MARATHON DIARY : 11-12/7/52

posted on 13 Jul 2009 12:53 by filmsick

 

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2552
เวลา 11.00 โปรแกรมที่ 13


Secret/ณัฐเดช อินเทียน/30.00 A-

หนังว่าด้วยเรื่องรักกุ๊กกิ๊กของนักศึกษาศิลปะแห่งม.ศิลปากร หนังถ่ายสวย งดงาม แต่ประสบปัญหาคล้ายๆกับหนังโปรดักชั่นดีๆเรื่องอื่นๆคือมันขัดเขิน อิหลักอิเหลื่อ และพยายามจะเอาใจคนดู (อาจารย์) จนไม่มีอะไรพิเศษ ดูแล้วก็แล้วกัน


see you 'round/ชาวี บุษยรัตน์/3.00

หนังที่เอาภาพถ่ายมาเรียงต่อกันให้เห็นคนหมุนได้ เหมือนในMATRIX สิ่งได้หลังจากดูหนังคือ ภาพแบบนี้ต้องใช้ตากล้องถึงยี่สิบกว่าคน   น่าจะเป็นหนังทำดูเล่นกันในกลุ่ม สีสวยดี


Shock 4 ฆาตกร/เปรมปพันธ ผลิตผลการพิมพ์/5.00

ยังไม่เห็นแวว แต่ฉากกรรไกรแทงปากฮาดี


Shock 5 ซ่อนแอบ/เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์/4.00 A+

อันนี้ของเปรมปพัทธ (โอยงง ใครเป็นใคร) ตัดต่อดี เป็นผีจูออน แบบทำเองก็ได้ง่ายจัง


Shock 6 วาไรตี้ผี/เปรมปพันธ ผลิตผลการพิมพ์/5.00    คะแนนความฮาA+

เริ่มเห็นแววความระห่ำของเปรมปพันธ ที่บรรยายเองแบบมั่วไปเรื่อง นำไปสู่ความฮาแบบไม่ตั้งใจ เมื่อแปรสภาพหมูบ้านของเขา ให้กลายเป็นหมู่บ้านผีสิง  รู้สึกฮากับฉาก เดือนตุลา (ที่น่าจะมาเพราะความไม่รู้) มากๆ

อย่างไรก็ตามการจินตนาการว่าเด็กตกลงมาคอหักตายในสนามเด็กเล่นพร้อมๆกันเป็นอะๆรที่ชวนขนลุกดีพิลึก


Shock 7 ผีเล่าเรื่อง/เปรมปพันธ ผลิตผลการพิมพ์/3.00

ธรรมดาไป


Shock 8 พี่ฆ่าน้อง/เปรมปพันธ ผลิตผลการพิมพ์/4.00

ช่วงท้ายของหนังไม่รู้แล้วว่าอะไรเกิดขึ้นในลำดับยังไง งงดี


Shooter/นฤพนธ์ พันธุ์ไพโรจน์/3.00 A-

อนิเมชั่นในส้วม ที่ดูได้เพลินๆ


Silent Love/เอกลักษณ์ เชื้อวงษ์/13.00 A-

หนังรักคนผิการที่ถ่ายฟิล์ม (ไหมหนอ) ถ่ายสวย ทุกอย่างออกแบบมาอย่าดี แต่มีการแสดงแข็งๆและเรื่องที่ดูแล้วก็แล้วกัน  นางเอกเป็นใบ้ ทำงานร้านหนังสือ พระเอกเอาดอกไม้มาให้หน้าห้องทุกวันมารู้ทีหลังว่างเอกพูดไม่ได้ จะชอบมากกว่านี้ถ้าหนังจบแบบไม่หวาน


silence/ฟ้า พูลวรลักษณ์/2.00 A

เราคงจะชอบหนังเรื่องนี้มาก ถ้ามันเป็นรูปแบบของบทกวีซึ่งเราทดลองเขียนได้ว่า

ฉันเขียนความเงียบ

โยนมันลงในแม่น้ำ

พลันสรรพสิ่งเงียบสงบนิรันดร์

 

พอมันเป็นหนังการเล่าทื่อๆทำให้มันกลายเป็นหนังที่ไม่ได้ให้ความลึกซึ้งอะไรเป็นพิเศษ

 

Sky Train/ฐิระพร ภู่งาม/5.00 A-

เรื่องของหญิงสาวที่ลืมโทรศัพท์ไว้บนรถไฟฟ้า  หนังเล่าเรื่องmoral dilemma ง่ายๆจบแบบคลุมเครือ ซึ่งปัญหาก็คือมันได้นำไปสู่สิ่งใด  จริงๆแล้วบางทีถ้าลดทอนอะไรฉึบฉับตอนต้นเรื่องลง(เข้าใจว่าเป็นการทพลองสไตล์) แล้วมาเล่นกับประเด็นของหนัง อาจจะสนุกกว่า


Slash/วีราภา เองมหัสสกุล / รวิสรา พันธุ์แพ/8.00

แผ่นเจ๊งไม่ได้ฉาย


Sleepless night/วีราภา เองมหัสสกุล / รวิสรา พันธุ์แพ/7.00
ไม่แน่ใจว่าเป็นการลองออปชั่นของphotoshopหรือเปล่า แต่รู้สึกว่าการฉายภาพซ้ำไปซ้ำมา มันยาวนานมากๆ


เวลา 13.00 โปรแกรมที่ 14


Small talk/สุรเชษฐ์ ชูเดช/20.00 A++

หนังเล่าเรื่องในวันสุดท้ายที่แม่มาเยี่ยมเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ลูกชายที่เข้ามาใช้ชีวิตเป็นหนุ่มชาวกรุง  เช้านั้นสองแม่ลูกมุ่งหน้าไปหัวลำโพง แม่บ่นเรื่องนั่นนี่ที่เธอได้พบพานจากการมาใช้ชีวิตกับลูกชายช่วงสั้นๆ ในขณะที่ลูกชายนึกรำคาญแม่อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ทันได้ทำอะไรก็มีเสียงโทรศัพท์เข้ามาไม่ขาดสาย ทั้งรับทั้งโทร จนสุดท้ายเขาเสียสมอลล์ ทอล์ค ตัดขาดจากแม่ที่นั่งข้างๆไปตลอดทาง

 

ที่หัวลำโพงแม่ปลีกตัวไปซื้อของโดยเขาไม่ทันฟัง เขาตามหาแม่ให้วุ่นละบ่นว่าแม่ที่ไปไหนไม่บอก แม่ยื่นถึงของที่ซื้อฝห้เขาก่อนขึ้นรถไฟไป เขาถามถึงพ่อแต่แม่ไม่ตอบเพราะนางเพิ่งบอกเขาไประหว่างทางที่เขามาที่นี่

 

หนังพร้อมจะเป็นหนังฟูมฟายเรียกน้ำตาได้ แต่โชคดีที่หนังเลือกโฟกัสเฉพาะเหตุการณ์ระหว่าการไปสถานีรถไฟ  เล่าเรื่องแต่พองาม โดยไม่พยายามบีบคั้นเรียกน้ำตา  การทำหนังเล่าเรื่องห้อยู่ในจังหวะที่พอดี ยิ่งเป็นหนังแบบที่พร้อมจะฟูมฟายเรียกน้ำตา การจะทำให้มัละเอียด ละเมียดไม่ล้นเกินยิ่งทำได้ยากขึ้น แต่โดยส่วนตัวเราพบว่า SMALL TALK ประคองตัวเองได้ดีทีเดียว

 

แต่สิ่งที่เราชอบที่สุดในหนังคือฉกจบที่ไม่ใช่ประเภทตัวละครได้เรียนรู้  หนังจบลงที่ความสำนึกผิดผสมปนเปกับความหลงทาง โทรศัพท์ที่ติต่อไม่ได้ สมอลล์ทอล์ค กลายเป็นเพียงชื่อเครื่องมืออุปกรณ์ เพราะไม่เคยมีการพูดคุยเกิดขึ้นแม้แต่เล็กน้อย

หนังเล่าเรื่องในชวันสุดท้ายที่แม่มาเยี่ยมเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ลูกชายที่เข้ามาใช้ชีวิตเป็นหนุ่มชาวกรุง  เช้านั้นสองแม่ลูกมุ่งหน้าไปหัวลำโพง


someone is watching over me/ฟ้า พูลวรลักษณ์/1.00 A++

หนังเล็กๆเหมือนซีนสั้นๆจากหนังยาว แต่ตัดซีนนี้มาน่ารักดี เป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งทำงานอยู่ในห้องแล้วรู้สึกว่ามีใครสักคนแอบมองอยู่ นอกหน้าต่าง แต่เปิดออกไปก็ไม่เจอใคร (มีแต่คนดูเท่านั้นที่เห็น)  โดยส่วนตัวรู้สึกว่ามันพร้อมจะเป็นหนังผีจูออนได้ทุกเมื่อ แต่แค่เปลี่ยนสีหน้าของผู้หญิงมันก็กลาเป็นหนังกุ๊กกิ๊กพิศวงงงงวยไปได้ รู้สึกว่ามันน่ารักกำลังดี และเป็นหนังมากกว่า silence ที่ได้ดูก่อนหน้า


Sperm saves the world/อมร หะริณนิติสุข/9.00 A++

เป็นหนังลดโลกร้อนที่อีโรติคมาก !  ชอที่หนังมันทั้งฮา และทั้งอีโรติคแบบสมจริงด้วย อาจจะเพราะตัวละครชายหญิงไม่ได้เป็นนางแบบหล่อสวยอะไรจากไหน แถมการเล้าโลมยังเลื้อยลามไปถึงการแก้ผ้าแก้ผ่อนอีกต่างหาก ช่วงกลางของหนังเปลี่ยนไปเป็นอนิเมชั่น(เหรอ!) แบบทำเองก็ได้ง่ายัจังแล้วปิดสรุปเรื่องแบบฮาๆ!

 

รู้สึกว่านี่คือหนังที่บ้าเพี้ยนดี ชอบ ๆ

Stain on memory/ธเนศ รัตนกุล/17.00

 จำไม่ได้แล้ว


Stuck in the Middle/วิจักข์ตรี ถิระพัฒน์/23.00

หนังเล่าเรื่องการก้าวพ้นความทรงจำเลวร้าย(ซึ่งแน่นอนว่ามาจากการอกหัก) ของเด็กหญิงข้างหน้าต่าง(เพราะกว่าครึ่งเรื่องน้องนางเอกนั่งริมหน้าต่าง) หนังเล่าเรื่องของผู้ชายสองคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต คนที่บอกเลิก และคนที่มาดูแล โดยตัดสลับไปมา

 

ปัญหาใหญ่ของหนังเรื่องนี้คือการที่เมื่อจำเป็นต้องเล่าส่วนที่เป็นอารมณืหนังจะถูกแทนที่ด้วยดารเป็นmusic video (ซึ่งเท่าที่นับได้มีสี่เพลงเป็นอย่างน้อย) ผลก็คือ เราไม่ได้ลงไปในส่วนลึกซึ้งที่ไม่สามารถอธิบายด้วยบทสนทนาหรือVoice over ได้ เรายังคงแตะสัมผัสอยู่บนผิวเปลือกอารมณ์ของเด็กหญิงข้างหน้าต่าง  ซึ่งมันทำให้เราไม่ดู้สึกก้าวผ่านไปกับเธอด้วยในฉากเปผิดหน้าต่าง หรือกระทั่งการตัดสินใจของพ่อหนุ่มเสื้อชมพูก็ไม่ได้ช๊อคความรู้สึกเราเท่าไหร่


Symbolic/อานนท์ ไสย์โยธา/7.00

หนังเล่าเรื่องเฉกเช่นเกียวกับเนื้อหาในเพลง ‘ รูปที่มีทุกบ้าน' ฟูมฟายตามสมควร  แต่สิ่งที่ทำให้เรารูสึกแปลกประหลาดเชิงทัศนคติ คือการที่จู่ๆหนังบอกว่า มีในทุกที่ แม้แต่ที่นี่ ซึ่งที่นั่นคือ อัลคาซาร์  เราไม่แน่ใจว่าคนทำหนังตังใจหรือไม่ แต่มันถูกทำให้คิดไปว่า กรททั่งที่อย่างอัลคาซาณ์ ยังมีรูปที่มีทุกบ้าน ตามตรรกะนี้มันมีนัยยะว่าสิ่งหนึ่งสูงกว่าอีกสิ่งหนึ่งแบบตรงกันข้าม ซึ่งหมายความว่า อัลคาซาร์เป็นสถานที่ที่มีความหมายในเชิงลบมากๆ  ซึ่งมันสะท้อนทัศนคติของคนทำ อยู่พอแรง


SUBTITLE : For Your Eyes Only/ทิพย์ แซ่ตั้ง/5.00 A+

หนังเริ่มต้นด้วยการเป็นคล้ายๆหนังซ้อนหนัง เพราะหนังเล่าเรื่องวิธีการทำซับไตเติ้ล ด้วยการใช้ซับไตเติ้ล จากนั้นเราค่อยๆเห็นว่าสิ่งที่เครื่องทำซับ(หมายถึงโปรแกรมพรีเมียร์) กำลังทำคือสารคดีว่าด้วยเครื่องทำซับไตเติ้ลเครื่องแรกของประเทศไทย ภาพจากสารคดีสะท้อนความยากลำบากของการทำซับไตเติ้ลที่ย้อนแย้งกับการใช้โปรแกรมพรีเมียร์ จนดูเหมือนสองส่วนนี้จะกินกันเองและน่าสนใจมาก

อย่างไรก็ตาม แทนที่หนังจะเล่นกับการดำรงคงอยู่ของซับไตเติ้ล หนังกลับให้คำอธิบายว่าทั้งหมดเป็นเพียงความพยายามทำให้เราได้รับรู้โลกของคนหูหนวก เท่านั้น ทำให้มันลดทอนพลังของการย้อนแย้งไปมากทีเดียว

อย่างไรก็ดี เราชอบสามในสี่แรกของหนังมากๆ แม้จะผิดจุดประสงค์ผู้สร้างก็ตาม


The conflict/อุดมศักดิ์ เล็กกระจ่าง/10.00
จำอะไรในหนังไม่ได้เลย


เวลา 15.00 โปรแกรมที่ 15
The disabled/ปาริชาติ พยุงวงษ์/9.00

อีกหนึ่งหนังรักคนพิการ แต่คราวนี้ไปไกลกว่าเดิม  หนังเล่าเรื่องด้วยพลอตเดียวกันกับ SILENT LOVE  แต่เปลี่ยนพระเอกจากหนุ่ม มหาลัยไปเป็นเด็กส่งข้าวแทน  และหนังดำเนินไปในโทนที่มืดหมองกว่า อย่างไรก็ดี หนังไม่มีอะไรที่พอจะเรียกได้ว่า ความสมจริงแล้ว ทั้งน้องนางเอก พระเอก และที่สำคัญ ป้ายแพทย์อาสาที่จู่ๆก็โผล่มา รวมถึงคุณหมอที่ออกมาเพื่อพูดว่า อุ๊ย เธอเสียชีวิตแล้วนี่คะ!


the girl who picnic with astronaut/กิตติพัฒน์ กนกนาค/10.00 A+

มีโอกาสสูงมากที่หนังเรื่องนี้จะกลายเป็นแค่หนังดัดจริต  เพราะหนังเล่าเรื่องเด็กผู้หญิงที่ออกมาที่สวนสาธารณะ ผูผ้าพลาสติก เอาผ้ามาพันตา  ผูกเชือกรอบต้นไม้ แล้วสัมผัสผิวเปลือกของมัน เชื่อมโยงกับอะไรบางอย่างที่อาจจะเป็นมนุษย์ต่างดาว โดยมีดนตรีแบบpost rock เป็นพื้นหลัง

ไม่รู้เหมือนกันว่าสำหรับคนอื่นหนังเรื่องนี้จะดัดจริตมากน้อยแค่ไหน  แต่เราพบว่าเราตื่นใจและเจ็บปวดกับอาการผิดวพิกลของเด็กสาวในเรื่อง การไขว่คว้าการส่งสัญญาณกับบางสิ่งที่อยู่ไกลออกไปราวกับโลกทั้งใบหันหลังให้เสียแล้ว

มันจะเป็นMV ธรรมดาหรือเปล่าไม่รู้ แต่ตอนดูเรารู้สึกร่วมกับมันพอสมควรทีเดียว


The Lucky Winner/ศรายุทธ์ ตั้งจิตแผ้ว/7.00 A+

หนังลองเทค ว่าด้วยเด็กหนุ่มที่ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง  และเหตุการณ์ณืต่อเนื่องหลังจากหนัง  เว่าหนังเซตขึ้นมาเพื่อโชว์เทพลองเทค ซึ่งหนังก็นำเสนออกมาได้น่าทึ่งดี น่าเสียดายอยู่หน่อยที่มันจบแค่ คนที่สาม(คุณป้ากวาดถนน) เข้าใจว่าคงหมดแรง ทั้งการคิดเรื่องและการถ่าย แต่รู้สึกเหมือนยังไม่สุด ยังดูไม่จบ  ก็จบเรื่องเสียแล้ว

อนึ่งชอบผู้หญิงที่อุ้มลูกมาหาพ่อมากๆ  


The Honeymoon Suite/ภาคภูมิ ตรีชัยรัศมี/24.00  A/A-

หนังสั้นไทยที่ใช้ตัวละครเป็นญี่ปุ่น พูดญี่ปุ่น และอังกฤษ และไปถ่ายทำในประเทศแถบยุโรป เปิดฉากด้วยชายหนุ่มที่กำลังวิ่ง วิ่ง วิ่ง เพ่อค้นหาบางความหมายของชีวิต ย้อนกลับไปก่อนหน้าเขาและภรรยามาฮันนีมูนในโรงแรมหรูหรา  ทั้งคู่ถูกบังคับให้แต่งงานผ่านทาการจัดการของเครือญาติ ทั้งขัดเขิน และดูเหมือนจะมีความลับต่อกัน  พวกเขาไม่ได้มีเซกส์กัน แทบจะพูดกันเท่าแต่ที่จำเป็น  คืนหนึ่งชายหนุ่มออกมาสูดอากาศนอกโรงแรม และหนุ่มยุโรปยืนสูบบุหรี่อยู่บนสะพาน ทั้งคู่สานสัมพันธ์กันและนำไปสู่ค่ำคืนพิเศษของกัน

หนังเล่าเรื่องแบบที่ทำให้นึกถึงหนังในทำนองเดียวกันเป็นจำนวนมาก ที่ใกล้เคียงมากคือ ฮะซัน ของคูณอรรถพลเมื่อปีที่แล้ว  แต่เรารู้สึกว่าการที่หนังมีโปรดักชั่นสวยงาม การแสดงที่ใช้ได้ หนังกลับขาดหัวใจบางอย่าง ยิ่งเมื่อเทียบกับฮะซัน ที่เล่นเรื่องการกัดกิน และความสำนึกบาปได้อย่างน่าสนใจมากกว่า

กลายเป็นหนังอีกเรื่งที่เราเห็นถึงความประณีต แต่จบแล้วก็แล้วกัน


The Safe House/อรรถรณ บาหยัน และ ชนินทร์ ปั้นทอง/19.00 A+

เรื่องของโจรปล้นร้านทองที่หนีเข้ามาซ่อนในรถของไอ้หนุ่มออฟฟิศ  ก่อนที่ทั้งคูจะเห็นใจจนเตลิดหนีตำรวจไปด้วยกันโดยไม่รู้ว่าไอ้หนุ่มออฟฟิศก็มีความลับของตัวเองอยู่เหมือนกัน

หนังเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ แต่ปมที่หนังปูไว้มันสามารถคาดเดาพอได้จากการดูหนัง อาจเพราะตัวละครทิ้งร่องรอยให้คนดูมากเกินไปและไม่เนียน ทำให้เดาได้ไม่ยาก และมากไปกว่านั้นมันทำให้นึกไปถึงหนังหายากของเสด็จพ่อ มาริโอ้ บาวา อย่างRABID DOGS  ที่มีพลอตคล้ายคลึงมาก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้พิเศษคือฉากจบซึ่งมาเหนือชั้นกว่า RABID DOGS เล่าไม่ได้ว่าใครตายใครรอด หรือรอดทั้งคู่ หรือตายทั้งคู่ แต่เป็นฉากจบที่คลุมเครือทั้งทางศีลธรรมและชนชั้นดี ชอบ


The Promoter/ปวิตร ตรีเมฆ/12.00  A-

หนังว่าด้วยไอ้หนุ่มที่ปิ๊งไอเดียรับจ้างทำให้คนแตกแยกกันแต่สุดท้ายแพ้ใจเด็กคนหนึ่งที่เป็นผลพวงการกระทำของเขา หนังเล่าง่าย ตรงไปตรงมา มีนัยยะทางการเมือง ซึ่งโดยส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นนัยยะที่ไร้เดียงสาอยู่ไม่น้อย

 

17.00 โปรแกรมที่ 16
the school beauty/เปรมปพัทธ  ผลิตผลการพิมพ์ , เปรมปพันธ ผลิตผลการพิมพ์/30.00 A+++

โดยส่วนตัวเราพบว่านี่คือหนังที่แกว่งไปมาระหว่างหนังของโกดาร์ด กับหนังของวีระศักดิ์ สุยะลา  หนังทำเงเล่นเองทุกบทของสามพี่น้อง ซึ่งถ่ายทำกันหลังบ้านของตัวเอง หนังมีทั้งความสดใหม่และเกรี้ยวกราดแบบANGRY (VERY) YOUNG MEN พูดถึงโรงเรียนพระแม่ที่หน้าฉากเป็นโรงเรียนแสนดี แต่ลับหลังขมขู่ทุบตีทำร้ายเด็ก  โดยเปรมปพทธ และ เปรมปพันธ ผลัดกันรับบทครูและนักเรียน ส่วนเจ้าตัวเล็ก คอยป่วน (และโดยส่วนตัวเราพบว่าเจ้าตัวเล็กนี่แหละทำให้หนังเหวอในระดับโกดาร์ด ในแง่ที่คนทำเองก็อาจไม่ตั้งใจ เพราะถ้ามันมีเส้นเรื่อง เจ้าหนูจะเป็นคนที่นอกบทตลอด ทำหน้าที่เบรกเชี่ยนกันคนดูออกจากหนัง (แต่มันก็คงไม่มีใครอินอยู่กับหนังไม่มีฉากหรอก)  

หนังมีความห่ามอยู่พอแรงทีเดียว และน่าสนใจที่ทั้งสองคนเอา