นี้คือหมู่บ้านอันแออัดกันตรงชายฝั่ง กหระท่อมทับที่ก่ายซ้อนเหยียดยืดออกไปในทะเล หมู่บ้านที่งอกออกมาอย่างระเกะระกะ เลียบไปกับสันเขื่อน หมู่บ้านที่เด็กๆไปจับกลุ่มเล่นหันบนต้นไม้เก่าแก่ ที่กิ่งก้านก่ายซ้อนเหมือนตาข่าย ป่ายปีน และเล่าเรื่องเซกส์ถึงลูกถึงคนให้กันและกันฟัง   ไม่ก็มุดเข้าไปทางปากทางของท่อน้ำทิ้ง เสพยานู่นนี่ที่พอหาได้  เด็กๆเล่นอยู่บนสันเขื่อน กระโดดน้ำสีขุ่นเหมือนโลนตรงปากแม่น้ำ พอตัวเปียกก็ขึ้นมาผึ่งตัวบนพื้ซีเมนต์สกปรก บางคนนอนหลับฟังเสียงน้ำไหลลงแม่น้ำ ทอดตัวลงสู่ทะเล เศษขยะลอยฟ่องทับถมกับซากใบไม้ เด็กๆไล่จับแมลงสาบตามรูท่อมาใส่ขวดน้ำพลาสติกใช้แล้ว วัยรุ่นมีเซกส์หมู่กันในท่อน้ำ ช่วยตัวเองหมู่ในเรือหาปลาที่จอดกับที่ ไปสนุ้ก แล้วทะเลาะตบตีแย่งผู้ชายกัน หญิงวัยกลางคนเป็นเจ้าแม่ปล่อยกู้เรียกเด็กผู้ชายมากินดื่มที่บ้าน ล่วงเลยไปสูเรื่องที่รู้ๆกัน เด็กๆวัยรุ่นเดินเล่นกันในสุสานซึ่งแออัดเช่นเดียวกันกับชุมชนที่เขาอาศัย ถ้าใครคนหนึ่งล้มตายลง พวกเขาก็ต้องมาอยู่ที่นี่เหมือนกัน  

 

ข้างต้นคือสิ่งซึ่งเราพอจะคว้าจับเอาไว้ได้ตลอดระยะเวลา สองร้อยนาทีของหนังเรื่องนี้ หนังซึ่งทอดาเข้าไปในสลัมเสื่อมโทรมที่ไหนสักแห่งในฟิลิปปินส์ จ้องมองชีวิตแระจำวันขอชุมชนคนยาก ถ่ายทอดเอาภาพโสมม เถื่อนถ่อย ภาพความเสื่อมโทรมทั้งทางกายภาพและวิญญาณ หากจ้องมองมันด้วยดวงตาของความรักใคร่ไหลหลง  ภาพซึ่งอาจนำพาผู้ชมไปสู่ความชิงชังรังเกียจในความเหลวไหลไร้แก่นสารของวัยรุ่นซึ่งพร้อมจะป็นปัญหาสังคม  ภาพดิบเถอื่นที่อาจสร้างความรู้สึกพอืดพะอม เรื่องเล่าที่ทำให้เรารู้สึกเหนียวตัวในความโสมมหยาบช้า  มันอาจเป็นเช่นนั้นก็ได้  แต่ไม่เลย มันกลับถูกถ่ายทอดออกมาในฐานะมวลของความสุข

 

Sherad Anthony Sanchez ผู้กำกับหนังเรื่องนี้เคยให้สัมภาณ์ซ่า เขาเติบโตในชุมชนนี้ นักแสดงในหนังเรื่องนี้แทบทั้งหมด ก็ไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพ หากเป็นผู้คนในชุมชนนั้นเอง กล่าวให้ง่ายนี่คือหนังชีวิตที่เล่าถึงชีวิตของพวกเขาเองและแสดงโดยพวกเขาเองกำกับโดยคนที่ใช้ชีวิตเช่นนั้นเองโดยตรง

 

หนังเล่าโดยไม่ได้มีเส้นเรื่องอะไรพิเศษ แทบทั้งหมดเป็นเพียงการกวาดกล้องไปยังที่นั่นที่นี่ ราวกับเป็นการลอบสังเกตชีวิตประจำวันของวัยรุ่น แม้เราอาจจะเห็นเส้นเรื่องลางๆทั้งเรื่องความสัมพันธ์ในกลุ่มเพื่อนชาย  เพื่อนสาว เพื่อนชายเพื่อนสาว  หรือเรื่องของเด็กชายที่ถูกเอามาฝากเลี้ยงกับ GIGI เจ้าแม่เงินกู้คนยาก และความสัมพันธ์ของเด็กชายคนนี้กับเด็กเพื่อนบ้าน  แต่ทั้งหมดก็ถูกเล่าอย่างเลื่อนลอยเชื่องช้าโดยแทบไม่มีเหตุการณ์คืบหน้าให้จับต้องได้มากไปกว่าการบันทึกภาพเรื่องเฉื่อยในชุมชนนั้นโดยคลอเคีลยไปกับเสียงเพลงประกอบตัดสลับกับเสียงจากวิทยุซึ่งไม่มีsubtitle ขึ้น(แต่ผู้กำกับบอกว่าเสียงจากวิทยุที่เขาตั้งใจให้ปเ็นเสียงประกอบนั้น เป็ฯบทสนทนาว่าด้วยการพัฒนาประเทศฟิลิปปินส์ให้เจริญรุ่งเรือง!)

 

Imburnal จึงเป็นหนังที่กวัดไกวไปมา ระหว่างหนังสะท้อนภาพสังคมโสมมต่ำช้า หนังที่ขายภาพภาพความเสื่อมทรามของวัยรุ่นชุมชนสลัม  กับหนังที่เป็นโมงยามส่วนบุคคล ความพิลาสพิไลที่ได้ลอยล่องไป โมงยามครึกครื้นของกลุ่มเพื่อน ความสงบสุขอันได้มาด้วยการมุดรูท่อ การล่องลอยไปในความฝัน ในความเอ็มติ่มทางกามารมณ์ ภพาพาฝันส่วนบุคคลอีนผ่าานเลยล่วงลับ ซึ่งเป็นภาวะคาบลูกคาบดอก หมิ่นเหม่ กระโดดข้ามไปมา ระหว่างสองอารมณ์ซึ่งดูเหมือนจะเป็ขั้วตรงข้ามกันแต่ก็หลอมเป็นหนึ่งเดียวกันนี้ ความกวัดแกว่งระหว่างอารมณ์ขั้วรงข้ามในหนังถูกนำเสนอผ่านภาพที่รุนแรง บทสนทนาที่ตรงไปตรงมา(จนน่าช๊อค) มันง่ายที่จะฟันธงไปเลยว่านี่เป็นหนังแบบkids ที่ผู้กำกับเอาความรุนแรงมาขายตรงให้ผู้ชม แต่เราไม่สามารถเพียงมองหนังจากสิ่งที่มันเปิดเผย หากยังต้องมองจากสิ่งที่มันซ่อนเร้นไว้ นั่นคือท่าทีของหนังการมองที่หนังมีต่อฉากภาพดังกล่าว  ในหนังตามปกติทั่วไป ฉากภาพดังกล่าวพร้อมที่จะถูก ‘นำเสนอเพื่อสั่งสอน' ในทำนองที่ว่าเด็กพวกนี้ทำแต่เรื่องชั่วย่อมต้องได้รับผลกรรม ไม่ก็ในทำนองที่ว่า จงมองดูนี่คือสังคมเลวร้ายที่เราอาศัยอยู่ (ให้เราเพริดช๊อคกับฉากแรงๆแล้วตบหัวสั่งสอนเราในภายหลัง) แต่ใน Imburnal ผู้กำกับกลับถ่ายทำหนังทั้งเรื่องด้วยท่าทีของ ‘โมงยามอันแสนสุข' ท่าทีของหนังในการจ้องมองไม่ได้เป็ฯไปเพื่อตัดสิน หรือกดตัวละครในเรื่องให้เป้นเพียง ‘แหล่งเสื่อมโทรม' ไม่กระทั่งถ่ายทอดมันในฐานะ ‘ภาพสมจริงของสังคม' แต่กลับมองมันในฐานะของ  ‘บทกวีอันงดงามแห่งความทรามเสื่อม' โมงยามสงบสุขที่เราเคยใช้จ่ายไปด้วยกัน ทั้งการใช้ภาพแบบเบลอบ้างชัดบ้าง ภาพที่ชัดเฉพาะจุดกึ่งกลางภาพ (มาดาม MdS บอกว่าให้ความรู้สึกเหมือนภาพ impressionist) หรือกระทั่งการโฟกัสภาพไปยังสิ่งต่าง เช่นพื้นดินสกปรกที่เยิ้มไปด้วยฟองสบู่ พื้นซีเมนต์สกปรก แสงแดดที่ลอดผนังไม้ไผ่ขัดแตะ คลื่นที่ซัดเศษขยะเข้าฝั่ง เสื้อที่ค่อยๆจมลงในน้ำสีขุ่น ภาพการจ้องมองอันฟุ้งฝันเหล่านี้เจืออยู่ในภาพฉายสมจริงไม่ปรุงแต่ง และนำพาเราไปสู่ดินแดนพิเศษที่เราไม่ได้พบเห็นมากนักในหนังเรื่องอื่น( หมายเหตุผู้เขียน-หนังที่ให้อามณ์คล้ายคลึงกันกับหนังเรื่องนี้น่าจะคือ PALMS (ARTUR ARISTAKISYAN/1993/RUSSIA) หนังessay film จากรัสเซียที่เข้าไปถ่ายภาพผู้คนในสลัม แล้วเอามาเล่าผ่านจดหมายที่คนทำหนังเขียนถึงลูกที่ยังไม่ได้เกิดมา)

 

เลยพ้นไปจากนั้น ตัวหนังยังคาบลูกคาบดอกในเรื่องของเพศสภาพอีกด้วย เพราะในขณะที่ตัวหนังเต็มไปด้วยคำบรรยาเกี่ยวกับการร่วมเพศ เลยพ้นไปจนถึงภาพของการร่วมเพศแบบกระจะแจ้งกระจ่างตาระหว่างชายหญิง แต่โดยส่วนตัวเรากลับพบว่านี่คือหนังที่อบอวลไปด้วยอารมณ์ทางเพศแบบรักร่วมเพศ แม้หนังจะมีเพียงฉากเดียวที่เล่าเรื่องนี้ตรงๆนั่นคือฉากที่เพื่อนสองคนนอนสูบบุหรี่เรียงเคียงกันในห้องปิด โดยสวมเพียงกางเกงชั้นในคนละตัว เริ่มจากการหยอกล้อเรื่องเซกส์ ก่อนที่เพื่อนคนหนึ่งจะขอมีเซกส์กับเพื่อนชายตรงๆ นำไปสู่ฉากร้าวรานใจเมื่อถูกปฏิเสธ ชายหนุ่มปีนขึ้นไปสูบบุหรี่เดียวดายบนหลังคาบ้าน และฉากร้าวรานระหว่างการเดินไปโต๊สนุก

 

อย่างไรก็ตาม เราพบว่าเราอาจแบ่งตัวละครชายในหนังได้เป้นสามกลุ่ม กลุ่มแรก คือ โจชัว และ อัลเลน เด็กชายคู่ซี้ที่ไปไหนมาไหนด้วยกัน กลุ่มเด็กหนุ่มโดยเฉพาะ ลอวส์ และเพื่อนของเขา(ซึ่งได้อยู่ร่วมกันในฉากที่ได้กล่าวข้างต้น) และอีกคนคือราบัต เด็ฏหนุ่มที่เรามักพบเห็นนอนเล่นอยู่ตามลำพัง ในกรณ๊ของราบัต ดูเหมือนหนังจะพูเป็นนัยๆว่าเขายังไม่เคยมีเซกส์กับผู้หญิงเลย ในฉษกหนึ่งเด็กสาวสอนเขาเรื่องจู๋กับจิ๋ม และการ ‘เอากัน' ในฉากต่อมา เขาจับกลุ่มรวมอยู่กับพวกเด็กหญิงเดินเล่นไปตามสุสาน  และโดยมากราบัตมักอยู่คนเดียว (อย่างไรก็ดีเป็นไปได้ว่าเขาจะเคยมีเซกส์หมู่กับกีกี้ และ อาจหลงไหลหล่อน นฉากหนึ่งเขาทักหล่อนว่า ประจำเดือนเปื้อนกางเกง)  ในขณะเดียวกัน ลอวส์ กับเพื่อน(จำชื่อไม่ได้)  มักจะอยู่ด้วยกัน (มีฉษกเดียวที่ลอวส์ เพื่อนเขา และราบัตอยู่ด้วยกันสามคน คือฉากการแบ่งเหล้ากินในท่อน้ำทิ้ง) ลอวส์กับเพื่อนน่าจะสนิทกันมาก พวกเขาเคยกระทั่งมีเซกส์หมู่ในรูท่อนั้นด้วย (ซึ่งหากเราแทน อีลัง เด็กสาวที่มีเซกส์หมู่ในรูท่อ ด้วยราบัต มันก็อาจจะเป็นได้เช่นกัน เพราะเธอมีเซกส์กับทุกคน แต่ไม่มีกับราบัต ) ในขณะเดียวกันในฉากเซกส์หมู่นี้ ก็ถูกแอบมองโดยเด็กน้อยโจชัวและอัลเลนด้วยเช่นกัน 

 

พักส่วนนี้ไว้ก่อน เพราะยังมีอีกฉากหนึ่งที่ผุดโผล่ขึ้นมาอย่างมีมีปี่มีขลุ่ยในหนัง นั่นคือฉากบนชายหาด  เริ่มต้นจากภาพของร่างซึ่งลอยน้ำมา ชายแก่คนหนึ่งคว้าร่างนั้นไว้แล้วลากขึ้นมาชายฝั่งเขากระซิบบางอย่างกับร่างที่กำลังหลับ ต่อมาชายหนุ่มตื่นขึ้น แล้วพวกเขาก็ลงไปหาปลาด้วยกันในทะเล กระทั่งฟ้าค่อยๆมืดค่ำลงและในที่สุดก็มืดสนิทไปจริงๆ  หนังปล่อยจอให้มืดสนิทอยู่หลายนาที จึงค่อยๆเรื่อเรืองด้วยแสงตะเกียงวอมแวม พวกเขาหาปลากันในยามกลางคืน ก่อนที่จะจ้องมองกันยามเช้า ชายหนุ่มดำน้ำลงไป จมหายไปเป็นเวลานา กระทั่งชายแกแทงฉมวกลงไปเลือดก็ผุดไหลนองท้องทะเล  ฉากนี้แยกขาดจากหนังส่วนอื่นๆทั้งหมด ราวกับเป็นหนังคนละเรื่อง ทะเลในฉากก้ศวยงาม และตัวละครในฉากก็ปรากฏขึ้นเพียงครั้งเดียว แถมเนื้อหาในส่วนนี้ก็ออกไปทางเหนือจริงเมื่อเทียบกับเรื่องที่เหลือทั้งหมด แต่มันราวกับว่าฉากนี้คือกุญแจไขสู่ควาสัมพันธ์ทั้งหมดในเรื่อง เนื่องเพราะความสัมพันธ์ของตัวละครคู่นี้เป็นคล้ายรูปแบบความสัมพันธ์ของตัวละครชายในเรื่อง ชายหนุ่มได้รับการช่วยชีวิต(ค้นพบ) โดยชายแก่ ทั้งคู่มีความสัมพันธ์แบบกึ่งเพื่อนสนิท กอ่นที่จะทำร้ายกันและกัน

เราอาจทาบตัวละครคู่นี้ลงกับความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่อง ลอวส์กับเพื่อนสนิทของเขาเริ่มต้นจากการอยู่ร่วมกัน และดูเหมือนจะจบลงอย่างร้าวราน ขณะที่โจชัวกับอัลเลนถึงกับจบลงด้วยความตายคล้ายคลึงกับตัวชายหนุ่ม (ยิ่งน่าสนใจว่าทั้งคู่เกิดในน้ำ และยิ่งน่าสนใจมากว่าฉากสุดท้ายของหนังคือฉากที่เด็กชายคนหนึ่ง ค่อยๆคลานขึ้นบนร่างของเด็กชายอีกคน) ในขณะที่ราบัตอาจจะแปลกกว่าใคร แต่เขาคือภาพแทนของชายหนามอย่างแน่นอน ยิ่งในฉากหนึ่งหนังถึงกลับถ่ายภาพชายแก่กระซิบกระซาบบางอย่างแก่เขา! กล่าวโดยสรุปเราอาจกล่าวได้ว่านี่คือหนังที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศแบบโฮโมอีโรติค แต่ไม่ใช่อารมณืเร่าร้อนเกี่ยวกับเพศรส หากเป้นเรื่องของโมงยามอันพิเศษพิสุทธิ์ ช่วงเวลาแห่งการเข้าใกล้กันมากที่สุด ช่วงเวลาที่เปิดเผยตัวตนกับคนที่รักเพื่อที่จะสูญเสียไปชั่วนิรันทดร์ โมงยามที่ทั้งงดงามและเจ็บปวด  ซึ่งใช่หรือไม่ที่อารมณ์ที่ทั้งสุขสมและระทมทุกข์คืออารมณ์ที่ห่อหุ้มหนังเรื่องนี้เอาไว้ทั้งเรื่อง ความสัมพันธ์ที่หอ่หุ้มโมงยามอันเปราะบางด้วยความแตกหักเสียกาย และความตาย พวกเขาเป็นเหมือนแมลงสาบในรูท่อ ที่ถูกจับมาใส่ขวด และความพยายามจะทำความสะอาดแมลงสาบ(ด้วยการอาบน้ำมัน!) ทำให้มันตาย ราวกับความตายเกิดขึ้นได้ทุกที่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ใช่การสูญเสียอันทุกข์เศร้า หากธรรมดาเท่าๆกับการมีเซกส์ไม่เลือกหน้า

 

ตลอดทั้งเรื่องหนังเดินเรื่องอยู่ตรงริมขอบของชายทะเล ปากแม่น้ำที่เป้นปากทางของท่อน้ำทิ้ง น้ำในหนังเรื่องนี้มีคุณสมบะติในการชำระล้าง แต่ในหนังเรื่องนี้ไม่มีใครได้ชำระบาปจนหมดสิ้นด้วยน้ำ พวกเขากรโดดลงแหวกว่ายในน้ำขุ่นข้นสกปรก และมันยิ่งเหนียวหนับติดเนื้อตัว แต่ในอีทางหนึ่งน้ำคือโมงยามแสนสุขอันโสโครก ซึ่งพวกเขากระโดดลงไปแหวกว่ายชุบตัวจนเปียกก่อนจะขึ้นมานอนผึ่งแดด

 

ความสุขอันโสมมใน IMBURNAL อาจจะทำให้ผู้ชมเกิดอาการกระอักกระอ่อวนชวนคลื่นเหียน   หนังเต็มไปด้วยฉากโมงยามแสนสุขที่ชวนพิพักพิพ่วน ทั้งฉากนอนหลับน้ำลายยืดแบบโคลสอัพของกีกี้ รวมถึงฉากต่อมาที่เธอช่วยตัวเองโดยกล้องจ้องเฉพาะหน้าเธอคลอไปกับเสียงเด็กๆที่วิ่งเล่นอยู่ข้างนอก ฉากที่เด็กหญิงเด็กชายรวมตัวกันใต้สะพานพูดจาหยอกล้อเล่นหัว   ฉากเด็กๆขโมยเสื้อจากร้านขายเสื้อ แล้วโยนมันลงทิ้งน้ำครำ  หรือฉากการดื่มเบียร์ร่วมน้ำแข็งที่เลยเถิดไปสู่ฉากเซกส์  เหล่านี้คือภาพชิวตธรรมดาสามัญของคนธรรมดาสามัญ แน่นอนว่ามันไม่น่าดูชม ไม่เจริญหูเจริญตา แต่มันไม่ควรถูกตีค่าฉาบฉวยเพียงแค่ความไม่งามตาของมัน หรือความกักขฬะของมัน และ IMBURNAL คือหนังที่ขุดลึกลงไปในความงามอันทรามเสื่อมนั้นอย่างน่าทึ่งและตรึงตาอย่างยิ่ง

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เราจำฉากสุดท้ายของหนังไม่ได้แล้ว ดีที่ FILMSICK ช่วยเตือนความจำ big smile

#1 By MdS (124.157.132.113) on 2009-10-04 21:06

เป็นหนังที่กระตุ้นความคิดที่สุดของปี จริงๆครับ เรื่องนี้

#2 By Nat tHe cHamp on 2009-10-07 21:09