หมายเหตุ: บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์

 

 

หากอีส้มสมหวังภาคแรกซึ่งเล่าเรื่องของวงดนตรีลูกทุ่งของยอดรัก สลักใจที่เร่ร่อนเปิดการแสดงไปเรื่อยๆตามต่างจังหวัด  หนังเล่าอย่างแทบไร้พลอต (เส้นเรื่องแกนๆคือเรื่องของชีวิตพ่อหนุ่มสมหวังที่คั่ลงไคล้ยอดรักจนไต่เต้าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวง และตกหลุมรักกับส้มสาวหางเครื่อง) แม้จะเต็มไปด้วยมุกตลกห่ามๆซึ่งอาจจะไม่ถูกจริตของบรรดาผู้ชมในเมือง แต่เลยพ้นไปจากนั้นหนังแทบจะเป็นหนังส่วนตัวว่าด้วยความรื่นรมย์และถวิลหาอดีตที่ตัวผู้กำกับเคยมีส่วนร่วม ในครั้งที่เป็นตลกในวงลูกทุ่ง ความรื่นรมย์และเรื่อยเฉื่อยแบบมุกต่อมุกของหนังอาจทำให้คนดูผู้แสวงหาเรื่องราวพาลขัดใจยิ่งมุกตลกของหนังไม่ได้กลั่นกรองให้ปราศจากมลพิษตามแบบหนังตลกมีระดับพิมพ์นิยม เลยยิ่งทำให้หนังถูกมองอย่างรังเกียจเดียดฉันทน์มากขึ้น เผลอๆแทบจะถูกผลักลงไปเป้นหนังรสนิยมต่ำที่เอาไว้ยกตัวอย่าง(แบบไม่ต้องดูหนังจริงเอาแค่ตัวอย่างก็พอ) ในฐานะหนังตลกคาเฟ่อีกต่างหาก ทั้งๆที่ตัวหนังจริงๆ เป็นหนังส่วนตัวที่รื่นรมย์และน่าสนใจมากทีเดียว

 

และดูเหมือนการตายของยอดรัก สลักใจ (ซึ่งรับบทเป็นหัวหน้าคณะในภาคแรก)ได้กลายเป็นหมุดหมายบางอย่างอยู่ไม่น้อย การกลับมาของอีส้มสมหวังชะชะช่า จึงใช้ความตายของยอดรักเป้นจุดเริ่มของหนัง และยังสะท้อนภาพการจบสิ้นของคุณค่าบางอย่างอีกด้วย  เปิดด้วยความตายของลูกทีมคนหนึ่งซึ่งตายตามหัวหน้าวงไป วงลูกทุ่งก็ถึงการล่มสลาย สมาชิกที่เหลือซึ่งประกอบด้วยคุณบำเรอ สมหวัง ส้ม ชมพู่ และพี่ค่อมก็เร่ร่อนเข้ากรุงเทพ สมหวังมาสมัครเป็นนักร้อง ส่วนพี่ค่อมและคุณบำเรอ จากอดีตโฆษกและตัวตลกประจำวงสุดท้ายเข้าประจำตำแหน่งรปภ. หนังอาจจะดำเนินการโดยภาพแบบมุกต่อมุกเฉกเช่นเดียวกับต้นฉบับ แต่ในคราวนี้กลับกลายเป็นว่าหนังค่อยๆเติมอารมณ์ดรามาเข้ามาในหนัง (ส่วนหนึ่งอาจเพราะเปลี่ยนผู้กำกับและการเขียนบทของพิง ลำพระเพลิง ที่มีส่วนทำให้ส่วนความสัมพนธ์ผัวเมียของส้มและสมหวังออกมาได้จังหวะดีทีเดียว)

 

กลายเป็นว่า อีส้มสมหวังได้เป็นเสมือนภาพแทนความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับบรดาคนต่างจังหวัดสองรุ่นได้อย่างน่าทึ่ง  จากสังคมชนบทอันบันเทิงเริงรมย์ไปเรื่อยๆในที่สุด ยุคสมัยของลูกทุ่งจบลงด้วยความตายของนักร้องคนดัง สุดท้ายบรรดาคนต่างจังหวัดก็ต้องอพยพเข้ามาอยู่ในเมือง มาอาศัยอยู่ในห้องเช่าแออัดและเป็นอยู่อย่างยากลำบาก  เพลงลูกทุ่งที่เคยมอบความสุขกับผู้คนตามหมู่บ้านสุดท้ายก็ต้องกลายไปเป็นเพลงร้องประกอบการกินเหล้าในคาเฟ่  ฉับพลันทันใด หนังเปลี่ยนสภาพจากหนังตลกไปเป็นหนังรันทดของคนตัวเล็กตัวน้อย หนังพูดถึงภาวะดิ้นรนปากกัดตีนถีบของคนชั้นล่างในเมืองหลวง ที่น่าสนใจมากขึ้นคือจู่ๆหนังก็ค่อยขยายตัวเองไปเป็นหนังเพลงโดยอาศัยเพลงลูกทุ่งที่พูดถึงแรงงานชั้นล่างอันเป็นเพลงลูกทุ่งยอดฮิตตลอดหลายปีที่ผ่านมา (แน่นอนว่าต้องเป็นเพลงของแกรมมี่โกลด์ซึ่งเป็นสปอนเซอร์ของหนัง ) หนังมีทั้งฉากร้องเพลงเหนื่อยไหมคนดี (ปลาคาร์ฟ เชิญยิ้ม ที่ตายไปตอนต้นเรื่องกลายมาเป็นคามีโอร้องเพลงเป็นระยะ) ไปจนถึงฉากการเต้นหมู่ (มิวสิคัลเต็มขีด)เพลง คนบ้านเดียวกันของไผ่ พงศธร

 

จากตรงนี้เองเราได้เห็นตำแหน่งแห่งที่ที่แท้ของบรรดาเพลงลูกทุ่งยุคปัจจุบัน เพลงลูกทุ่งที่มุ่งสะท้อนภาพของบรรดาคนจนเมืองทั้งแรงงานรายได้น้อย สาวโรงงาน หรือพนักงานบริการทั้งหลายแหล่ นั่นคือการที่ในทางหนึ่งมันอาจทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงส่องสะท้อนชีวิตจริงของพวกเขา ชีวิตซึ่งรันทดและถูกกดขี่ ในขณะเดียวกันหน้าที่ที่แท้จริงของมันกลับคือการนำผู้ฟังเข้าสู่ภาวะ ‘พาฝัน' ดังเช่นที่บรรดาตัวละครในหนังเรื่องนี้ได้ใช้เพลงเหล่านี้ในการสื่อสารอารมณ์   เพลงเหล่านี้ได้นำพวกเขาไปสู่ภาวะพาฝัน บ้างก็เกี่ยวกับความรัก บ้างก็เกี่ยวกับบ้านเกิด  ทั้งหมดทั้งมวลในเนื้อเพลง ทั้งชะตาชีวิตข้นแค้น และ ความฝันความหวัง กระทั่งความรักถูกบอกเล่าอย่างเรื่องเล่าโรแมนติค และทำหน้าที่ปลอบประโลมความพ่ายแพ้ในสังคมเมืองและเยียวยาความบาดเจ็บจากการถูกกดขี่ ซึ่งจะว่าไปแล้วนี่ก็คือหน้าที่เดียวกันกับที่เพลงเพื่อชีวิตเคยทำ เพียงแต่เพลงลูกทุ่งนี้ได้ละวางความขบถที่เคยมีในเพลงเพื่อชีวิตยุคตุลา (ซึ่งในที่สุดถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของการทำให้ดูโรแมนติค) เพียงแต่เพลงลูกทุ่งเหล่านี้ได้สะท้อนความสยบยอมต่อระบบคิดทุนนิยม และเพียงฝันใฝ่อย่างเงียบง่ายถึงโลกในอุดมคติเก่าแก่เพื่อให้พอมีชีวิตเหยียบยืนได้ในสังคมกินคนนี้

 

ในภาคนี้หนังยังคงติดตามชีวิตของสมหวัง  จากไอ้หนุ่มหน้าซื่อในภาคแรก ในภาคนี้หนังถ่ายทอดการเปลี่ยนตัวเองของสมหวังออกมาอย่างน่าสนใจ จากหนุ่มบ้านนาสมหวังต้องผเชิญกับความเปลี่ยนแปลง เริ่มจากความต้องการให้ชีวิตครอบครัวดีขึ้นเขาค่อยๆถลำลงในวังวนของการหลอกลวงลุ่มหลงจในที่สุดเขาได้เปลี่ยนไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว  แบบจำลองของสมหวังอาจจะดูน้ำเน่าอาจจะดูเหมือนถูกเล่ามาเป็นร้อยรอบ แต่ในหนังเรื่องนี้เรากลับรู้สึกว่ามันนำเสนออกมาได้น่าสนใจในแง่ที่ว่ามันไม่ได้เกิดจากชะตากรรม หรือเกิดจากความหลงระเริง  กระทั่งจากความเป็นชายเจ้าชู้และการเข้าพวกกันของเพศชายแต่เพียงอย่างเดียวหากยังมาจากปัจจัยกดดันทางสังคมอีกส่วนที่ผลักให้เขาตกลงไปในวังวนนั้น  พัฒนาการของสมหวังไม่ได้แตกต่างจากคนต่างจังหวัดอีกจำนวนมาก ที่เมืองกลืนกินเข้าไปแล้วคายเอาคนใหม่ออกมา โดยมีส้มซึ่งกักบริเวณตนเองไว้ในเพียงอาณาเขตของบ้านเช่าเป็นผู้สังเกตการณ์อยู่ข้างนอก และได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สิ่งที่น่าสนใจ(แต่ไม่ได้หมายความว่าดี)ที่มากกว่าในหนังเรื่องนี้ นั่นคือสถานะของตัวละครเพศชายและเพศหญิงในหนังซึ่งนอกจากมันจะเป็นแก่นแกนเกือบทั้งหมดของมุกตลก มันยังยนำมาสู่บทจบที่ประนีประนอม ครื้นเครงจนน่ารำคาญและถึงขั้นน่าอ่อนอกอ่อนใจยิ่งเมื่อคิดว่าหนังทำได้ดีมาตลอดก่อนจะถึงจุดไคลแมกซ์นั้น

 

แน่นอนว่านี่คือหนังที่สร้างโดยเพศชายล้วนตั้งแต่ผู้กำกับ คนคิดเรื่อง ไปจนถึงคนเขียนบท หนังจึงเต็มไปด้วยมุมมองแบบผู้ชายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมุกตลกที่ล้อเล่นกับเรื่องของผู้หญิง ความเจ้าชู้ เรื่องในมุ้งของผัวๆเมียๆ ในทางหนึ่งสำหรับคนชั้นกลางในเมือง นี่อาจเป็นมุกตลกใต้สะดือที่น่าเกลียด (และจะเป็นตัวอย่างไม่ดีให้กับเด็กๆ-ข้ออ้างคลาสสิคสำหรับทุกกรณีที่ไม่เป็นไปตามาตรฐานหน่อมแน้มคับแคบ) ในขระที่กับหลายๆคน มันก็เป็นเพียงมุกตลกทะลึ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวันไม่ได้มีพิษสงอะไรมากกว่านั้น แต่ใช่หรือไม่ว่ามุกตลกเหล่านี้ล้วนมีนัยยะในเชิงการทำให้ผู้หญิงกลายเป็นวัตถุ บรรดาน้องๆของสมหวัง คุณบำเรอ และพี่ค่อม ราวกับทำหน้าที่เป็นเพียงจิ๋มเคลื่อนที่ได้ เป็นสิ่งของที่พวกเขาลองเล่นแล้วผ่านโดยยกย่องเมียไว้เหนือสิ่งอื่นใด หากแต่สิ่งที่เขาทำกับเมียของเขา หรือในอีกทางหนึ่ง ผู้กำกับทำกับตัวละครหญิงก็มีสถานะไม่ต่างกัน

 

ลองยกตัวอย่างฉากโด่ไม่รู้ล้มในร้านก๋วยเตี๋ยวเมื่อพี่ค่อมบังเอิทำยาโป๊วหล่นลงในก๋วยเตี๋ยวของสมหวัง ทำให้เกิดอาการโด่ไม่รู้ล้มขึ้นกลางร้าน (โต๊ะลอยได้กันเลยทีเดียว) ในฉากนี้เราจะเห็นโครงสร้างความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งหมดในหนังเรื่องนี้  เริ่มจากกลุ่มตัวละครเพศชาย (เจ้าของมุกตลกทั้งหมดในเรื่อง) การกระทำห่ามๆของพวกเขา (เราต้องไม่ลืมว่าเป็นพ่อตา และเพื่อนของสมหวังเองที่บอกสมหวังว่าการจ้าชู้เป็นเรื่องสามัญของผู้ชาย )อากาณโด่ไม่รู้ล้มของสมหวัง เป็นทั้งมุกตลกในขณะเดียวกันมันก็แสดงอำนาจ ของเพศชายอย่างเต็มที่ มุกตลกในหนังตอบสนองอารมณืแบบชายเป็นใหญ่ ยิ่งเมือ่สาวน้อยนุ่งสั้นสองคนเดินเข้าซีนมากระตู้นอาการของสมหวังมากขึ้นเราก็จะเก็นได้ชัดเลยว่าผู้หญิงเหล่านั้นเป็นเพียงวัตถุ และในที่สุดคนที่จัดการกับสมหวังคือส้ม ซึ่งดำรงฐษนะเหนือผู้หญิงทุกคนคือเป็นเมีย แต่ส้มก็เป็นเพียงแค่วัตถุเพราะหนังละเลยอามณ์อับอาย หรืออารมณือื่นใดของส้มออกไปจนหมด ส้มมีหน้าที่เพียงกำราบสมหวัง ทำให้เขาสงบ ดูแล รักห่วงใย โดยไม่ต้องมีอารมณืโกรธ เสียใจ น้อยใจ อับอาย(เช่นเกียวกับที่ชมพู่ไล่ตีสามีจอมเจ้าชู้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อยหรือไม่เคยคิดว่าถ้าเลวขนาดนี้จะทนมันไปทำไมไม่มีกระทั่งรอยแยกของความสัมพันธ์)  หรืออารมณ์อื่นใดทั้งสิ้น กล่าวโดยง่ายส้มคือตัวแทนวัตถุชื่อเมีย

 

 

หนังเลือกกบสุวนนันท์ นางเอกละครชื่อดังมาทำหน้าที่เป็น female interest ในเรื่อง ในทางหนึ่งเธอรับหน้าที่เป้นแสงสว่าง เป็นยาใจให้กับสมหวัง แต่ในอีกทางหนึ่งหน้าที่ของกบสุวนนันท์ก็เหมือนเพลงลูกทุ่งในเรื่องนั่นคือการเป็นภาพเพ้อฝันของเพศชายเท่านั้น (อย่างไรก็ดี กบ สุวนันท์ก็ได้ให้การแสดงที่น่าจดจำในหนังเรื่องนี้ ในหลายๆฉากทรี่เธอต้องแสดงอารมณืเธอก็ทำมันออกมาได้ไม่เลวทีเดียว) แน่นอนว่าในฐานะนหนังตลกประเด็นนี้อาจจะไม่ใช่ประเด็นสำคัญของเรื่องเลย ทั้งชายและหญิงอาจหัวเราะขบขันกับมุกตลกพวกนี้ ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้น แต่ใช่หรือไม่ว่าเพราะสิ่งนี้เองที่นำพาเราไปสู่ตอนจบของหนังที่ทำให้ทุกอย่างสวยงามพาฝันเกินกว่าความจริงอยู่อักโข

 

เล่าข้ามๆได้ง่ายๆว่า อ๋อยหญิงสาวที่มาติดสมหวัง(หญิงสาวผู้นี้ก็เล่นบทเดียวกับส้ม วัตถุชื่อนารัอปถัมภ์ เธอไม่มีแกเสียงต้อการที่สมหวังมีเมียแล้ว ไม่เรียกร้องและไม่โกรธที่โดนสมหวังหลอกเงิน และเมือ่หมดประโยชน์หนังก็เขียเธอทิ้งแบบจบสวยงามอีกต่างหาก) ทำให้เขาดังจนเหลิงลืมตัวและทอดทิ้งส้มไปหลังจากพบว่าเธอไม่ได้ท้องอย่างที่เธอคิด(เพราะถ้าเธอท้องส้มจะขยับฐษนะจากวัตถุชื่อเมียไปเป็นแม่ ซึ่งหมายถึงครอบครัวสมบูรณ์ตามหลักคิดสมัยใหม่ หรือกล่าวย้อนกลับ ครอบครัวพ่อแม่ลูกเป็นอาการหนึ่งของการสำเร็จความใคร่ในแนวคิดชายเป็นใหญ่(จะให้ดีต้องบ้านน้อยไร้ปากเสียงด้วย)  ก่อนที่เขาจะสำนึกได้และกลับมาขอคืนดี และหนังก็จบลงอย่างชื่นมื่น ส้มให้อภัย  สมหวังกลับมาคืนดีกับส้ม ใช้ชีวิตแสนสุข ราวกับส้มลืมไปว่าสมกวังเคยหลอกลวงเธอนอกใจเธอทอดทิ้งเธอ ฉากหนึ่งที่น่าสนใจมากคือฉากบนภูเขาทองที่สมหวังกล่อมให้ส้มเชื่อว่าเขากับอ๋อยไม่ได้รักกัน เพียงแค่อ๋อยจะช่วยเรื่องเงิน หนังจบฉากนี้โดยการที่ส้มอนุญาติสมหวัง และทั้งคู่ปรับความเข้าใจกันได้!

 

แต่อย่าเพิ่งปรามาสด่าทอ ฉากนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเล่าเรื่องเพื่อให้เรื่องของส้มกับสมหวังจบปมแรก เพราะในทางหนึ่งเราพบว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเชื่อมั่นในระบบคิดผัวเดียวเมียเดียว ยิ่งกบคนทั่วไปที่ไม่ติดกรอบคิดแบบครอบครัวสุขสันต์ด้วยแล้ว ดังนั้นในทางหนึ่งการกระทำของส้มก็ไม่ใช่เรื่องไม่สมเหตุสมผลเสียทีเดียว คนทั่วไปอาจจะยอมรับเรื่องเหล่านี้ได้โดยไม่เห็นว่าเป็นเรื่องแปลก

 

แต่นั่นในเชิงของผัวเมีย ลองคิดถึงมันในเชิงจริยธรรม ต่อให้สมหวังกับส้มไม่คิดเรื่องการนอกใจซื่อสัตย์ แต่การที่สมหวังไปหลอกลวงผู้หญิงก็ยังเป็นปัญหาเชิงจริยธรรมอยู่ดี การที่ส้มปล่อยให้สมหวังทำ เท่ากับส้มสมคบคิดในอาชญากรรมนี้ด้วย หากกล่าวในอีกทาง ใช่หรือไม่ว่านี่คือบทลงเอยของบรรดาผู้คนที่ต้องดินรนเอาตัวรอด สุดท้ายพวกเขาย่อมต้องคำนึงถึงเรื่องปากท้องมากกว่าศีลธรรมจรรยา คำถามที่น่าสนใจตามมาคือเราจะจัดให้คนเหล่านี้กลายเป็นคนชั่วร้ายหรือ มันราวกับว่าการกระทำนั้นเกิดจากการตัดสินใจโดยเรี ทั้งที่เราจะเห็นได้ว่ามันมีมูลเหตุทางสังคมมากมายซุกซ่อนและกดทับผ้คนอยู่

 

 

กล่าวโดยสรุป(และไม่เพ้อเจ้อเหมือนสามสี่ย่อหน้าที่ผ่านมา) แม้อีส้มสมหวังชะชะช่าจะไม่ใช่หนังแบบที่เรียกว่าเป็นมาตรญานหนังดี ทั้งในแง่งานสร้าง หรือผลลัพธ์  ซ้ำหนังยังมีบทสรุปแสนสุจที่ชวนตะขิดตะขวงกระอักกระอ่วนหัวใจอีก แต่โดยรวมผมกลับพบว่านี่คือหนังไทยเรื่องหนึ่งที่สนุกสนานที่เล่าเรื่องของคนธรรมดาส่วนใหญ่ คนเล็กคนน้อยที่ต้องดิ้นรนกันไป และถูกกดทับจากระบบใหญ่โตที่ทำให้ไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้โดยง่าย  หนังเล่าสนุกลื่นไหลอยู่ไม่น้อย (นับว่าโน้ต จูเนียร์เป็นผู้กำกับอีกคนที่น่าจับตา เพราะกล่าวตามจริงผมรู้สึกว่า ครึ่งแรกของ คู่ก๊วนป่วนเมษา เป็นหนังที่สนุกประหลาดและใช้การได้เลยทีเกดียว)  และที่แน่ๆ หนังเรื่องนี้อยู่ห่างไกลจากภาพลักษณ์หรือมายาคติที่มันถูกทำให้เป็นอยู่โข ซึ่งใช่หรือไม่ว่าที่แท้มายาคตินี้เองคือการกดทับรูปแบบหนึ่งที่เรามีต่อคนอย่างส้มหรือสมหวังนั่นเอง

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

open-mounthed smile เหมือนเขาพยายามจะหาแนวทางของตัวเองอยู่

#1 By \\(..U 3U..)//จุ๊บุ on 2009-08-13 01:43

หวั่นใจอยู่ว่าจะดูดีไหมครับเรื่องนี้? big smile

#2 By Seam - C on 2009-08-13 15:34

น่าสนใจค่ะbig smile

#3 By ☠ Atsuka on 2009-08-13 21:43

^_^

#4 By [สมุดพก] on 2009-08-13 22:56


วงการมายา สิ่งที่แย่กว่าการโดนตำหนิ คือการไม่ถูกพูดถึง
.....ขอบคุณครับ :-)confused smile

#5 By พิง ลำพระเพลิง (58.64.81.57) on 2009-08-14 08:57

ตอบพี่พิง

กล่าวโดยส่วนตัว หนังเรื่องนี้จัดเป็นหนังไทยมี่ผมชอบที่สุดเรื่องหนึ่งในปีนี้นะครับ

ลองไล่ๆหนังที่ชอบมากๆในปีนี้ น่าจะมี
1.ท้าชน
2.เชือดก่อนชิม
3.หลวงพี่กับผีขนุน
4.อีส้มสมหวังชะชะช่า
big smile big smile

#6 By filmsick on 2009-08-14 10:17

ชอบมากเลยพี่
ไม่รู้ทำไมฉากที่ทุกคนลุกขึ้นมาเต้นกับเพลงคนบ้านเดียวกันทำให้เราเศร้า

เอาไว้รอดูโน้ต จูเนียร์เรื่องต่อไปกัน

ปล.ชอบสุวนันท์เรื่องนี้จัง

#7 By แมวดำ (61.7.137.16) on 2009-08-14 17:27

ใช่ๆ ฉากมิวสิคัลในหนังเรื่องนี้ถือเป็นโมเมนต์ที่น่าจดจำในหนังไทยในปีนี้ของเราbig smile

#8 By filmsick on 2009-08-14 17:57

คุณทำให้เราต้องไปหาท้าชนมาดูเลยนะเนี่ย

..แล้วก็จริงอย่างที่คุณว่า เสียดาย เราไม่ได้ดูในโรงopen-mounthed smile

#9 By พิง ลำพระเพลิง (58.64.84.37) on 2009-08-15 12:12

ปัญญาอ่อน confused smile

#10 By poi (119.42.124.207) on 2009-12-13 16:49

พึ่งได้ดูไม่นานมานี่เอง รู้สึกชอบครับ

เพราะตอนแรกไม่ได้คาดหวังอะไรกับหนังเรื่องนี้(เลย)


ดูแล้วกลับแปลกใจ ประหลาดใจ ทำได้เกินคาดแฮะ

น้อยเรื่องนักที่เป็นหนังเกี่ยวกับคนชั้นล่าง ที่นึกออกก็ เฉิ่ม



ฉากบางฉากดูแล้วรู้สึกดี (ฉากต้นๆที่นั่งกินข้าวไข่เจียว มีแดดอ่อนๆมากระทบน่ะครับ ชอบจัง)


ฉากที่เต้นๆ ก็กล้าดีครับ ชอบครับ


แล้วจะไปหา หลวงพี่กับผีขนุนมาดูบ้างquestion

#11 By RAIN (124.122.66.15) on 2009-12-13 22:42