MARATHON DIARY 18-19/7/52

posted on 21 Jul 2009 18:18 by filmsick  in FILMFLU

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2552
เวลา 11.00 โปรแกรมที่ 27

จุดเสี่ยง/ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์/30.00 A+/A

 
มาในรูปแบบของรายการ สัมผัสที่6 แต่เน้นเฉพาะภัยคุกคามี่เกิดกัยเด็ก ซึ่งมีตั้งแต่การไปม๊อบ การตดตึก กระทั่งของเล่นที่ไม่ได้คุณภาพ ตัวรายการนั้นกฌ็เพลนๆตามรูปแบบรานการทำนองนี้ทั่วไป  แต่สิ่งที่ทำให้มันเพเศษคือความเหวอของคุณประขวยบ ที่เป็นทั้งพิธีกร และผู้กำกับ ที่ดำเนินรายการด้วยอารมณืก้ำกึ่งระกว่างรายการเรื่องตริงผ่านจอ กับ อาการของขึ้นของ อ.เฉลิมชัย เป็นพักๆ รวมทั้งการถ่ายทำแบบซูมข้ามคึกที่ให้อารมณ์รุนแรงมาก


กนังมีชอตเด็ดตั้งแต่ตอนแรกการพาเด็กไปม๊อบ เพราะในภาพหนึ่งที่ตรระเวนเก็ยภาพมา มีบูกของผู้ดำเนินรายการอยู่ด้วย!
 
แต่ที่มันไปกว่านั้นคือตอนเด็กกตกตึก ที่คุณประขวบบรรยายภาพอาการตกตึกบบบตัวลอดลูกรงตัหัวไม่ลอด แล้วตายในท่าแขวนคอได้สยองจนเหมือนดูหนังสยองขวัญ แถมยังผิดท้ายด้วยการโยนตุ๊กตาของเล่นให้ร่วตกตึกไปจริงๆ (มีชอตตามไปถ่ายตุ๊กตาหน้าแตกเลือดอาบอีกต่างหาก)
 
ดูแล้วไม่รู้ว่าดูรายการเตือนภับหรือหนังสยองขวัญกันแน่ แต่ที่ชัวร์ๆ คือ คัลท์มากๆ

เจ็บ/วรเทพ ธรรมโอรส/25.00 A++

จริงๆมันเป็นหนังวัยรุ่นวุ่นรักธรรมดาๆ แต่เหตุผลท่ำทให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากๆคือการที่หนังให้น้ำหนักกับเรื่องอื่นมากกว่าเรื่องอกหักรักคุด หนังยาวยี่สิบห้านาที แต่ใช้เวลาสักสิบห้านาทีได้ในการฉายภาพเด็กชายวัยุร่นที่อาศัยในห้องเช่ากับหมาตัวหนึ่งที่ชอบรื้อทำลายข้าวของ  หนังแสดงภาพเด็กชายที่ออกจากบ้านไปโรงเรียนทุกวัน เขาขังหมาไว้ในบ้าน พอกลับเข้ามาหมาก็รื้อของกระจัดกระจาย เขาได้แต่เก็บกวาด และนับวันยิ่งโกรธแค้นจนกระทั่งหากรงมาใส่ หรือลงไม้ลงมือกับหมา บางวันก็ซื้อเหล้าหงษ์ทอง มากินกับแก้วคอกเทล แล้วนั่งเศร้าเอาแสงไฟจากห้องน้ำเป็นเพื่อน ก่อนที่หนังจะค่อยๆเฉลยเรื่องการแอบรักคนมีเจ้าของในช่วงเวลาสิบนาทีสุดท้าย ซึ่งเป็นเหมือนช่วงเวลาที่หายไปในสิบห้านาทีแรก -ช่วงที่เขาไปโรงเรียน

แม้การคลี่คลายจะทำให้มันกลายเป็นหนังรักธรรมด๊า ธรรมดา ที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษ ไม่ว่าบท หรือการแสดง แต่เรากลับชอบครึ่งแรกของหนังมากๆ มันเป็นหนังวัยรุ่นที่แปลกดี

เจ้าอ้วนผู้หิวโหย/อาทิต์ยา จันทร์ประเสริฐ/1.00 A
อนิเมชั่นดินปั้นขำๆ ดูได้เพลินๆ น่ารักดี

แจกัน มรรคา อันตรา และ คำพิพากษา/พีร์ ภานุวัฒน์วนิชย์/24.00 A-

หนังเล่าเรื่องของชายคนหนึ่งที่ทำแจกันแตก และความสำนึกบาปของเขาที่ก่อร่างซ้อนเป็นเรื่องเล่าของเด็กหญิงอีกคนหนึ่ง หนังตัดสลับระหว่างโลกของชายหนุ่มผู้ซึ่งจมในความผิดบาป และเด็กหญิงที่ออกผจญถภัยไปทิ้งซากแจกันในโลกเหนือจริง

หนังมีอะไรเหวอๆมากมาย โดยเฉพาะปีศาจสวมหน้ากาสีขาวที่ร่ายรำออกมาจากหลุมฝังแจกัน เดินตามเด้กหญิงแบบทวีคูณจำนวนไปเรื่อยๆ  แต่ไม่แน่ใจว่าเข้าใจไปเองหรือเปล่าว่าเป้นหนังในทำนองเชิดชูศาสนา ซึ่งพอมันเฉลยอะไรๆออกมาเราก็รู้สึกชอบมันน้อยลงเรื่อยๆ

อย่างไรก็ดีฉากจบของหนัง(ส่วนของเด็กหญิง)ที่ชายทะเลเป็นอะไรที่เหวอมาก จนบางทีแอบคิดไม่ได้ว่าถ้ามีเฉพาะซีนของน้องผู้หญิงมีสิทธิ์ได้ A++


ฉากที่ไม่ปรากฏ/สรยศ ประภาพันธ์/6.00 A+/A

ว่ากันว่านี่เป็นส่วนหนึ่งจากหนังอีกเรื่อง (ซึ่งเราไม่ได้ดู) ว่ากันเฉพาะส่วนนี้มันเป้นหนังรักกึ่งมิวสิควิดีโอ ที่ถ่ายทำออกมาอย่างสวยงาม แน่นอนว่ามันไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งไปกว่านั้น แต่ความงามในความคว้างเหงาของหนังทำให้เราดูมันไปได้เรื่อยๆ เหมือนดูอะไรสวยๆงามๆ

อย่างไรก็ตามเราให้ A+ เพราะเราชอบฉาก การกอดที่ค่อยๆเลือนไปในตอนท้ายเรื่องมากๆ

ชะเอิงเอย/พิรชัช โชคประดับ/11.00 A+/A

หนังเล่าเรื่องของคนบ้าสองคนที่เดินสวนกันไปมาตามที่ต่างๆในเมืองหลวง (หนึ่งในนั้นแสดงโดยนักแสดงละครเวทีชื่อดัง) หนังมีโปรดักชั่นชั้นดี และการสดงที่ไม่แข็งกระโด๊กกระเด๊ฏ เรียกว่าเอาไปฉายที่ไหนก็ได้ไม่อายใคร น่าเสียดายที่ตอนท้ายของหนังกลับยหันมาสั่งสอนคนดูตรงๆ (ผ่าน text ที่คนดูน่าจะรู้ตั้งแต่ดูภาพไปแล้ว) ทำให้พัลงของหนังลดลงฮวบฮาบ

เวลา 13.00 โปรแกรมที่ 28

ชายแดนใต้/สิทธิ์สตรี โคตรอาษา/30.00  A-


กล่าวโดยส่วนตัว เรามีปัญหากับทัศนคติในหนังพอสมควร เพราะนี่คือหนังสารคดีว่าด้วยเรื่องชายแดนใต้ที่เต็มไปด้วยการสัมภาษณ์เหยื่อของผู้ก่อการ และเจ้าหน้าที่รัฐไทย แนมด้วยภาพจากการวางระเบิดที่เห็นภาพกันชนิดจะจะ จนเราอดคิดไม่ได้ว่ามันคาบเส้นอยู่ระหว่างการนำเสนอความจริงกับการ exploit ภาพ เพื่อตอกย้ำว่าผู้ก่อการเป็นคนเลวทรามต่ำช้า บทสัมภาษณ์ที่ได้ฟังเอนเอียงไปทางสองแบบ หนึ่งคือผู้ก่อการร้ายเป้ฯคนเลวร้าย และสองการพยายามทำ DRAMA กับความสูญเสีย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราพบเห็นเป็นเรื่องหลักในการดูข่าวภาคค่ำ

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เรื่องผิดที่คนทำจะมีธงส่วนตัวในการทำสารคดี แต่สิ่งที่เราคิดได้ตอนที่ดูเรื่องนี้คือเราพบว่าหนังสารคดีที่ดี (ในความคิดของเรา)ไม่น่าจะใช่หนังสารคดีที่มีธงนำแล้วไปหาข้อเท็จจริงผ่าภาพ หรือบทสัมภษษณืเพื่อรองรับ ให้ความชอบธรรมกับธงนำนั้น หากคือ การตั้งคำถาม ซึ่งคำถามอาจจะไม่ได้มีอยู่ตอนต้นก็ได้ จะมีธงนำก็ได้ แต่ระหว่างทำสารคดีมันก็น่าจะมีคำถามอะไรผุดขึ้นในใจให้ค้นหาต่อได้บ้าง

การที่เราไม่ได้ฟังอะไรเลยจากผู้ก่อการ(แน่นอนว่ามันขึ้นกับความยากลำบากในการไปตามถ่าย) หรืออย่างน้อยจากฝั่งเหยื่อของรัฐไทยบ้าง ทำให้การนำเสนอของสารคดีเรื่องนี้ขาดน้ำหนักและโน้มเอียงไปมากจนเราทำใจให้เชื่อไม่ได้ (กล่าวขั้นรุนแรง มันเกือบจะเป็นอีกหนึ่งสารคดีpropaganda รัฐไทยเลยทีเดียว)

อย่างไรก็ดีเราชื่นชมคนทำที่ลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์ (เข้าใจว่าน่าจะเป็นนักข่าวหรือ ngo ไม่ก็มีเครือข่ายเส้นสายจากสองทางนี้) มีหนังน้อยเรื่องมากที่ลงไปทำเรื่องนี้ทั้งๆที่ปัญหายืดเยื้อเรื้อรังมาหลายปี และเราลุ้นให้มันเข้ารอบ เราคิดว่าสิ่งที่สำคัญกว่า คือวิวาทะที่จะตามมาหลังจากมันเข้ารอบไปแล้ว

อย่างไรก็ตามหนังเรื่องนี้ทำให้เราชื่นชมหนังอย่าง ‘พลเมืองจูหลิง'มากขึ้นไปอีก เพราะแม้พลเมืองจูหลิง จะคล้ายเป้นเพียงโลกผ่านทัศนะของไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ   แต่พลเมืองจูหลิงก็พาเราเข้าไปในใจกลางความขัดแย้ง อย่างน้อยก็ให้พื้นที่ของฝั่งเหยื่อของรัฐไทย ซึ่งเราไม่เคยเห็นมาก่อนเลยกระทั่งในสื่ออย่างข่าวทั้งๆที่ต้องรายงานอย่างเป็นกลางและเป็นธรรมที่สุด


ฉันชื่อยังกึม/สุดเขตต์ ดวงสงค์/20.00  A+

แม้ปัญหาใหญ่ของตัวหนังคือครึ่งหลังที่ยัดเยียดความดีงามเข้ามาจนเฝือเหลือล้น แต่โดยส่วนตัวเราก็พบว่าเราชอบโครงเรื่องประเด็นและครึ่งแรกของหนังมากๆอยู่ดี เพราะนี่คือหนังที่เล่าเรื่อง สาวโรงงานคลั่งเกาหลีที่ทั้งชีวิตมีความสุขประการเดียวคือการกลับห้องไปนั่งดูซีรีส์เกาหลีแผ่นก๊อป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งเครื่องเล่นดีวีดีของเจ้าตัวถูกขโมยไปโดยไอ้หนุ่มลิเก (จากนั้นเริ่มเรื่องพลิกเข้าสู่โหมด ตามระเบียบพัก เธอออกตามหา เจอคนขโมย ซึ่งเอาไปขายเพื่อแลกเงินมาซื้อชุดลิเกให้แม่ เธอไปนั่งดูลิเก แล้วเริ่มชอบมัน กับตอนจบหักมุมเฮี้ยนๆอีกนิดหน่อย)

ที่เราสนใจหนังมากๆ คือครึ่งแรกของหนังมันฉายภาพของคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมได้น่าสนใจมาก  คนจากต่างจังหวัดอายุน้อยที่ไม่ได้เรียนหนังสือเข้ามาเป็นแรงงานในเมือง มีฐานะเป็นวัยรุ่นทั่วไป ที่ไม่ใช่ลูกหลานคนชั้นกลางมีเงิน ทำงานในโรงงานที่ไม่ได้น่าพึงใจอะไร มีมีความสุขเพียงอย่างเดียวในชีวิตคือการพาฝันตัวเองไปกับซูเปอร์สตาร์เกาหลี  มันอาจจะตลก แต่มันโคตรจริง และโดยส่วนตัว มันโคตรเศร้า เพราะชีวิตทั้งชีวิตสุดท้ายมันก็มีแค่นั้น แม้หนังจะเลือกหนทางตามระเบียบพัก ที่ทำให้หนังลดทอนความน่าสนใจลงไปเรื่อยๆ แต่เราก็ชื่นชมมันอยู่ดี

อนึ่งคุณแม่ลิเก เล่นดีมากๆๆ เราชอบฉากที่กล้องจับไปใบหน้าเธอบนเวทีมันเศร้ามาก เรารู้สึกว่าเป็นการเลือกภาพที่เป็นโมเมนต์สำคัญของหนัง


ชีวิตมี/อนุศักดิ์ ฟองสานุวงค์/30.00 A++

หนังแอบรักวัยรุ่น ที่ที่จริงออกจะธรรมดาดาษดื่นมาก วัยรุ่นชายนิสัยดีแอบหลงรักเพื่อนในกลุ่มเลยเอาไปเขียนเป็นบทหนัง  แต่สาวไม่สนคนดี แม้ชายหนุ่มจะทำเพื่อเธอทุกอย่างก็ตาม  ก่อนที่หนังจะลงเอยด้วยฉากเปิดใจ  แต่เรารู้สึกว่าตัวหนังขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกจริงๆของคนทำ (และแน่นอนโดยส่วนตัวมันทำให้เราคิดถึงตัวเองในวัยเรียนด้วย) เลยดูแล้วจี๊ดมาก ซึ้งมาก น่าเสียดายที่ตอนจบฉากเปิดใจกลับทื่อมะลื่อ และ ‘บอกหมด ‘ จนทำให้หนังดรอปลงไปเลย
อย่างไรก็ตามหนังถ่ายทอดความว้าวุ่นของการแอบรักได้กำลังดี ไม่มากและน้อยเกินไป   อนึ่งชอบชื่อหนัง แต่มันไม่เกี่ยวกอะไรกับตัวเรื่องเลยแฮะ

-ข้อสังเกตนอกกรอบ
ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกหนังพยายามจะเป็นมิวสิควีดีโออยู่สองสามรอบ ซึ่งเราพบได้บ่อยในหนังวัยรุ่นปัจจุบัน  ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ มันทำให้เราเห็นรูโหว่ ว่าผู้กำกับไม่สามารถทำให้คนดุเชื่อจากภาพและการแสดงได้เพียงอย่างเดียว เลยต้อง ‘เอาเพลงเข้าข่ม' แล้วหวังว่าทำนองป๊อปๆกับเนื้อเพลงเร้าๆของมันจะทำให้คนดูเชื่อในความรัก หรืออาการอกหักจริงๆ แต่โดยมากมันนอกจากไม่ช่วยแล้วยังทำลายด้วย
 


เชียร์/จุมพน มั่งคั่ง/12.00 A-

สารคดีว่าด้วย กองเชียร์บลอลไทยลีก อย่างBEC เทโร ศาสนะ หนังไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าติดตามกองเชียร์บอลไทยลีกไปดูความสนุกสนานในการเชียร์แนมด้วยการสัมภาษณ์คนนั้นคนนี้ตามประสา

ข้อสังเกตนอกกรอบ

สิ่งที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งสิ่งหนึ่งในการดูหนังในมาราธอน คือนี่คือโอกาสที่เราจะได้ทำความรู้จักกับรรดาsubculture  เป็นจำนวนมากที่เราอาจไม่มีวันได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ตั้งแต่สัปดาหืแรกที่มีสารคดีว่สด้วยวงเดฌกสาวคัฟเวอร์วงญี่ปุ่น จนมาถึงหนังสารคดีกองเชียร์บอลไทยเรื่องนี้ และรวมไปถึงหนังสั้นแฟนคลับเกาหลีที่จะกล่าวต่อไป  อันที่จริงไม่ใช่ว่าจะไม่มีหนังสารคดีที่ทำเกี่ยวกับsubculture เหล่านี้ แต่ความต่างก็คือนี่คือสารคดีsubculture ที่ทำโดยเจ้าตัวเอง ซึ่งไม่ว่ามันจะ romanticse ขนาดนไหน มันก็สำคัญกว่าทั้งในแง่ที่ว่ามันเป็นกระบอกเสียงของบรรดาผู้คนเหล่านี้ และการที่มันพาคนดูล้วงลึกลงไปในวัฒนธรรมย่อยเหล่านี้  ซึ่งแน่นอนว่าในที่สุดมันหมายความว่าหนังได้กระจายจากมือของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (คนมีเงิน หรือผู้เชี่ยวชาญ หรือนักเรียนหนัง) ผันไปสู่มือของใครต่อใคร (ซึ่งก็อาจเชื่อมกันด้วยเศรษฐฐานะ แต่เชื่อว่ามันจะกระจายออกไปได้อีก)  และแสดงพลังของอีกมิติของภาพเคลื่อนไหว
 

แชตเอดส์/มนิตย์ สนับแน่น/13.00 A-

หนังว่าด้วยไอ้หนุ่มคาสโนว่าที่หวังฟันสาวน้อยน่ารักที่รู้จักจาก MSN โดยไม่รู้ว่าเธอคือแม่สาวน้อยร้อยพิษ  หนังทำโปรดักชั่น และการถ่ายทำออกมาไม่เลวเลย ข้อเสียก็คือนี่คือหนังแบบที่มีคนทำมาตั้งนานแล้ว พอดูไปสักสามสี่นาทีเราก็พอจะเริ่มเดาทางได้ นอกจากน้องนางเอกที่น่ารักมากและเล่นไม่แข็งแล้ว ส่วนที่เหลือก็เลยเป็นแค่หนังที่ทำได้ดีแต่ไม่มีอะไรพิเศษ ที่สำคัญหนังดันเฉลยโจ่งแจ้งแรงไปมากในฉากจบ เลยยิ่งไม่มีอะไรเข้าไปใหญ่


เวลา 15.00 โปรแกรมที่ 29


ซักสามส่วนสองซี้ด/ศิววุฒิ เสวตานนท์/24.00

ออกไปกินข้าว กลับมาดูไม่ทัน


โซฟา ลิง แพะ/เธียรธันย์ เพ็ชรเจริญ/6.00 A+

หนังฝันหลอนเกี่ยวกับห้องต้องห้าม สองชายหนุ่มและหนึ่งหญิงสาวซึ่งถูกฆ่าโดย โซฟา ลิง และ พตามลำดับ หนังขาวดำ หลอนเอาเรื่อง !


ซุปเปอร์'ไต๋'เอฟซี/ณิชกานต์ ธรมธัช/30.00 A++

หนังสั้นแฟนคลับดาราที่น่าจะทำด้วยเด็กบ้าดาราจริงๆ (ไม่ก็อยู่ร่วมในเจเนเรชั่นบ้าดาราจริงๆ)  หนังเล่าเรื่องแกงค์เด็กมัธยมที่บ้าดารา(ซึ่งเรียนในโรงเรียนเดียวกัน) จนทำบ้านให้กลายเป็นสำนักไต๋  แล้วเบียดเจ้าของบ้านอย่างพ่อแม่และยายออกไป จนกระทั่งคุณยายตัดสินใจหนีออกจากบ้าน!

หนังเล่าเรื่องจากสายตาของคนที่เข้าอกเข้าใจคนบ้าดารา อาจจะเนื่องเพราะทำโดยคนรุ่นเดียวกัน มันจึงไม่ออกมายัดเยียดประเภท บ้าดาราเป็นเรื่องไม่ดี เด็กดีต้องรักรอบครัว ซึ่งมันจะน่าเบื่อและโกหกมากๆ ที่นาสนใจคือเด็กๆกลุ่มนี้สุดท้ายก็ยังบ้าดารารอยู่ดี และไม่รู้ว่าตอนจบที่เด็กๆหันมารักครอบครัวเพราะดาราบอกนั้นเป็นอะไรกันแน่ระหว่าง ตอนจบประนีประนอมไร้เดียงสา กับการประชดประชัน ไม่ว่าอย่างไรก็ตามนี่คือหนังเล่าเรื่องแบบสมัครเล่นที่สนุกบันเทิงมากๆ

ข้อสังเกตนอกกรอบ

จากการดูหนังสั้นมาราธอนพบว่า เมื่อไรก็ตามที่คนรุ่นเดียวกันออกมาพูถึงปัญหาของคนร่วมรุ่น หนังมักจะออกมาจริงใจและสะท้อนที่มาที่ไปของปัญหามากกว่าเอาผู้ใหญ่ หรือคนที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาจริงๆมาสร้างหนังดัดจริตบอกให้เด็กๆค้นพบสิ่งนั้นสิ่งนี้ เราดีใจที่ในที่สุด เด็กๆ ก็พื้นที่ที่จะพูด ส่งเสียง ประท้วง ด้วยตนเอง อย่างน้อยเราพบว่าหนังกลุ่มนี้จริงใจและให้ความจริงมากกว่ามาก แม้มันจะไม่จบแบบตามระเบียบพักก็ตาม

 

ดริฟท์/ธณัฐชัย บรรดาศักดิ์/3.00 A+++++++++++++

อีกหนึ่งหนังทดลองจากธณัฐชัย บรรดาศักดิ์ (ปีที่แล้วเขาส่ง ENDLESS RHYME เข้าฉายใน BEFF และเป็นหนังสั้นที่เราชอบที่สุดเรื่องหนึ่งของปี) มาปีนี้เขาส่งหนังมาหลายเรื่อง บางเรื่องเราได้ดูไปแล้ว และชอบมากๆ ( ลลิตา / มธุรส) และเรื่องนี้ได้ดูบนจอใหญ่

ภาพนิ่งของคนหันด้านข้างมีเสาวิทยุเลยลอดออกจากกระเป๋าเสื้อซึ่งค่อยๆแตกพร่าไปพร้อมกับเสียงคลลื่นวิทยุที่พร่าสั่นราวกับคนหมุนพยายามจูนหาคลื่นความถี่ที่เหมาะสม แต่ยิ่งไปยิ่งไกล ภาพแตกเป็นเส้นๆราวกับภาพพร่ามัวเมื่อต้องทีวีใกล้เกินไป และยิ่งเบลอมากขึ้นตามเสียงคลื่นวิทยุที่ไม่เคยค้นพบกระทั่งท้ายที่สุดมันค่อยๆเลือนไป นี่คือสามนาทีแห่งการคนหาอันสิ้นหวัง  ภาพซึ่งค่อยๆมืดดำ และเสียงที่เลือนหายไปเคลื่อนเลื่อนลอยไปสู่วามมืดในท้ายที่สุด

เนื่องจากเราไม่สามารถอธิบายหนังแบบนี้ด้วยวิธีการที่เราใช้กับหนังเล่าเรื่องได้ เราแค่บอกได้ว่าเรารู้สึกกับมันหรือไม่ และเรารู้สึก


ดวงตาดอกไม้/สรีระ สุขเกษม/15.00 A+

สาวตาบอดที่เพิ่งเห็นโลก แอบหลงรักหนุ่มตาบอดริมถนนที่เธอลอบมองทุกวัน โชคร้ายที่ไอ้หนุ่มนั่นไม่ได้เป้นแบบที่เธอคิด

หนังประดิดประดอยเสียจนล้นเกิน ทั้งฉาก ภาพ  หรือการแสดง  แต่เราให้คะแนนกับเรื่องหักมุมในช่วงท้ายของหนัง ที่เราชอบวิธีเลือกจบของมันพอแรง


ดวงใจฉันรักเธอ/กันต์ แสงแก้ว / วิโรจณ์ โคตะขุน/9.00 A+

หนังแบบทำกันเองดูกันเองในหน่วยงาน แบบที่เอาไว้ฉายโชว์วันงานปีใหม่ อะไรทำนองนั้น แต่มีข้ดีคือมันมีทั้งมุกแบบคนใน และมุกแบบที่ใครดูก็ขำ มุกคุณป้าออกมารำพึงถึงความสวยนั้นดาว่าคนในคงขำขี้แตก แต่คนนอกก็ขำได้เท่ากัน นึ่งพอใช้ฉากหลังเป็นการบินไทย มันเลยดูโปรดักชั่นอลังการบานตะเกียงมากๆ

นี่คือข้อพิสูจน์ว่าหนังสนุกต่อให้ทำกันขำมันก็สนุก


ดาบเทวะ ทวนเทวดา/ฐิติภัทร มงคลชู/11.00


แผ่นเจ๊ง อดดู เสียดายมากๆ

เวลา 17.00 โปรแกรมที่ 30


ดาว/วสุนันท์ หุตเวช/8.00 A++

หญิงสาวจ้องมอตัวเองผ่านกระจกเงาในห้องแคบกลางเมือง ชายหน่มท่าทีหงุดหงิดฉุเฉียวโทรศัพท์คุยกับใครบางคน ในนั้นเธอเห็นแม่ของเธอเดินเล่นดูต้นไม้ เห็นเด็กหญิงตัวน้อยที่เธอนอนหนุนตักถามไถ่เรื่องความรักที่สำหรับเด็กสาว มันกลังจะมาถึง

และที่ในตัวเองเธอมองกระจก เห็นเขาออกไปจากห้อง

แปดนาทีอันเศร้าสร้อยของวสุนันท์ หุตะเวช เจ้าของหนังอย่างโลกใบเล็กในปีที่แล้ว มาคราวนี้หนังของวสุนันท์ อาจจะมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น คิดเยอะขึ้น และเธอก็ทำได้ดีทีเดียว หนังเก็บงำหลายต่อหลายเร่องและเปิดเผยกับคนดูเพียงบางส่วน เราค่อยๆประกอบจินตนาการความเศร้าของหญิงสาวขึ้นช้าๆ   และมันส่งผลสะเทือนมากทีเดียว

อย่างไรก็ดีเรากลับพบว่าความสมบูรณ์ เนี้ยบในเนื้องานและกลวิธีกลับทำให้เราชอบหนังของเธอน้อยลงนิดนึงไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม


ดุ๊กดิ๊ก/ณัฏฐา หอมทรัพย์/11.00 A++

หนังสั้นพันธุ์เถื่อน พะยี่ห้อโดยคณะยอดเซียนซักแห้ง และแน่นอนเถื่อนสมจิต ถ่อยสมใจได้อารมณ์มาก  หนังเล่าเรื่องของคู่รักที่เพิ่งสูญเสียหมาสุดที่รักไป ตกดึกฝ่ายเมียยิ่งคลั่งฝ่ายผัวขี้รำคาญ ด่าหมาเข้าเลยได้ตายตกตามหมาไป และมีพลอตหักมุมสุดท้ายที่เล่าไม่ได้อย่างแรง

ชอบความแรงของหนังมาก รู้สึกว่ามันอัดแน่นด้วยอารมณ์ขันและความกรี้ยวกราด ซึ่งที่ทำให้มันแตกต่างจากหนังในทำนองเดียวกันคือเรารู้สึกว่ามันไม่ได้ออกแบบแบบคิดว่าคนดูจะฮาอย่างเดียว(บางทีพอมันถูกคิดเอาไว้เราก็จะรู้สึกพวกเขาตั้งใจห่าม ตั้งใจแรงและหวังว่าความแรงจะทำให้คนดูพึงใจ ซึ่งบางที่มันก็ให้ผลตรงกันข้าม)  แต่มันพาหนังไปสุดทางของมันได้ด้วย


เด็ก สตรี กระเทย/ศิริพร คงมา/ภานุ ศรีไชยทอง/7.00 A-  

หนังเงียบถ่ายฟิล์ม หักมุมจบโปรดักชั่นสมบูรณ์อีกเรื่องนึง เล่าเรื่องค่ำคืนหนึ่งในมินิมาร์ทซึ่งประกอบด้วยชายหนุ่มเด็กเปรต สาวสวย และกระเทยนางหนึ่ง ซึ่งเราเล่าไปกว่านี้ม่ได้ หนังเล่าเรื่องได้ดี และหักมุมจบได้ลงตัวพอจะส่งมาประกวดได้สบาย

อย่างไรก็ตามเรามีปัญหากับทัศนคติของหนังอยู่เล็กน้อย ซึ่งจริงๆอาจจะไม่เกี่ยวะอะไรกับหนังเลยก็ได้ ถือเป็นภาวะเพ้อเจ้อส่วนบุคคลที่ทำให้เราไม่ให้เกรดหนังในระดับ A+  เพราะหากลองคิดถึงประเด็นในหนังจำพวก อย่าตัดสินคนที่หน้าตา ดูสิถึงเขาจะเป็นกระเทยเขาก็เป็นคนดี ฟังดูก็เข้าทีดี แต่สำหรับเราปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผล หากอยู่ที่เหตุ อยู่ที่ทัศนคติตั้งต้น เล่าง่ายๆ ว่าเราไม่ได้มีปัญหากับคำว่า เขาก็เป็นคนดี แต่เรามีปัญหากับคำว่า ถึงเขาจะเป็นกระเทย เพราะในทางหนึ่งมันซ่อนนัยยะว่า ว่ากระเทยมีสถานะต่ำกว่าเพศหญิงหรือชาย  ซึ่งคนทำอาจจะไม่ได้คิด (จริงๆฟังผาดเผินมันดูเหมือนจะยกย่องเชิดชูด้วยซ้ำ) แต่นั่นแหละ สิ่งที่ไม่ได้คิดและซุกซ่อนอยู่นี่แหละถึงจะเรียกว่าปัญหาเชิงทัศนคติของแท้


ดาว นางฟ้า บุษบา คืนวันสุข/สถิตย์ คงสุข, ภาณุวัฒน์ ทับทิมดี, ปองสิชฌ์ พิศิษฐการ,
ยุทธจักร ใจคำ/50.00 A-

 หนังสั้นแบบGTH สี่เรื่องที่ถ้าแยกกันอยู่แต่ละเรื่องจะบางมาก แต่พอรวมกันแล้วตัดสลับไขว้ไปมามันก็มีน้ำหนักพอจะเกาะเกี่ยวกันเอาตัวรอดไปได้

ชายที่สูญเสียคนรักไปแล้วแต่ยังลืมไม่ลง หนุ่มข้างห้องที่ได้ใช้ชีวิตหนึ่งคืนอยู่ร่วมกับหญิงสาวที่ถูกคนรักบอกเลิก เพื่อนที่มองข้ามความรักของเพื่อนสาวคนสนิท และคู่รักที่ฝ่ายหญิงกำลังจะแปรใจไปเป็นอื่น หนังถ่ายทำดี แม้การแสดงจะยังแข็งๆแบบนักศึกษา แต่ก็จัดวางมุมมกล้องและการตัดต่อแบบนักเรียนหนังของแท้  ซึ่งก็ดูสนุกและเพลิดเพลินดี

อย่างไรก็ตามเรามีปัญหากับวิธีการคลี่คลายของหนังเกือบทั้งหมดในหนังชุดนี้ เพราะมันได้แสดงภาพชัดของหนังรักที่มองผ่านมุมมองแบบปิตาธิปไตย ไอ้หนุ่มเนริ์ด สู้อุตส่าห์พับดาวพันดวงให้สาวเจ้าแล้วถูกเมิน ก็ได้สาวคนรัก(สวยมาก)คืนมาโดยไม่ได้รับบทเรียนอะไร และที่จริงการที่สาวเจ้าทำถึงขนาดนั้นในร้านอาหาร มันน่าจะส่งผลระยะยาวต่อความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่แน่นอน  จริงอยู่ว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิดนอกจากเป็นคนแบบอะไรก็ได้ แต่สาวเจ้าเองก็ดูเหมือนไม่ได้บทเรียนอะไร เพียงแค่กลับมาเพื่อให้ปิดเรื่องได้เท่านั้น ในขณะที่ไอ้หนุ่มช่างภาพ ก็ไม่ได้รับบทเรียนอะไรเรื่องของการเสียเพื่อนหรือการแอบรักเพื่อน พวกเขาแค่แสดงบทบาท นั่งรอ เดี่ยวนางเอกจะมาคืนดีเอง ไม่งั้น ถ้าเขาเพิกเฉยความสัมพันธ์ เดี่ยวนางเอกจะทนไม่ได้และตามง้อเขาเอง
 
แม้อีกสองเรื่องที่เหลือจะไม่เห็นการพัฒนาความก้าวหน้าในความสัมพันธ์ แต่หันมาเล่นกับโมเมนต์ บางโมเมนต์ ทั้งสุขสม และทุกข์ทรมาน ปัญหาคือพอมันเล่นกับห้วงเวลาแล้วไม่ทำให้ถึงพอมันจะไม่ได้อะไรนอกจากคนนั่งเหงา หรือคู่ความสัมพันธ์ยิ้มหน้าระรื่น ซึ่งส่งผลให้เรื่องมันบางไปอย่างช่วยไม่ได้


ดิ อะไซเมินท์/พีร์ ภานุวัฒน์วนิชย์/17.00 A++

แด่เธอ/ธวัชพงศ์ ตั้งสัจจะพจน์/5.00 A+
MV อนิเมชั่นประกอบเพลงดังของออโตบาห์นจากยุค 90 ที่ทำโดยเอาภาพกราฟฟิคแบบที่นิยมใช้กันในยุคนั้นมาทำให้เป็นภาพเคลื่อนไหว ภาพแข็งๆขอบขาวเหมือนผ้าบาติก ให้อารมณ์ถวิลหาอดีตดีมาก


เวลา 19.00 โปรแกรมที่ 31


ดูดฉันดิบดิบ/พัทธนันท์ ชิ้นเจริญชัย/26.00 A-

 

หนังทำท่าจะเป็นCloverfield แบบสารคดีผีดูดเลือดที่ผู้กำกับบังเอิญไปเจอ ในแง่หนึ่งมันน่าสนใจมาก แต่พอยิ่งทำๆไปความน่าสนใจก็ค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆ  อาจเพราะการที่ผู้กำกับไม่เข้าใจจ้อได้เปรียบและข้อจำกัดของการใช้กล้องแบบนี้ หนังจึงออกมาดูเซตทั้งที่ไม่ควรจะเซต และบางครั้งเราก็รู้สึกว่ามันเป็นการเหวี่ยงกล้องหนีข้อจำกัดของการสร้างหนังผีดูดเลือดมากกว่าการเอาประโยชน์จากการเห็นไม่หมด หรือเห็นโดยบังเอิญผ่านดวงตาดวงเดียวคือกล้องที่ผู้กำกับใช้อยู่

 

น่าเสียดายที่น่าจะเล่นอะไรเรื่องแวมไพร์ร.4 ให้มากกว่านี้ ทั้งที่มันเปิดโอกาสให้ใส่นัยยะอะไรต่อมิอะไรได้เต็มไปหมดเลย

 


เด็กแดนซ์/รมย์รวินท์ ชุ่มจีน/11.00 A+++++++++++

เราไม่รู้ว่าเขาเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงแต่ก็จะบอกเหมาๆว่าเขากลับมาแล้ว!

นี่คือรมย์รวินทร์ คนที่ปีที่แล้วทำหนังชุมชนริมทางรถไฟอย่าง ‘จตุคำ' ปีนี้เขากลับมาพร้อมกับชุมชนริมทางรถไฟใกล้ทางด่วนและลูกๆหลานๆกับ เด็กแดนซ์ หนังที่ทำง่ายถ่ายสนุกและฮาสะบัด หากซ่อนนัยยะให้พูดถึงได้มากที่สุดเรื่องหนึ่งในเทศกาลนี้

 

คาดเดากันอย่างง่าย เด็กๆในหนังคงจะเป็นทีมเต้นประจำตำบลอยู่แล้ว ผู้กำกับแค่ผูกเรื่องให้เด็กๆมาเล่นสนุกๆกันว่าน้องสองกับน้องแพรเป็นสองดาวเต้น ที่ไม่ยอมให้น้องอีกสองคนเข้าร่วมจนต้องเอาขนมมาล่อ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เต้นจนงอนกลับบ้านไป และในที่สุดเด็กๆก็กลับมาคืนดีและไปเต้นกันสะบัดช่อในงานแต่งงานของน้าชาย (ซึ่งแต่งจริงเต้นจริง)หนังได้การแสดงแบบแข็งกระโกกระเด๊กปนกับการแสดงแบบเวอร์สุดตัวจากบรรดาเด็กๆ เนื้อหาไม่มีอะไรถ่ายกันง่ายในแถวบ้านตัวเอง ซึ่งออกมาสมจริง(ก็มันจริงนี่หว่า)จนน่าตกใจ

 

สิ่งที่น่าสนใจมากๆในหนังเรื่องนี้คือการที่หนังมันทำโดยคนที่ไม่ใช่คนชั้นกลางในเมืองและทำเอามันเพื่อเล่าเรื่องราวในชุมชนของตน แน่นอน เรามีวีระศักดิ์ สุยะลา (ที่ยังคงมาแรงในปีนี้) แต่รมย์รวินทร์ก็เป็นตัวแทนที่น่าสนใจในแง่ของการหยิบเอาเหตุการณ์ในชุมชนมาเล่าใหม่ตามกำลังความสามารถ โดยส่วนตัวเราพบว่ายิ่งหนังไปพ้นจากมือนักเรียนหนังหรือบรรดาคนชั้นกลางในเมืองมากเท่าไหร่มันก็ยิ่งขยายอำนาจแห่งการจับจ้องมองมากขึ้นเท่านั้น และมันบ่อนทำลายคำว่า ‘หนังเป็นของเล่นของคนชั้นกลาง' ลงไปเรื่อยๆ แน่นอนว่าเราต้องขอบคุณที่กล้องดิจิตัลราคาถูกลงเรื่อยๆ จนหนังกลายเป็นเรื่องที่ใครก็ทำได้

 

ยิ่งกว่านั้นเราสนใจนัยยะทางสังคมของบรรดาเด็กๆในเด็กแดนซ์มากๆ โดยเฉพาะการแสดงแบบเวอร์ๆของน้องแพรและน้องสอง (ที่แทนตัวเองเองด้วยอั้มกับแพนแค้ก) อาจชวนให้ผู้ใหญ่ใจแคบวิตกระทึก แต่นี่คือเด็กๆซึ่งเป็นผลผลิตของละครหลังข่าว (ซึ่งโดยส่วนตัวเราก็เป็นเจเนเรชั่นนี้เหมือนกัน) ที่รับเอาความ ‘เล่นใหญ่'มาไว้กับตัว มันอาจดูดัดจริตเกินเด็กหรืออะไรก็ตาม แต่นี่คือความจริงซึ่งมักถูกเอาไปบิดเบือนให้กลายเป็นการเสื่อมเสียทางจริยธรรม (ซึ่งโดยส่วนตัวเราเชื่อว่ามันเป็นเพียงการเลียนแบบชั่วคราว)และมันสะท้อนออกมาในหนัง กล่าวงให้ง่ายเด็กรุ่นนี้ไม่ได้ใส บริสุทธิ์ตามความคิดแคบๆเก่าๆของผู้ใหญ่แล้ว พวกเขาอยู่ในสังคมที่หลากหลายและได้รับแรงกดจากสิ่งต่างๆมากมาย ความคิดจำพวกสื่อทำร้ายเด็กอาจจะเสร่อเกินไปแล้ว และเราต้องหันมาติดตามรับมือ และสร้างวิธีคิดใหม่ในเรื่องนี้

 

ทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวกับหนัง แต่มันพาลคิดต่อไปได้เรื่อยๆ ไม่ว่าอย่างไรเราสนุกกับหนังอย่างวายป่วงมากๆ และในปีหน้า รมย์รวินท์จะติดตัวแดงWISHLIST ตามพีวีระศักดิ์ไปอีกคนอย่างแน่นอน


เด็กติ๋ม/เสรีย์ หล้าชนบท/30.00 A-

 

เราไม่ได้รู้สึกเลวร้ายกับตัวหนังมากนัก แต่หนังว่าด้วยเด็กพิเศษในกลุ่มเพื่อนคนธรรมดาเรื่องนี้ทำให้เรารำคาญอยู่เล็กน้อยเพราะรู้สึกว่ามันเยิ่นเย้อพอตัว แต่ก็ชอบที่ตัวเอกไม่รีบระเบิดอารมณืมากนัก

 

อย่างไรก็ดี ตะขิดตะขวงกับการมองแบบเกย์ในหนังเพราะรู้ไม่แน่ใจว่าจงใจหรือเปล่า (เดาว่าไม่) แต่ให้ความรู้สึกเหยียดมากกว่า


เดอะ พาสชัน ออฟ เฟรชชี่/พิรุณ อนุสุริยา/11.00 A++

สิ่งที่น่าสนใจในหนังเรื่องนี้คือมันน่าจะมีคนทำหนังแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ทั้งๆที่คนทำหนังเกือบทั้งหมดน่าจะเคยเจอประเด็นรับน้องมาก่อนแต่ไม่ยักกะค่อยมีใครพูดถึง ตัวหนังออกมาจริงจังแต่แข็งๆแบบมือสมัครเล่น ไปสักหน่อย

 

ประเด็นที่ทำให้ชอบหนังเรื่องนี้มากๆ คือมันแสดงให้เห็นว่าระบบอาวุโสมันไม่ได้จบตรงรับน้อง ต่อให้เราปฏิเสธเรื่องนี้ ดราก็ไม่ได้รอดพ้นจะต้องอยุ่ในสังคมอย่างยากลำบากตลอดเวลาเรียนเป้นดอกผลแทน การที่พระเอกถูกคุกคามในฉากจบจึงเป็นดอกผลที่แสดงให้เห็นว่าระบบนี้มันฝังรากลึกกว่าที่คิดและมันซับซ้อนกว่าแค่เรื่องรับน้อง อย่างไรก็ดีหนังก็ให้ภาพ การใช้อำนาจล้ำเส้นได้น่าสนใจมากๆด้วย เพราะในฉากรุ่นพี่บ้าสถาบันนั้น หนังมีแวบหนึ่งที่ถ่ายไปที่รุ่นพี่หญิงที่ตกใจกับการที่เพื่อนของตัวเองล้ำเส้นจากการมีอำนาจอาวุโสในมือ


เดียวดาย/ศรินยา สว่างศรี/19.00 A+

หนังเล่าเรื่องของหญิงสาวที่ทำงานรับเรื่องร้องเรียนและชีวิตโดดเดี่ยวของเธอท่ำม่สามารถเข้ากับใครได้ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงานหรือเพื่อนสมัยเรียน คืนหนึ่งหลังจากหมดความอดทนเธอเดินออกจาวงสนทนาของเพื่อนสาวแล้วให้บังเอิญไปหกล้มหน้าร้านของหนุ่มผมยาวท่าทางสบายๆคนหนึ่งก่อนจะใช้จ่ายค่ำคืนไปด้วยกัน

 

ชอบความโดดเดี่ยวครึ่งแรกของหนังมากๆ รู้สึกว่ามันถูกนำเสนอในระดับที่พอดีและไม่ฟูมหาย ชอบการที่ในครั้งแรกๆตัวหญิงสาวก็ปิดรับความช่วยเหลือและทำกิริยาร้ายๆใส่ชายหนุ่ม เพราะเธอเจอแต่เรื่องร้ายๆมาแต่อย่างไรก็ดีพอหนังเริ่มกลายเป็นสารคดีทัวร์พระนครย่ำค่ำมันก็ลดความน่าสนใจลง

 

แอบคิดตอนจบส่วนตัวไว้ด้วย ประมาณว่า ระหว่างที่นางเอกรอพระเอกไปเอาจักรยาน ก็มีรถเมลล์มาพอดี เธอเลยขึ้นรถเมลล์กลับบ้านไปเลย  ถ้าจบแบบนี้จะให้ A+++++


วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2552
เวลา 11.00 โปรแกรมที่ 32


ติดเกม/ปฏิภาณ บุณฑริก/11.00 A+

หนังเล่าเรื่องง่ายๆตรงๆตามชื่อเรื่อง ตรงไปตรงมาและสร้างจากเรื่องจริง แต่เราชอบpassion ของคนทำ ที่จริงใจกับเรื่องของตัวเองมากๆ


ตื่นสมัย/ชัยวัช เวียนสันเทียะ/10.00A++++++++++++++++++

ลองไล่เรียงภาพที่เห็นในหนังสักเล็กน้อย มันประกอบด้วยภาพบันทึกขณะเดินทางไปเที่ยวเป็นหมู่คณะ ภาพแรกอยู่ในความมืด มันปรากฏขึ้นอย่างมึเบลอ ค่อยๆคลี่ขยาย และคมชัดขึ้นทีละน้อยเราจึงเห็นว่ามันคือภาพบนรถทัวร์เธค ที่กำลังเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน ภาพไหลเลื่อนเคลื่อนไปไม่ต่อเนื่อง บางครั้งเป็นภาพบันทึกของทะเลยามเช้า ภาพของการเดินสวบสาบไปบนทุ่งหญ้า ตัดสลับกับภาพจากในเมือง ห้องมืด ที่กระพริบพร่างของแสงไฟนีออนที่ใกล้หลอดขาด ภาพจากบนรถแทกซี่ ภาดของคนหนุ่มนั่งกันเป็นกลุ่ม ภาพของชายคนหนึ่งกำลังวาดรูป ภาพไร้ดนตรีกระกอบ หากบางครั้งก็มีเสียงลมอู้อี้ เสียงสนทนาไม่ได้ศัพท์ หรือเสียงย่ำเท้าเข้ามาแทรกแซง

 

เราอิบายไม่ได้ว่าทำไมตัวเองถึงชอบหนังเรื่องนี้มากๆทั้งๆที่หนังไม่ได้มีอะไรให้จับต้อง แต่เราค้นพบว่าหนังมี ‘การมอง' แบบที่เราชอบตลอดเวลา คือมันไม่ใช่การจับจ้องสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่เป็นการบันทึก ‘โมงยาม' พิเศาในบางช่วง เหมือนคนทำ พกกล้องไปไหนต่อไหนตลอดเวลา แล้วคว้าจับช่วงฉษกเล็กๆที่พิเศษต่อตัวเองมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ซึ่งสาเหตุที่เราชอบอาจเพราะเราเองก็ใช้วิธ๊การแบบนี้เหมือนกัน

เป็นหนึ่งในหนังที่อยากดูซ้ำเพื่อค้นหาร่องรอยบางอย่างมากๆ



ต้อม/ศุภิสรา กิตติคุณารักษ์/30.00A+++++++++++++

อีกหนึ่งหน้าใหม่มาแรง ที่หลังจาก THE ASSIGNMENT และ หนังเรื่องนี้ทำให้เราต้องจับตาหนังจาก BENTLEYSPEILBERG PRODUCTION ต่อไป!

หนังเล่าเรื่องของหญิงสาวนางหนึ่งซึ่งอาศัยอยุ่กับคนรักท่าทางประหลาดพิกลในห้องพักมืดสลัว    วันหนึ่งก่อนเธอออกไปทำงานขาขอร้องเธอว่าไม่ไปได้ไหม แต่เธอก็ไป ก่อนออกจากห้องเธอบอกเขาว่าอย่าลืมกินยา  หากพอเธอกลับมาในตอนมืดเธอก็พบเขานอนเป็นศพอยู่แล้ว

แต่แทนที่เธอจะแจ้งตำรวจ เธอกลับเอาผ้าคลุมเตียงมาห่อศพ  จุดเทียนรอบๆแล้วนั่งจ้องมองศพบนพื้น ใช้ชีวิตอยู่กับศพ ฉีดยาบางอย่างให้กับศพ แล้วออกไปข้างนอก  ออกไปขายตัวที่หัวลำโพง  เธอไปกับผู้ชายมากหน้า (น้องนักแสดง(ซึ่งเป็นผู้กำกับเอง) ลงทุนเล่นจริงเปลือยอกจริง) มีเซกส์กับพวกผู้ชาย แล้วแทงเขาด้วยเข็มฉีดยา เราไม่อาจรู้ได้ว่าเธทำอะไรกันแน่ แต่มันหลอนมาก และในเวลาต่อมา เธอตั้งครรภ์ โกนหัวตัวเอง เลี้ยงลูกอยู่ในห้องน้อย เอาเด็กมานอนกอดไว้ข้างๆศพที่ยังคงอยู่ใต้ผ้าคลุมหลับไปเหมือนครอบครัวแสนสุข

ปัญหาเดียวของหนังคือเรื่องของการบันทึกเสียงซึ่งเราไม่แน่ใจว่าเป็นความตั้งใจของผู้กำกับ หรือไม่ แต่เสียงอู้อี้ของหนังยังผลส่วนหนึ่ง ให้ความต่อเนื่องที่หนังทำหล่นไปบางช่วงแล้ว มันหายไปด้วย กลายเป็นว่าสุดท้ายเราไม่รู้อีกแล้วว่าตัวละครทำอะกับผู้ชายเหล่านั้น และทำไปเพื่ออะไร ยาฉีดมันเพื่ออะไร  อย่างไรก็แล้วแต่ โยนทุกอย่างทิ้งไปให้หมดเลย เพราะหนังโดดเด่นด้วย ธาตุ ( เรานึกถึงคำฝรั่งที่ว่า element ซึ่งปกติเราแปลว่าองค์ประกอบ (ไม่รู้ถูกไหม) แต่เรารู้สึกว่าคราวนี้คำว่าองค์ประกอบมันดูวิททยาศาสตร์และจับต้องได้มากเกินไป คำว่าธาตุน่าจะเหมาะกว่า) แห่งความมืดมนชั่วร้าย  ที่จริงแล้วถ้าหนังมันถ่ายฟิล์ม และมีโปรดักชั่นดีๆกว่านี้มันอาจจะขยับไปใกล้หนังบางเรืองของ จอร์จ บุทแกไรต์ได้ เนื่องงเพราะมันมีธาตุอันชวนสะพรึงคล้ายๆกัน แต่เราไม่แนใจว่าเราจะชอบมันเท่านี้ไหมถ้ามันไปไกลขนาดนั้น เพราะโดยส่วนตัวเราพบว่าเราชอบความมืดมัวซัวแบบในหนังเรื่องนี้ และชอบความไม่สามารถปะติดปะต่อด้วยหลักคิดเหตุผลสมจริงในหนังได้ด้วย


ตะเพียนริมคลอง/ณฐพล บุญประกอบ/28.00A+

 

หนังโปรดักชั่นดีพร้อมสำหรับส่งระกวดได้อีกหลายที่และเอาไปฉายที่ไหนก็ได้ คุณภาพโดยรวมดีกว่าหนังโรงหลายๆเรื่องด้วยซ้ำ  ตัวเรื่องดัดแปลงจากเรื่องสั้นของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ซึ่งเราไม่เคยอ่าน แต่ปกติเรื่องสั้นของกนกพงศ์นั้นมีกลินและบรรยากาศแบบทางใต้เข้มข้น เราเลยชื่นชมผู้กำกับมากที่หยิบเอามาดัดแปลงให้เป็นเรื่องของชุมชนริมแม่น้ำในภาคกลางได้อย่างน่าทึ่ง (จนเราแอบคิดไม่ได้ว่า ถ้าไม่บอกว่าเป็นเรื่องของ กนกพงศ์ เราอาจคิดว่ามันเป็นเรื่องของเรวัตร พันธุ์พิพัฒน์)

 

หนังเล่าเรื่องของเด็กชายที่เริ่มหวั่นไหวเพราะแม่กำลังมีน้อง และเขาเชื่อว่าตัวเองกำลังจะตาย ยิ่งเมื่อฟันน้ำนมหลุด แต่แม่ไม่สนใจทุกสิ่งทุกอย่างก็ยิ่งแย่ลงจนเขาตัดสินใจทำอะไรลงไปจริงๆ

 

ชอบฉากความฝันเกี่ยวกับความตายของพ่อ เรารู้สึกว่ามันถ่ายทำออกมาอย่างพอเหมาะพอเจาะเลยทีเดียว

 

อย่างไรก็ดีเหตุผลที่เราไม่ชอบหนังเรื่องนี้สุดๆเพราะหนังมันดูมีต้นกลางปลาย แบบหนังเล่าเรื่องดีๆ ซึ่งพอมันมาฉายในรอบมาราธอนมันเลยกลายเป็น ‘หนังดีธรรมดา'ไปซะงั้น


แตงกวา/ธนพัฒน์ โอวาทฬารพร/7.00A+

หนังฮาๆว่าด้วยการแทนที่ผลไม้กับอวัยวะ เพลิดเพลินจำเริญใจในเวลาที่พอเหมาะพอเจาะ


ถ้อยคำที่ถูกสาป/ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์/13.00 A++++++++++++++++++

 

เราดูหนังเรื่องนี้มาแล้วไม่ต่ำกว่าสามรอบทาง dailymotion แต่พอมาดูจอใหญ่แล้วพบว่ามันทรงพลังกว่ามากๆๆๆๆๆเวลาดูบนจอใหญ่  ทรงหลังจนดูหนังคนละเรื่องเลย

 

หนังได้แรงบันดาลใจจาก บทกวี ฤดูกาลในนรก ของ อารตูร์ แรงโบต์ นำมาคลี่คลายกลายเป็นบทกวีทางตาที่หันมาเขม้นมองภาพในชีวิตประจำวันด้วยดวงตาที่มอเห็นความชั่วร้ายซ่อนซุกในทุกสิ่ง ภาพต้นไม้ที่โยกไหวในลมกลางคืน ภาพของใบไม้ในสวนโยกไกวใต้แสงของโคมไฟกลางคืน ภาพมุมสูงของผู้คนที่ปลาสนาการไป ภาพอของภูติผีในผ้าคลุมสีดำ ภาพของปั้นจั่นที่ประหนึ่งลากดึงแกนของโลกออกมาจากผิวดิน ภาพคนงานก่อสร้างยามกลางคืนที่อาจกำลังสมคบคิดกับซาตาน ภาพเสี้ยวหน้าของชายบนรถไฟซึ่งความตายพาดผ่าน ภาพพวกนี้ง่ายมากที่ขจะเขียนถึงแต่ยากมากที่จะถ่ายทอดออกมา กำแพงทางภาพและเสียงของภาพยนตร์นั้นเป้นได้ทั้งข้อจำกัด และปัจจัยเสริม แต่ไทกิทำให้มันเป็นอย่างหลังได้ กระทั่งภาพท่อระบายอากาศที่หมุนวน ในจังหวะที่หมดมันยังดูชั่วร้าย

 

น่าเสียดายอยู่หน่อยที่เสียงประซิบของปีศาจถูกทำให้อึงอลเกินจำเป้นไปบ้างด้วยเสียงประกอบ ซึ่งที่จริงมันทำหน้าที่ได้ดียิ่ง แต่บางครั้งใช่หรือไม่ที่ความเงียบและเสียงธรรมชาติก็กระซิบคำสาปได้เหมือนกัน



เวลา 13.00 โปรแกรมที่ 33


ถ้าวันนั้น/ณัฐวุฒิ เคนวิเศษ/12.00 A+

ชอบมากที่หนังเลือกจบโดยไม่ต้องให้ทั้งสามคนได้ทำอะไรมากกว่าบังเอิญเจอกันและต่างจำกันไม่ได้ มันเหมือนทั้งสามคนอาจจะช่วยเหลือกันได้แต่พวกเขาไม่ได้ทำ ซึ่งในความเป็นจริงมันก็เป็นเช่นั้น หนำซ้ำบางครั้งความช่วยเหลือาจนำความอิหลักอิเหลื่อมาให้อีกต่างหาก



เถียงนาน้อยคอยรัก/วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์/10.00A++

อีกหนึ่งผลผลิตจาก ELECTRIC EEL ที่คว้าจับภาพของหนุ่มๆซึ่งนั่งดื่มเหล้าบนเถียงหน้ายามบ่ายและคุยกันสนุกคึกคักห่ามๆตามประสาหนุ่มๆ หนังคว้าจับบรรยากาศแล้งร้อนของภาคอีสานกลางทัศนียภาพอันแห้งโหย และความฝันซึ่งค่อยๆลอยลับ  

 

ชอบบรรยากาศและความเนี้ยบของหนังมาก แต่เราพบว่า หนังของELECTRIC EEL ที่ตัวเองได้ดูทั้งสามเรื่อง (ไม่รู้ว่ามีมากกว่านี้อีกไหม) มันขาดอะไรสักอย่างที่เราก็ไม่รู้ว่าคืออะไร โดยมากหนังของELECTIRC EEL มักออกมาสมจริง (ทั้ง IN THIS SONG ดาว และเรื่องนี้) เก็บงำอารมณ์ เล่าเท่าที่จำเป็น และประณีตมากๆ  แต่เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรที่หายไป บางทีอาจเป็นความดิบสดบางอย่าง ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นก็ได้ หรือไม่อาจจะเพราะบางทีหนังเหล่านี้ล้วนคิดมาอย่างละเอียดลออว่าจะถ่ายอะไรยังไง มันเลยทำให้ทุกอย่างเซตมาแบบแข็งเกร็งเต็มที่ ทำให้เราไม่ชอบมันสุดๆเลยสักที อย่างไรก็ตามหนังของELECTRIC EEL ถือเป็นหนึ่งในความพิเศษของมาราธอนปีนี้ครับ


ทาง(ให้)เลือก/วิศรุต ชาติหระคุณ/14.00 A

หนังการเมือง ที่ใช้โมเดลแบบหนังลักพาตัว พอดูได้เพลินๆ


ทาง...คู่ขนาน/เอกพจน์ แจ้งกิจกุล/16.00 A
ทางของฉัน ฝันของเทอ/ชินภัทร์ โพธิ์เที่ยง/20.00

จำอะไรในหนังสองเรื่องนี้ไม่ได้แล้ว


ทางเดินแห่งพุทธ/สุชาติ แสงชู/17.00

สารคดีชาวพุทธที่เริ่มจากการติดตามคนที่กำลังจะบวช แล้วไพล่ไปสัมภาษณืหลวงพี่จากเขมร และคนวาดรูปพุทธศิลป์ ซึ่งบางช่วงของหนัง(โดยเฉพาะช่วงของหลวงพี่)น่าสนใจมากๆ เสียดายที่คนทำ ด่วนสรุปเข้าข้างความดีงามของศาสนามากไปหน่อย ทั้งที่น่าจะขุดนัยยะอื่นๆได้อีก ทั้งจาก พ่อนาค หลวงพี่ และศิลปิน

ทางลัดขึ้นสวรรค์/ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ/10.00 A++++++++++++

จริงๆเราไม่ควรเขียนถึงหนังเรื่องนี้ เพราะเราอยู่ด้วยช่วงที่ผู้กำกับถ่ายครี่งหลังของหนัง  แต่เนื่องจากตอนถ่าย พี่เคี้ยงยังไม่ได้รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร เราจึงไม่ได้ถูกบังคับให้มองตามธงของพี่เคี้ยง

หนังแบ่งเป็นสองส่วน ช่วงแรกของหนังตือภาพของไก่เป็นๆที่ถูกจับอัดมาในกรงแคบๆภาพจับใหล้ชิดจนเห็นริ้วของเชือกไนลอนที่ใช้สานกรง ขนไก่ ภาพเบลอบ้างชัดบ้างค่อยๆคลี่ขยายจนเราเห็นภาพการเคลื่อนไหวว่าที่แท้ไก่เหล่านั้นถูกอัดใส่กรงที่อยู่บนเรือซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปที่ไหนสักแห่ง จากมุมของตาไก่ (แต่ไม่ได้แทนสายตาของไก่) เราเห็นริ้วคลื่นขาวๆอยู่ไกลๆ

ในครึ่งหลังภาพถ่ายสนามฟุตบอลของเด็กในหมู่บ้านริมทะเลกล้องเคลื่อนคล้อยมาหยุดที่ป่าชายเลน และภาพของเรือโดยสารซึ่งตอนนี้ไหม้ไฟไปเสียทั้งลำ จอดสงบนิ่งตายซาก เราเห็นวัชพืชบางชนิดขึ้นแซมอยู่บนซากเรือซึ่งจอดอยู่ราวอย่างไปไหนต่อไม่ได้ เอาไปใช้ใหม่ไม่ได้และทำลายลงก็ไม่ได้

บางทีพวกไก่ (หรือคนไทย?) ได้เดินทางลัดขึ้นสวรรค์ไปพร้อมกับเรือลำซึ่งลุกติดไฟนี้แล้ว  และเรือลำนี้ที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้รอเน่าเปื่อยผุพังอาจจะพอมีหวังอยู่บ้างจากวัชพืชที่แตกยอดบนท้องเรือ และแน่นอนบรรดาเด็กๆยังคงเล่นฟุตบอล คนเรือ(ลำอื่น)ก็ยังง่วนอยู่กับเรือต่อไป

 

เลยพ้นไปจากการตีความ(เพ้อเจ้อ)เอาเอง การมองของไพสิฐยังคงพุ่งความสนใจไปยังภาพพิกลพิการรื้อสร้างความหมายใหม่จากภาพของสิ่งของเหลือใช้และสร้างโลกเฉพาะออกมาอย่างน่าทึ่งเช่นเคย


เวลา 15.00 โปรแกรมที่ 34
ทางสู่สวรรค์/ปรเมธฐ์ พิมพ์โครต/6.00
ทำหล่อครับผม/ภูมิรพี แซ่ตั้ง/4.00
ทำเองสบายเอง/ภูมิรพี แซ่ตั้ง/4.00
ที แมน/ทรงพล หอมพนา/7.00

ไปกินข้าว มาดูไม่ทัน


ที่นี่เมืองพุทธ/ปิติพันธ์ พิกุลแย้ม/4.00
MV เพลงพี่ไทร ที่ทำออกมาแล้วรู้สึกว่าลดอำนาจแห่งการประชดประชันลงจนเกือบเป็นเชิดชูซึ่งมัน ironic มากๆ

 

ไทย 2551/ภัทธิ บัณฑุวนิช/11.00 A+/A

กล้องกวาดจับไปยังที่ต่างๆท่ามกลางความขัดแย้งเหลืองแดงของประเทศไทย การกวาดตาไปแสดงให้เห็นทั้งภาพของคนที่สนใจไปจนถึงเพิกเฉยต่อสถาณการณ์บ้านเมืองตัดสลับกับภาพของธงชาติที่ค่อยละลายไหลผ่าขี้หมาลงรูท่อไปซึ่งเป็นการเสียดสีที่เจ็บแสบดี ชอบอารมณ์กึ่งๆไดอารี่ทางตามากๆ จริงๆถ้าแยกส่วนระหว่างไดอารี่ กับภาพตั้งใจสร้างคงชอบมากกว่านี้ แต่พอมันกลืนๆกันรู้สึกมันขัดขากันเองทางอารมณ์อยู่บ้างไม่มากก็น้อย


ไทยไหมครับ/อรรถกร มัชณันติกสมัย/10.00 A+/A

 

อยากรู้ว่าใครทำหนังเรื่องนี้ เพราะไม่น่าจะใช่ NGO (ที่เล่นประเด็นนี้) เพราะโปรดักชั่นดูธรรมดามากๆ ยิ่งไม่น่าใช่นักเรียนหนังจากในเมือง  สมมติเอาว่าเป็นคนแถวนั้น วัยรุ่นหรืออะไรก้ตามก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่เลือกทำประเด็นไร้สัญชาตินี้ เราไม่มีปัญหากับการที่หนังมันออกมาเหมือนพาวเวอร์พอยท์เลย  กลับรู้สึกตื่นเต้นด้วยเพราะอย่างที่บอกว่าแสดงว่าหนังเป็นเครื่องมือทางสังคมไปแล้ว  ชอบการเลือกจบที่ทหารไม่ให้ข้ามพรมแดนมากๆ รู้สึกว่ามันเป็นประสปการณ์ตรงแน่ๆ ไม่ได้เมคขึ้นมา


เธอ/สหรัฐ มานิตยกุล/8.00

 

หนังแบบชายหนุ่มขี้เหงาพบหญิงสาวแสนดีที่ป้ายรถเมล์แล้วแบ่งปันค่ำคืนกันก่อนที่เธอจะหายไปจากชีวิตเขาตลอดกาล ตรงไปตรงมาจนไม่มีอะไรให้พูถึงมากนัก ยิ่งเติมเพลงจนเกือบเป็นMV ยิ่งแล้วใหญ่


เธอผู้ไม่แพ้/ชาญชัย พัฒนมงคล/7.00

วงเวียนชีวิต แต่ไม่รู้ว่าเป็นฉบับเพื่อนๆทำให้เพื่อนหรือเปล่า ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็เจ๋งดี แต่ถ้าเป็นคนนอกก็ยังงงๆว่าทำแล้วจะช่วยอะไรน้องเขาได้ เว้นแต่เอาไปนำเสนอองค์กรต่างๆเพื่อหาทุน


เธอและเธอ/สุทธิอร ณ ลำพูน/12.00 A+/A

 

หนังเลสเบี้ยนที่ออกมาพอดีๆ หนังไม่กล้าแตะเรื่องเซกส์อะไร แค่ทำออกมาให้ดูสวยงามตามขนบหนังรัก แต่เราชอบที่หนังมองเลสเบี้ยนด้วยการมองที่ไม่กดให้ต่ำกว่า แม้หนังจะดราม่าไปบ้างในบางช่วง(สำหรับเรามันเป็นข้อดี สนุกดี) แต่เราก็ชอบหนังพอสมควรทีเดียว


นรกที่แท้จริง/เมธัส ฉายชยานนท์/15.00A+/A

 

โปรดักชั่นดีมากๆ หนังสร้างเรื่องสั้นของอิทธิสุนทร วัชัยลักษณ์ และดึงอารมณ์ขันขื่นแบบต้นเรื่องออกมาได้ไม่เลวทีเดียว


นอน/ณัฏฐา หอมทรัพย์/6.00A++

 

หนังเสียดสีหนังทดลองที่แสบมาก หนังว่าด้วยการทำหนัทดลองที่ว่าด้วยการถ่ายการนอน! ชอบการถ่ายการนอนที่สุดท้ายตัวละครนอนไม่ได้ (เพราะโดนถ่ายทำอยู่)  การ ‘เอาสียงรูมโทน'ท้ายเรื่องแสบสันต์ทีเดียว ดูแล้วถึงแก่สะอึก ฮา!



เวลา 17.00 โปรแกรมที่ 35
นางฟ้า/เอกลักษณ์ มาลีทิพย์วรรณ/23.00

หนังเล่าเรื่องธรรมดาว่าด้วยนักเรียนศิลปะที่เกิดตาบอด แล้วผูกความสัมพันธ์กับพยาบาลสาวที่คอยดูแลจนกระทั่งค้นพบว่าตัวเองจะทำอะไร หนังออกมาธรรมดามากๆ แต่เราชอบความเชยและการแสดงแข็งๆของนักแสดงในหนัง


นักเรียนชายแดน/วีระศักดิ์ สุยะลา/9.00 A++++++++++++

เขากลับมาแล้ว และยังคงแรงดีไม่มีตก หนังตัดต่อราวกับเป็นหนังโกดาร์ดฉบับจำเป็น ชอบการแทรกรูปถ่ายเข้ามาในภาพเคลื่อนไหวมาก มันมาแบบเฮี้ยนๆได้จังหวะ ฉากซูมท้ายเรื่องถือเป็นฉากซูมแห่งปี


นักโทษ/ปรัชญา ลำพองชาติ/20.00A++++++++++++++


เราอาจนิยามหนังเรื่องนี้ได้ว่า เป็นการกจ้องมองให้เห็ฌนถึง ความชั่วร้ายในช่วงฉกกของชีวิตประจำวัน หนังเริ่มต้นด้วยภาพของนักโทษที่ถูกเกณฑ์มาทำอะไรบางอย่างในหมู่บ้าน นักโทษคนหนึ่งถูกผู้คุมสั่งให้ไปซื้อบุหรี่  และระหว่างทางเขาก็พลัดหลงเข้าไปในดินแดนแห่งความชั่วร้ายตั้งแต่สายตาของคนที่มองมายังเขาผู้ซึ่งสวมชุดนักโทษ กลุ่มควันไฟคล้ายมาจากการเผาขยะ ป่าละเมาะท้ายหมู่บ้านที่กลายเป็นแหล่งหมักหมมความชั่วเพราะที่นั่นเขาเห็นเหตุการณ์ของสองหนุ่มที่ข่มขืนเด็กสาวเลื่อนลอยคนหนึ่งซึ่งสวมเสื้อคลุมที่ตัดจากถุงพลาสติก  เด็กสาวเดินตามเขาไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ก่อนที่หนังจะจบลงด้วยภาพสุดท้ายเมื่อนักโทษเสร็จภารกิจของวัน ขึ้นรถติดลูกกรงจากไป ทิ้งเด็กสาวไว้ในป่าละเมาะและกองควันไฟ

 

หนังถ่ายออกมาสวยงามอย่างชั่วร้าย ใช้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยจากพื้นที่หมู่บ้านจัดสรร ดึงเอาความชั่วร้ายที่ซุกซ่อนอยู่ออกมา ฉากที่เราชอบมากคือฉากที่หนังแทนสายตาที่มองมาอย่างไม่ไว้ใจอของผู้คนด้วยกลวิธีการเอากล้องไปตั้งไว้ในตลาดนัดแล้วถ่ายผู้คนที่เหลือบแลกล้องอย่างไม่วางใจ กลายเป็นสายตาที่ได้ผลเอามากๆ

 

หนังเป็นเหมือนฝันร้ายยามบ่ายของนักโทษหนุ่ม สิ่งที่เราเห็นอาจคือสิ่งเดียวกับที่เขาเห็นจริงๆ หรือไม่บางทีอาจเป็นห้สวงความทรงจำของอาชญากรรมที่เขาเคยก่อซึ่งผุดพรายในแรกชัฏของหมู่บ้านจัดสรรอันเงียบเชียก็ได้ใครจะรู้

น้ำเซาะทราย/สมพงษ์ โสดา/6.00 A-

หนังการเมืองทั่วไป โดยส่วนตัวรู้สึกขัดเขินภาพเด็กเสื้อเหลืองเสื้อแดงตามสมควร


นิทานหมีน้อย (มี 2 ภาค)/สหรัฐ มานิตยกุล/9.00

กุ๊กกิ๊กน่ารักดี


นิรันดร์/วรเทพ ธรรมโอรส/10.00

เพลงเล่นใหญ่มาก แต่การแสดงแข็งมาก ตัวหนังไม่เท่าไหร่ แต่คะแนนความฮาA++++++++

อย่างไรก็ตามชื่นชมความพยายามของน้องๆมากๆ


เนื้อใน ณ ความจน (Nua nai na Kwarm Jon)/อจล คิบรับ/10.00 A/A-
ทั้งที่ประเด็นของหนังเรื่องโลกที่หนึ่งสร้างความรวยจากโลกที่สามแข็งแรงพอจะพาหนังไปอยู่ระดับการวิพากษ์ขั้นรุนแรงมาก แต่ดูเหมือนคนทำกลัวคนดูจะไม่เข้าใจ ฉากคำอธบายเลยลดระดับความตั้งใจที่มีมาทั้งหมดให้กลายเป็นหนังชี้หน้าด่าธรรมดาๆเรื่องนึง

 

โน๊ตบุ๊คกูอยู่ไส/พัชชกร พรหมอินทร์/7.00 A-
ฮาสมราคาหนังนักเรียน หนังเอาฉากแรกของอีติ๋มตายแน่มายำได้มันดี


เวลา 19.00 โปรแกรมที่ 36


บางคนคิดว่าสิ่งนั้นไม่เคยเปลี่ยน/อานนท์ ไสย์โยธา/13.00 A-

ชอบตอนจบของหนังที่เขาพบว่าเขาไม่เปลี่ยน แต่รู้สึกว่าหนังมันบางมากๆ และการคารวะลิลลี่ชูชูไม่ได้ให้ผลดีกับหนังมากนัก หวังว่าจะได้เห็นเรื่องต่อๆไปไปไกลกว่านี้ (เราเชียร์หนังlocal made อยู่แล้ว)


บ้าน/ก้อง ตรังรัฎฐพิทย์/11.00 A+/A

 

หนังผีบ้านผีเรือนที่ไม่ค่อยมีใครทำกัน ช่วงแรกของหนังน่ากลัวใช้ได้แต่ตอนท้ายพอเริ่มไหว้เจ้าตามปกติหนังก็ลดระดับเป็นหนังเรื่องแปลกๆที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษ


บทสัมภาษณ์ 'ผมมีเวลาเป็นชาติเลย'/ภาส พัฒนกำจร/6.00 A+

หนังคนเหงาติดกลิ่นมุราคามิ (คนที่มีบางสิ่งแตกต่างทำให้เขาแปลกแยกจากสังคมและพยายามรักาษสมดุลความโดดเดี่ยวนั้น) ที่ทำออกมาได้พอดีและดีพอ หนังประคองอารมณ์เหงาโหยหาของตัวเองไว้ในระดับที่ไม่ฟูมฟาย และไม่น่าเบื่อ  อย่างไรก็ตามเรารู้สึกอินกับหนังน้อยกว่าที่คิด ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม


บ้าน ดั่งทารกในอ้อมกอดของนิทรา/ทินตะวัน บุรวัตร์/9.00 A
เด็กหนุ่มที่เหงาไปตามที่ต่างๆของบางกอกก่อนจะกลับมาแก้ผ้านอนที่บ้าน  หนังอาจจะไม่มีอะไรเลย แต่ชอบแรประคองอารมณ์ของหนัง และฉากสุดท้ายที่เรารู้สึกว่าเฮี้ยนมากกว่าจะอบอุ่น

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อยากดู ดริฟท์/ธณัฐชัย บรรดาศักดิ์/

#1 By filmme on 2009-07-22 15:47

น่าเสียดายที่อยู่ดูได้แค่สองโปรแกรม

#2 By sofa on 2009-07-22 17:33