กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว นิโคลัสกำลังมุ่งหน้าไป ระหว่างทางเขาพบชายผู้หนึ่งซึ่งจูงสุนัขมาตัวหนึ่งชายผู้นั้นบอกว่าเขาคืออัศวินสิงห์ และนี่คือสิงโตของเขา เขากำลังเดินทางไปสู่กับออร์ก เพื่อช่วยหญิงคนรักที่ถูกคุมขังบนหอคอย เขาให้นิโคลัสเดินตรงไปแล้วจะได้เจอหอคอย และเจอเจ้าหญิง ส่วนเขาจะตรงไปเช่นกันไปยังปราสาทของออร์ก ไปสู้กับออร์กเพื่อช่วยเจ้าหญิงออกมา

 

แล้วนิโคลัสก็ได้พบเจ้าหญิง นางรับเขาขึ้นไปบนหอคอย บอกให้เขาดึงดาบ หากดึงได้จะได้เป็นเจ้าของหวัใจนาง เขาดึงได้ และเดินทางไปปราบออร์ก ในขณะเดียวกัน อัศวินสิงห์โตไปท้าสู้กับออร์ก แต่ได้พบกับภรรยาของออร์ก ซึ่งถูฏบังคับให้แต่งงานกับเจ้าออร์กเพราะคำสัญญา นางพาอัศวินไปซ่อน รับคำท้าไปแจ้งแก่สามี 

 

อัศวินสิงโตสู้กับออร์ก โดยได้รับความช่วยเหลือจากนาง แต่ก็ต้องพ่ายแพ้เพราะกลโกง นิโคลัสเดินทางมาทัน เขาปราบออร์ก รู้ว่าเพื่อนรักท่ำกลังสิ้นลมมีใจให้นางภรรยาของออร์ก เขากลับไปรับเจ้าหญิงซึ่งบอกว่าแท้จริงนางหลงรัก อัศวินสิงห์โต แต่นางต้องให้นิโคลัสเป็นเจ้าหัวใจเพราะคำสัญญาที่นางให้ไว้ว่าหากใครดึงดาบได้จะได้เป็นเจ้าหัวใจ ทั้งคู่เดินทางไปหาอัศวินสิงห์โต และนางภรรยาของออร์ก อัศวินสิงห์โตสิ้นลมอย่างสงบก่อนจะฟื้นคืนชีพ ทั้งสองคู่ได้ครองรักอย่างมีความสุขชั่วกาลนิรันดร์

 

ถูกต้องแล้วนี่คือนิทาน นิทานปรัมปราโบร่ำโบราณที่เล่าเรื่องอัศวิน เจ้าหญิงเจ้าชายยักษ์มาร  รักแท้ และความสุขชั่วกัลปาวสาน  เข้าใจกันได้ในทันทีที่อ่านเรื่องย่อ เราคงไพล่จินตนาการเพริดไปถึง บรรยากาศโบร่ำโบราณ ปราสาทเก่าแก่ เครื่องแต่งกายงามหรู  การผจญภัยชวนใจระทึก  งานสร้างอลังการหวานซึ้ง ซึ่งต้องขอแสดงความเสียใจว่ามันจะไม่เกิดขึ้นเลย

 

เพราะในหนังเรื่องนี้ มีเพียงผู้ชายสองคนสวมเสื้อเชิ้ตกางเกงยีน รองเท้าหนัง สิงโตก็เป็นเพียงสุนัขน่ารักตัวหนึ่ง ฝ่ายสุภาพสตรีอาจได้เครื่องแต่งกายที่ดูเข้าท่ากว่า แต่ยังห่างไกลจากเครื่องทรงแบบเจ้าหญิงหรือกระทั่งหญิงโบราณนัก  ออร์กนั้นเหล่าก็โผล่มาแค่มือถือดาบกับเท้าขนดก  สเปเชียลเอฟเฟคต์อย่าได้แลหา เพราะกระทั่งการถ่ายทำ ก็ตั้งกล้องถ่ายกันง่ายๆ เลือกเล่าเอาแต่ที่จำเป็น กล่าวให้รวบรัด ว่านี่คือหนังเทพนิยายที่ถ่ายราวกับเป็นหนังของROBERT BRESSON ก็มิปาน  แต่หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังของROBERT BRESSON มันคือหนังของEUGENE GREEN

 

EUGENE GREEN เริ่มทำหนังเรื่องแรกตอนอายุปาเข้าไป 50 เขาใช้ดาราชุดเดิมในหนังทุกเรื่องของเขา หนังซึ่งเรียบง่ายจนแทบเหมือนละครโรงเรียนมากกว่าหนังจริงๆ เขาเกิดในอเมริกา แต่ย้ายมาอยู่ปารีสตั้งแต่ยังหนุ่ม ซึ่งสำหรับตัวเขาเองยึดปารีสเป็นเสมือนบ้านเกิดเมืองนอนจริงๆ หรือถ้าจะให้ยิ่งไปกว่านั้น เขาชิงชังบ้านเดิด(ที่แท้)ของตนเองอย่างยิ่ง เขาเรียกที่นั่นว่า บ้านป่าเมืองเถื่อนที่ซึ่งทำลายอารยธรรมของโลก  เขายินดีสัมภาษณ์เป็นภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน  คาตาลัน แต่ไม่ยอมพูดภาษอังกฤษ  เช่นเดียวกับหนังของเขา สิ่งที่เขาสนใจจริงๆในหนังคือ ‘ภาษา' พลังอำนาจและการทำงานของมัน

 

กล่าวได้เลยว่าหนังทั้งเรื่องนี้เดนหน้าไปได้ด้วยการทำงานของภาษา  ซึ่งตัวมันเองในแต่ละหน่วยคำหาได้มีความหมายเฉพาะจวบจนมันได้ทำงานสัมพันธ์กับหน่วยอื่น การประคับประคองกันและกันของหน่วยภาษาที่ต่างกัน สะท้อนความหมายใส่กันไปมา ได้ก่อร่างประโยคขึ้นซึ่งก็ทำหน้าที่เช่นกันในการก่อร่างเรื่องราวขึ้น -นี่คือทฤษฎีภาษาศาสตร์ที่คิดค้นขึ้นโดย  โซซูร์ และ GREEN ทำใมห้เรา ‘เห็นเป็นภาพ' ขึ้นมาจริงๆ

 

หากเราแยกชิ้นส่วนหนังเรื่องนี้ออกมา เราจะพบว่าไม่มีสิ่งใดหลงเหลือร่องรอยเค้าเดิมของหนังอีกต่อไป เพราะที่เราได้คือ บรรดาหนุ่มสาวนุ่งยีนส์ สวมเชิ๊ต  สถานที่ซึ่งเป็น ปราสาทเก่าๆในยุโรป ชุดขนดก(ที่มีแต่แขนกับหลัง) หนึ่งชุด สุนัข  แมว และ ลา (อดคิดไม่ได้ว่าลาเป็นการคารวะ AU HAZARD BALTHAZAR ของBRESSON) อย่างละตัว  ดาบที่ทำขึ้นมาใหม่อย่างกระป๋องกระแป๋ง และแน่นอน เรื่องเล่าเทพนิยายเรื่องหนึ่ง  ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวไปแทบจะไร้ความหมายแบบที่ปรากฏบนจอโดยสิ้นเชิง

 

แต่ความหมายใหม่ปรากฏขึ้นเมื่อมันมารวมกัน และกำหนดบบาทเสียใหม่ โดยอาศัยกันและกัน คำกำกับภาพให้เราเห็นความหมาย เมื่อตัวละครเรียกสุนัขว่าสิงโต ผู้ชมอาจจะต่อต้านสิงโตนั้นต่อให้มีเสียงคำรามน่ากลัว แต่ในจักรวาลของหนังเรื่องนี้ โดยไม่ต้องสงสัย นี่คือสิงโต ตัวละครทุกตัวยอมรับให้สุนัขน่ารักคือสิงโต และแมว(นอกจอ) คือ ช้าง(ในจอ)  และโดยการใช้ตรรกะนี้มันได้ลามเลยไปสู่การยอมรับว่านี่คือัศวิน นั่นเจ้าหญิง นี่เจ้าชาย นั่นนางไม้และนี่ออร์ก  วิธีการแบบนี้ในหนังของGREEN ประกอบขึ้นจากการจงใจทำให้เห็นถึงการยอมจำนนต่อ คำกำกับความ ของเรา แต่ต้องไม่ลืมว่า ในหนังทุกเรื่องเราก็ยอมจำนนในทำนองนี้เช่นกัน เราหล่อยให้คำต่างๆกำกับความหมายตัวละคร พระเอก นางเอก นางร้าย ตัวตลก เราทำกับหนังทุกเรื่อง ทุกเรื่องเล่าที่เราได้ยิน ได้ดู เพียงแต่เรื่องเล่าเหล่านั้นแนบเนียนอยู่กับความรับรู้ของเรา(ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้) เราจึงละเลยความตระหนักรู้เหล่านี้ไป ล่องไหลไปกับโลกของเรื่องเล่า ซึ่งไม่มีทางจะเป็นโลกจริงไปได้ หากในหนังเรื่องนี้ GREEN เตือนให้เราเห็นการเล่นเล่ห์ร้อยแปดของถ้อยคำ (ซึ่งGREEN หรือผู้กำกับคนอื่นๆ ก็ไม่ได้ประดิษฐ์ขึ้น มันดำรงคงอยู่ก่อนการมีหนังเหล่านี้ด้วยซ้ำ) แสดงให้เห้นว่ามันตบตาเราได้อย่างไร

 

เลยพ้นไปจากภพาฉายเบื้องต้น กลไกของภาษายังคงทำงานลึกลงไปในระดับเนื้อเรื่องอีกชั้น  เมื่อทุกตัวละครในเรื่องเองก็ถูกผลักไปตามเกมกลของ 'คำสัญญา ‘ ภรรยามนุษย์ของเจ้าออร์ก แต่งงานกับเขาเพราะคำสัญญาที่ตกลงกันไว้ เช่นเดียวกับเจ้าหญิงที่ยอมติดตามนิโคลาส เพราะ ‘คำสัญญา'ที่เธอให้ไว้กับเขา (การที่เธอถูจับมาขังบนหอคอย ก็เป็นไปตามคำสัญญาของออร์ก ) ชีวิตของสตรีในเรื่องนี้ดำเนินไปตามคำสัญญาซึ่งขัดแย้งกับความต้องการภายในใจ  ต้องรอจนผู้ชาย(ซึ่งได้รับสิทธิ์ ในการครอบครองสัญญา) มาทำลายคำสัญญาดั้งเดิม (ในที่นี่การฆ่าออร์ก และการดึงดาบ จึงไหลมาซ้อนทับกันอย่างช่วยไม่ได้) พวกเธอจึงถูกปลดปล่อยจากคำสัญญา และมีอิสระอีกครั้ง   อำนาจของถ้อยคำร้อยรัดตัวละครในสองระดับ ทั้งระดับของคำสัญญาในตัวเรื่องและระดับ รูปสัญญะที่ผู้ชมมีต่อเรื่อง ซึ่งนอกจากเราเห็นการกดขี่ผ่านถ่อยคำแล้วเรายังเห็นลำดับชั้นของการถูกกดขี่อีกชั้นหนึ่งด้วย

 

และหากถอยออกมามองภาพรวมหนังทั้งเรื่อง เราก็เห็นได้เลยว่า เทคนิคการถ่ายทำ (ตั้งกล้องนิ่ง แสดงแข็งทื่อ -เดินตามรอยบรรพบุรุษ BRESSON ซึ่งEUGENE GREEN ประกาศชัดแจ้งว่าได้อิทธิพลมาแบบเต็มๆ ) การจัดตัวละคร  รวมไปถึงทุกองค์ประกอบของหนัง เป็นไปในรูปแบบของMinimalism  พยายามเน้นความน้อยเป็นหลัก  ความน้อยนี้เองคือเครื่องหมายของการถอดรื้อของประดับตกแต่งของเรื่องเล่าที่ทำให้เรื่องเล่าแต่ละเรื่องแตกต่างกันไป  การที่หนังถอดรื้อจนเปิดเผยให้เห็นโครงสร้างซึ่งยึดโยงหน่วยย่อยแต่ละหน่วยเข้าด้วยกันนี้เอง ช่วนให้เราเห็น  ‘เรื่องเล่าแกนหลัก' ที่แท้จริง โครงเรื่องที่สามารถเปลี่ยนจากเจ้าหญิง เจ้าชาย เป็นายก. นางสาว ข.ได้  สถานะขั้นต่ำสุดที่จะผลักเรื่องราวให้เดินไปข้าหงน้าได้ ไม่ว่าจะเปล่ยนเครื่องทรง เป็นยุคกลาง ยุคปัจจุบัน หรืออนาคตก็ตาม

 

ดังนั้นจะว่าไปแล้วชื่อหนังTHE LIVING WORLD จึงมีนัยยะเดสียดเย้ยที่น่าสนใจยิ่ง ในแง่ที่ว่าโลกที่มีชีวิตในหนังที่แท้คือโลกแห่งเรื่องเล่าชุดหนึ่งซึ่งถูกประดับตกแต่งไปเป็นสิ่งอื่นร้อยสีพันอย่าง  และในหนังเรื่องนี้เขาได้ลองรื้อชิ้นส่วนเหล่านั้นออกไปทีละชิ้น( ซึ่งแน่นอนว่ากระทั่งการื้อออก ก็นับเป็นเรื่องเล่าประการหนึ่ง  ) แล่เนื้อเถือ'หนัง'จนเราได้เห็นว่ากระดูกแห่งเรื่องเล่านั้นเป็นอย่างไร

เราอาจพูดได้เลยว่านี่เป็นหนังโง่ๆ เพราะมันไม่สิ่งใดถูกตกแต่งฉาบเคลือบ เพื่อให้เกิด ‘ความสมจริง' ซึ่งในทางหนึ่งความสมจริงนี้เองที่ผลักให้เรื่องเล่าทำเนียนเป็นเรื่องจริงได้ คนดูพร้อมจะเชื่อเรื่องจริงในหนัง(ซึ่งอาจไม่เหมือนความจริง) ขอแค่มันอยู่ในร่องในรอยของความสมจริง และสิ่งนั้นถูกรื้อทำลายทิ้งในหนังเรื่องนี้ ด้วยกลวิธีอันร้ายกาจนั่นคือการกลับไปเป็นเด็ก กลับไปทำเสมือนเด็กๆเล่นละครในตอนบ่ายวันหยุดฤดูร้อน สมมติตัวเองเป็นเจ้าหญิงเจ้าชาย ฝันกันเอาเองว่าเหาะได้ มีดาบวิเศษ และต่อสู้กับเหล่าร้าย  วธีการที่ดูเหมือนเพ้อฝันที่สุด ในที่สุดได้ปอกลอกเอาสิ่งที่ซ้อนอยู่ในผ้าคลุมของเรื่องเล่ามาคลี่ให้เราเห็นได้อย่างน่าทึ่ง

 

 

ปล. ความคิดเห็นส่วนตัว โปสเตอร์ของ LA MONDE VIVANT ดูคารวะ PICPOCKET ของ BRESSON มากๆ

 

http://www.cinema-scope.com/cs20/ar_huber_green.htm

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่านแล้วก็ทึ่งในแนวคิดครับ น่าแปลกที่หนังเพียงย้อนไปเป็นยุคที่เราเล่นกันเด็กๆอีกครั้ง แต่กลับแปร่งแปลกเมื่อโตขึ้น

คิดไปคิดมาก็น่าขันนะครับ ที่โลกทำให้เราลืมความเป็นสามัญไป

จะหามาดูอีกเรื่องครับ big smile

#1 By Seam - C on 2009-12-29 15:24