BKIFF 2009 DIARY Part 2

posted on 29 Sep 2009 10:43 by filmsick

DAY 2

DOUBLE TAKE (JUAN GROMIPREZ/ 2009/BELGIUM) A+++++++++++++++++++++

เราไม่สามารถอธิบาย เล่าเรื่องย่อ หรือกระทั่งรีวิวสั้นๆเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ได้ บอกได้คำเดียวว่า มัน!!!!

 

ตัวหนังงนั้นเป้ฯ found footage ประมาณ 90% ภาพการปะทะคารมของนิกรัน กับครุสซอฟ ภาพการส่งจรวดไปอวกาศ ภาพ การถ่ายทอดทีวีข้ามแอตแลนติค โดยมีผู้เล่าเป็นฮิตช์คอก ที่ตัดมาจากหนังทีวีที่ฮิตช์คอกเป็นพิธีกร ซ้อนกับเรื่องของฮิตทช์คอกสองยุคที่มาพบกัน (จริงๆมีฮิตทช์คอก 4คนได้!)  หนังตัดต่อเหตุการณืทั้งหมดเข้าด้วยกันด้วยเสียงเล่าที่มากกว่าหนึ่ง แล้วคั่นด้วยโฆษณากาแฟเป็นระยะให้เหมือนที่เราดูในทีวี!

 

นี่คือหนังที่เอารูปแบบของบทความวิชาการ เรื่องสันแบบซับซ้อนมาผูกรวมมัดเป็นเกลียว ภาพและเรื่องเล่าไม่อาจแยกขาดจากกันและไม่อาจรวมกันได้ เป็นภาพสะท้อนย้อนกันและกัน ยิ่งหนังดำเนินไปเรายิ่งเห็นการบังเกิดซ้ำ ทั้งตัวแทนในฉับพลันทันใด และการบังเกิดซ้ำ อันมาจาก ห้วงเวลา

 

อธิบายได้ง่ายๆว่านี่คือหนังแห่งการอธิบายคำว่า HISTORY REPEATING ITSELF ด้วยวิธีการที่แยบคายที่สุดครั้งหนึ่ง

 

ห้ามลุกก่อนจบ END CRESIT คือทุกสิ่งทุกอย่าง เปลาะสำคัญของหนัง มันมาในเวลาที่แสบมาก!

 

THE STRENGHT OF WATER(ARMAGAN BALLANTYNE/2009/NEW ZEALAND) A+

 

เป็นหนังดราม่าที่ทำออกมาได้ลงตัวดี  ที่เราชอบเพราะหนังไม่ได้มอตัวเองว่า ‘นี่คือหนังชีวิตเศร้าของคนเมารี'  แต่เป็นหนังที่เล่าเรื่องโศกนาฏกรรมซึ่งเกิดกับใครก็ได้ แต่เกิดในบริบทของเมารี มันมีความเป็นมุมคนในสูงมากจนน่าทึ่งว่าคนทำไม่ได้เป็นเมารี

 

ชอบหลายๆฉากของหนัง แต่หนังมันก็ฟูมฟายอยู่เป็นบางช่วง

 

THE TIME THAT REMAINS(ELIA SULIEMAN /2009/PALESTIN-FRNACE)  A+++++++++++++++++++++

 

อันนี้เรียกได้ว่าหนัง ‘ขำขื่น'ของแท้  ทุกมุกที่เราหัวเราะ มันเป็นการหัวเราะที่น้ำตาตกอยู่ข้างใน ยิ่งหัวเราะมากยิ่งถูกแทงลึกมาก

 

หนังอาจจะปบ่งคนเป็นสามรุ่น รุ่นพ่อแม่ทีค่อยแก่ลงตาย ไป หัวใจอ่อนหล่า ตาบบอดหูหนวก หนังใช้สภาพทางกายภาพมาอธิบายเรื่องทางจิตวิญญาณได้น่าทึ่งมาก ขณะคนรุ่นที่สองคือคนรุ่นที่ติดอยู่ระหว่างการต่อสู้แบละการยอมจำนน การเงียบใบ้ของอีเลีย(เล่นเอง เจ็บเอง)ตลอดเรื่องคือคำอธิบายความเป็น LOST GENERATION ในขณะที่คนรุ่นถัดมานั้นได้หมดความสนใจต่อประเด็น ปาเลสไตน์ อิสราเอลไปเรียบร้อยแล้ว

 

ฉากที่เจ็บปวดที่สุดในหนังสองฉากคือฉาก MY HEART WILL GO ON (มุมมองที่มีต่อเพลงนี้เปลี่ยนไปตลอดกาล) และฉาก ‘แม่ไม่ดูพลุ'   มันทั้งขำมาก และเจ็บปวดมากๆ จนเราไม่แปลกใจที่อีเลียจะไปกระโดดค้ำถ่อในฉากต่อมา

 

ชื่อหนังคือตัวแทนความเจ็บปวดอันยังคงล่องลอยและค่อยๆเลือนไปตามเวลาที่ยังคงเหลืออยู่ เพลง STAYIN  ALIVE ในฉากจบก็หนักหนามาก

 

หนั้งเศร้ากว่าและขำว่า DIVINE INTERVENTION ประมาณสามเท่า

 

NE CHANGE REIN(PEDRO COSTA /2009/PORTUGAL FRANCE) A++++++++++++++++++++++++

ตอนดูเมื่อวานไม่ได้อินมาก แต่พอเวลาผ่านไปเสียงอขงฌานน์ บาลิบาร์ยังคงก้องอยู่ในหัว

 

หนังไม่เอาคนดูเลยแม้แต่น้อย มันเลยมีแต่ฉากการ้องเพลง ร้องเพลง ร้องเพลง ร้องเพลง จากต้นจนจบเรื่อง แถมทั้งหมดยังอยู่ในความมืด พอหนังมันไม่เล่าเรื่องมีแต่การร้องเพลงด้วยเสี้ยวหน้าในความมืด  หรือการร้องเพลงย้อนแสง  มันเลยยิ่งทำให้หนังทิ้งคนดูไปตลอดกาล แต่สำหรับเราการลอยละล่องในความมืด จ้องมองอารมณืสักล้านอย่างบนใบหน้าของบาลิบาร์ นั้นเป็นสุขยิ่ง ราวกับถูกห่มคลุมด้วยความมืดอันสงบงดงาม

 

ชอบฉากที่เธอกำลังร้องเพลงแล้วมีโทรศัพท์มา จากนั้นเธอก็ร้องเพลงที่กำลังซ้อมให้โทรศัพท์ฟัง

ชอบวิธีการเข้าออกของบาลิบาร์ในหนังมาก เนื่องจากหนังมันมืดมาก ราวกับเธอร้องเพลงอยู่ในถ้ำหนังจึงมักให้เราเห็นเธอเข้าออกค้ลายกับเคลื่อนมาหาแสงแล้วเคลื่อนจากไป

 

เข้าใจว่าหนังน่าจะTribute ให้วิธีการทำหนังแบบminimalism ของ Jean Marie Straubb และ Daniel Huilet น่าเสียดายที่การที่เราไม่ได้เป็นแฟนคลับของฌานน์ บาลิบาร์ทำให้เราเข้าถึงหนังได้ในระดับหนึ่งแต่ไม่เต็มที่นัก

 

DOGTOOTH(YORGOS LANTHIMOS/2009/GREECE)A+

 

หนังfeel bad ที่เล่นแรงเจ็บแรงว่าด้วยพ่อแม่ที่ขังลูกๆไว้ในบ้านแล้วสอนทุกอย่างให้ลูกๆใหม่หมดเพราะกลัวจะได้รับ ‘อิทธิพลเลวๆ' จากภายนอก จัดระเบียบวิธีคิดของลูกด้วยวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์

 

หนังตบหน้าพ่อแม่ชนชั้นกลางที่ประคบประหงมลูกมากๆ พวกที่กลัวว่าลูกจะเข้าใจอะไรผิดๆ ได้รับสิ่งเลวร้ายจากโลกภายนอก จากกฏไปสู่กฎ จนสุดท้ายกฏที่ตั้งขึ้นมารัดคอพ่อแม่ให้ต้องสร้างสิ่งเลวๆขึ้นมาเอง

 

หนังมีประเด็นและประเด็นได้รับการเล่าอย่างน่าสะพรึงกลัว ปัญหาเดียวก็คือมันเป็นหนังที่เต็มไปด้วยการวิพากษ์แต่มันไม่มีหัวใจ เราจึงเพลิดเพลิน แสบสันต์ ขวัญกระเจิงกับการละเล่นตบหน้าผู้ชมทั้งด้วยตัวเรื่องและความแรงทางภาพครั้งแล้วครั้งเล่า เราเห็นด้วยกับสิ่งที่หนังบอกเล่า แต่เราไม่ได้รู้สึกร่วมกับตัวละครขนาดนั้น ซึ่งอาจเปรียบให้เห็นภาพเมื่อเทียบกับหนังอย่างTHE SEVENTH CONTINENT ที่พอเราดูไปเราก็รู้สึกถึงความ ‘สมควรตาย' ของตัวละคร ในแง่ที่ว่าคนดูก็อยากตายไปแบบพวกเขาเหมือนกัน ในขณะที่DOGTOOTH เราได้แต่สังเกตุการณ์ เพราะหนังวางเราไว้ตรงนั้น

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เราคอมเมนท์ในนี้ไม่ได้ล่ะ มันหาว่าเราเป็นสแปม งั้นเดี๋ยวเราค่อยไปแปะใน blog ของเราแล้วกันนะ

#1 By MdS (58.8.252.41) on 2009-09-30 10:52

2.DOGTOOTH (2009, Yorgos Lanthimos, Greece, A+)
This is what I think about DOGTOOTH after I read Filmsick's blog:
http://filmsick.exteen.com/20090929/bkiff-2009-diary-part-2

There are some parts of DOGTOOTH (A+) which remind me of Luis Bunuel's films, but I think Bunuel's films arouse the viewers' imagination much more than DOGTOOTH. DOGTOOTH seems to have a purpose, and it aims straightly at that purpose, while Bunuel's films seem to be more than "films with messages". That's why I like DOGTOOTH very much, but I prefer some Bunuel's films to it.

I think some Haneke's films are also "films with messages", too, but I think I prefer THE SEVENTH CONTINENT to DOGTOOTH. But my reason is because the desperate feelings in THE SEVENTH CONTINENT have much more effect on me than the black comedic feelings in DOGTOOTH. However, one thing I like very much in DOGTOOTH is the fact that it does not make me think only about the bourgeoisie, but also ultra-conservative people, including some religious fanatics.

#2 By filmsick on 2009-09-30 12:19

ด้านบน เป็นคอมเมนท์จาก มาดาม MdSครับ

ไปอ่านเต็มๆที่นี่
http://celinejulie.blogspot.com/2009/09/imburnal-sherad-anthony-sanchez.html

#3 By filmsick on 2009-09-30 12:20

thank you !

#4 By lissAdministrator (125.211.171.139) on 2010-11-25 13:32