ผมขอย้ำอีกครั้ง การเซนเซอร์คือยาพิษของโลกภาพยนตร์ การเซนเซอร์คือยาพิษสำหรับศิลปะ การเซนเซอร์คือยาพิษของวัฒนธรรม  การเซนเซอร์ คือการกระทำของพวกศักดินา มันคือระบอบผเด็จการ  - ลาฟ ดิแอซ

 

ลาฟ ดิแอซเป็นผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์ที่หนังของเขาโดนแบนในประเทศ หลังจากไปคว้ารางวัลใหญ่มาจากเทศกาลเวนิซ เขาพูดประโยคนี้ไว้ในสุนทรพจน์สำหรับงานเปิดเทศกาลภาพยนตร์อิตาเลียนในกรุงมะนิลา ในสุนทรพจน์ฉบับบนั้นเขากล่าว่า นี่คือสุนทรพจน์จาก คนทำหนังโป๊อิสระชาวฟิลิปปินส์ ไม่ใช่คนทำหนังศิลปะแต่อย่างไร

 

ลาฟ เพิ่งกล่าวสุนทรพจน์นี้ไปยังไม่ทันจะพ้นเดือน ใครจะนึกว่าเหตุการณ์ที่ลาฟสาปส่งไว้จะเกิดขึ้นในประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างประเทศไทย

 

ภายในสัปดาห์เดียวเราพบว่ามีหนังอย่างน้องสองเรื่องที่สังเวยเซ่นระบบเซนเซอร์ของพรบ.ภาพยนตร์ฉบับใหม่ เรื่องแรก คือการบังคับให้ตัดฉาก ทหารสังหารประชาชนในเหตุการณ์สังหารหมู่  6 ตุลา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ใน ‘ลิฟท์แดง' ตอนหนึ่งของหนัง มหาลัย'สยองขวัญ สุดท้ายเมื่อหนังออกฉายเราเห็นเพียงภาพเงามืดของสิ่งมีชิวิตที่อาจจะคือทหาร สาดกระสุนหันมาหาจอ มาหาผู้ชม 

 

แน่นอนว่าทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม หรือถ้าไม่รู้ก็สามารถหาความรู้ได้ไม่ยาก   แต่เราไม่สามารถจะดูสิ่งเหล่านี้บนจอหนังได้

 

อย่างไรก็ตามกรณีที่น่าตกใจกว่าคือการที่สารคดีเรื่อง บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกันของ ธัญสก พันสิทธิวรกุล ถูกห้ามฉายในเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า ด้วยเหตุผลตลกๆเกี่ยวกับความขัดข้องลักลั่นของระบบการเซนเซอร์ภายใต้พรบ.ภาพยนตร์แบบใหม่  เรตทีควรได้ไม่มีให้ และฉายไม่ได้โดยไม่มีเรต รายละเอียด ทั้งหมดสามารถอ่านได้จากลิงค์ด้านล่างครับ

 

ผมไม่อยู่ในตำแหน่งที่จะบอกเล่าเบื้องลึกเบื้องหลังของเหตุการณ์ทั้งหมดได้  แต่เหตุการณ์ทั้งคู่นำไปสู่การตั้งคำถามเดิมๆอีกครั้ง ว่าใครแบน / เซนเซอร์ หนังเหล่านี้และทำไม ซึ่งคำตอบที่ได้ก็เป็นคำตอบเดิม เหมือนพายเรือวนในอ่าง เราแทบจะโยนความผิดไปได้ทันที ถึงคณะกรรมการเซนเซอร์ และกรอบคิดคับแคบของพวกเขาและเธอ (เราอาจย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นกับกรณีการเซนเซอร์หนัง แสงศตวรรษของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล )

 

 

เช่นเดียวกับงานศิลปะ มนุษย์เป็นผลผลิตของสังคม และวัฒนธรรม จะชั่วดีถี่ห่างอย่างไรมันล้วนเชื่อมโยงห่วงโซ่ร้อยข้อต่อกลับไปยังต้นทางได้ทั้งสิ้น

 

เมื่อครั้งที่เราจัดฉายหนังฟิลิปปินส์ ของ Lav Diaz ระหว่างการQnA มีคนฟิลิปปินส์ลุกขึ้นถามว่าทำไมหนังเหล่านี้ถึงไม่ได้ฉายในประเทศฟิลิปปินส์ ทำไมพวกเขาถึงต้องออกมาดูหนังเหล่านี้นอกประเทศ นี่เป็นหนังที่ตั้งใจทำให้คนอื่นที่ไม่ใช่คนฟิลิปปินส์ดูหรือเปล่า 

 

ในครั้งนั้น Lav ไม่ได้ตอบคำถามนี้ คนที่ตอบคือ Alexis Tioseco นักวิจารณ์ชาวฟิลปิปินส์ ที่ต่อสู้เพื่อหนังฟิลิปินส์ และหนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเข้มแข็งมาหลายปี เพื่อนผู้ล่วงลับของเรา เป็นคนลุกขึ้นมาตอบ เขาตอบโดยการเล่าเรื่องว่า มีคนเคยถามแบบนี้ครั้งหนึ่งเมื่อมีการจัดฉายใหนังของ Lav ในมหาวิทยาลัย และในครั้งนั้น Alexis ถามกลับผู้ถามว่า คุณคิดว่าหนังเรื่องนี้ควรจะให้คนในฟิลิปปินส์ดูหรือเปล่าล่ะ คนถามตอบว่าควร  Alexis จึงย้อนถามกลับไปว่า แล้วทำไมคุณไม่ทำมันล่ะ

 

It'snot a problem of the film , It's the film culture : มันใช่ปัญหาของตัวหนังแต่เป็นเรื่องของวัฒนธรรมทางภาพยนตร์ต่างหาก นี่คือสิ่งที่ Alexis กล่าวทิ้งท้าย

 

ในทำนองเดียวกัน ผมค้นพบว่าใช่หรือไม่ที่กรรมการเซนเซอร์ก็เป็นเพียงผลผลิตชิ้นหนึงขอวัฒนธรรมที่หล่อหลอมเขาและเธอขึ้นมา  พวกเขาเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง การก่นด่าพวกเขา ไม่ได้ช่วยให้พวกเขาก้าวพ้นหล่มหลุมแห่งศีลธรรมกระพร่องกระแพร่งขึ้นมาได้ นอกจากจะเป็นเพียงการถมความเกลียดชังระกว่างกันลงสู่หุบเหวที่ไม่มีวันเต็ม  

 

เราอาจพูดได้เต็มปากว่าในกรณีของ THIS AREA IS UNDER QUARANTINE นั้นมันเกิดจาความผิดพลาดของระบบที่ออกแบบมาอย่างโง่เง่า (กล่าวให้ชัด คนโง่เง่าออกแบบระบบที่โง่เง่า) แต่นั่นแหละ คนโง่เง่าก็เป็นผลผลิตหนึ่งจากสังคมที่โง่เง่าหรือเปล่าหนอ   เพราะที่แท้จริงตัวระบบอันผิดพลาด เกิดจากการออกแบบระบบที่ผิดพล่าด ซึ่งมันเกิดจากสาเหตุเดียว   นั่นคือความเข้าใจอันผิดพลาดที่มีต่อภาพยนตร์ คือมโน?ศน์อันบิดเบี้ยวที่พวกเขามีต่อภาพยนตร์ (ผมไม่อยากใช้คำนี้เลย แต่ผมไม่แน่ใจว่าเราสามารถแปลคำว่า concept เป็นภาษาไทยได้อย่างไร ผมไม่แน่ใจว่าคำว่ามโนทัศน์ได้ให้ความหมายเดียวกับคำว่าconcept หรือไม่ เมื่อเราได้ยินคำว่ามทัศน์ เราต้องแปลความหมายคำนี้ซ้ำกี่ครั้ง แล้วที่แท้จริงแล้วเราไม่มี่คำศัพท์พื้นๆตรงไปตรงมาในการใช้แทนคำว่า concept เลยหรือ หรือที่แท้เราอยู่ในโลกที่ไม่มี comcept)

 

เป็นเรื่องยุ่งยากมากที่เราจะตอบว่าภาพยนตร์คืออะไร เพราะภาพยนตร์ในปัจจุบันนี้ได้กินความไปทั้งกว้างทั้งลึก ทั้งในแง่ของสื่อบันเทิง ไปจนถึงกระบอกเสียงของประชาชน ทั้งความเป็นศิลปะและความเป็นขยะ ภาพยนตร์ไม่ได้มีความหมายง่ายๆโง่ๆว่าเป็นแค่สื่อบันเทิงที่ไม่น่าไว้วางใจอีกแล้ว บ่อยครั้งผมนึกสงสัยว่าอะไรที่ทำให้เราระแวงภาพยนตร์มากกว่าสื่ออื่น อะไรที่ทำให้เราคิดว่าภาพยนตร์เป้นสื่ออันตรายกว่า สื่อสิ่งพิมพ์ กว่าโทรทัศน์ กว่าอินเตอร์เนท  เราเชื่อจริงๆหรือว่าภาพยนตร์ความยาวเฉลี่ยสองชั่วโมงจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำลายจริยธรรมของใครสักคน ภาพยนตร์มีพลังอำนาจมากกว่าสังคมอันวิปริตผิดรูป นี้หรือ ภาพยนตร์มีอำนาจมากกว่า การกลับกลอกของผู้คนที่เราพบเห็นทั้งทั่วไปหรือทางสื่อ ภาพยนตร์มีอิทธิพลกว่าความดัดจริตทางจริยธรรมที่อยู่ในหนังสือเรียน  ภาพยนตร์มีอำนาจมากกว่าชาตินิยมบูดเบี้ยวในวิชาประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์มีอำนาจมากกว่า คำสัญญาเลื่อนลอยของชนชั้นปกครองที่โกหกครั้งแล้วครั้งเล่า หาความชอบธรรมให้ตนเองครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างนั้นหรือ

 

ถ้าถามผม ผมตอบได้เลยว่าใช่ ภาพยนตร์มีอำนาจถึงเพียงนั้น แต่! ไม่ใช่ในรูปแบบนั้น

 

ภาพยนตร์มีอำนาจเพราะภาพยนตร์ก็เหมือนงานศิลปะอื่นๆ (ในแง่ของความเป็นศิลปะ ) ภาพยนตร์ซึมเข้าไปสู่จิตใจของคนซึ่งพองฟูและแห้งผากเหมือนกับฟองน้ำ ภาพยนตร์จะซึมเข้าไป ไม่ใช่ด้วยการกล่อมให้เชื่อ หากด้วยการตั้งคาถาม แต่ภาพยนตร์หรือไม่ว่างานศิลปะใดๆก็ไม่สามารถซึมผ่านเข้าไปได้เลยหากผู้คนมีหัวยใจเป็นหิน  หรือว่าการทำหัวใจให้เป็นหินคืองานหลักของสังคมนี้ จงเซื่องซึม จงเฉื่อยชา จงอย่าตั้งคำถาม จงเชื่อในสิ่งซึ่งถูกสลักลงไปอย่างผิดๆในหัวใจหินๆของเรา อา สิ่งซึ่งสลักในหินนั้นคงทนถาวรกว่าของเหลวอ่อนนุ่มในฟองน้ำสินะ นี่เองพวกเขาถึงอยากให้เรามีหัวใจเป็นหิน

 

ผมไม่บังอาจจะสั่งสอนท่านทั้งหลายหรืแม้แต่ตัวเองให้เข้าใจ ‘มโนทัศน์'ที่แท้ของภาพยนตร์หรอกผมไม่มีขวัญกล้าแข็งพอถึงเพียงนั้น ในเมื่อผมเองยังเป็นผู้ขลาดเขลาในโลกอันไพศาลของภาพยนตร์อยู่เลย

 

แต่กระทั่งในความเขลานั้นผมกลับพบข้อเท็จจริงง่ายๆว่า ภาพยนตร์ในมโนทัศน์ที่เรายึดถือ ที่ผู้ออกแบบกฏหมายยึดถือ ที่ระบบยึดถือนั้น ช่างถูกลดรูป ง่อยเปลี้ยเสียขายิ่ง

 

กล่าวไว้ตรงนี้เลย ภาพยนตร์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่สื่อบันเทิงปลอบประโลมจิตวิญญาณ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่ยากล่อมประสาทผู้คน นั่นมันงานโฆษณาชวนเชื่อที่แค่สวมเปลือกหุ้มของภาพยนตร์

 

ภาพยนตร์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่เป็นครูผู้สอนสั่งศีลธรรมอัดกระป๋องเพ้อเจ้อ  ในทางตรงกันข้ามภาพยนตร์อาจจะมีหน้าที่ในการรื้อสร้างศีลธรรมเหล่านั้นด้วยซ้ำ เพื่อให้เห็นว่า ข้างหลังของมันฟุ้งไปด้วยมายาคติอะไรบ้าง

 

ภาพยนตร์ไม่ได้มี่หน้าที่เพียงแค่สร้างความรู้รักสามัคคี ยิ่งไม่มีหน้าที่สร้างความสามัคคีด้วยการกดผู้อื่นให้ต่ำลงทั้งคนชาติเดียวกันหรือชาติอื่น

 

ภาพยนตร์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่เป็นตัวเงินตัวทองที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็น ‘สินค้า'ในสายพานการผลิตของ ‘อุตสาหกรรม' ภาพยนตร์ อย่างที่สมาพันธ์ภาพยนตร์   หรือสมาพันธ์ผู้ผลิตใดๆที่ห่วงแค่ผลประโยชน์ของตนเองอยากให้เป็น 

 

ในมโนทัศน์อันบิดเบี้ยวที่มีต่อภาพยนตร์นี้ พวกเขา (ซึ่งผมไม่อาจรู้ไดเลยว่ามีใครบ้าง) พากันกดหัวเราให้ดู ให้รู้ ให้ค แต่เฉพาะสิ่งซึ่งเป็นโฆษณาชวนเชื่อ อัดฉีดเราซ้ำๆด้วยยากล่อมประสาทที่แอบอ้างคุณสมบัติครอบจักรวาลที่เรียกกันว่าความดีงาม ซึ่งไม่รู้เลยว่าเป็นความดีงามของใคร

 

พวกเขากดหัวให้เราซื้อแผ่นลิขสิทธิ์ราคาแพงที่ถูกข่มขืนมาเรียบร้อยก่อนผลิต ก่อนด่าเราว่าเป็นโจรเพราะเราต้องการภาพยนตร์ที่ยังคงเหลือความเป็นภาพยนตร์อยู่บ้าง พวกเขาทำราวกับว่าชาวเราในประเทศโลกที่สามอันยากจนแสนเข็ยนี้จะต้องเป็นตัวโง่งงมไปชั่วนิรันดร์ เพราะเราไม่มีปัญญาจะซื้อหาศิลปะราคาแพงมาเสพเองได้ เป็นกรรมของคุณเองที่เสือกเกิดมาจน จงจน เจ็บ และ โง่ เพราะศิลปะน่ะ เป็นของชั้นสูง เป็นโสเภณีสำหรับกฏหมาย และเป็นตีนซึ่งเหยียบลงบนหัวของเรา

 

แต่ทั้งหมดนี้ผมไม่โทษพวกเขาเลย ผมไม่โทษใครหรืออะไรที่ทำให้มันเป็นเช่นนี้ มันเป็นความผิดของเราต่างหาก มันเป็นความผิดที่เราทุกคน ในฐานะคนทำงานด้านวัฒนธรรมไม่ช่วยกันสร้างวัฒนธรรมขึ้นมา เรายืนดูมันถูกทำลายลงไปต่อหน้าเฉยๆ

 

เรามีอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่เข้มแข็ง(ซึ่งไม่รู้ว่าเข้มแข็งหรือหลอกตัวเองว่าเข้มแข็ง) แต่ที่แน่ๆไม่เคยหลอกตัวเองเลยว่าเป็น อุตสาหกรรม แต่เรามีวัฒนธรรมการชมภาพยนตร์ที่อ่อนแอ หรือแย่กว่านั้นไม่มีเลย

 

เราไม่มีสื่อที่ทำหน้าที่ถกเถียงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับภาพยนตร์ เรามีแค่การแสดงอารมณ์อันเร่าร้อน ชอบ เกลียด ห่วย ดี ทุกอย่างแปรผันตามอารมณ์ผิวเปลือก เราปล่อยให้คนดูหนังต้องโดดเดี่ยวในโลกภาพยนตร์อันกว้างใหญ่ อย่าโทษใครเลยถ้าเราจะมีแต่คนดูหนังที่นิยมหนังฉาบฉวย  เราไม่เคยสร้างอะไรไว้ให้พวกเขา มากกว่าการก่นด่าเพื่อยกตัวเองให้สูงขึ้น วัฒนธรรมการชม คิด เขียน เกี่ยวกับภาพยนตร์ของเราจึงเป็นแค่เรื่องผิวเปลือกที่ฉาบฉวย

 

เราไม่มีการศึกษาภาพยนตร์อย่างจริงจัง เราไม่มีกระทั่งสถานที่ที่เหมาะสมในการเก็บรักษาฟิล์มภาพยนตร์ ก็สมควรแล้วที่หนังไทยจะถูกมองว่าเป็นขยะ เพราะมันถูกปฏิบัติเยี่ยงขยะมาตลอด ต่อให้มีทองอยู่ในนั้นเราก็ไม่มีวันค้นพบ เพราะเราเป้นเพียงส่วนหนึ่งของวัฒนะรรมฉาบฉวยที่เราสร้างขึ้นมาเอง

 

การเซนเซอร์หนังที่แท้เป็นเพียงส่วนปลายของห่วงโซ่ปัญหาอันลึกกว่านั้น  การก่นด่ามันก็เพียงแต่ทำให้เราดูสูงขึ้นกว่าไม่ทพอะไรเลยเท่านั้นเอง

 

 

ถ้าคุณเป็นศิลปิน จงทำงานต่อไป จงสร้างสรรค์งานอย่างไม่ต้องกลัวกฏเกณฑ์ใดๆ  คุณมีสิ่งพิเศษ โปรดเอามันออกมาใช้ถือว่าทำเพื่อพวกเราที่ไม่ได้มีสิ่งนั้น

 

ถ้าคุณเป็นนักวิจารณ์ จงขันแข็งและกล้าหาญ จงก่อการถกเถียงมากกว่าการยอมจำนนไม่มีศิลปินหน้าไหนจะดำรงอยู่ได้ถ้าปราศจากวัฒนธรรมการวิจารณ์

 

ถ้าคุณเป็นผู้ชม จงชม จงชมต่อไป จงถกเถียงใคร่ครวญ จงคันคะเยอเมื่อพบเข้ากับขอบเขตทางศิลปะใหม่ๆที่ไม่ได้กล่อมให้คุณหลับอีกต่อไป จงอย่าเชื่อถ้ามีใครบอกว่าโลกนี้มันเครียดพออยู่แล้วและภาพยนตร์มีไว้เพื่อความบันเทิง ความบันเทิงนั้นมีมากมายหลายแบบ  เราจำกัดมันเพียงเพื่อที่จะให้เราได้เครียดต่อไปก็เท่านั้นเอง แค่เปิดประตูออกมา

 

 

 

แน่นอนการสร้างวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่เรื่องจบในสามเดือนหรือหนึ่งปี แบบโครงการที่เขียนขึ้นเพื่อเบิกงบประมาณ มันอาจใช้เวลานานและเราหลายคนคงต้องบาดเจ็บล้มตาย ตอนนี้ก็จวนเจียนตายกันอยู่หลายราย

 

แต่เราก็ต้องทำต่อไป

 

ถ้อยแถลงทั้งหมดนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลของผม ซึ่งดำเนินไปอย่างเศร้าสร้อยโกรธแค้น และโง่เขลา ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับใครหรือองค์กรใดๆทั้งสิ้นครับ

 

วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา

4 พย. 2552

ลิงค์ข้อมูลTHIS AREA IS UNDER QUARANTINE ครับ

http://www.popcornmag.com/bbs/index.php?showtopic=7215

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

เอนทรี่นี้ขอนะ คุณแชมป์

#1 By ตุ้ย since 2006 on 2009-11-04 23:42

Hot!

#2 By on 2009-11-04 23:49

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#3 By dong=ดอง,โด่ง on 2009-11-04 23:59

ในเมื่อภาพยนตร์เป็นส่วนหนึ่งของ propagands ที่มีอยู่อย่างมากมายนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จึงเป็นเรื่องปกติ?ที่ผู้อำนาจจะขีดวงจำกัดให้สื่อทุกแขนงไม่ออกนอกกรอบที่เค้าต้องการ ส่วนตัวแล้วนัทคิดว่าถ้าไม่มีกรอบเสียเลย สังคมคงยุ่งเหยิงน่าดูเพราะจะผลักภาระให้ทุกคนในสังคมมีการตัดสินใจในสิ่งทีถูกต้องคงเป็นไปไม่ได้ โลกต้องการกฎระเบียบบ้าง เราจะมีกรอบเสียบ้างก็ได้ แต่ขอกรอบที่พอดี ไม่แคบจนเกินไป จนทำให้เราต้องอึดอัดคับข้องใจ แต่ไม่กว้างจนเกินไป จนเรื่องที่ไม่เหมาะไม่ควรกลายเป็น"เรื่องของเค้า"(เราอย่ายุ่ง)

ก็ยังหวังจะได้ดูหนังดีๆ(??????????????)
จากเทศกาลนี้อยู่นะ

#4 By cobaltblue on 2009-11-05 01:08

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
ขอให้เถอะครับ
ตอนนี้ยังไม่รู้จะแสดงความเห็นใดๆได้มากมายนัก
แต่มันก็เป็นอะไรที่ ไม่ใช่แค่ภาพยนตร์นะ หลายสิ่งหลายอย่างในวงการศิลปะสามารถใช้บทความนี้ในการทบทวตัวเองได้อย่างดี

มาคิดดู เรายังขาดสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรม จริงๆ

#5 By โคค่อน on 2009-11-05 01:10

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

ถูกต้องที่สุดครับพี่ชาย
อ่านแล้วแอบสะอึก รุ้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้
แล้วเกรียดกราดในเวลาเดียวกัน

ขมขื่นจัง
- -

#6 By patz'h on 2009-11-05 01:30

เกรี้ยวกราดทั้งน้ำตาครับ Hot! Hot!
อ่านแล้วทั้งเห็นด้วยและละอายในตนเองไปพร้อมๆกัน ที่รู้สึกว่ายังไม่ได้ลงมือทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย เพื่อสิ่งที่ผมป่าวประกาศกับคนอื่นๆว่ารักและเทิดทูนมัน

#8 By nanoguy on 2009-11-05 03:09

Hot! Hot! Hot!
ปล. เรื่อง สวยซามูไร รอดหรือเปล่าครับ ?

#9 By chubby on 2009-11-05 08:53

Hot!Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#10 By -ratsder- on 2009-11-05 11:39

เราชอบอธิบายปรากฎการณ์นี้ ด้วยแนวคิด Hegemony ของ Antonio Gramsci ซึ่งเราใช้วิเคราะห์ตอนทำรายงานเรื่อง รัฐกับการเซ้นเซอร์

http://cultstudies.blogspot.com/2008/11/hegemony.html

#11 By obiwankenobi on 2009-11-05 11:51

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

เป็นถ้อยแถลงที่จบด้วยตัวมันเอง ก็ได้แต่หวังว่ามันจะสะท้อนและส่งผลออกไปได้บ้าง

ส่วนตัว...สะอึกครับ

#12 By Seam - C on 2009-11-05 17:02

ขอบคุณครับ

#13 By peesuke (58.8.6.59) on 2009-11-05 17:49

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
เยอะๆเลยครับ

#14 By サトル [[ I'm satoru. ]] on 2009-11-05 20:08

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#15 By Hamon on 2009-11-05 20:13

เจ๋งค่ะ Hot!
อืมๆ!!!

Hot! Hot!
...Hot!

ไม่มีอะไรจะพูดทั้งสิ้น นอกจากเห็นด้วยค่ะ
ผมก็เป็นคนนึง ที่อยากให้โลก เปิดกว้างให้กับศิลปะทุกแขนงซักที...
เมื่อเวลานั้นมาถึง โลกนี้ก็คงสวยงามขึ้น น่าอยู่มากขึ้นหลายเท่านัก...

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#19 By SpentaZ on 2009-11-05 21:29

big smile Hot! Hot! Hot!

#20 By dP on 2009-11-05 22:35

น้ำตาไหลเลยพี่ Hot!

#21 By sansanae on 2009-11-05 22:38

โดนจริง ๆ
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#22 By iMagaZiin3+ on 2009-11-06 00:56

ดูเหมือนคุณกำลังด่าตัวเองอยู่นะ ดูหนังสูงๆ ไม่พยายามสื่อสารกับชายบ้าน กรรมจริงๆอยากจะยกระดับงานศิลปะแต่คุณพูดกับชาวบ้านตาดำๆ หาเช้ากินคำ่่ไม่รู้เรื่อง อย่าเถียงละเพราะกูก็อยู่วงการนี้ เห็นพวงแม่งมานานแล้ว ทำกันเอง อวยกันเอง ถ้าฝรั่งชอบยิ่งดีใหญ่ แล้วปล่อยชาวบ้านให้ดูละครฟรีหลังข่าว อย่าบ่นนะ ทำเลย
อ้อแล้วที่เซ็นเซอร์ มันแบบนะ ไอ้คนทำหนังเรื่องนี้ วันหลังจะทำหนังที่อ้างอิงประวัติศาสตร์นะศึกษาข้อมูลหน่อย ไอ้คนยิงนักศึกษาไม่ใช่ทหารอะ แต่เป็น ตำรวจตชด กับ ลูกเสือชาวบ้านกระทิงแดง มึงให้ตัวละครใส่ชุดทหารใส่หมวกเหล็กนะมันไม่ใช่ เห็นใจนะเรื่องถูกตัดออก แต่ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดีวะ โคตรจะไอรอนี่

#23 By ช่างภาพ (124.120.72.178) on 2009-11-06 18:01

ลิงค์เข้าไม่ได้เหรอคะembarrassed

#24 By ชุน on 2009-11-07 00:09

#23 รำคาญอะเธอ ถ้าจะติเพื่อก่อจะไม่ว่าเลย... (ผ่านตาไม่เจอพอดี เซ็งค่ะ)
----------------------
Hot! ยอดเยี่ยมค่ะ

#25 By loseyloose on 2009-11-07 10:04

ผ่านมาเจอค่ะ..
บอกก่อนว่าอ่านไม่หมดนะคะ เพราะเริ่มงงตัวเองค่ะ..

ก็คิดเหมือน 23# นะคะ (แต่คงไม่ใช้คำแรงอย่างนั้น )

คือว่าหนังที่ทำออกมาแบบศิลปะนี่ เราคนนึงที่ดูไม่รู้เรื่องจริงๆ ค่ะ
ไม่ใช่คนในวงการ ก็แค่ผู้ชมธรรมดาคนนึง..
หรือว่าปัญญาเรามีไม่พอหว่า ถึงได้ไม่เข้าใจคนทำหนัง
ที่ต้องการให้ออกแนวศิลปะ embarrassed
บางฉากที่ควรจะเซ็นเซอร์ก็ควรนะคะ
แต่บางฉากที่ตัดไปก็ทำให้หนังดูไม่รู้เรื่องได้ค่ะ..

"ถ้าคุณเป็นผู้ชม จงชม จงชมต่อไป จงถกเถียงใคร่ครวญ จงคันคะเยอเมื่อพบเข้ากับขอบเขตทางศิลปะใหม่ๆที่ไม่ได้กล่อมให้คุณหลับอีกต่อไป จงอย่าเชื่อถ้ามีใครบอกว่าโลกนี้มันเครียดพออยู่แล้วและภาพยนตร์มีไว้เพื่อความบันเทิง ความบันเทิงนั้นมีมากมายหลายแบบ เราจำกัดมันเพียงเพื่อที่จะให้เราได้เครียดต่อไปก็เท่านั้นเอง แค่เปิดประตูออกมา"

โลกที่เครียดมันก็ต้องมีการผ่อนคลายบ้าง แต่ก็ทำได้หลายวิธีซึ่งหนึ่งในวิธีนั้นที่ช่วยให้หายเครียด (ไปบ้าง) โดยส่วนตัวแล้วคือการชมภาพยนต์ค่ะ จริงอยู่ว่าการแสวงหาความบันเทิงนั้นมีมากมายหลายแบบ แต่การชมภาพยนต์ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งได้เช่นกันค่ะ.. ไม่ได้เชื่อตามที่มีคนเคยบอก แต่เจอกับตัวเองเต็มๆ ค่ะ
ไม่ว่าทำสิ่งใดให้หายเครียด แต่ความเครียดจะติดตัวเราตลอดไปค่ะ.. (และกับทุกๆ เรื่องก็สามารถสร้างความเครียดได้) ซึ่งถ้าอยากจะหายเครียดจริงๆ คงต้องเข้าทางธรรมล่ะค่ะ เพราะต่อให้เราใ้ช้ชีวิตดีขึ้น หรือเลวลงอย่างไร ความเครียดนั้นๆ ก็จะไม่หายไปไหนค่ะ แค่จัดการวางไว้ในส่วนหนึ่ง แต่ก็ยังคงต้องปล่อยมาส่วนหนึ่งอยู่ดี..
(ชักจะงงแล้วค่ะ sad smile )

การลงทุนทำภาพยนต์ซักเรื่อง กับการทำละครหลังข่าว..
ถ้าสามารถพัฒนาภาพยนต์ให้ไปในทางที่ดีได้ (ซึ่งตอนนี้ก็คิดว่าดีกว่าแต่ก่อนมากๆ) ก็น่าจะทำละครหลังข่าวให้ไปในทางที่ดีได้เช่นเดียวกัน (อาจจะทำให้ชาวบ้านไม่พอใจได้เพราะยังคงติดละครน้ำเน่ากันอยู่) อยากให้พัฒนาละครที่ใช้มันสมองคิดบ้าง (บางเรื่องที่ดูในซีรี่ย์ ตปท.ก็ยังชวนคิดน่าติดตามมากกว่า) แต่ก็อย่างว่าเราไม่ได้ศึกษามาทางด้านนี้ คงไม่เข้าใจความหมายซักเท่าไหร่
อาจทำให้คนที่ต้องการสื่อความหมายที่ลึกซึ้งสื่อไม่ถึง (เพราะเราหัวไม่ถึงนั่นเอง question )

ย้ำว่าข้อความนี้ไม่ได้ติเพื่อก่อแต่ประการใด
(ไม่ต้องการเช่นนั้น แต่บางประโยคกลายเป็นเช่นนั้นง่ะ )
เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลเท่านั้น!!!
ไม่ได้ต้องการแตกประเด็น แต่เป็นการแจ้งให้ทราบเท่านั้น
ขอบคุณที่เป็นทางที่ให้ระบายทางหนึ่งค่ะ..sad smile
ปล.ที่ จข Blog โพสต์เป็นบทความที่ดีชิ้นนึงค่ะ..
ขอบคุณที่พิมพ์มาให้อ่านกันค่ะ..confused smile

#26 By Guest (210.1.19.147) on 2009-11-07 11:37

#23 -- ผมว่าหนังสูงๆอะ มันไม่มีหรอก หนังเรื่องอื่นก็ irony เยอะแยะนะ ส่วนขาวบ้านจะดูละครหรืออะไรมันก็เรื่องของเขา ผมเชื่อว่าพวกเขามีสิ่งที่ทำให้พวกเขามีอารมณ์ที่สุนทรีย์ และศิลปะ อยู่ในตัวแล้ว

ส่วนเรื่องของข้อมูลหนังอะ มันผิดก็แนะนำไปซิไม่ใช่ไปตัด แล้วเราจะมีเรตไปเพื่ออะไรครับ

#27 By hovelvideo (117.47.232.35) on 2009-11-07 11:57

โอ้ว คือผมติดตามงานของคุณฟิลม์ป่วย มาบ้างนะที่แสดงความคิดเห็นไปอาจจะแรงไปนิด คืออย่างนี้ เห็นใจและเข้าใจความรู้สึกของคนเขียนงะ แต่่ก็เศร้าใจในเวลาเดียวกัน หนังสูงผมแค่เปรียบเปรย ถ้าเราจะสื่อสารกับคนในประเทศนี้อีกมากมาย อันแรกก็ต้องคุยภาษาเดียวกับเขา ก่อนที่จะเปลี่ยนความคิด ถ้าเรายังไม่เข้าใจว่าทำไมชาวบ้านถึงดูละครทีวีมากกว่า เราเอาแต่พูดบ่นระบบ แล้วหลบเข้าไปในโลกความจริงที่เกือบเหมือน เพ้อสร้างอุปทานนานา มันลึกลำ้โน้นนี้นั้น ก็ป่วยการงะ อีกร้อยปีมันก็ยังเป็นแบบนี้ คำว่าศิลปะ เป็นคำที่เลื่อนไหลได้ง่าย ประเทศนี้มันต้องปลุกคนให้ตื่นก่อนด้วยความจริงล้วนที่ไม่สามารถปฎิเสธได้ ถ้ามัวแต่ทำหนังศิลปะ(แล้วแต่จะเรียกนะ) ชื่นชม อุปทานกันเอง แล้วมันจะถึงไหนวะ อ้อแล้วที่บอกว่า ไอรอนี่ นะคืออย่างนี้นะ หนังเรื่องหนึ่งดันเอาเรื่องประวัติศาสตร์บาดแผล(ที่รัฐไม่อยากจะจำ)มาเป็นส่วนหนึ่งของ พล๊อตเรื่อง แต่คนทำก็เสือกไม่รู้ว่าประเด็นของมันคืออะไร ก็ดันจำได้รางๆว่ามันวันที่ 6แหละวะที่นักศึกษาโดนฆ่่า แต่เสือกไม่เช็คว่าใครฆ่่า (บอกผิด) แม้ว่าจะบอกผิดแล้วละ หนังออกมา ทหารโวย กูไม่ได้ทำ(ซึ่งก็จริง เพราะวันนั้นกว่าทหารออกมาก็คำ่แล้ว เขาฆ่ากันตอนเช้าตรู่) สุดท้ายก็ต้องเซนเซอร้ เพราะผิดความจริง คนส่วนหนึ่งรู้ข่าวเข้าเป็นเดือดเป็นแค้น หาว่าปิกกั้นความคิด เออ คุณจะให้ผมหัวเราะ หรือ ร้องไห้ดีวะ ผมว่าพวกเราต้องเช็คสมองแล้วละ

#28 By ช่างภาพ (124.122.113.57) on 2009-11-07 12:31

ไม่แปลกอะไรที่คนไทยจะไม่ได้มีวัฒนธรรมการเสพศิลปะกันเท่าไร เพราะบ้านเมืองเราศิลปะถูกจำกัดกรอบให้อยู่ในชนชั้นสูงมาเนิ่นนาน ซึ่งแน่นอนว่าศิลปะให้ปัจจุบันก็ยังถูกจำกัดกรอบอยู่เช่นเดิม

คงเป็นเรื่องแนวคิดที่ต่างกันน่ะครับ

ศิลปะทางตะวันตก มันสร้างอะไรมา มันก็มีสิ่ง anti- ของเก่าเสมอ แต่ของเราไม่มีเลย ถึงมีก็จะโดนขัดขวาง โดนแบน

มันก็เลยไม่มีการตั้งคำถาม เป็นสังคมที่ไม่ต้องตั้งคำถาม เพราะถามมาก็จะไม่มีใครตอบ ซ้ำยังถูกต่อต้านอีก

ทีนี้มันก็ทำให้คิดนิดหน่อยว่า ไอ้สังคมแบบที่เราเป็นอยู่นี้มันแย่จริงหรือเปล่า หรือมันก็เป็นแค่รูปแบบสังคมหนึ่ง ถ้าเราไม่ได้รับแนวคิดทางศิลปะของตะวันตกมาเลย เราก็คงอยู่กับมันได้อย่างมีความสุข

#29 By thinkless on 2009-11-07 12:37

เป็น Blogger ที่เยี่ยม มากคับ แต่ถ้าใครกำลังมองหา MiniLaptop หรือ Notebook
108 วิธีการเลือกซื้อ Notebook คิดนิดก่อนจะซื้อ Notebook

http://minilaptop-tips.blogspot.com/
http://ClassicMiniLaptop.blogspot.com

#30 By po (124.120.87.31) on 2009-11-07 14:29

แล้วแต่ว่าเราจะมองภาพยนตร์ในฐานะอะไร สินค้าอุตสาหกรรมบันเทิง ศิลปะ หรือ พื้นที่ของวาทกรรม
ถ้าไม่มีเซนเซอร์ก็คงดี

จะได้เห็นอะไรมากขึ้น

5555+

#32 By TANIZE on 2009-11-07 16:46

ถ้าไม่ได้เปิดหัวเรื่องการเซ็นเซอร์ นี่คงเป็นเอนทรี่ที่ยิ่งใหญ่มากๆ

เราอยู่ในประเทศที่ต้องการคำตอบจากคนอื่น มากกว่าจะตั้งคำถามด้วยตัวเอง

ผมว่าเราอยู่ปลายยอดของภูเขาตั้งแต่เกิดเป็นคนไทยแล้วล่ะ

แล้วเขาลูกนี้ มันสูงชันมากๆ การปีนกลับลงมา คงเป็นอะไรที่ยากเหลือเกิน

ขอบคุณเอนทรี่นี้มากๆครับ

#33 By tHe cHamp (168.120.97.162) on 2009-11-09 02:30

การเซนเซอร์หนังนี่เป็นหัวข้อให้ด่ามากกว่า 10 ปีแล้วครับ

1 ในคำถามทั้งหลายคือ

ใครเป็นคณะกรรมการเซนเซอร์บ้าง

แล้วมีหลักเกณฑ์ยังไงกับการตัดหนัง

แล้วคนที่เซนเซอร์หนังมีความรู้และเป็นที่ยอมรับได้หรือ

จริงๆการกำหนดเรทคนเข้าชมก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีนะครับ

รอดูกันต่อไป...

#34 By k_i on 2009-11-09 16:44

ถึงคุณช่างภาพ

ต่อให้คุณอ่านบล็อกฟิล์มซิกมาก่อน คุณก็ไม่รู้จักเพียงพอที่จะรู้หรอกว่า ฟิล์มซิก ชอบดูละครน้ำเน่าหลังข่าวแค่ไหน แต่อย่าลืมว่ามันมีการดูแบบแยกแยะ รู้ตัวว่าเราดูมันทำไม ดูด้วยสายตาตั้งคำถาม ดูด้วยความผูกพันกับสังคมที่เราเป็นหนึ่งในนั้นด้วย ดูอย่างซาบซึ้งในรูปแบบเดิม โดยต้องการหยุดนิ่งและหวังไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ

ประเด็นคือการมีบล็อกฟิล์มซิกขึ้นมาหนึ่งบล็อก คือการทำให้เกิดความรับรู้ถึงความเป็นไปได้แบบอื่น ๆ ในโลก มันอาจห่างไกลตัวคนส่วนใหญ่ แต่จริงหรือไม่ ที่คนที่ตั้งใจจะหยุดตัวเองแค่จุดเดิม จะไม่มีวันเติบโต หรือเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ คุณอาจไม่เคยกินผักบุ้ง ผักคะน้า เพราะรู้สึกว่ามันคงฝ้าขมกินไม่ได้ แต่วันนึงถ้าคุณกินแล้วพอทนไหว รู้สึกหูตาหายฝ้าฟาง แข็งแรงขึ้น คุณเองก็อาจจะงงตัวเองเหมือนกันว่า เออ มันไม่ได้ยากอย่างที่คุณเคยคิด

จะเรียกว่าอวยกันเองก็ตามใจเถอะ แต่ถามหน่อยว่าโลกส่วนใหญ่ที่อวยกันไปทางเดียว กินง่ายนอนหลับ คุณจะไปทันศิลปะ-วัฒนธรรมนานาชาติเขาไหม ถ้าคุณเป็นห่วงว่าหนังศิลปะห่างไกลชาวบ้าน และไม่จำเป็นกับชาวบ้านเมืองไทยจริง ก็ไม่เป็นไร แต่คุณก็ควรปล่อยให้เมืองไทยลองมีทางเลือกให้รู้จักหนังแบบนี้สักที่สองที่ แล้วค่อยมาดูกันว่าการดูดีวีดีทางเลือก หรือแห่ไปเทศกาลหนังมันจีรังยั่งยืนแค่ไหน คนดูเขาต้องรู้ตัวเองดีอยู่แล้วน่ะ ใครจะมาดูหนังอาร์ตแล้วตอแหลหลอกตัวเองเรื่องรสนิยมได้เป็นปีเป็นชาติ

ส่วนเรื่องเซ็นเซอร์และหนังธัญสก อันนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ขอไม่พูดถึง

#35 By อิดออด (124.121.67.130) on 2009-11-10 10:10

ถึงคุณอิดออด
เราคงพูดคนละเรื่องแล้วละครับ จริงๆอยากจะคุยยาวๆ ผมอาจจะรู้จักฟิลม์ป่วยมากกว่าที่คุณคิดก็ได้ และจริงๆแล้วผมอาจจะ ปลื้มหนังอาร์ตเรื่องเดียวกับคุณก็ได้ แต่จากสภาพเมืองไทยที่เละเทะในยุคนี้ ทำให้ผมขมขื่น ขำๆ หนังสูงเหล่านี้มันช่างหลุดลอยจากบริบทเมืองไทย ดูหนังเสร็จ เปิดดูข่าวเขมรไทย ความรู้สึกมันแปลกๆ วังเวง ครับถ้าคนไทยบางคนยังบอกว่าการยึดอำนาจด้วยการปฎิวัตืชอบธรรม ก็คงเสียเวลามากไปที่จะบ่นเรื่องของการ เซ็นเซ้อ อะนะ
เราคงคุยกับไม่จอย แล้วละครับ ปายแระ เหนื่อย ถ่ายหนังดีกว่าได้ตังค์

#36 By ช่างภาพ (124.120.88.84) on 2009-11-10 16:29

คุณช่างภาพก็เลิกเป็นห่วงคนอื่นได้แล้ว ให้เขากินแล้วหัดย่อยเองคายเอง โลกนี้มีคนที่ใช้ความห่วงใยคนอื่นมากำหนดเขตแดนคนอื่นมากไปแล้ว ตั้งแต่เรื่อง

พ่อแม่ห่วงใยลูกจะเสียคนห้ามโน่นห้ามนี่
เซ็นเซอร์หนังที่รู้ดีกว่าคนทุกคน
ห่วงใยชาติ
ห่วงใยมหากษัตริย์
ศาสนาที่อาจเปื้อนเพราะศาสนาอื่น

ทางเลือกเล็ก ๆ ถ้ามีไว้บ้าง คงไม่ทำให้สถาบันของคนส่วนใหญ่คลอนแคลนหรอกน่ะ ถ้าเขารักจริงเขาจะเลือกอยู่ต่อเอง ไม่มีใครมาบังคับเรื่องรสนิยมได้

คุณไม่ได้รู้จักฟิล์มซิกหรอก แต่คุณเป็นเผด็จการ

#37 By อิดออด (115.87.4.129) on 2009-11-10 18:28