะไร แต่ถ้าเธิมีอะไรดีอยู่จริงๆมนต้องมีคนมองเห็นเธอบ้างสิ ท่ามกลางผู้คนมากมาย บางทีเธอต้องการแค่คนที่มองเห็นเธอ ไม่ต้องเป็นเจ้าชายอะไรแบบนั้น แต่คนที่มองเห้นเธอพ้นไปจากมองเห็นสาวรักสนุก(ที่จริงอมทุกข์เศร้า)ที่พร้อมจะเป็นคู่ควงเล่นในช่วงวันหยุดฤดูร้อนเท่านั้น

 

เป็นเรื่องดีที่สิ่งซึ่งDELPHINE ตามหาและวิ่งหนีในคราวเดียวไม่ใช่เรื่องประเภทรักท้ หรือการสร้างครอบครัวแสนสุข  โอเค มันเป็นเรื่องรักแท้ก็ได้ แต่มันก็เป็นเพียงการพยายามตามหาใครสักคนที่เข้าใจเธอมากพอจะนั่งดูพระอาทิตย์ตกกัยเธอเท่านั้น หนังโฟกัสไปยังความสุขเล็กๆในวันหยุดมากกว่ารักนิรันดร์  เพราะมีแต่ความสุขเล็กๆนี่แหละที่มนุษย์พอจะหาได้บ้าง ไม่ใช่อะไรยิ่งใหญ่ๆแบบที่เราเข้าใจกันหรอก

 

หลังจากผ่านเรื่องวันหยุดฤดูร้อนวุ่นๆและเธอแทบจะหมดหวังกับการไขว่าคว้าแล้วเธอหอบประเป๋ามาที่สถานีรถไฟ และพบเขาโดยบังเอิญ หนังให้ความสุขเล็กๆน้อยๆแก่เธอในฉากสุดท้าย แต่ไม่ได้ให้คำสัญญาว่ามันจะเป็นเรื่องยั่งยืน ความงามของหนังเรื่องนี้ที่ROHMER มอบให้แก่เราคือ การไม่ให้คำสัญญานี้ เขาเอ่ยปากขอให้DELPHINE อยู่ต่อ แต่เธอบอกใหรอก่อน ไม่รู้ว่าให้รอพระอาทิตย์ หรือให้รอการตัดสินใจออกไปก่อน   เรามองเห็นพระอาทิตย์ค่อยๆลาลับ เธอค้นพบความสุขที่ทั้งน่าตื่นเต้นระคนน่าหวาดผวา มันเป้นเรื่องเล็กน้อยเช่นกันเฟลิร์ตกับหนุ่มๆสักคน ไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่อะไร มันก็มีแต่เรื่องเล็กๆที่ไม่มีคำมั่นสัญญาอะไรพวหนี้แหละที่จะเติมชีวิตเราได้ เหมือนเครื่องปรุงรสดีที่ต้องเหยาะแต่เพียงน้อยลงในจานอการหลักที่จืดชืดไร้รสของเรา

 

และนี่คือความรื่นรมย์เล็กๆในหนังเล็กๆของERIC ROHMER ช่วงเวลาสั้นๆที่ไม่ได้ให้คำมั่หมายอะไรกับเรา การแสวงหาความสุข ซึ่งจะมีได้ก็แต่ในสิ่งเล็กน้อยแบบนี้เท่านั้น

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

น่าดูครับ

big smile open-mounthed smile confused smile

Hot!

#1 By นายแอปเปิ้ล on 2010-03-23 23:06

โว้....น่าดู

#2 By sofa on 2010-03-24 09:19