ฉากภาพที่ปรากฏคือภาพจากตัวรถไฟ ทดสายตามองลงไปยังชานชาลา สถานีฉะเชิงเทราในยามเย็น ส่องต้องเงาแดดสีทองแห่งสนธยา กล้องค่อยๆ เคลื่อนห่างตัวสถานีพร้อมกับตัวรถไฟซึ่งเคลื่อนไป มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพ  ตลอดการเดินทาง คล้ายกล้องเหม่อมองไปนอกตัวรถ จ้องมองภาพชีวิตจากสองข้างทาง ภาพของชุมชน ภาพของท้องทุ่ง เสาไฟฟ้าแรงสูง อาคารร้าง ยิ่งเข้าใกล้กรุงเทพ เมืองยิ่งเรืองรอง ตึกรามบ้านช่องตามไฟสว่างไสว รถไฟเคลื่อนเชื่องช้าไปในพราวแสงไฟนั้น สิ้นปลายทางที่สถานีหัวลำโพง

     จากนั้นกล้องกวาดเกร่ไปในกรุงเทพ จ้องมองแสงแดดเช้าที่ค่อยสาดลงบนถนน จ้องมองผู้คนจากแฟลตสูงแออัด เด็กๆ ของเมืองหลวงนั่งเบียดกันห้อยขาตรงริมระเบียง  เด็กในกองซากปูนปรักหักพังใต้ทางด่วน คนขายผลไม้เข็นรถของตนไปตามถนน กล้องกวาดเข้าไปในหมู่อาคารรกร้างที่สร้างไม่เสร็จ ถนนอันคลาคล่ำไปด้วยฝูงชนจากที่นั่นที่นี่ สนามหลวงในยามค่ำคืน จ้องมองคนจรหมอนหมิ่นปูผ้าพลาสติกลงพักนอนกลางงาน จ้องมองไปตามความมืด

     จากวันสู่วัน กล้องยังคงเกร่ไปตามถนนหนทาง พาเราไปเที่ยวกรุงเทพด้วยตาของคนแปลกถิ่น ที่ไม่ได้ตื่นตาตื่นใจกับความเรืองรองของกรุงเทพ หากกว่าตาติดดินไปยังบรรดาคนชายขอบ ชุมชนชาวบ้านยากจนที่ดิ้นรนอยู่ในเมือง กล้องพาเราไปยังที่เสื่อมโทรมนอกสายตาของความงามพร้อมสรรพ์ ราวกับทอดน่องท่องไปในกรุงเทพอันเดอร์กราวนด์  ดินแดนที่เราต่างรู้ว่ามีอยู่แต่ไม่เคยเหยียบย่างกระทั่งเหลียวไปพินิจ  จวบจนกระทั่งไปได้ครึ่งทาง กล้องพาเราซอกซอนไปค่ำคืนของหมู่ตึกแถวแออัดเพื่อไปจ้องมองผู้ชายคนหนึ่ง พลันมีตัวหนังสือพาดขึ้นบนจอ เรื่องของพ่อผู้ซื้อกล้องให้กับเขา โดยที่รู้ในใจว่าต่อไปเขาต้องเดินไปคนเดียว

     หลังการจ้องมองพ่อโดยไม่ได้พบ กล้องพาเรากลับคืนมายังสถานีรถไฟ  รถไฟวิ่งสวนเส้นทางเดิมกับขามา มุ่งหน้ากลับบ้านในสายฝนที่ตกกระหน่ำลงมา เส้นทางเดิมกับที่เราเห็นในตอนแรก มืดมัวหมองลงไปส่วนหนึ่ง จวบจนกระทั่งกล้องพาเรากลับมายังปากทางเข้าบ้าน ถนนลูกรังเจิ่งนองน้ำขังและโคลนหยำเยอะ  บ้านไม้โบราณที่ข้างใต้เป็นลานดินแข็งแห้งแตก บ้านซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในทุ่งร้าง กล้องพาเราไปยังท้องทุ่งริมทางรถไฟ ไกลๆ เป็นตึกแถวใหม่สวยหรู แต่ตรงนี้เป็นทุ่งหญ้าท่วมหัว สนธยาแล้ว รถไฟเดินทางผ่านไปแล้วแต่เขาเพียงจ้องมองมันอยู่อย่างเงียบเศร้า

     และนี่คือทั้งหมดที่เราได้ชมตลอด 62 นาที ของ ‘สีบนถนน’   ภาพยนตร์โดย วีระพงษ์ วิมุกตะลพ หนัง ซึ่งอาจจะเหมือนเล่าเรื่องของชายคนหนึ่งที่โดยสารรถไฟไปตามหาพ่อ พลอตที่ดูเหมือนธรรมดาธรรมดา แต่ทั้งหมดนั้นถ่ายผ่านกล้องซึงแทนดวงตาของเขา  กล่าวอย่างง่าย ตลอด 62 นาทีของหนังเราจะได้เห็นแต่เพียงภาพของบรรยากาศ สถานที่ ฝุ่นควัน แสงไฟ ถนนหนทาง ซากตึก โดยไม่มีคนอยู่บนจอ มีเพียงสถานที่ และบรรยากาศ  ภาพผู้คนที่เราได้เห็นคือภาพฉายของคนที่เขาผ่านพบระหว่างทาง ในขณะเดียวกันฉากไหนที่เขาจะแสดงความมีอยู่ของตัวเอง เขาจะวางกล้องไว้กับพื้น เราจะเห็นก็แต่เท้าของเขาเท่านั้นที่แทนตัว

     แล้วมีอะไรในหนังทำคนเดียว ถ่ายคนเดียว และอาจจะเข้าใจคนเดียวเรื่องนี้ ตัวหนังเรียกร้องผู้ชมให้เดินตามตัวผู้กำกับไป  มองจากมุมที่เขามอง โดยไม่ให้ข้อมูลพื้นฐานใดๆ ราวกัยเราควรรู้เรื่องเหล่านี้อยู่แล้วตั้งแต่ก่อนหนังเริ่มขึ้นจนจบลง คนดูถูกนำพามาทิ้งไว้กลาง ‘วิสัยทัศน์’ ของผู้กำกับ ค่อยๆ เลาะตะเข็บรื้อสร้าง โลกของเขา เรื่องเล่าของเขาจากสิ่งที่คนดูได้พบเจอในหนังจากวิธีที่เขาจ้องมองสิ่ง ต่างๆ สิ่งที่เขาเลือกมอง ที่เขาตามหา และที่เขาค้นพบ


     หนังอวลกลิ่นอายละม้ายคล้ายกับหนังของ ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ (ซึ่ง รับหน้าที่เป้นโปรดิวเซอร์และมือตัดต่อให้กับหนังเรื่องนี้) หนังปล่อยให้เราประกอบสร้างเรื่องเล่าจากข้อมูลอันจำกัดเอาเอง   เรื่องเล่าจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นไม่ใช่จากการให้ข้อมูล แต่จากการไม่ให้ข้อมูล การแต่งเรื่องจากภาพนำพาเราไปสู่ขอบเขตใหม่ของการเล่าเรื่องที่เราต้องคิด ต่อเอาเอง

     หากใน 'สีบนถนน' หนังไม่มีตัวละครเพี้ยนให้ยึดจับ แบบในหนังของไพสิฐ อีกแล้ว  ตัวละครเดียว สีบนถนนมี คือกล้อง  หากกล้องแทนดวงตาของตัวละครหลัก (ซึ่งเราอนุมานเอาว่าคือผู้กำกับเอง) เราก็ไม่ได้กำลังดูหนังเล่าเรื่องชายคนหนึ่งไปตามหาพ่ออีกแล้ว เรากำลัง ‘มอง’ ผ่านดวงตาของเขา ผู้ซึ่งเข้ามาตามหาพ่อ เมื่อพบเจอก็ได้แต่ลอบมองแล้วแล้วล่าถอยกลับไปอย่างเงียบเศร้า   เราคนดูเดินเข้าไปใน อนุทินทางตาของผู้กำกับ จ้องมองด้วยสายตาของบุรุษษที่สามผ่านดวงตาของบุรุษที่หนึ่ง   เราไม่อาจเข้าใจในสิ่งที่เขามอง แม้เราจะมองผ่านดวงตาของเขาแต่เราก็ยังเป็นเพียก ‘แขก’ ในหนังเรื่องนี้ หนังไม่เปิดพื้นที่ใก้เราไปนั่งกลางใจ เราเพียงสวมดวงตาของเขา แต่เราต้องทำความเข้าใจเอาเอง

     ภาะวะอิหลักอิเหลื่อที่หนังมอบให้ จึงกลายเป็นพื้นที่เปิดโล่ง เราอาจบอกได้ว่านี่มันหนังอะไรวะมีแต่ภาพกรุงเทพเน่าๆ  แต่ในอีกทางหนึ่งเราก็บอกได้เลยว่า นี่เป็นไดอารี่ทางตาที่น่าทึ่งมาก เพราะว่าหนังเต็มไปด้วย การจ้องมองอย่างหลงไหล  ภาพของเด็กๆ ซากตึก หรือถนนวุ่นวายไม่ได้ถูกจ้องมองด้วยดวงตาเสียดสี หรือดวงตากดต่ำ หากเป้นการจ้องมองด้วยท่าทีที่เท่าเทียม และอาจเลยเถิดไปถึงหลงไหลความทรุดโทรม รกร้าง เหล่านั้น เราประกอบสร้างตัวตนของเขาขึ้นจากสิ่งที่เขามอง และท่าทีในการมองนั้น ซึ่งไม่ว่าจะผิดหรือถูกมันก็เป็นประสปการณ์การตีความที่น่าสนใจ

     'สีบนถนน' อาจไม่ใช่หนังเล่าเรื่องง่ายๆ สำหรับทุกคน  แต่ความส่วนตัวของมัน ความลุ่มหลงทางการจ้องมองของมัน ได้ถ่ายทอดประสบการณ์การมองกรุงเทพในอีกแบบหนึ่งซึ่งไมได้พบเห็นบนจอบ่อย ครั้งนักยิ่ง  หนังใช้ภาพเป็นทั้งหมดของเรื่อง เราเข้าใจเรื่องจากภาพ รู้สึกร่วมกับตัวละครก็จากภาพ มีเพียงภาพที่มีศักยภาพในการแสดง ตึกรามงามหรู หรือ เสาไฟฟ้าแรงสูงเศร้ารันทดได้ เพียงการเลือกจ้องมอง และนี่คือพลังของสิ่งที่เราเรียกกันว่าภาพยนตร์

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

หนังที่ให้เราสร้างเรื่องโดยการต่อเติมเสริมสร้างจากภาพของหนังเอาเอง

น่าลองครับ แต่ไม่รู้ว่าจะผ่านไปได้แค่ไหน big smile

#1 By Seam - C on 2009-11-23 17:19

อยากดูจัง

#2 By filmme on 2009-11-23 22:19

เป็นหนังแนวที่แปลกจริงๆ sad smile

#3 By iMagaZiin3+ on 2009-11-24 22:46