DAYBREAKERS (MICHAEL SPEIRIG+PETER SPEIRIG/2009/AUS)สู่แสงตะวัน
posted on 16 Mar 2010 01:53 by filmsick in sickfilm
บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์
ปี 2019
ในที่สุดมวลมนุษย์ก็ถูกพิชิต !
กล่าวให้ถูกต้อง ในปี 2019 มนุษย์เกือบทั้งหมดล้วนกลายเป็นแวมไพร์ไปหมดสิ้น โลกทั้งหมดที่จริงก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ที่เปลี่ยนก็เพียงเปลี่ยนจากมนุษย์ธรรมดาไปเป็นแวมไพร์ทั้งหมด ว่ากันว่ามันเริ่มขึ้นจากค้างคาวเพียงตัวเดียว แต่จะอะไรก็แล้วแต่ มนุษย์ (แวมไพร์)ในปี 2019 มีชีวิตในยามราตรีกาล แพ้แสงแดด และใช้มนุษย์ที่ยังไม่กลายพันธุ์เป็นอาหาร
มนุษย์ธรรมดาเหลือน้อยลงทุกที ที่มีอยู่ก็ถูกจับแช่แข็งไว้แบ่งสันปันส่วนอาหาร อาการขาดแคลนเลือดเข้มข้นทุกขณะ บรรดาแวมไพร์ที่ขาดเลือดจะค่อยๆกลายพันธ์เป็นค้าวคาวผีที่กินไม่เลือกหน้า นับวันค้างคาวผียิ่งมีมากขึ้นจนรัฐต้องตั้งหน่วยปราบ เลือดก็ขาดแคลนจนรัฐต้องออกมาตรการปันส่วนเลือด EDWARD DALTON เป็นแวมไพร์หนุ่มนักวิทยาศาสตร์หัวหน้าทีมวิจัยค้นคว้าเรื่องเลือดเทียม เขาเป็นแวมไพร์โดยไม่ได้ตั้งใจและทุกข์ทรมานกับการเป็นแวมไพร์ที่ไม่ได้อยากเป็นตั้งแต่ต้น เขาพยายามอดเลือด และกำลังค่อยๆกลายพันธุ์ ค่ำคืนหนึ่งหลังการทดลองเลือดปลอมล้มเหลวไม่เป็นท่า(ระเบิดร่างนายทหารอาสาสมัครจนเละเทะสมชื่อ ) เขาขับรถกลับบ้านแล้วชนเข้ากับรถตู้คันหนึ่ง ซึ่งข้างในมีมนุษย์อยู่ เขาช่วยเหล่ามวลมนุษย์พวกนั้นหลบตำรวจ หลังจากนั้นมนุษย์หญิงสาวคนหนึ่งมาพบ และชักชวนเขาไปพบกับชายคนหนึ่งผู้ซึ่ง -เคย-เป็นแวมไพร์มาก่อนและตอนนี้ ‘หายแล้ว'
EDAWRD ไปตามนัดหมายเขาได้พบกับ ELVIS หนุ่มนักสู้ที่อดีตเคยเป็นเจ้าของอู่ผู้ซึ่งคิดค้นระบบ ขับกลางวันให้กับแวมไพร์ เขากลายจากแวมไพร์มาเป็นมนุษย์ด้วยวิธีการที่เกือบจะแลกมาด้วยชีวิต และจากวิธีการนั้นEDWARDอาจคิดค้นวิธีการรักษาการเป็นแวมไพร์ได้ ถ้าไม่ติดว่าน้องชายของเขา ซึ่งเป็นทหารที่ภาคภูมิใจในความเป็นแวมไพร์จะออกตามล่าพี่ชายตัวเอง โดยมีท่านประธานคลังเลือดสนับสนุเต็มที่!
ผลงานชิ้นที่สามของพี่น้องSPIERIG (MICHAEL และ PETER SPIERIG -กรุณาอย่าจำสับสนกับ SPIELBERG) เจ้าของหนังซอมบี้วายป่วงระดับน้องๆ สตูดิโอโทรม่าอย่าง UNDEAD กลับมารอบนี้พวกเขาไม่ได้พกความห่ามมาเกินเหตุเหมือนคราวที่แล้ว แต่หันมาจริงจังขึ้น (แม้เราจะยังเห็นหัวกระจุยตัวกระจายอยู่บ้าง) เล่นประเด็นเข้มข้นที่น่าสนใจจนต้องหยิบมาพูดถึง
กล่าวตามสัตย์ถ้าเทียบกับหนังแวมไพร์เรื่องอื่นๆ DAYBREAKERS ไม่อาจนับได้ว่าเป็นพลอตใหม่ และในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ลุ้นระทึกสุดขีด หนังเต็มไปด้วยบทสนทนาจำนวนมาก ในบรรยากาศมืดหมองทึบทึม สลับฉากแอคชั่น เลือดกระจายพอเป็นพิธี แต่กระนั้นก็ตาม นี่กลับคือหนังแวมไพร์ที่น่าสนใจเอามากๆเรื่องหนึ่ง(โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับบรรดาหนังแวมไพร์ลูกกวาดในยุคหลังนี้) เพราะตัวหนังเองอาจจะเรียกได้ว่าเป็น โรเมโรน้อยๆได้เลยทีเดียว (หมายเหตุ: โรเมโรในที่นี้คือ GEORGE A.ROMERO เสด็จพอ่แห่งหนังซอมบี้ ผู้กำกับที่ประสานเอาประเด็นทางสังคมอันเผ็ดร้อนมาบรรจุลงในหนังสยองขวัญได้อย่างน่าทึกตลอด สี่สิบปีที่ผ่านมา)
โลกแวมไพร์ในหนังสามารถแทนที่ได้ด้วยโลกเสมือนจริงมากมาย โลกที่มนุษย์พัฒนาตัวเองไปสู่ขั้นกว่า โลกที่เราแข็งแรงขึ้น (จะด้วยเชื้อไวรัส แวมไพร์ หรือด้วยเทคโนโลยี หรือเงินก็ตามแต่) เป็นอมตะ(แน่นอนว่าด้วย การพัฒนาของวงการแพทย์) มนุษย์ขั้นกว่าแพร่จำนวนรวดเร็วทั้งที่โดยตั้งใจ (ลองคิดถึงเราคนสามัญซึ่งตะเกียกตะกายไปสู่ความเป็นขั้นกว่าผ่านระบบการศึกษา หรือระบบบูชาเงิน) และโดยไม่ตั้งใจ (มีใครรอดพ้นระบบที่ว่านี้บ้าง) อาจกล่าวในอีกทาง(โดยเทียบเคียงกับเหตุการในบ้านเมืองเรา) มนุษย์ขั้นกว่าคือบรรดาผู้ได้ประโยชน์จากนโยบายของรัฐซึ่งเอื้อประโยชน์ให้ (แวมไพร์มากกว่ามนุษย์) พวกเขาขยับขยายและเติบโตไม่ต่างจากชนชั้นกลาง เบียดบังเอาทรัพยากรจากคนชนชั้นแรงงาน(มนุษย์สามัญ)
แต่แน่นอนว่ามันย่อมมีค่าใช้จ่าย การกลายเป็นแวมไพร์ทำให้เรากินพวกเดียวกันเอง (ปฏิสธไม่ได้ว่าที่แท้เรายืนอยู่บนซากศพและความล่มสลายของคนชนชั้นแรงงานเป็นจำนวนมาก) เรากลายเป็นพวกกระหายเลือดที่ค่อยๆลดทอนมนุษยธรรมลง -ในหนังนำเสนอผ่านการจับมนุษย์มาทำฟาร์มมนุษย์สำหรับรีดเลือดมาใช้เป็นอาหาร และในที่สุดกลายพันธุ์ไปเป็นปีศาจน่าเกลียดน่ากลัวเมื่อเราเริ่มลงมือกินเลือดตัวเอง
หนังแสดงภาพโครงสร้างของแวมไพร์อย่างหลากหลายด้วยการให้เราเห็นทั้งคนที่อยากเป็นแวมไพร์เพื่อกลายเป็นมนุษย์ขั้นกว่า หรือคนที่ปฏิเสธการเป็นแวมไพร์ด้วยการหนีออกนอกระบบ(หนังมีซับพลอตว่าด้วยลูกสาวของท่านประธานที่ไม่ยอมเป็นแวมไพร์ หนีออกจากบ้าน และถูกจับกลับมาด้วยความที่พ่ออยากให้ลูกได้ดี ซึ่งสุดท้ายแลกมาด้วยโศกนาฏกรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง) หนีทั้งจากการเป็นมนุษย์ในฟาร์ม ไปรวมกลุ่มที่ไหนสักแห่งที่ไกลหูไกลตาผู้คน คนที่จำใจเป็นแวมไพร์และพยายามอย่างยิ่งที่จะแก้ไขระบบสังคมกินคนนี้(ซึ่งเขาต้องพบว่ามันล้มเหลว และถูกควบคุมอยู่ใต้ระบบใหญ่อีกชั้นหนึ่ง)
จากจุดนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์
อย่างไรก็ตามหนังประกาศวิธีการรักษาจากการเป็นแวมไพร์ ซึ่งถูกค้นพบโดยบังเอิญ (เช่นเดียวกับการค้นพบมากมายบนโลกนี้) นั่นคือการรักษาด้วยแสงแดด การรักษาโดยการทำลายตัวตนดั้งเดิม จะทำให้กลายเป็นมนุษย์อีกครั้ง แต่ที่หนักหนาไปว่านั้นคือ แวมไพร์ที่กินเลือดของคนที่หายแล้วจะหายจากการเป็นแวมไพร์ด้วยเช่นกัน ซึ่งนั่นนำไปสู่ฉากไคลแมกซ์อันโหดเหี้ยมและน่าสนใจมากนั่นคือการที่แวมไพร์หิวเลือดที่กำลังกลายพันธ์รุมกินเลือดของคนที่กลายเป็นมนุษยธรรมดา แน่นอนว่ามันทำพวกเขาหายจากการเป็นแวมไพร์ แต่คนที่ถูกรุมฉีกทึ้งเนื้อหนังย่อมไม่มีชีวิตรอด ฉันใดฉันนั้นการหายจากการเป็นแวมไพร์ ก็ทำให้บรรดาคนที่หายกลายเป็นเหยื่ออันโอชะของแวมไพร์ที่เหลือ ฉากการเปลี่ยนผ่านอันนองเลือดนี้จึงเป็นทั้งฉากไคลแมกซ์ชวนสะพรึง และภาพเปรียบการต่อสู้(ไม่ว่าการต่อสู้นั้นตจะเป็นรูปแบบใดๆ เพื่อความเปลี่ยนแปลงต้านขืนค่านยมกระแสหลักใดๆ ก็ตาม ) เพื่อความเปลี่ยนแปลงที่ต้องแลกมาด้วยเลือดอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง การต่อสู้ไม่เคยโรแมนติค กระทั่งการเปลี่ยนมนุษย์กลับจากแวมไพร์ ยังมีค่าใช้จ่าย มีคนที่ต้องตายลงเพราะการณ์นี้
กล่าวโดยสรุป DAYBREAKERS พาเราไปยังโลกจำลองของโลกยุคปัจจุบันที่ถูกครอบงำโดยการถวิลกาชีวิตที่ดีกว่า เป็นสุขกว่า ร่ำรวยกว่า มีชีวิตยืนยาวมากกว่า จากนั้นแสดงภาพการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายย้อนหลังที่เราไม่สามารถกหลีกเลี่ยงคนที่ไม่มีปัญญาจ่ายก็ต้องแลกด้วยชีวิต และสำหรับคนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง แน่นอนว่ามันจะมาไม่ถึง
อย่างไรก็ตามคนที่สรุปหนังไว้อย่างแสบสันต์ คือ เอลวิส อดีตแวมไพร์ช่างเครื่อง มนุษย์(ยุคใหม่กว่า)คนแรก เขาบอกว่าอย่างไรเสียแวมไพร์ก็ต้องพ่ายแพ้ เพราะมันไม่อาจอยู่ในแสงอาทิตย์ และมันก็เหมือนกับที่เอลวิส( เพรสลีย์)บอกไว้ ความจริงก็เหมือนกับแสงอาทิตย์นั่นแหละ มนุษย์เป็นได้แค่มนุษยื สุข ทุกข์ เจ็บปวด หรือเป็นสุข ดำรงคงอยู่แล้วตายลง เราไม่สามารถหนีไปจากความจริงนี้ได้ การเป็นมนุษย์ที่อายุยืนยาวกว่า แข็งแกร่งกว่าเจ็บปวดน้อยกว่า เป็นคนชนชั้นที่สูงกว่า มีอำนาจวาสนามากกว่า มีกำลังทรัพย์ หรือกำลังทหารอยู่ในมือ เป็นผู้ปกครองหรือไพร่ทาสชั้นสูง หรืออะไรก็ตาม ไม่ได้ช่วยให้เราหลุดพ้นจากความจริงว่าโลกนี้ยังหมุนอยู่ใต้แสงตะวันนั้นเอง และบางทีวิธีที่ดีที่สุดในการดำรงชีวิตต่อไป คือการออกมาสู้แสงตะวัน ยอมแผดเผาตัวเองเพื่อจะได้มีชีวิตเป็นมนุษย์สามัญ เป็นคนเหมือนกันกับผู้อื่น เจ็บได้และตายเป็น

เขียนได้น่าอ่านน่าดูอีกแล้ว
จริง ๆ นะ สู้แสงตะวันนี่
แล้วก็หนังแวมไพร์นี่มักสื่อถึงแบบที่น้องพูดจริง ๆ ค่ะ
#1 By Mrs. Holmes on 2010-03-16 02:44