เฉือน (ก้องเกียรติ โขมศิริ/2552/ไทย) : ฆาตกรรมรำลึก
posted on 01 Nov 2009 00:23 by filmsick in made-in-thailand
บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของหนัง
ไทอยู่ในคุกแต่ยังทำงานให้ป๋าชิน
เขาเคยเป็นตำรวจติดคุกเพราะเกี่ยวข้องกับคดีค้ายาและดันยิงตำรวจตาย หากในคุกเขายังคงทำงานให้ป๋า ซึ่งเป็นนายตำรวจรุ่นพี่ที่เคยช่วยเหลือเขามาตั้งแต่วัยรุ่น เขาคอยเก็บกวาดคนตามใบสั่งโดยไม่ให้ใครรู้
หวังว่าหลังจากออกจากคุก เขาจะล้างมือจากวงการแล้วออกไปใช้ชีวิตสงบๆกับน้อย แฟนสาวที่เปิดร้านทำผมรอคอยเขาอยู่
ข้างนอกคุก กรุงเทพกำลังช๊อคกับคดีฆาตกรรมกระเป๋าแดง ฆาตกรฆ่าคน เลือกเหยื่อเฉพาะผู้ชาย ตัดอวัยวะเพศของเหยื่อ หั่นศพ แล้วยัดลงกระเป๋าเดินทางสีแดงใบใหญ่ เอาไปทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ คดีระทึกขวัญ ที่ไม่อาจหาความเชื่อมโยงใดๆระหว่างผู้ตายได้เลยแม้แต่น้อย เว้นแต่ว่า กระเป๋าเดินทางสีแดงใบใหญ่ ที่ใหญ่จนพอจะใส่คนเข้าไปได้นี้ปรากฏอยู่ในห้วงฝันของไทมาตลอดหลายปีจนเขา ต้องปรึกษาจิตแพทย์ประจำคุก แม้ตอนแรกจะถูกเข้าใจว่าเป็นเพียงข้ออ้างโง่ๆ ที่จะออกจากคุก จนกระทั่งเหยื่อรายล่าสุดเป็นลูกชายท่านรัฐมนตรีที่ถูกสังหารโหด ระหว่างการร่วมกิจกรรมเซกส์หมู่ ป๋าชินก็ถูกบีบให้จับฆาตกรให้ได้ภายใน 15 วัน ทางเลือกไม่มากบีบให้ ป๋าชินต้องเอาไท ออกจากคุก เพื่อตามหาตัวฆาตกร โดยใช้หลักฐานเดียวที่มีนั่นคือ ‘ความทรงจำ'
ไทในวัยเด็กอาศัยในหมู่บ้านชนบท เขามีเพื่อนคนหนึ่งชื่อนัท เด็กหนุ่มขี้แหยที่ถูกเพื่อล้อว่าเป็นตุ๊ด นัทถูกพ่อลงไม้ลงมือเป็นประจำ มีโรคลมชักติดตัวและถูกแกล้งเสมอๆ ความสัมพันธ์รักชังของทั้งคู่จบลงเมื่อนัทหายออกไปจากหมู่บ้าน ในคืนหนึ่งที่เกิดคดีฆาตกรรมเหี้ยมโหด ไทปักใจเชื่อว่านัทคือฆาตกร และตัดสินใจเดินทางกลับไปบ้านเก่าเพื่อตามหาตัวเพื่อนเก่า ซึ่งเขาคงไม่คาดคิดว่าทั้งหมดจะฉุดดึงเขาเข้าสู่เรื่องราวลึกลับดำมืดในอดีต ที่จะทำลายทุกสิ่งที่เขาเคยมีหรือคิดว่าเคยมี
ภาพยนตร์หมายเลข 4 ของก้องเกียรติ โขมศิริ หรือถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องคือภาพยนตร์ฉายเดี่ยวเรื่องที่สอง(เนื่องจาก ในลองของทั้งสองภาค ก้องเกียรติ ทำร่วมกันกับเพื่อนๆในกลุ่มชื่อ RONIN TEAM) หลังจากหนังยาวเรื่องแรกที่ได้รับคำชมแต่ไม่ทำเงิน เรื่องความสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อนบนเส้นทางมวย ใน ไชยา กลับมาครั้งนี้ก้องเกียรติยังคงวนเวียนอยู่ในโลกมืดของมนุษย์ เฉกเช่นเดียวกับลองของ เขาพาผู้ชมดิ่งลึกลงไปในสังคมไทย ทั้งบ้านนอกและในเมืองที่ซึ่งมีด้านมืดคลี่คลุมอยู่เสมอมา
หนังเดินเรื่องอย่างเข้มข้นในรูปรอยของหนังฆาตกรต่อเนื่อง ไทกลับไปบ้านพร้อมกับรื้อฟื้นความจำช่วงวัยเด็กของเขากับนัท นัทไม่เป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อน แต่เขาเฝ้าคอยติดตามไทเสมอ และนั่นทำให้ไทต้องเผชิญเรื่องยุ่งยากเพราะเขาต้องการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเด็กหัวโจกที่มี หรั่งเด็กลูกครึ่งนิโกร และต๊อกลูกกำนันผู้มีอิทธิพล แม้ลึกๆแล้วเขาอยากเป็นเพื่อนกับนัท แต่มันก็มักลงเอยด้วยการที่เขาต้องทำร้ายนัทเพื่อพิสูจน์ตัวเองอยู่เสมอ แต่นัทไม่เคยโกรธไท กระทั่งว่านัทถูกไทสั่งให้ไปแกล้งอาจารย์จนทุกอย่างลงเอยอย่างสกปรกโสมม เขาก็ยังคงยอมทุกอย่างเพื่อไท
ไทถามหานัทกับเพื่อนเก่า หรั่งตอนนี้กลายเป็นสจ. หรั่ง ส่วนไอ้ต๊อกกลายเป็นคุณโต๊ดลูกชายท่านรัฐมนตรีกลายเป็นเหยื่อรายหนึ่งทั้งหมดนำเขาเข้าไปใกล้ความจริงมากขึ้น ว่าฆาตกรย่อมคือนัท และการฆาตกรรมของนัทล้วนมีขึ้นเพื่อนสื่อสารกับเขาโดยตรง
นัทจึงเป็นเหมือนกระจกของไท เมื่อทุกอย่างคลี่คลายไทพบว่าการฆาตกรรมของนัท เป็นไปเพื่อหยุดเขาจากการตกลงไปสู่โลกดำมืดของสังคมกินคน หากไทเป็นเพศชายในสังคมชายเป็นใหญ่ นัทคือเพศหญิงที่ถูกกรระทำจากระบบสังคมเช่นนี้ ทั้งครอบครัว(พ่อ) โรงเรียน (ครู) กลุ่มเพื่อน รวมไปถึงรัฐ (ที่มาในรูปของตำรวจ) ที่เจ็บปวดคือการทวงแค้นของนัทไม่ได้เป็นไปเพื่อการเอาคืนสังคม เธอมีเป้าประสงค์เพียงประการเดียวคือการยับยั้งไม่ให้ไทกลายเป็น ‘พวกนั้น' ด้วยการเตือนให้ไทตระหนักถึงความระยำตำบอนของพวกมัน
เราอาจมองผิวเผินได้ว่าเฉือนคือหนังที่ว่าด้วยความชั่วร้ายในวัยเด็กได้ผลิตปีศาจขึ้นมา หนังให้เหตุผลรองรับค่อนข้างแน่นหนา หรืออาจมองว่าหนังแสดงภาพด้านมืดของสังคมไทยชนบท (แบบเดียวกัยที่ลองของเคยเช่นจนคนดูขนลุกกันเป็นแถบๆ) ชนบทอันดูเหมือนสงบงดงาม เพื่อนวัยเด็กแบบตัวละครในแฟนฉัน ถูกตบหน้าฉาดใหญ่ด้วยการฉายภาพที่แฟนฉันไม่ได้แสดงไว้นั้นคือ เรื่อของการกลั่นแกล้งเด็กอื่นๆซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ว่าไม่มีอยู่จริง อย่างไรก็ตาม หนังเลือกใช้เรื่องราวทั้งหมดนี้เป็ภาพจำลองของประเด็นที่หนักแน่นและลึกซึ้งกว่านั้นมาก
เลยพ้นไปจากการฆาตกรรมโรแมนติคอันคือเส้นเรื่องหลักของหนัง ก้องเกียรติวางปมตัวละครไว้แนบเนียน เพื่อสะท้อนแนวคิดปิตาธิปไตย เหยื่อของนัท ล้วนแล้วแต่เป็นพวกผู้ชายที่แนวคิดชายเป็นใหญ่ ทั้งพ่อที่ข่มขืนลูก ฝรั่งรักเด็ก(ชาย) ลูกรัฐมนตรีที่เกลียดเกย์ (แต่เป็นเกย์ซ่อนแอบ) หรือครูที่ชอบล่วงละเมิดทางเพศเด็ก เพศชาย (นอกจากไท) ล้วยกดขี่ทำร้าย ในวัยเด็กของนัท นอกเหนือจากไท เพื่อนคนเกียวที่เขามีคือเจ๊หวี เจ้าของร้านชำท้ายหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ในสถานะต่ำสุดด้วยเรื่องทางกายภาพ เพราะเจ๊หวีเป็นโรคท้าวแสนปม จนเป็นที่หวาดกลัวของเด็กๆทั้งหมู่บ้าน พื้นที่ของเจ๊หวี จึงเป็นพื้นที่ปลอดภัยแห่งเดียวของนัทซึ่งต่อมาเป็นของไทด้วย
ร่างกายและพื้นที่ถูกเน้นย้ำตลอดการดำเนินเรื่อง จะว่าไปแล้วนี่คือหนังที่มีตัวละครแต่งตัวจัดจ้านมากที่สุดเรื่องหนึ่ง หนังเน้นความแปลกประหลาดเชิงกายภาพนี้อย่าชัดเจน ตัวละครป๋าชินย้อมผมสีขาวเจิดจ้า หนักข้อมากขึ้นเมื่อน้อยย้อมผมสีทอง และกับรอยสักของไท ซึ่งสักรูปกระดูกสันหลังไว้ที่กลางหลังและสักรูปหัวใจไว้ที่อกข้างซ้าย คล้ายกับการเผิดเผย อวัยวะภายในออกมา เปิดเปลือย ‘หัวใจ'และ ‘ไขสันหลัง'ต่อหน้าทุกคน ในขณะที่น้อย กลับ ‘ปกปิดตัวเองผ่านทางการ ศัลยกรรม พิจารณาว่าไท เอาอวัยวะภายในไออกมาข้างนอก น้อยกลับเอาอวัยวะภายนอก (ลึงค์) กลับเข้าข้างในผ่านทางการผ่าตัดแปลงเพศ น้อย ไท และ เจ๊หวี จึงคือการประกาศตัวของ ร่างกาย อันผิดแบบแผน ร่างกายอันไม่พึงประสงค์ (ในกรณีของน้อย และเจ๊หวี) ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเปรียบเทียบมันเข้ากับประเด็นพื้นที่ ความคลุมเครือในเรื่องนี้จะคลี่คลายมากขึ้น
เราอาจตัดแบ่งพื้นที่ในหนังได้เป็นสามส่วนตามรูปแบบการถ่าย และจัดองค์ประกอบศิลป์ในหนัง เริ่มต้นจากกรุงเทพ พื้นที่ที่หนังถ่ายออกมาอย่างดิบเถื่อน ด้วยฟลิ์มเกรนแตก ไฟสีฉูดฉาด และการจัดองค์ประกอบภาพหรือการเลือกเฟรมภาพ ที่ขับเน้นความเสื่อมโทรมของกรุงเทพ ให้กลายเป็นเมืองโสมมโดยสมบูรณ์ ภาพ สี และสิ่งที่หนังจ้องมอง มักทอดตาไปในสถานที่ปรักหักพัง (โดยมากคือที่เกิดเหตุฆาตกรรม) คุก กระทั่งร้านเสริมสวยของน้อย ก็สามารถสอดส่องได้จากตึกร้างซึ่งไทเคยก่อเหตุที่นั่น
ต่างจากพัทยาและแผ่นดินเกิดของไทซึ่งหนังถ่ายทำตามธรรมชาติ ไม่เน้นการจัดแสงหวือหวาแต่อย่างใด
หากยังมีพื้นที่พิเศษ ที่หนังเลือกถ่ายทำอีกแบบนั้นคือในอาณาบริเวณของเจ๊หวี ในบริเวณเรือสวนไร้นาท้ายหมู่บ้าน ร้านชำ ห้องตะปุ่มตะป่ำของเจ๊หวี ไปจนถึงโรงเก็บมันร้าง สถานที่หลบภัยของไทกับนัท ทั้งหมดกลับถูกถ่ายทำ จัดองค์ประกอบภาพ กระทั่งเซตฉากขึ้นมาใหม่อย่างเหนือจริง ซึ่งในที่นี้หมายรวมไปถึงหลอกตา ดูปลอมๆ หลุดออกจากหนังทั้งเรื่อง ท้องทุ่งที่คนทั้งสองเล่นว่าว (ว่าวและเรือสังกะสี แทนค่าความหมายเรื่อเพศในหนังได้อย่างแนบเนียน) กระทั่งฉาหนึ่ง หนังถึงกับถ่ายภาพใบไม้ลอยลมโลดไปบนท้องทุ่งแห่งนั้น กล่าวโดยสรุป พื้นที่นี้คือ พิ้นที่เชิงจินตนาการของไทกับนัท พื้นที่ในจินตนาการดังกล่าวถูกเน้นย้ำในช่วงท้ายเมื่อนัทพูดถึง ‘ที่นี่' และ ‘ที่นั่น' ที่นี่ (พื้นที่ในจินตนาการอันดูหลุดโลกเหนือจริง) คือพื้นที่เดียวที่เป็นจริงของเธอ ขณะที่ไท เห็นพื้นที่ข้างนอกเป็นความจริง และพยายามจะไปจากที่นี่ ไปสู่ที่นั่นซึ่งสุดท้ายถนนชีวิตก็ทอดพาพวกเขาไปจบที่เมืองโสมมอย่างกรุงเทพ
หากร่างกายคือพื้นที่ของวิญญาณ ที่นี่ ของนัท จึงคือจิตวิญญาณของหญิงในร่างชาย เป็นพื้นที่ทางจินตนาการเดียวที่เขาเห็นว่าจริง การกลายร่างไปเป็นหญิง จึงเป็นเพียง ที่นั่นของนัท ขณะที่ที่นั่นของนัท คือที่ที่ไทพยายามทำให้เป็น ‘ที่นี่' ด้วยการทีเขายอมควักหัวใจ และไขสันหลังมาไว้ข้างนอกเพื่อสังเวย ในทางหนึ่งเท่ากับไทพยายามจะทำให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของที่นั่น ด้วยการสลายร่างดั้งเดิมของตน ในทางหนึ่งรอยสักก็เพิ่มความเป็นชาย ซึ่งคือ ‘ที่นั่น'ที่แท้ที่ไทต้องการไปถึง การกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกชาบเป็นใหญ่ โลกซึ่งคลี่คลุมความถูกต้องทั้งหมด ขับเคลื่อนทุกระบบบนโลก
ความหมายของพื้นที่ถูกเน้นย้ำอีกครั้งเมื่อหรั่งเพื่อนเก่าของไทย บอกกับเขาว่าพื้นที่ของเจ๊หวีเป็นที่เดียวที่ไม่ยอมขาย พื้นที่ของเจ๊หวี ตอกย้ำความหมายของพื้นที่ในจินตนาการที่ยังคงบริสุทธิ์ไม่แปดปื้อนมือของการพัฒนา ซึ่งแน่นอนมันคือผลผลิตหนึ่งภายใต้กรอบคิดแบบปิตาธิปไตย
น้อย (นัท)จึงเป็นด้านกลับของไท ในทางหนึ่ง หากไทคือคนที่สับสน(ทั้งทางเพศ และ ทางความคิด) น้อบคือด้านผู้หญิงของไทผู้ซึ่งต้องการจะเป็นผู้ชาย (แน่นอนว่านี่เป็นการอุปมาโง่ๆของผูเขียนเองภายใต้กรอบคิดแบบทวิลักษณ์ ซึ่งใช้ไม่ได้จริง) น้อยกับไท คือภาพแทนของภาวะการติดอยู่ตรงกลางซึ่งพร้อมจะร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิดไม่ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลัง เว้นแต่จะเจิดจ้าด้วยความรักซึ่งยืนอยู่บนการฆ่าอันโหดเหี้ยมอีกทอดหนึ่งเพียงชั่วครู่ การฆ่าน้อยของไทในฉากจบไม่ใช่การทำลายตัวน้อย แต่คือการที่ไทกลายเป็นน้อยไปโดยสมบูรณ์การฆ่าจึงมีสถานะคล้ายการศัลยกรรม หรือการสัก มันคือการรื้อสร้าง ที่นั่นกับที่นี่ ในที่สุดไทก็กลายเป็นน้อยในทางวิญญาณ
หากทั้งหมดที่ว่าไปนั้นอาจยังคงเป็นการตีความที่ออกจะคลุมเครือและโรแมนติคมากไป เพราะในอีกทางหนึ่งเราอาจกล่าวไปได้ไกลกว่านั้นเมื่อนำการตีความทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้วมาเสริมทับกับประเด็นทางการเมืองในหนัง (ซึ่งอาจเป็นการตีความที่พ้อเจ้อกว่า หากสอดรับกันได้ ในทางโครงสร้างอย่างยิ่ง) ซึ่งหากจะกล่าวไปแล้ว นี่คือหนังที่ซ่อนนัยยะการเมืองยุคเหลืองแดงได้อย่างคมคาย จนสามารถนำมาฉายต่อเนื่องกันกับ กอด(คงเดช จาตุรันต์รัศมี) และ ท้าชน( ธนกร พงษ์สุวรรณ) เพื่อแสดงภาพของการเมืองไทยหลังนับจากหลังรัฐประหารตามลำดับเวลาของหนังเลยทีเดียว
เริ่มที่ไท นี่เป็นอีกครั้งที่ตัวเอกของหนังไทย มีชื่อที่ชวนตระหนักให้คิดถึง ประเทศไทย (ตัวเอกในกอดชื่อ ขวาน ในท้าชน ชื่อ ไท ) หากไท คือ ไทย คนไทย ประเทศไทย หรืออะไรก็แล้วแต่ ชื่อที่น่าสนใจกว่าย่อมคือป๋าชิน เพราะนี่คือการผนวกเอา ‘ป๋า' กับ ‘ชิน' สองขั้วตรงข้ามสำคัญของการเมืองไทยร่วมสมัยมาไว้ในตัวคนคนเดียว ยิ่งเมื่อป๋าชิน เป็น ‘ตำรวจ' ที่ ‘ผมขาว' มันก็ยิ่งแนบเนียนขึ้น ที่หนักข้อไปกว่านั้นคือป๋าชิน ยังชอบสวมชุดขาวอีกด้วย ป๋าชิน ควบสองอัตลักษณ์ในหารเป็นทั้งตำรวจและโจร (หรือทั้งป๋าทั้งชิน) ป๋าชิน จึงเป็ฯกระจกสะท้อนตัวละครอีกตัว นั่นคือน้อย
พิจารณาว่า น้อย คือนัท และน้อยคือ ‘ ฆาตกรกระเป๋าแดง' แต่ในขณะเดียวกันตลอดเวลาน้อยก็สวมวิกผม รืยอ้มผมเป็นสีเหลืองทอง กล่าวอย่างง่าย น้อยสีเหลืองอยู่กับไทในปัจจุบันที่กรุงเทพ ส่วนน้อยสีแดงอยู่กับไทในอดีตที่บ้านเกิดชนบท
กล่าวอย่างง่าย ทั้งน้อย และป๋าชินคือตัวแทนของ สองอัตลักษณ์ในร่างเดียว คู่ขั้วตรงข้าม (ชาย-หญิง เหลือง-แดง การเมือง(ป๋า-ชิน)กับความเป็นกลาง(เสื้อขาว) ) ไม่ว่าอย่างไรทุกความขัดแย้งคือสองหน้าของเหรียญเดียวทั้งสิ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ที่แท้หมุนอยู่รอบตัวของไท(ย)!
แม้เอาเข้าจริงตอนนี้เราไม่อาจแยกเหลืองแดงด้วยชนชั้นอย่างง่ายๆได้ (แน่นอนนี่คือรูปแบบหนึ่งของผลผลิตจากการคิดเชิงทวิลักษณ์ ที่ครอบงำสังคมอยู่) แต่ เฉือนกลับฉายภาพเจ็บแสบด้วยการให้เหลืองและแดงปรากฏอยู่ในอัตลักษณ์ของคนคนเดียวกัน และทั้งเหลืองและแดงที่แท้เป็นแค่เปลือกที่น้อยหยิบมาสวมใส่ (ซึ่งการเป็นกะเทยแปลงเพศ ทำให้การควบอัตลักษณ์ของน้อยเด่นชัดขึ้น) ในการต่อสู้ (อย่างเหี้ยมโหด)ต่อระบบทั้งมวลที่ครอบงำชีวิตของคนทั้งคู่ (หรือครอบงำประเทศไทย) ระบบครอบครัวแบบพ่อเป็นใหญ่ ระบบการศึกษา เลยเถิดไปถึงระบบรัฐ มองอย่างโรแมนติค ไม่ว่าจะน้อยเหลืองหรือน้อยแดง ต่างอ้างอิงวาทกรรม ‘สู้เพื่อไท'ไปเสียทั้งคู่
หากร่างกายของไทคือตัวแทนของคนไทยที่พลีกายเอาหัวใจออกข้างนอกเพื่อแสดงความรักชาติ น้อยก็เป็นตัวแทนของสิ่งซึ่งถูกปกปิดกดทับไว้ ร่างกายใต้มีดหมอของน้อยเป็นเสมือน ความคับแค้นที่แท้จริงของสังคมซึ่งถูกจับมาวางไว้ใต้เปลือกกลวงๆของเหลือง หรือแดง
แต่เอาเข้าจริงเหตุการณ์ทั้งหมดที่ดำเนินมาจนถึงจุดนี้ได้ทั้ง น้อยเหลือง น้อยแดง และไท ล้วนเป็นเพียงหมากในเกมของ ‘ป๋าชิน' ทั้งสิ้น ป๋าชินควบคุมเรื่องมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่เหตุการณ์แรกของกระเป๋าแดง (การที่ไทจับนัทใส่กระเป๋าแดงไปสังเวยฝรั่งเป็นครั้งแรกที่ทำให้เขาได้พบกับป๋าชิน) ป๋าชินเป็นคนสร้าง ฆาตกรกระเป๋าแดง (โดยที่ไม่ได้รู้ตัว)ขึ้นมา จนเมื่อฆาตกรกระเป๋าแดงลุกมาทวงแค้น ป๋าชินก็ต้องวิ่งไล่จับกรรมที่ตัวเองก่อไว้ ยิ่งการฆ่าของน้อย คือการทำลายความเป็นชาย และเหยื่อล้วนเป็นคน ‘ชนชั้นปกครอง' คนที่มีต้นทุนทางสังคมสูง มันยิ่งชัดเจนว่าการฆ่าของน้อยเป็นการฆ่าเพื่อทวงแค้นทางสังคม (ซึ่งนี่ทำให้ฉากการสังหารหมู่ในหนังหลุดออกจากเรื่อง อ่านเพิ่มเติมประเด็นนี้ได้ในลิงค์ของมาดาม MdS ที่นี่ครับ http://celinejulie.blogspot.com/2009/10/slice-2009-kongkiat-komesiri.html )
ฉากจบของหนังในโรงเก็บมันของเจ๊หวี จึงเป็นฉากสำคัญยิ่ง ในฉากนั้นน้อยประกาศตัวว่า อย่างพวกมันต้องเจอกับตัวประหลาดอย่างฉัน คำตัวประหลาดในฉากนี้มีความหมายหมิ่นเหม่ยิ่ง เพราะในทางหนึ่งมันแสดงทัศนะของผู้กำกัยที่ยังมองน้อย (กะเทยแปลงเพศ ฆาตกรโรคจิต) ในฐานะตัวประหลาด (ดูวิสาทะเรื่องนี้ได้ในบลอกของ มาดามMdS ตามลิงค์ด้านบนครับ ) แต่ในอีกทางหนึ่ง การกลายเป็นตัวประหลาดของน้อยกลับเป็นเรื่องน่าเจ็บปวดอย่างยิ่ง เพราะในสังคมปัจจุบันนี้ อะไรจะเจ็บปวดไปกว่าการทำลายฝ่ายตรงข้ามโดยการทำให้เป็นตัวประหลาดอีกเล่า (เฉกเช่นที่แดงและเหลืองกระทำต่อกัน) และมันยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นไปอีกหากอีกฝ่ายถึงขั้นเชื่อจริงๆว่าตัวเองเป็นตัวประหลาด และยิ่งหนักข้อมากขึ้น เมื่อสุดทางของสิ่งนี้คือการลุกขึ้นทวงแค้นของ ‘ตัวประหลาด' เราเห็นแล้วในหนัง และหวังว่าวาทกรรมตัวประหลาดในสังคมจริงๆจะไม่ลงเอยด้วยการทำให้คนที่ถูกทำให้เป็นตัวประหลาดลุกขึ้นมาทวงแค้นจริงๆ
กลับมาที่ฉากจบ ในพื้นที่ทางจินตนาการของเจ๊หวีนี้เอง ก้องเกียรติเสนอทางเลือกให้กับไท (คนไทย) การฆ่าน้อย หรือกล่าวให้ง่าย การทำลายวาทกรรมทั้งเหลืองและแดง เพื่อหันมาเผชิญหน้ากับศัตรูที่แท้จริง คือรัฐ และระบบต่างๆ ที่กำลังมาในรูปของขบวนรถตำรวจไกลๆในฉากจบ คือทางออกที่แท้จริงของไท (ไทย) น้อยอาจทำลายได้ทั้งป๋าทั้งชิน แต่ระบบใหญ่ซึ่งครอบงำสังคมนี้จะไม่ถูกทำลายลง การทำให้ไท ตื่นจากมายาคติแบบชายเป็นใหญ่ ยับยั้งไทไม่ให้กลายเป็น ‘หนึ่งในพวกมัน' พวกคนที่จะไหลเข้าไปเป็นแขนขาของระบบจึงคือภารกิจของน้อย
แต่....
ทั้งฉากนี้เกิดขึ้นได้เพียงในพท้นที่ทางจินตนาการของเจ๊หวีเท่านั้น กล่าวอย่างง่าย ทางออกทั้งหมด อาจจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราได้อยู่ในพื้นที่ดั้งเดิม พื้นที่ของการเกษตร พื้นที่ซึ่งไม่ถูกรุกคืบจากการพัฒนาให้เป็นเมือง ให้เป็นสินทรัพย์ ซึ่งหนังแสดงด้วยภาพแล้วว่ามันอาจเป็นเพียงเรื่องเพ้อเจ้อเท่านั้นเอง
ไม่ว่าทั้งหมดที่กล่าวไปจะเป็นเพียงความเพ้อเจ้อเฉพาะบุคคลของผู้เขียนหรือไม่ก็ตาม เฉือนได้ทำหน้าที่ของมันอย่างน่าสนใจยิ่ง หากเรามองข้ามประเด็นทางการเมือง หรือนัยยะเชิงจิตวิทยาอันหนักหน่วง เฉือนคือก้าวที่น่าจับตามองอย่างยิ่งของก้องเกียรติ โขมศิริ หนังเรื่องนี้อาจไม่ประสบความสำเร็จทางรายได้มากนัก แต่ในแง่ของผู้ชม เรียกได้ว่าก้องเกียรติ ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการทำหนังที่หนักแน่นดูสนุกและเต็มไปด้วยนัยยะซ่อนเร้น (แม้จะมีที่ติตรงที่เขาไม่สามารถควบคุมการแสดงของนักแสดงหลายๆคนได้ดีนัก) โดยไม่ต้องสงสัย เฉือน ค่อยๆเฉือนผู้ชมอย่างช้าๆและแนบเนียนยิ่ง และนับเป็นหนังในระบบเรื่องสำคัญของผมประจำปีนี้เรื่องหนึ่งทีเดียว

#1 By การ์ตูนหมาดำ...เฉาก๊วย on 2009-11-01 01:02