IN THE HOUSE OF STRAW (YEO SIEW HUA/2009/SINGAPORE) ลูกหมูทั้งสาม
posted on 10 Oct 2009 08:06 by filmsick in alienation
มันเริ่มต้นจากนิทานเรื่องลูกหมูสามตัว ลูกหมูทั้งสามที่ทำกระท่อมจาก ฟาง ไม้ และอิฐ รอคอยการมาถึงของหมาป่าที่จะเป่าบ้านที่ละหลัง เหล่าลูกหมูหนีหมาป่า เรื่องเล่าคลาสสิคที่ใครๆก็รู้กันดี แต่เรื่องที่เราไม่รู้ก็คือ
นี่คือของซีเหวิน เด็กหนุ่มที่ประกาศต่อหน้าครอบครัวว่าตลอดปิดเทอมสามเดือนนี้เขาจะย้ายไปอยู่กับมาร์ค เพื่อสมัยประถมที่ตอนนี้กำลังเรียนเพื่อเป็นบาทหลวง มาร์คมีอพาร์ตเมนท์ที่เขาอยู่ร่วมกับ เอ็ดวิน หนุ่มหน่ายคัมภีร์ที่หนีจากโรงเรียนมาเป็นนักรักกับบรรดาสาวแก่มากหน้าหลายตา ซีเหวินคบาอยู่กับลี เด็กสาวที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย ยามเมื่อซีเหวินย้ายเข้าบ้านมาร์ค ลีก็ตามไปอยู่ด้วย ความสัมพันธ์ครึ่งๆกลางๆของพวกเขาไม่มีอะไรคืบหน้าไปไหน เอ็ดวิน กับมาร์ค มีกิจกรรมลักรถจักรยานของคนในอพาร์ทเมนต์ไปขายมาจ่ายค่าเช่า มาร์คสงสัยเรื่องศรัทธาที่ตัวเองมีต่อพระเจ้า (ทั้งที่เขาจะต้องเป็นพระ) เอ็ดวินก็เบื่อหน่ายเรื่องการเรียน ขณะที่ซีเหวินก็ลอยละล่องจนต้องถามกับพระเจ้าว่าตกลงเขาควรทำอะไรดี พลันพระเจ้าก็ฟาดเปร้ยงลงมาว่า แกจะมาบ่นอะไร แกเป็นแค่นักแสดง ไม่ได้มาแคสติ้งในหนังเรื่องนี้ด้วยซ้ำ ยุ่งล่ะสิ! หนังเริ่มมีชั้นที่เหนือกว่าเดิมซ้ำซีเหวินยังพบว่าห้องเก็บของบ้านตัวเองนั้นเคยเป็นไทม์แมชชีนที่เขาสามารถจะย้อนกลับไปแก้ไขไม่ให้หนังเรื่องนี้ถูฏสร้างขึ้นมาได้ สาวน้อยลีสงสัยในความรักที่ซีเหวินมีต่อเธอ และถูกทำให้ยุ่งขิงขึ้นไปอีกเมื่อถูกส่งไปทดสอบความเป็นชายของมาร์ค จนกระทั่งเอ็ดวินชวนทุกคนจับไม้สั้นไม้ยาวสลับบทบาทกัน แล้วก็สลับกันจริงๆ เรื่องเลยยิ่งไปกันใหญ่
เล่ามาขนาดนี้ถ้าเข้าใจ ก็ไม่รู้ว่าจะยังไงแล้ว!
เริ่มต้นอย่างง่ายๆคล้ายจะสามัญแต่ยิ่งไปยิ่งพลิกแพลง นี่คือหนังยาวเรื่องแรกของYeao Siew Hua คนทำหนังชาวสิงคโปร์ ที่เป็นที่น่าจับตาไม่แพ้ Sherman Ong คนทำหนังร่วมชาติที่ปีที่แล้วชักชวนเรารื่นรมย์ไปพลางพิศวงไปพลางใน Hashi หากใน In The House of Strw นี้ ความพิศวงนั้นคงอยู่ แม้ความรื่นรมย์จะน้อยลงไปแต่เราได้ความน่าตื่นตาตื่นใจในกระบวนคิดมาแทนที่จนอดเสียดายไม่ได้ที่หนังเรื่องนี้ดันถูกจัดฉษยท้ายเทศกาลบางกอกฟิล์ม ทำให้หนังถูกพูดถึงน้อยเกินกว่าที่ควรจะเป็นไปมาก
หนังอาจจะเริ่มต้นอย่างสามัญ เฉกเช่นกับหนังชีวิตวัยรุ่นสับสนชนชั้นกลางที่สงสัยเรื่องความมีอยู่ของตัวเอง ออกจะขัดๆเขินๆเสียด้วยซ้ำ เนื่องเพราะหนังเต็มไปด้วยการแสดงแบบแข็งทื่อ การใส่บทสนทนาเท่ๆที่พูดถึงการดำรงคงอยู่ของตัวเอง มีการใส่หนังสือเก๋ๆ โควตคำเท่ๆ และการถ่ายทำแบบนิ่งๆ ประสาหนังอาร์ตร่วมสมัย
แต่ยิ่งหนังเดินทางไปเรื่อยๆเราก็ยิ่งเห็นความแปลกที่แปลกทาง ความสามารถในการยั่วล้อตนเองอันน่าสนใจยิ่ง คำถามหลักของหนังนั้นที่จริงเป็นคำถามประจำศตวรรษของคนรุ่นใหม่ นั่นคือคำถามเกี่ยวกับการมีอยู่ของตัวตน และแน่นอนว่าเคยมีคำตอบมาแล้วก่อนหน้านี้เป็นจำนวนมาก ในหนังเรื่องนี้ ซีเหวิน( ผู้ซึ่งเล่นแขงกระโด๊กกระเด๊กตลอดเวลา) ตั้งคำถามกับตัวเองในเรื่องนี้ แล้วพยายามหาคำตอบ เริ่มจากการย้ายออกจากบ้าน ที่มีพี่สาวเพี้ยน พ่อที่อยู่กันคนละจักรวาล และแม่ที่ทำหน้าที่เป็นตู้เอทีเอ็มเคลื่อนที่ แต่พอเขามาอยู่กับเพื่อนๆในอพาร์ทเมนท์เขาก็พบว่าไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง เหตุการณ์ยังคงวนซ้ำไม่เปลี่ยน ถึงตอนนี้คนดูก็คงเริ่มคิดเช่นซีเหวินเหมือนกัน แต่แทนที่หนังจะเดินหน้าต่อเขากลับเงยหน้าถามเอาจากฟ้าเสียเลย ว่าทำไมหนังจึงไม่คืบหน้า ทำไมเขาจึงไม่เข้าใจเรื่องความมีอยู่ของตัวเองเสียที ฉากหนึ่งที่แสดงความกลวงทางจิตวิญญาณของตัวละครคือฉากที่พวกเขาเล่นรับบทเป็นตัวละครในพ่อมดออซ ซึ่งล้วนเป็นบรรดาตัวละครที่ -เดินทางไปตามหาตัวเองผ่านทางการเดินทางไปหาพ่อมดออซทั้งสิ้น
แล้วพ่อมดออซของเขา หรือพระเจ้าของซีเหวินก็ตอบลงมาจริงๆ ว่าพวกเขาติดอยู่ในหนัง แถมเป็นหนังที่ไม่ได้แคสต์นักแสดงมาเสียด้วย ซีเหวินต้องหาทางออกเอาเองว่าจะพ้นไปจากตรงนี้ได้อย่างไร ซึ่งมันก็มีอยู่วิธีหนึ่งนั่นคือการนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปเพื่อระงับไม่ให้มีการสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้น! แต่ไทม์แมชชีนนั้นตอนนี้แปรสภาพเป็นห้องเก็บของไปเสียแล้ว กล่าวอย่างง่าย ซีเหวินไร้หนทางหลบหนีจากเรื่องที่เหมือนไม่คืบหน้านี้
หรือบางทีพระเจ้าของซีเหวิน ไม่ใช่แค่พ่อมดอ๊อซ แต่หากเป็นหมาป่าที่กำลังจ้องจะคุกคากมลูกหมูทั้งสาม!
หนังตั้งคำถามเรื่องความมีตัวตนของเราบนโลกใบนี้ (หรือในหนังเรื่องนี้) และหนังไม่ยั่วล้อกับคนดูตามแนวทางของหนังเบรคเชี่ยนที่แสดงออก ‘ให้เห็นว่าเป้นหนัง' คนดูถูกกันให้อยู่วงนอก ลอบสังเกตหนังที่ ‘เล่นกับตัวละคร' ตัวละครเป็นฝ่ายถูกตอกย้ำว่าเขาอยู่ในหนัง แน่นอนว่านี่เป็นวิธีการแบบเบรคเชี่ยนแน่แท้แต่ผู้ประสบชะตากรรมเป็นบรรดาตัวละครที่พยายามจะหนีออกจากเรื่องที่ถูกสร้างเอาไว้แล้ว
ร่างกายของตัวละครในหนังเป็นเพียงร่างเปล่าเปลือย ที่ม่าเข้ากันกับบุคลิก จิตวิญญาณของตัวละครนั้นๆ เพราะจู่ๆหนังก็จับให้ตัวละครทั้งสามจับไม้สั้นไม้ยาวเพื่อที่จะ ‘ สลับบท'กัน ซีเหวินได้บท อาปิน อาปินได้บทมาร์ค และมาร์คได้บทซีเหวิน ตัวละครสลับตำแหน่งแห่งที่กัน ในตอนนต้นเรื่องหนังแนะนำตัวละครโดยบอกว่า มาร์คสามารถพูดกับสิ่งขิงได้ เขาพูดกับแก้วน้ำ และไพ่ ในฉากต่อมา มาร์คพูกับเปลือกหอยอันหนึ่งซึ่งเปล่งเสียงโต้ตอบเยี่ยงผู้หยั่งรู้ ในขณะเดียวกันช่วงต้นของเรื่องหนังให้ตัวละครเดินเที่ยวไปในสวนสนุกที่เต็มไปด้วยรูปปั้นประหลาดๆซึ่งไร้ชีวิตแต่ถูกแต่งแต้มให้อยู่ในอาการหวาดผวา (น่าจะเป็นตุ๊กตาแสดงภาพการลงโทษในนรกหรืออะไรทำนองนี้) ภาพยนตร์เรื่องนี้คือนรก และตัวละครคือตุ๊กตาที่ถูกบังคับให้มีหน้าเดียว เป็นเพียงเปลือกหอยว่างเปล่าที่รอการแทนที่จากิวญญาณของผู้อื่น ของใครก็ได้
แลหนังพิสูจน์เรื่องนี้ด้วยการให้ซีเหวิน ซึ่งไม่พอใจการถูกแทนที่โดยมาร์ค (ที่ก่อนหน้านี้เริ่มมีความสัมพันธ์กับลี) เขาอยากแทนที่บทผู้อื่นเช่นกัน แต่เขาเข้าไม่ได้กับบทของอาปิน เขาก็เลยไปขอแทนที่บทของพระเจ้า! ซึ่งเขาได้รับการอนุญาติ จากนั้นลูกหมูสามตัวที่แท้ก็ปรากฏขึ้น เมื่อในอพาร์ตเมนท์เหลือเพียง มาร์ค ลี และอาปิน
กล่าวให้ง่ายขึ้น ซีเหวินที่แท้ไม่ใช่หมูแต่เป็นหมาป่า หากเป็นหมาป่าที่ง่อยเปลี้ยเสียขาสิ้นดี เพราะเขาไม่สามารถจัดการอะไรกับลูกหมูสามตัวได้ ตัวตนของเขา หรือกล่าให้ง่ายของเราทุกคนไม่มีอยู่ มันพร้อมจะถูฏแทนที่ได้เสมอ เราเป็นเพียงเปลือกหอยกลวงเปล่า และการรับรู้ร่างกายอันว่างโหวงของเราจมีแต่ทำให้เราต้องหลั่งเลือดเท่านั้น ซีเหวินสาบสูญไป มาร์คเข้าแทนที่บทของเขา อปิน ในร่างของซีเหวินก็สาบสูญไปด้วยการแทนที่เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ ซีเหวินคนใหม่(ในร่างของมาร์ค)ไม่สงสัยพระเจ้า และเขาได้ความสุขจากครอบครัวแสนสุขเป็นสิ่งตอบแทน!
การละเล่นกับตัวบทของหนังอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีหนังที่ตั้งคำถามเดียวกันและพิสูจน์ด้วยวิธีเดียวกัน (การสลับบทบาท การแสดงให้เห็นว่า ตัวตนของมนุษย์นั้นหาได้มีอยู่ไม่ และการมุ่งแสวงหาคำตอบเรื่องการมีอยู่จะนำมนุษย์ไปติดกับ) แต่สิ่งที่หนังไปได้ไกลและน่าทึ่งคือการสร้างบรรยากาศ ทีเล่นทีจริงของเรื่อง ตั้งแต่การให้นักแสดงเล่นกันแข็งกระโดกกระเดก(นักแสดงที่ไม่สามารถรับบทบาทตัวละครได้ใยมิใช่รูปแบบหนึ่งของการเข้ากัยไม่ได้ของร่างกาย กับตัวตนเล่า) และการเพิ่มท่าทีจริงจังขึ้นไปทุกขณะ สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงเรื่องชวนหัว เรื่องล้อเล่น ถูกทำให้จริงจังจนหนังเดินข้ามเส้นไปมาระหว่างการเป็นหนังช่างคิดแบบหนังของKeren Cytter กับการเป็นหนังชวนสะพรึงแบบDavid Lynch และการรักษษภาวะคาบเส้นของหนังไปจนจบทำให้คนดูรับรู้หนังด้วยความรู้สึกใหม่ เหมือนจะเล่นแต่เอาเรื่องจริง!
In The House of Straw อาจไม่ใช่หนังสมบูรณ์แบบมากนัก หนังยังเล่นกันเลยเถิด และโชว์ฉลาดเป้นพักๆ แต่หากนี่เป็นหนังเรื่องแรกของคนทำหนังวัยยี่สิบปลายๆ เราก็มีแต่ต้องจับตาผ็กักบคนนี้เอาไว้ให้แม่นมั่นเพราะแค่เรื่องแรกเขาก็ซัดคนดูซะอยู่หมัดแล้ว !
#1 By merveillesxx (61.90.15.124) on 2009-10-10 11:32