THE MOUTH AGAPE (MAURICE PIALAT/1976/FR) : ปากที่เปิดอ้า
posted on 13 Dec 2009 03:04 by filmsick in see-it-and-die
เปิดฉากที่แม่ เธอกำลังถอดเสื้อแล้วปีนขึ้นไปบนเตียงตรวจอะไรสักอย่าง ลูกชายพาเธอมาตรวจก่อนจะกลับบ้านไปนั่งกินอาหารกัน เธอบอกว่าเขาควรจะรักภรรยาให้มากกว่านี้ เธอรู้ว่าเขานอกใจเมีย แต่โดนลูกชายสวนกลับว่าเมื่อก่อนแม่ก็นอกใจพ่อไม่ใช่หรือ หลังจากฉงนฉงายเรื่องออดีตกันตามสมควร แม่ลูกก็นั่งกินกันตามปกติ ลูกชายลุกไปเปิดแผ่นเสียง ทั้งคู่ต่างนิ่งไปชั่วครู่จมลงในเสียงเพลงคลาสสิค ท่ามกลางบรรยากาศที่ประสมระหว่างความผ่อนคลายกัยความกระอักกระอ่วนของแม่กับลูกที่ไม่เหลืออะไรให้พูดกันนัก กระทั่งโทรศัพท์เบียดแทรกเข้ามาในโมงยามนั้น ลูกชายลุกไปรับโทรศัพท์ แม่ลุกจากเก้าอี้ เธอล้มลงไป
กล่าวอย่างง่าย เธอกำลังจะตาย และนี่คือหนังที่คว้าจับเอาความเป็นมนุษย์ ทั้งส่วนของความอ่อนไหวและความเย็นชา ทั้งความเศร้า และความกระอักกระอ่วน ความสัมพันธ์ในครอบครัวทั้งด้านสว่างและด้านมืด ร่างกายที่ค่อยๆเปื่อยเน่าของแม่ พ่อจอมเจ้าชู้ที่กำลังสูญเสียคนที่อยู่ด้วยมาตลอดหลายสิบปี ลูกสะใภ้ที่ที่จริงไม่ได้ถูกกัยแม่สามี และลูกชายที่วุ่นวายอยู่กับทั้งชีวิตการงานและความตายของแม่ นี่คือหนังที่เล่าเหตุการณ์ซึ่งพร้อมจะขับเน้นให้กลายเป็นหนังเรียกน้ำตาได้ทุกนาที หากกลับถูกถ่ายทอดด้วยอารมณ์ห่างเหินเย็นชา เจ็บปวดมืดดำ หากก็เต็มไปด้วยอารมณือันหลากไหลของมนุษย์ เพราะนี่คือหนังที่กำกับโดย MAURICE PIALAT
เมื่อเทียบกับผู้กำกับร่วมรุ่น ชื่อของ MAURICE PIALAT อาจจะนับเป็นหนึ่งในรายชื่อผู้กำกับตกสำรวจ งานของเขาไม่โด่งดังนอกประเทศฝรั่งเศส อาจจะเนื่องเพราะหนังของPIALAT ไม่ได้มีลีลาจัดจ้านแบบนิวเวฟ ( ถ้านับรุ่นเขาน่าจะเหลื่อมล้ำอยู่ในช่วงFrench New Wave ปลายๆ เขาเริ่มทำหนังตอนอายุ44ปี หนังยาวเรื่องแรกของเขาออกฉายในปี 69 (หลังจากแรงระเบิดของกลุ่มนิวเวฟ และการจราจลปี ‘68ล่วงไปแล้ว ) เมื่อเทียบกับบรรดาตัวพ่อของนิวเวฟ หนังของPIALAT ไม่ได้มีความโดดเด่นก้านสไตล์ใดๆเลย หนังของเขามักถูกเปรียบเทียบกับJOHN CASSAVETES ผู้กำกับชาวอเมริกันในแง่ที่ว่ามันนำเสนอมนุษย์อย่างสมจริง แต่ความจริงของPIALAT ไม่เหมือนกับความจริงของ CASSAVETES หนังของPIALAT ไม่มีฉากแสดงอารมณ์รุนแรง กล้องไม่ตามติดชิดใกล้ ไม่มีอะไรคล่ายหนังสารคดี มันคือหนังที่ถูกจัดวางมาอย่างดี แต่สิ่งที่ทำให้หนังของPIALAT ดุเดือด รุนแรง อยู่ที่การตัดต่อ การเรียงร้อยแต่ละฉากเล็กๆเข้าด้วยกัน ใช้ฉากเล็กๆที่ตัดข้ามหรือคู่ขนาน คล้อยตามหรือต่อต้าน ฉากก่อนหน้า วิ่งไปรอบๆเหตุการณ์หลัก ก่อร่างความเป็นมนุษย์ขึ้นโดยไม่พึ่งพาการตามติดชิดใกล้หรือการแสดงอารมณ์ล้ำลึกของนักแสดง อาศัยเพียงการเลือกสิ่งที่จะนำเสนอบนจอ ซึ่งในทางหนึ่งมันทำให้แบบแผนในหนังของเขาคล้ายคลึงกับ ROBERT BRESSON ปรมาจารย์ผู้กำกับชาวฝรั่งเศส
ตัดข้ามการอ้างอิงผู้กำกับวุ่นวายในย่อหน้าด้านบนออกไปเสีย เล่าให้ง่าย หนังของPIALAT เล่าเรื่องความเป็นมนุษย์ได้อย่างเข้มข้น ทั้งๆที่ตัวมันมีรูปแบบแบบภาพยนตร์อย่างยิ่ง PIALAT เลือกนำเสนอฉากเล็กฉษกน้อยที่อาจไม่เกี่ยวพันกับเรื่องหลัก เรียบเรียงมันอย่างไม่อินังขังขอบกับการเล่าเรื่องนัก หากมุ่งก่อร่างความเป้นมนุษย์จากการสังเกตการณณืสิ่งละอันพันละน้อย แรงกระตุ้นและความปรารถนา ชีวิตที่ไม่ได้เป็นเพียงเส้นระนาบของเหตุการณ์ หากม้วนพันเอาเหตุการณ์เล็กๆน้อยๆในชิวตประจำวัน ความด้านชา ดำมืด หรือห้วงอารมณ์ชั่ววูบอันไร้เหตุผลเข้ามาด้วย
ใน THE MOUTH AGAPE หนังอาจเล่าเรื่อง ‘ความตายของแม่' เป็นแกนหลัก ในหนังทำนองนี้มันมักตามมาด้วยการที่ครอบครัวได้มาผเชิญหน้ากับปัญหาค้างใจและฝ่าฟันความทุกข์ไปด้วยกัน ทุกอย่างถูกคลี่คลายและครอบครัวได้ใช้เวลาช่วงสุดท้ายร่วมกัน แต่นั่นไม่ใช่โลกของPIALAT ครอบครัวของPIALAT ประกอบด้วยพ่อผู้ ขี้เหล้าเจ้าชู้และเอาแต่ใจ แม่ผู้เก็บกด ลูกชายที่เกลียดพ่อแต่กำลังจะกลายเป็นคนแบบพ่อ และลูกสะใภ้ซึ่งอึดอัดกับการกลับไปบ้านสามี และเธออาจจะไม่ค่อยถูกกับแม่สามีมากนัก
หนังวนรอบเหตุการณ์ความป่วยไข้ของแม่ จากห้องตรวจไปยังหอผู้ป่วยก่อนที่หมอจะส่งกลับบ้านเพราะหมดปัญญาจะทำอะไรได้อีก เริ่มจากฉากแรกที่แม่ยังคงสวยงาม ร่างของเธอค่อยๆกลายเป็นเพียงซากลงไปทีละน้อย เมื่อเธอป่วยไข้ บทบาทของเธอค่อยๆหายไปจากจอ หนังไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ความตายของเอหากมุ่งไปยังปฏิกิริยาของสมาชิกคนอื่นๆในครอบครัวที่มีต่อความตายของแม่ที่มาถึงอย่างเชื่องช้าและเจ็บปวด
เริ่มจากลูกชายที่อาศัยอยู่ในเมือง เขาไปดูแลแม่ทุกวัน พาแม่กลับมาบ้านที่นอกเมือง พ่อเจ้าของร้านชำก็คอยดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำ ลูกสะใภ้ที่งานยุ่งก็สู้อุตส่าห์ปลีกตัวไปเยี่ยม เหตุการณืดำเนินไปเช่นนี้จนเธอตายลง ทุกอย่างดูเรียบง่าย ถูกต้อง
แต่ในความเรียบง่ายสามัญนั้น แม่แอบนินทาลูกชายให้พ่อฟัง ลูกชายเองไม่ถูกกับพ่อเขาหลีกเลี่ยงการผเชิญหน้า เขารู้ว่าพ่อเขามีชู้รักเป็นอดีตแม่บ้านในบ้านเก่าของพ่อ บางทีถ้าแม่ตายพ่อจะย้ายไปอยู่กับหล่อน เวลาที่อยู่กันสองคนเขาแอบก้อร่อก้อติกกับเด็กสาวที่มาซื้อเสื้อยืด จับนมหล่อนแลกกับการแจกเสื้อ ลูกสะใภ้ไม่อยากมาบ้านสามีแม้แต่น้อยเธออยากไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ซึ่งนี่ก็ธรรมดาเช่นกัน
เหตุการณ์ธรรมดาเหล่านี้เองที่ร้อยรัดรอบๆตัวมนุษย์ มันไม่ได้มีหรอก มนุษย์ผู้ชาววสะอาด หรือมนุษย์ที่ดำมืด มีแต่มนุษย์ที่รายรอบด้วยเหตุการณ์ต่างซึ่งก้ำกึ่งอยู่ระหว่างความดีกับความชั่ว และที่สำคัญที่สุดมันไม่ได้ร้อยเรียงอย่างเป็นระบบขั้นตอนแบบที่เราเห็นกันในหนังเลยแม้แต่น้อย เหตุการณ์หนึ่งในชีวิต อาจถูกคั่นด้วยเหตุการณ์ไร้เหตุผลอีกจำนวนหนึ่ง และตามต่อด้วยชุดเหตุการณ์ต่อเนื่องของเหตุการณ์ใหม่ที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน มนุษย์นั้นไม่ได้อยู่ในห้วงเวลาระนาบเดียวแบบเวลาของภาพยนตร์ หากอยู่ในระนาบเวลาซึ่งซ้อนทับกองก่าย เมื่อเขาหรือเธอทำสิ่งหนึ่ง มันไม่ได้หมายความว่าจะส่งผลกันแบบลูกโว่ และ PIALAT บันทึกสิ่งนี้ด้วยการตัดต่อเรียงร้อยฉากต่างๆในหนังออกมา
ฉาหนึ่งที่พอจะเล่าความหมายของย่อหน้าด้านบนได้ คือฉากที่ลูกชายออกจากบ้าน เขาดูแลแม่มาตลอดหลายวัน แล้วตัดสินใจพาภรรยากลับบ้าน หนังเริ่มด้วยฉากในห้องนอน ร่างซูบเซียวของแม่ห่มผ้าถึงคอ ตัดไป เป็นฉากลูกชายลุกขึ้นยืน เขากับภรรยาแวะมีเซกส์กันในป่าข้างทาง สองฉากนี้ไม่เกี่ยวข้องกัน ไม่เชื่อมโยงถึงกัน ไม่ต่อเนื่องกัน หากมันได้ร้อยรัดให้เราเห็นชีวิตของมนุษย์ ในอีกทางหนึ่งมันบ่งบอกซ่อนนัยถึงความอึดอัดขัดข้องของบรรดาตัวละครในหนังได้อย่างน่าทึ่ง
หนังเรื่องนี้มีชื่อที่แปลได้ว่า ‘ปากที่เปิดอ้า' อันหมายถึงปากของแม่ ที่ในเวลาต่อมาค่อยๆกลายเป็นซากร่างที่ยังหายใจและยังต้องการการกินดื่ม หนังตั้งชื่อราวกับว่าซากร่างนี่ไม่ได้เป้นมนุษยือีกต่อไป และหนังก็จับจ้องมองตัวละครแม่ด้วยดวงตาเช่นนั้น หล่นอคือตัวเปิดเรื่อง แต่ยิ่งเมื่อหนังดำเนินไป แม่กลายเป็นคนป่วยซึ่งเป็นศูนย์กลางของครอบครัว จากนั้นเมื่อยิ่งเธอป่วยนุกขึ้นเธอก็กลายเป็นเพียงปากที่เปิดอ้ารอคอยใครมาป้อนอาหาร จากเสาหลักที่ยึดเหนี่ยวครอบครัว เธอกลายเป็นสมอซึ่งถ้วงผู้คนในครอบครัวไว้ กระทั่งเธอตายลง ร่างเปลือยของเธอถูกนำไปห่อเป็นศพ ตอนนั้นเองพ่อเริ่มร้องให้ ก็ต่อเมื่อไม่มี ‘ร่างกาย' ไร้ ‘ปากที่เปิดอ้า'แล้วนั่นเองครอบครัวจึงเริ่มตระหนักถึงการสูญเสียคนอันเป็นที่รักไปชั่วนิรันดร์ กล่าวอย่างง่าย ปากที่เปิดอ้า แทนค่าของร่างกายที่ไม่ได้ถูกตระหนักในคุณค่าจนกระทั่งมันได้หายไป นี่คือความเพิกเฉยเย็นชาของมนุษย์? หรือที่จริงแล้ว มนุษย์มันก็เป็นเช่นนี้
ฉากสุดท้ายของหนัง ภาพปรากฏกจากกล้องซึ่งติดตั้งไว้ท้ายรถ งานศพของแม่สิ้นสุดลงแล้ว และลูกชายกลับเข้าเมือง เราเห็นภาพของเมืองเคลื่อนที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมืองที่ถูกมองจากด้านหลังจากเมืองที่ใหญ่ค่อยๆเล็กลงๆ จากด้านหลังของรถที่พุ่งออกไปอย่างเร็วรี่ราวกับจะไปให้พ้นเมืองนี้ เพียงฉากเล็กๆที่ไม่ต้องพึ่งพานักสแดงเลยนี้เพียงฉากเดียว PIALAT ก็คว้าจับเอาความหมายซ่อนนัยมาปรากฏบนจอได้อย่างน่าทึ่งและเจ็บปวดยิ่ง
เป็ฯการยากยิ่งที่จะเขียนถึงหนังของ MAURICE PIALAT เพราะสำหรับหนังบางเรื่องที่เป็นวรรณกรรมมากๆเราอาจย่อยมันออกมาเป็นตัวหนังสือได้ไม่ยาก พอๆกับหนังที่เป็นชุดรูปแบบของสัญลักษณืเราก็เขียนโดยเพริดไปกับการตีความพลิกแพลงครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สำหรับหนังที่เป็นหนังจริงๆ หนังที่ถูกออกแบบมาให้เป็นประดิษฐกรรมภาพเคลื่อนไหว หนังเล่านี้ชกเราด้วยหมัดตรงๆ ทำให้เราจุกจนพูดไม่ออก และยากที่จะบรรยายความซับซ้อนในความเรียบง่ายนั้นออกมา ซึ่งภาพยนตร์ของPIALAT คือหนึ่งในหนังกลุ่มนั้น

#1 By เหมนันต์ on 2009-12-13 18:02