MARATHON DIARY : 11-12/7/52

posted on 13 Jul 2009 12:53 by filmsick

 

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2552
เวลา 11.00 โปรแกรมที่ 13


Secret/ณัฐเดช อินเทียน/30.00 A-

หนังว่าด้วยเรื่องรักกุ๊กกิ๊กของนักศึกษาศิลปะแห่งม.ศิลปากร หนังถ่ายสวย งดงาม แต่ประสบปัญหาคล้ายๆกับหนังโปรดักชั่นดีๆเรื่องอื่นๆคือมันขัดเขิน อิหลักอิเหลื่อ และพยายามจะเอาใจคนดู (อาจารย์) จนไม่มีอะไรพิเศษ ดูแล้วก็แล้วกัน


see you 'round/ชาวี บุษยรัตน์/3.00

หนังที่เอาภาพถ่ายมาเรียงต่อกันให้เห็นคนหมุนได้ เหมือนในMATRIX สิ่งได้หลังจากดูหนังคือ ภาพแบบนี้ต้องใช้ตากล้องถึงยี่สิบกว่าคน   น่าจะเป็นหนังทำดูเล่นกันในกลุ่ม สีสวยดี


Shock 4 ฆาตกร/เปรมปพันธ ผลิตผลการพิมพ์/5.00

ยังไม่เห็นแวว แต่ฉากกรรไกรแทงปากฮาดี


Shock 5 ซ่อนแอบ/เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์/4.00 A+

อันนี้ของเปรมปพัทธ (โอยงง ใครเป็นใคร) ตัดต่อดี เป็นผีจูออน แบบทำเองก็ได้ง่ายจัง


Shock 6 วาไรตี้ผี/เปรมปพันธ ผลิตผลการพิมพ์/5.00    คะแนนความฮาA+

เริ่มเห็นแววความระห่ำของเปรมปพันธ ที่บรรยายเองแบบมั่วไปเรื่อง นำไปสู่ความฮาแบบไม่ตั้งใจ เมื่อแปรสภาพหมูบ้านของเขา ให้กลายเป็นหมู่บ้านผีสิง  รู้สึกฮากับฉาก เดือนตุลา (ที่น่าจะมาเพราะความไม่รู้) มากๆ

อย่างไรก็ตามการจินตนาการว่าเด็กตกลงมาคอหักตายในสนามเด็กเล่นพร้อมๆกันเป็นอะๆรที่ชวนขนลุกดีพิลึก


Shock 7 ผีเล่าเรื่อง/เปรมปพันธ ผลิตผลการพิมพ์/3.00

ธรรมดาไป


Shock 8 พี่ฆ่าน้อง/เปรมปพันธ ผลิตผลการพิมพ์/4.00

ช่วงท้ายของหนังไม่รู้แล้วว่าอะไรเกิดขึ้นในลำดับยังไง งงดี


Shooter/นฤพนธ์ พันธุ์ไพโรจน์/3.00 A-

อนิเมชั่นในส้วม ที่ดูได้เพลินๆ


Silent Love/เอกลักษณ์ เชื้อวงษ์/13.00 A-

หนังรักคนผิการที่ถ่ายฟิล์ม (ไหมหนอ) ถ่ายสวย ทุกอย่างออกแบบมาอย่าดี แต่มีการแสดงแข็งๆและเรื่องที่ดูแล้วก็แล้วกัน  นางเอกเป็นใบ้ ทำงานร้านหนังสือ พระเอกเอาดอกไม้มาให้หน้าห้องทุกวันมารู้ทีหลังว่างเอกพูดไม่ได้ จะชอบมากกว่านี้ถ้าหนังจบแบบไม่หวาน


silence/ฟ้า พูลวรลักษณ์/2.00 A

เราคงจะชอบหนังเรื่องนี้มาก ถ้ามันเป็นรูปแบบของบทกวีซึ่งเราทดลองเขียนได้ว่า

ฉันเขียนความเงียบ

โยนมันลงในแม่น้ำ

พลันสรรพสิ่งเงียบสงบนิรันดร์

 

พอมันเป็นหนังการเล่าทื่อๆทำให้มันกลายเป็นหนังที่ไม่ได้ให้ความลึกซึ้งอะไรเป็นพิเศษ

 

Sky Train/ฐิระพร ภู่งาม/5.00 A-

เรื่องของหญิงสาวที่ลืมโทรศัพท์ไว้บนรถไฟฟ้า  หนังเล่าเรื่องmoral dilemma ง่ายๆจบแบบคลุมเครือ ซึ่งปัญหาก็คือมันได้นำไปสู่สิ่งใด  จริงๆแล้วบางทีถ้าลดทอนอะไรฉึบฉับตอนต้นเรื่องลง(เข้าใจว่าเป็นการทพลองสไตล์) แล้วมาเล่นกับประเด็นของหนัง อาจจะสนุกกว่า


Slash/วีราภา เองมหัสสกุล / รวิสรา พันธุ์แพ/8.00

แผ่นเจ๊งไม่ได้ฉาย


Sleepless night/วีราภา เองมหัสสกุล / รวิสรา พันธุ์แพ/7.00
ไม่แน่ใจว่าเป็นการลองออปชั่นของphotoshopหรือเปล่า แต่รู้สึกว่าการฉายภาพซ้ำไปซ้ำมา มันยาวนานมากๆ


เวลา 13.00 โปรแกรมที่ 14


Small talk/สุรเชษฐ์ ชูเดช/20.00 A++

หนังเล่าเรื่องในวันสุดท้ายที่แม่มาเยี่ยมเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ลูกชายที่เข้ามาใช้ชีวิตเป็นหนุ่มชาวกรุง  เช้านั้นสองแม่ลูกมุ่งหน้าไปหัวลำโพง แม่บ่นเรื่องนั่นนี่ที่เธอได้พบพานจากการมาใช้ชีวิตกับลูกชายช่วงสั้นๆ ในขณะที่ลูกชายนึกรำคาญแม่อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ทันได้ทำอะไรก็มีเสียงโทรศัพท์เข้ามาไม่ขาดสาย ทั้งรับทั้งโทร จนสุดท้ายเขาเสียสมอลล์ ทอล์ค ตัดขาดจากแม่ที่นั่งข้างๆไปตลอดทาง

 

ที่หัวลำโพงแม่ปลีกตัวไปซื้อของโดยเขาไม่ทันฟัง เขาตามหาแม่ให้วุ่นละบ่นว่าแม่ที่ไปไหนไม่บอก แม่ยื่นถึงของที่ซื้อฝห้เขาก่อนขึ้นรถไฟไป เขาถามถึงพ่อแต่แม่ไม่ตอบเพราะนางเพิ่งบอกเขาไประหว่างทางที่เขามาที่นี่

 

หนังพร้อมจะเป็นหนังฟูมฟายเรียกน้ำตาได้ แต่โชคดีที่หนังเลือกโฟกัสเฉพาะเหตุการณ์ระหว่าการไปสถานีรถไฟ  เล่าเรื่องแต่พองาม โดยไม่พยายามบีบคั้นเรียกน้ำตา  การทำหนังเล่าเรื่องห้อยู่ในจังหวะที่พอดี ยิ่งเป็นหนังแบบที่พร้อมจะฟูมฟายเรียกน้ำตา การจะทำให้มัละเอียด ละเมียดไม่ล้นเกินยิ่งทำได้ยากขึ้น แต่โดยส่วนตัวเราพบว่า SMALL TALK ประคองตัวเองได้ดีทีเดียว

 

แต่สิ่งที่เราชอบที่สุดในหนังคือฉกจบที่ไม่ใช่ประเภทตัวละครได้เรียนรู้  หนังจบลงที่ความสำนึกผิดผสมปนเปกับความหลงทาง โทรศัพท์ที่ติต่อไม่ได้ สมอลล์ทอล์ค กลายเป็นเพียงชื่อเครื่องมืออุปกรณ์ เพราะไม่เคยมีการพูดคุยเกิดขึ้นแม้แต่เล็กน้อย

หนังเล่าเรื่องในชวันสุดท้ายที่แม่มาเยี่ยมเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ลูกชายที่เข้ามาใช้ชีวิตเป็นหนุ่มชาวกรุง  เช้านั้นสองแม่ลูกมุ่งหน้าไปหัวลำโพง


someone is watching over me/ฟ้า พูลวรลักษณ์/1.00 A++

หนังเล็กๆเหมือนซีนสั้นๆจากหนังยาว แต่ตัดซีนนี้มาน่ารักดี เป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งทำงานอยู่ในห้องแล้วรู้สึกว่ามีใครสักคนแอบมองอยู่ นอกหน้าต่าง แต่เปิดออกไปก็ไม่เจอใคร (มีแต่คนดูเท่านั้นที่เห็น)  โดยส่วนตัวรู้สึกว่ามันพร้อมจะเป็นหนังผีจูออนได้ทุกเมื่อ แต่แค่เปลี่ยนสีหน้าของผู้หญิงมันก็กลาเป็นหนังกุ๊กกิ๊กพิศวงงงงวยไปได้ รู้สึกว่ามันน่ารักกำลังดี และเป็นหนังมากกว่า silence ที่ได้ดูก่อนหน้า


Sperm saves the world/อมร หะริณนิติสุข/9.00 A++

เป็นหนังลดโลกร้อนที่อีโรติคมาก !  ชอที่หนังมันทั้งฮา และทั้งอีโรติคแบบสมจริงด้วย อาจจะเพราะตัวละครชายหญิงไม่ได้เป็นนางแบบหล่อสวยอะไรจากไหน แถมการเล้าโลมยังเลื้อยลามไปถึงการแก้ผ้าแก้ผ่อนอีกต่างหาก ช่วงกลางของหนังเปลี่ยนไปเป็นอนิเมชั่น(เหรอ!) แบบทำเองก็ได้ง่ายัจังแล้วปิดสรุปเรื่องแบบฮาๆ!

 

รู้สึกว่านี่คือหนังที่บ้าเพี้ยนดี ชอบ ๆ

Stain on memory/ธเนศ รัตนกุล/17.00

 จำไม่ได้แล้ว


Stuck in the Middle/วิจักข์ตรี ถิระพัฒน์/23.00

หนังเล่าเรื่องการก้าวพ้นความทรงจำเลวร้าย(ซึ่งแน่นอนว่ามาจากการอกหัก) ของเด็กหญิงข้างหน้าต่าง(เพราะกว่าครึ่งเรื่องน้องนางเอกนั่งริมหน้าต่าง) หนังเล่าเรื่องของผู้ชายสองคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต คนที่บอกเลิก และคนที่มาดูแล โดยตัดสลับไปมา

 

ปัญหาใหญ่ของหนังเรื่องนี้คือการที่เมื่อจำเป็นต้องเล่าส่วนที่เป็นอารมณืหนังจะถูกแทนที่ด้วยดารเป็นmusic video (ซึ่งเท่าที่นับได้มีสี่เพลงเป็นอย่างน้อย) ผลก็คือ เราไม่ได้ลงไปในส่วนลึกซึ้งที่ไม่สามารถอธิบายด้วยบทสนทนาหรือVoice over ได้ เรายังคงแตะสัมผัสอยู่บนผิวเปลือกอารมณ์ของเด็กหญิงข้างหน้าต่าง  ซึ่งมันทำให้เราไม่ดู้สึกก้าวผ่านไปกับเธอด้วยในฉากเปผิดหน้าต่าง หรือกระทั่งการตัดสินใจของพ่อหนุ่มเสื้อชมพูก็ไม่ได้ช๊อคความรู้สึกเราเท่าไหร่


Symbolic/อานนท์ ไสย์โยธา/7.00

หนังเล่าเรื่องเฉกเช่นเกียวกับเนื้อหาในเพลง ‘ รูปที่มีทุกบ้าน' ฟูมฟายตามสมควร  แต่สิ่งที่ทำให้เรารูสึกแปลกประหลาดเชิงทัศนคติ คือการที่จู่ๆหนังบอกว่า มีในทุกที่ แม้แต่ที่นี่ ซึ่งที่นั่นคือ อัลคาซาร์  เราไม่แน่ใจว่าคนทำหนังตังใจหรือไม่ แต่มันถูกทำให้คิดไปว่า กรททั่งที่อย่างอัลคาซาณ์ ยังมีรูปที่มีทุกบ้าน ตามตรรกะนี้มันมีนัยยะว่าสิ่งหนึ่งสูงกว่าอีกสิ่งหนึ่งแบบตรงกันข้าม ซึ่งหมายความว่า อัลคาซาร์เป็นสถานที่ที่มีความหมายในเชิงลบมากๆ  ซึ่งมันสะท้อนทัศนคติของคนทำ อยู่พอแรง


SUBTITLE : For Your Eyes Only/ทิพย์ แซ่ตั้ง/5.00 A+

หนังเริ่มต้นด้วยการเป็นคล้ายๆหนังซ้อนหนัง เพราะหนังเล่าเรื่องวิธีการทำซับไตเติ้ล ด้วยการใช้ซับไตเติ้ล จากนั้นเราค่อยๆเห็นว่าสิ่งที่เครื่องทำซับ(หมายถึงโปรแกรมพรีเมียร์) กำลังทำคือสารคดีว่าด้วยเครื่องทำซับไตเติ้ลเครื่องแรกของประเทศไทย ภาพจากสารคดีสะท้อนความยากลำบากของการทำซับไตเติ้ลที่ย้อนแย้งกับการใช้โปรแกรมพรีเมียร์ จนดูเหมือนสองส่วนนี้จะกินกันเองและน่าสนใจมาก

อย่างไรก็ตาม แทนที่หนังจะเล่นกับการดำรงคงอยู่ของซับไตเติ้ล หนังกลับให้คำอธิบายว่าทั้งหมดเป็นเพียงความพยายามทำให้เราได้รับรู้โลกของคนหูหนวก เท่านั้น ทำให้มันลดทอนพลังของการย้อนแย้งไปมากทีเดียว

อย่างไรก็ดี เราชอบสามในสี่แรกของหนังมากๆ แม้จะผิดจุดประสงค์ผู้สร้างก็ตาม


The conflict/อุดมศักดิ์ เล็กกระจ่าง/10.00
จำอะไรในหนังไม่ได้เลย


เวลา 15.00 โปรแกรมที่ 15
The disabled/ปาริชาติ พยุงวงษ์/9.00

อีกหนึ่งหนังรักคนพิการ แต่คราวนี้ไปไกลกว่าเดิม  หนังเล่าเรื่องด้วยพลอตเดียวกันกับ SILENT LOVE  แต่เปลี่ยนพระเอกจากหนุ่ม มหาลัยไปเป็นเด็กส่งข้าวแทน  และหนังดำเนินไปในโทนที่มืดหมองกว่า อย่างไรก็ดี หนังไม่มีอะไรที่พอจะเรียกได้ว่า ความสมจริงแล้ว ทั้งน้องนางเอก พระเอก และที่สำคัญ ป้ายแพทย์อาสาที่จู่ๆก็โผล่มา รวมถึงคุณหมอที่ออกมาเพื่อพูดว่า อุ๊ย เธอเสียชีวิตแล้วนี่คะ!


the girl who picnic with astronaut/กิตติพัฒน์ กนกนาค/10.00 A+

มีโอกาสสูงมากที่หนังเรื่องนี้จะกลายเป็นแค่หนังดัดจริต  เพราะหนังเล่าเรื่องเด็กผู้หญิงที่ออกมาที่สวนสาธารณะ ผูผ้าพลาสติก เอาผ้ามาพันตา  ผูกเชือกรอบต้นไม้ แล้วสัมผัสผิวเปลือกของมัน เชื่อมโยงกับอะไรบางอย่างที่อาจจะเป็นมนุษย์ต่างดาว โดยมีดนตรีแบบpost rock เป็นพื้นหลัง

ไม่รู้เหมือนกันว่าสำหรับคนอื่นหนังเรื่องนี้จะดัดจริตมากน้อยแค่ไหน  แต่เราพบว่าเราตื่นใจและเจ็บปวดกับอาการผิดวพิกลของเด็กสาวในเรื่อง การไขว่คว้าการส่งสัญญาณกับบางสิ่งที่อยู่ไกลออกไปราวกับโลกทั้งใบหันหลังให้เสียแล้ว

มันจะเป็นMV ธรรมดาหรือเปล่าไม่รู้ แต่ตอนดูเรารู้สึกร่วมกับมันพอสมควรทีเดียว


The Lucky Winner/ศรายุทธ์ ตั้งจิตแผ้ว/7.00 A+

หนังลองเทค ว่าด้วยเด็กหนุ่มที่ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง  และเหตุการณ์ณืต่อเนื่องหลังจากหนัง  เว่าหนังเซตขึ้นมาเพื่อโชว์เทพลองเทค ซึ่งหนังก็นำเสนออกมาได้น่าทึ่งดี น่าเสียดายอยู่หน่อยที่มันจบแค่ คนที่สาม(คุณป้ากวาดถนน) เข้าใจว่าคงหมดแรง ทั้งการคิดเรื่องและการถ่าย แต่รู้สึกเหมือนยังไม่สุด ยังดูไม่จบ  ก็จบเรื่องเสียแล้ว

อนึ่งชอบผู้หญิงที่อุ้มลูกมาหาพ่อมากๆ  


The Honeymoon Suite/ภาคภูมิ ตรีชัยรัศมี/24.00  A/A-

หนังสั้นไทยที่ใช้ตัวละครเป็นญี่ปุ่น พูดญี่ปุ่น และอังกฤษ และไปถ่ายทำในประเทศแถบยุโรป เปิดฉากด้วยชายหนุ่มที่กำลังวิ่ง วิ่ง วิ่ง เพ่อค้นหาบางความหมายของชีวิต ย้อนกลับไปก่อนหน้าเขาและภรรยามาฮันนีมูนในโรงแรมหรูหรา  ทั้งคู่ถูกบังคับให้แต่งงานผ่านทาการจัดการของเครือญาติ ทั้งขัดเขิน และดูเหมือนจะมีความลับต่อกัน  พวกเขาไม่ได้มีเซกส์กัน แทบจะพูดกันเท่าแต่ที่จำเป็น  คืนหนึ่งชายหนุ่มออกมาสูดอากาศนอกโรงแรม และหนุ่มยุโรปยืนสูบบุหรี่อยู่บนสะพาน ทั้งคู่สานสัมพันธ์กันและนำไปสู่ค่ำคืนพิเศษของกัน

หนังเล่าเรื่องแบบที่ทำให้นึกถึงหนังในทำนองเดียวกันเป็นจำนวนมาก ที่ใกล้เคียงมากคือ ฮะซัน ของคูณอรรถพลเมื่อปีที่แล้ว  แต่เรารู้สึกว่าการที่หนังมีโปรดักชั่นสวยงาม การแสดงที่ใช้ได้ หนังกลับขาดหัวใจบางอย่าง ยิ่งเมื่อเทียบกับฮะซัน ที่เล่นเรื่องการกัดกิน และความสำนึกบาปได้อย่างน่าสนใจมากกว่า

กลายเป็นหนังอีกเรื่งที่เราเห็นถึงความประณีต แต่จบแล้วก็แล้วกัน


The Safe House/อรรถรณ บาหยัน และ ชนินทร์ ปั้นทอง/19.00 A+

เรื่องของโจรปล้นร้านทองที่หนีเข้ามาซ่อนในรถของไอ้หนุ่มออฟฟิศ  ก่อนที่ทั้งคูจะเห็นใจจนเตลิดหนีตำรวจไปด้วยกันโดยไม่รู้ว่าไอ้หนุ่มออฟฟิศก็มีความลับของตัวเองอยู่เหมือนกัน

หนังเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ แต่ปมที่หนังปูไว้มันสามารถคาดเดาพอได้จากการดูหนัง อาจเพราะตัวละครทิ้งร่องรอยให้คนดูมากเกินไปและไม่เนียน ทำให้เดาได้ไม่ยาก และมากไปกว่านั้นมันทำให้นึกไปถึงหนังหายากของเสด็จพ่อ มาริโอ้ บาวา อย่างRABID DOGS  ที่มีพลอตคล้ายคลึงมาก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้พิเศษคือฉากจบซึ่งมาเหนือชั้นกว่า RABID DOGS เล่าไม่ได้ว่าใครตายใครรอด หรือรอดทั้งคู่ หรือตายทั้งคู่ แต่เป็นฉากจบที่คลุมเครือทั้งทางศีลธรรมและชนชั้นดี ชอบ


The Promoter/ปวิตร ตรีเมฆ/12.00  A-

หนังว่าด้วยไอ้หนุ่มที่ปิ๊งไอเดียรับจ้างทำให้คนแตกแยกกันแต่สุดท้ายแพ้ใจเด็กคนหนึ่งที่เป็นผลพวงการกระทำของเขา หนังเล่าง่าย ตรงไปตรงมา มีนัยยะทางการเมือง ซึ่งโดยส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นนัยยะที่ไร้เดียงสาอยู่ไม่น้อย

 

17.00 โปรแกรมที่ 16
the school beauty/เปรมปพัทธ  ผลิตผลการพิมพ์ , เปรมปพันธ ผลิตผลการพิมพ์/30.00 A+++

โดยส่วนตัวเราพบว่านี่คือหนังที่แกว่งไปมาระหว่างหนังของโกดาร์ด กับหนังของวีระศักดิ์ สุยะลา  หนังทำเงเล่นเองทุกบทของสามพี่น้อง ซึ่งถ่ายทำกันหลังบ้านของตัวเอง หนังมีทั้งความสดใหม่และเกรี้ยวกราดแบบANGRY (VERY) YOUNG MEN พูดถึงโรงเรียนพระแม่ที่หน้าฉากเป็นโรงเรียนแสนดี แต่ลับหลังขมขู่ทุบตีทำร้ายเด็ก  โดยเปรมปพทธ และ เปรมปพันธ ผลัดกันรับบทครูและนักเรียน ส่วนเจ้าตัวเล็ก คอยป่วน (และโดยส่วนตัวเราพบว่าเจ้าตัวเล็กนี่แหละทำให้หนังเหวอในระดับโกดาร์ด ในแง่ที่คนทำเองก็อาจไม่ตั้งใจ เพราะถ้ามันมีเส้นเรื่อง เจ้าหนูจะเป็นคนที่นอกบทตลอด ทำหน้าที่เบรกเชี่ยนกันคนดูออกจากหนัง (แต่มันก็คงไม่มีใครอินอยู่กับหนังไม่มีฉากหรอก)  

หนังมีความห่ามอยู่พอแรงทีเดียว และน่าสนใจที่ทั้งสองคนเอามันออกมาแบบไม่ยั้งมือ ที่น่าสนใจคือ ผู้ปกครอง(หมายถึงทั่วๆไป ไม่ใช่ของน้องสองคน) อาจไม่สบายใจที่เห็นเด็กๆกระทำกิริยาแบบนั้นหน้ากล้อง แต่โดยส่วนตัวเรารู้สึกว่านี่เป็นไม่กี่ครั้งที่เราได้เห็นหนังที่คนทำแสดงคามเป็นตัวเองโดยไม่มิดเม้มสร้างภาพ มันอาจจะเหมือนหนังถ่ายเล่นไร้สาระ (เดาว่าพอน้องๆอายุสักยี่สิบ หนังเรื่องนี้จะเป็นหนังน่าอายแบเด็กๆของทั้งคู่) แต่เราชอบอารมณืดิบๆของเด็กๆแห่งยุคสมัยแฮะ

เสียดายที่หนังยาวไปหน่อย แต่สำหรับเรามันก็ไม่ได้เลวร้ายมาก

อนึ่งชอบการด้นสด แบบไม่บันยะบันยังของเปรมปพันธ มาก มันไม่ใช่ว่ให้ด้นต่อไปนะ แต่ตอนที่อยุ่ในหนังรู้สึกว่ามันสด บ้า และอิหลักอิเหลื่อดี ชอบ


The Right Hand/นิธิศ วงษ์เทศ/5.00 A

หนังว่าด้วยเด็กชายที่มาอยู่กับตาในบ้านชนบท แต่ซุกมือไว้ในกระเป๋ากางเกงตลอดเวลา  หนังเดาได้ไม่ยาก และเป็นอีกหนึ่งหนังประณีต (เชิงโปรดักชั่น) ที่จบแล้วจบเลย


The day that.../Anysay Keola/8.00 A+

หนังสั้นจากลาว ที่เอา FINAL DESTINATION เล่าใหม่ได้เท่มาก แนวมาก  หนังเล่าเรื่องผู้ชายที่ตื่นมาเจอคนตายในห้อง จะเปิดประตูออกไปไหนก็ไม่ได้ อยุ่ดีๆก็มีคนเดินเข้ามาในห้อง แจ้งว่าเป็นยมทูต  และคนที่ตายคือเขาเอง  หนังเล่าง่ายๆตรงไปตรงมา สนุกมาก ชอบการย้อนเวลาของหนังมาก  รู้สึกว่าเป็นการย้อนเวลาที่สะใจมาก จะเรียกว่าย้อนเวลาเพื่อคนดูก็ว่าได้ !


Throughgether/ศศิกาญจน์ พุทธวรรณ/15.00 A

คิดคล้ายๆคุณ MdS ว่าสารคดีเรื่องนี้จะสมบูรณ์มากขึ้น (และเราจะให้ A+) ถ้าผู้กำกักล้าจะนำเสนอภาพความความป่วยไข้ของแม่  ตลอดทั้งเรื่องเราเห็นแต่ครอบครัวที่ช่วยกันผชิทุกข์จากการเป้นมะเร็ง  แต่ยิ่งดูเราก็พบว่ามะเร็งยิ่งห่างออกไปไกลขึ้นทุกที จนมันเหมือนเป็นเรื่องชิลชิล ไกลๆ   เข้าใจได้ว่าผู้กำกับคงไม่อยาก ละไมต้องการ รวมถึงไม่มีเรี่ยวแรงจะถ่ายภาพความเจ็บปวดของแม่ (เราเองก็ไม่มีปัญญาเหมือนกัน)  แต่บางทีคนทำสารคดีที่ดีก็ควรต้องใจดำบ้าง


This Song/วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์/7.00 A+/A

หนังสั้นภาพสวยว่าด้วยบทสนาเกี่ยวกับเพลงที่หญิงคนหนึ่งบังเอิญร้องขณะรอกระทำอะไรสักอย่างที่เธอตัดสินใจแล้ว แต่คนหนุ่มที่โต๊ะหน้าคลินิก ซึ่งเพลงนี้ทำให้เขาคิดถึงคนรักเก่าขอให้เธอทบทวนอีกครั้ง

จริงๆนี่เป็นหนังที่คว้าจับโมเมนต์สั้นๆที่สวยงามและเศร้า ตัวหนังก็ถ่ายมาอย่างประณีต  น่าจะเข้าทางเรามากๆ แต่นักแสดงที่เล่นแข็งๆประดักประเดิด กับช่วงท้ายของหนัง(ก่อนซีนจบ) ที่เฉลยทุกอย่างทำให้พลังของหนังลดลงฮวบฮาบ


uncover/ฐิระพร ภู่งาม/20.00 A+

สารคดีวงคัฟเวอร์ววงญี่ปุ่น  (วงไทย ที่แต่งตัว เต้น และลิปซิงค์เพลงของวงจากญี่ปุ่นที่ตัวเองชอบ) หนังพาเราไปดูsubculture แบบที่เราไม่เคยเห็นและเล่าออกมาได้สนุกกว่าที่คิดมาก ดูเพลิดเพลิน แต่สงัสยว่าทำไมสัมภาษณ์แค่สองคนจากหกคน(แม้จะเป็นสองคนที่ตัดกันมากในบริบทเบื้องหลัง)   อย่างไรก็ดี การสัมภาษณ์ทำให้เราเห็นว่าคนที่ทำวง คัฟเวอร์ คนที่คลั่งเกาหลี ญี่ปุ่น ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากคนทำหนังสั้น คลั่งหนังสั้น คนเขียนหนังสือคลั่งการอ่าน คนชอบหุ่นยนต์ ดูนก  เล่นสเกตบอร์ด ติดเกม  อะรต่อมิอะไร มันก็คือคนที่ชอบอะไรสักอย่างแล้วลงมือำมันอย่างจิงจังเท่านั้นเอง

พอดูจบก็เกิดคิดประเด็นต่อว่า เราพบว่าวงญี่ปุ่นต้นทางนั้นเป็นวงชายล้วน แต่วงคัฟเวอรืของไทยเป็นหญิงล้วนที่แต่งตัวเป็นผู้ชาย แต่นอกเวลาก็ยังเป็นนักศึกษษหญิงธรรมาด (หน้าตาดีเสียด้วย) เลยทำให้อดคิดถึงประเด็เพศสภาพของเด็กรุ่นปัจจุบัน ที่คงไม่ได้มีแค่ผู้ชาย ผู้หญิงแล้ว ใครช่วยทำเรื่องนี้ต่อที อยากรู้


Wherever You Will Go/คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง/5.00 A+

ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นหนังในโครงการหนังกรุงเทพ ที่ผู้กำกับเปรียบเทียบการย้ายเมืองกรุงเทพ กับการย้ายออฟฟิศของไบโอสโคป โดยส่วนตัวเราว่าคมคายไม่เลว  ชอบการปล่อยไหลบทสนทนา คนดูต้องค่อยๆเก็บข้อมูลเอง มันอาจจะเป็นหนังส่วนตัวอยู่บ้าง(แง่ที่คนดูอาจจะไม่รู้เรื่องไบโอ ย้ายออฟฟิศ ) แต่เราก็รู้สึกว่าไม่เห็นต้องทำหนังเพื่อทุกคนเลย  เราจะทำได้ดีที่สุดก็เฉพาะการทำหนังส่วนตัวนี่แหละ


why/สมชาย วชิระจงกล/3.00

ภาพสั่นไหวสวยๆ กับtext เท่ๆ ชอบtext ชอบภาพ แต่พอมารวมกันแล้วกลับไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา


เวลา 19.00 โปรแกรมที่ 17


There/
รัชกร โพธิโต/65.00 A+++++++++++++

แม้เขาและเธอจะเลิกกันแล้ว แต่ทั้งคู่ก็ยังอาศัยอยู่ในห้องเดียวกัน เธอนอนในห้อง เขานอนที่โซฟา เธอกำลังจะได้ทุนไปเรียนเมืองนอก ส่วนเขากำลังจะตกงาน เธอออกไปก่อนเขา และกลับเข้ามาก่อน เขากลับดึกและยังคงหลับตอนเธอออกไป  เธอกำลังสานสัมพันธ์กับผู้ชายอีกคน  เขายังคงมึนงงกับภาพชิวตของตน ที่ที่ทั้งคู่ใช้ร่วมกันมีเพียงเก้าอี้เหล็กริมระเบียงสำหรับการนั่นงเหม่อมองดวงไฟมลังเมลืองของเมืองหลวง ทีวีที่ต่างคนต่างดู และส่วนกั้นครัวที่ทั้งคูต่างกินบะหมี่จาก้านข้างล่าง

 ทั้งคู่ใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายร่วมกันเงียบๆ  เธอพาผู้ชายมาที่บ้าน แต่ก็พบเขาอยู่  เขาตัดสินใจไปสมัครงานอย่างเลื่อนลอยกับที่ต่างๆ   คืนหนึ่งเธอขอเลิกกับเขา  เธอบอกว่าถึงยังไงก็ต้องเลิกกันอยู่ดี เขาอยากกอดเอแต่ก็ยั้งมือไว้ เพียงต่างเหม่อจิองมองแสงไฟจากเบื้องนอก วันท้ายๆเธอชวนเขาไปเที่ยว ทั้งคู่ไปดูหนังรักบางเรื่องที่อาจจะจบเศร้าๆ เขาพาเธอเดินเล่นบนราวสะพาน เธอพาเขาไปที่ดาดฟ้า เธอถามเขาว่าจะเก็บห้องไว้ไหม  เขาบอกว่าจะเก็บไว้ แม้จะไม่มีตังค์จ่ายค่าห้องก็ตาม เธอบอกให้เขากลับบ้านไปหาแม่ เธอเองก็จะไปแล้ว กลับไปอยู่กับแม่สักพักก่อนเดินทางไกล    เธอเก็บของไป เขาเดียวดายในห้อง เพ่งจ้องความว่างเปล่าพลางเก็บของลงลังบ้าง 

เธอกลับเข้ามาในห้องที่ถูกอย่างถูกจัดเก็บแล้ว  เหม่อจ้องนั่นนี่ พลางเปิดประตูให้เสียงอึงอลของเมืองหลวงรี่ไหลเข้ามา

นี่คือหนังสั้นสวยๆที่เล่าเรื่องโมงยามสุดท้ายของวามสัมพันธ์ที่พังลงไปตั้งแต่ก่อนหนังจะเริ่ม หนังจ้องมองความสัมพันธ์ของตัวละครที่ไม่ได้รักกันอีกแล้ว แต่ยังเกี่ยวโยงกันด้วยเยื่อใยบางๆที่ไร้ชื่อเรียกรูปแบบความสัมพันธ์ เราไม่รู้ความสัมพันธ์ของพวกเขาก่อนหน้านี้ ได้แต่ต้อยตามโมงยามท้ายๆที่เคลื่อนคล้อยไปอย่างเรียบเนือยและเคว้งคว้าง

ผิดจากหนังสั้นในทำนองนี้โดยทั่วไป หนังปราศจากฉากของตายประเภทตัวละครนั่งหงอยเซื่องซึม แปลกแยกเคว้งคว้าง  ตัวละครในหนังเรื่องนี้อาจนั่งว่องซึม แต่พวกเขากำลังคิดตริตรองบางอย่างอยู่ บางครั้งหนังให้เวลากับการถ่ายช่วงเวลาสะลึมสลือที่พวกเขาเพิ่งตื่นนอน ความเลือนลางคว้างเคว้งของคนบ้านนอกที่เข้ามาอยู่ในเมืองใหญ่และสับสนหลงทิศในโมงยามของความเปลี่ยนแปลง จังหวะของหนังที่เชื่องช้า และการใช้เพลงประกอบแต่พอสมควร ทำให้อารมณ์ของหนังรักษาระดับของมันไปได้เรื่อยๆโดยไม่บีบคั้น แต่ไม่น่าเบื่อ

แทบทั้งเรื่องตัวละครตกอยู่ในเสียงเมืองอันอึงอล  เราแทบไม่อาจแกะบทสนทนาของเขากับเธอได้โดยตลอด  ไม่แน่ใจว่านี่คือความผิดพลาดของการอัดเสียงหรือไม่ แต่โดยส่วนตัวเข้าใจว่าน่าจะเป็นความตั้งใจ บทสนทนาของเขาและเธอเบียดแทรกขึ้นมากลางเสียงของรถรา อากาศของเมืองหลวงเบียดแทรกเข้าไปในตัวตนของพวกเขา ความสัมพันธ์ของพวกเขา

ฉากที่ร้าวรานมากฉากหนึ่งคือฉากที่หญิงสาเปิดเผยความฝันจากชายหนุ่ม  จากนั้นเธอบอกว่าเธออยาจะเลิกกับเขาอย่างเป็นทางการ  เขาถามเธอว่าไม่เจ็บเหรอ เขาเอื้อมมือไปจะลูบผมเธอ เธอเหม่อจ้องไปแสนไกล ตอบว่าคงมีภูมิต้านทานแล้วกระมัง  เขาได้แต่ชะงักค้างพลางชักมือกลับ  ดูเหมือนนี่อาจจะเป็นฉากเดียวที่อธบายความสัมพันธ์ในอดีตของคนทั้งคู่

จวบกระทั่งฉากสุดท้ายที่ห้องทั้งห้องตกในความเงียบ ตัวละครเปิดประตูราวกับให้เสียงของเมืองเคลื่อนไหลเข้ามาเป็นเพื่อนแทนชายคนรักที่ไม่อยู่ที่นี่อีกแล้ว

 

เราไม่อาจรู้ว่า ที่นั่น (THERE) ของคนทั้งคู่ หรือกรมั่งของเราคือที่ไหน  เรามีแต่ความปรารถนาจะไป ‘ที่นั่น' พอที่นั่นกลายเป็น ‘ที่นี่' fเราก็แสวงหา ที่อื่น ซึ่งอาจไม่เคยมีที่ไหนเลย  หนังคว้าจับเอาบรรยากาศของช่วงวัยที่จะมีแค่ได้แค่ตอนเราอยู่ในช่วงยี่สิบเศษเท่านั้นแล้วเล่าออกมาอย่างน่าทึ่ง และไม่ฟูมฟาย

 

กล่าวโดยส่วนตัว นี่คือหนังสั้นที่ชอบที่สุดเรื่องหนึ่งในสองวันนี้ และอาจจะในรอบปีนี้ด้วยครับ


What is my art ?/ทศพล ทิพย์ทินกร/19.00 A+++

อนิเมชั่นสั้นที่พูดถึงเรื่อง ขบวนการทำลายความคิดสร้างสรรค์ของเด็กอย่างเป็นระบบ ผ่านทางสิ่งที่มีชื่อว่าโรงเรียน  หนังเล่าเรื่องผ่านลายเส้นง่ายๆแบบเด็กวาด เพื่อสะท้อนความไม่เอาไหนเชิงวาดเส้นของคนทำ ซึ่งมีผลจากสิ่งที่เขาจะเล่าทั้งหมดในเรื่องนี้  หนังออกมาทั้งขำและขมขื่นไปในคราวเดียวกัน

หากที่เหนืออื่นใดในหนังเรื่องนี้คือตัวละคร ชายปริศนา ที่ออกมาช่วยเหลือเขาจากบรรดาครูใจยักษ์ ที่ทำลายความสามารถทางศิลปะของเขา  เพราะแทนที่ตัวละครนี้จะออกมาชข่วเขากลักลายเป็นว่ามาเพื่อบอกเว่าถ้าไม่อยากฝันร้ายก็จงเลิกคิดถึงศิลปะเสีย (กลายเป็นร้ายกว่าบรรดาคุณครูมหาภัยสียอีก!

หนังจบตามสูตรหนังอนิเมชั่น  โดยรวมมันสนุกมากๆ และเสียดสีได้เจ็บแสบไม่น้อยเลยทีเดียว


wrongdoer/พงษ์พัตนา พ่วงความสุข/7.00 A+++

 

หนังสั้นทำลายล้างลำดับเวลานี่คือหนังที่เล่าเรื่องไม่ได้ เนื่องจากแต่ละซีนสลับตำแหน่งแห่งที่หรือมีบางส่วนหลุดหลงหายไป  เน้นการถ่ายทำจัดแสงแบบมืดมน ภาพย้อนแสง หรือภาพที่มองเห็นรายละเอียดไม่คมชัด  และน่าจะเล่าเรื่องราวชวนสะพรึง  ว฿งถ้าเข้าใจไม่ผิดชื่อหนังน่าจะมาจากการสลับคำว่า WORNG ORDER เมื่อลำดับการวาง้รียงต่อเนื่องสาบสูญไป เส้นเรื่องก็ละลายไปด้วย  ชอบบรรยากาศโดยรวมของหนังมากๆ

 

กรรมเนิด/อลงกต ด้วงรักษา/3.00 A-


หนังตัดสลับการคลอดลูกและการทำแท้ง ถ่ายสวยแต่ตรงไปตรงมาจนไม่เหลืออะไรให้คิดต่อได้



วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2552
เวลา 11.00 โปรแกรมที่ 18


When I grow up/นวพร อำนวยพร/11.00 A-

โทนหนังมาในแนวเดียวกันกับ WHERE IS MY ART? แต่ไม่มีอารมณ์ขัน หันไปเล่นทางซึ้งสวยแทน  อนิเมชั่นช่วงท้ายของเรื่องสวยงามดี แต่ดูจบแล้วก็รู้สึกว่าแล้วกัน อาจจะเพราะหนังตรงไปตรงมาเกินไปก็ได้


Virus/ภูวดล ภู่วราชัย/22.00

หนังมีโปรดักชั่น ที่ยาวไปมาก เพราะตลอกทั้งเรื่องมีแต่ทหารถือปืนเดินไปเดินมาในความมืด หนังพยายามจะเป็นหนังแบบRESIDENT EVIL แต่ไม่มีอะไรที่ไปถึงขั้นนั้นเลยสักอย่าง การหักมุมตอนจบก็ไม่เกินคาดเดา สิ่งที่ที่สุดในหนังเลยกลายเป็นสัตว์ประหลาดกระป๋องกระแป๋งที่ฮาโดยไม่ตั้งใจ

 

กรอบเล็กๆ/เฉลิมพล สูงศักดิ์/8.00  A-

หนังเงียบไอ้หนุ่มที่มีเลือดสีชมพู ซึ่งตรงไปตรงมามากๆ

 

กระจก/ไพสิฐ กุลละวณิชย์/12.00 A

เราสามารถสรุปหนังเรื่องนี้ได้ว่า ครอบครัวที่มีปัญหาจะทำให้เด็กมีปัญหา  ชอบที่หนังไม่พยายามจะสมานฉันทน์ในฉากจบ ปล่อยให้คาราคาซัง และค่อนไปทางอาจโศกนาฏกรรม (เด็กหนุ่มโยนดินสอสีชมพูทิ้ง) แต่โดยรวมเราก็รู้สึกว่ามันช่างตรงไปตรงมาเสียนี่กระไร



กระจกเงา/ภาวิส เสาร์ศรีอ่อน/17.00 A -

หนังของผู้กำกับหนังผีกะเทย จูออน อย่าง 403 mคราวนี้หันมาเล่นประเด็นแม่ลูก (มีสองเรื่อง) หนังดราม่าจนฮาแตกโดยไม่ตั้งใจ  เล่าเรื่องลูกสาวที่อกหักรักคุด และพบว่ารักแท้มีแต่แม่และเพื่อนสาวเท่านั้น (บางฉากในหนังความสัมพนธ์ของเพื่อนมีเซนส์เกือบจะเป็นหนังเลสเบี้ยน)  แต่ให้บังเอิญแม่มาป่วยซะอีกแน่ะ

ความฮาโดยไม่ตั้งใจของหนังอาจผิดจุดประสงค์ของผู้กำกับ (ซึ่งเราเดาว่าเป็นเด็กมัธยมจากหาดใหญ่) แต่นี่คือสเน่ห์ของหนังสั้นมาราธอนเลยทีเดียว นี่คือหนังที่ไม่มีอะไรสมจริง ไม่ใช่หนังดี แต่สนุกสนาน(โดยไม่ตั้งใจ มากๆ)

ชอบฉากแม่เจอลูกที่สนามโรงเรียนมาก อาการฟูมฟายขั้นเทพของหนังให้ผลตรงกันข้ามอย่างเหลือเชื่อ

อนึ่งยังอยากให้น้องๆทำหนังกันต่อไป เราว่ามันน่าจะขยับไปได้


กระเป๋าแสนรู้/ชาญชัย พัฒนมงคล/6.00 A+


หนังสตอปโมชั่นไร้สติ ที่ใช้เทคนิคขยับถ่าย แบบหนังของJAN SVANKMAJER (แถมยังใช้ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านเหมือนกันอีกด้วย) หนังว่าด้วย อีจิ้ม ที่ถูกตามตัวกลับบ้านจากจดหมายผีที่ต้องไมโควเวฟก่อนถึงจะอ่านได้   หนังไม่ได้ตั้งใจจะเล่าอะไรเป้นเรื่องเป็นราว แต่เน้นความฮาไร้สติมากกว่า ซึ่งเราก็สนุกกับหนังมากๆ แต่ไม่แน่ใจว่าได้ดูจบไหม เพราะมันจบตรงที่กระเป๋าตกบันได แล้วจบไปเลย ไม่มีเครดิตอะไรทั้งสิ้น !


กรุงเทพที่รัก.../อ้อมใจ บุษบง/11.00

หนังสารคดีรักกรุงเทพ ที่ทำออกมาอย่างประณีตในวิธีเล่า  แต่เราเคยดูอะไรแบบนี้มาแล้ว และรู้สึกว่ามันตรงไปตรงมาไปหน่อย


ก๊อก ก๊อก/ภูริพันธุ์ รุจิขจร/วาสิน หล่อวัฒนตระกูล/6.00 A++++++++++++++++

สำหรับเรา นี่คือ ‘ชุดกระโปรง' ประจำปีนี้ หนังผีสั้นๆที่เล่าเรื่องแบบไม่ให้เหตุการณ์อะไรมากนัก แต่ออกฤทธิ์สูงมาก (กับเรา) ไม่สามารถเล่าเรื่อง (ที่มีอยู่น้อยนิด)ได้  แต่ฉากไคลแมกซืทำให้เรากลัวได้จริงๆ (แม้คนอื่นจะไม่รู้สึกอะไรเลยก็ตาม)


กวาด ละ ทิ้ง/สุพจน์ คูณดี/5.00 A

จริงๆหนังเล่าประเด็นออกมาด้วยวิธีการที่น่าสนใจมาก ไม่พยายามชี้นำหรือเล่าเรื่องจนเกินเหตุ แต่โดยส่วนตัวเรารู้สึกว่าเสียงกวาดใบไม้(ซึ่งน่าจะเป็นเสียงสพคัญของหนัง) มันดังมาก และหลอกมาก (อัดแยก?) เลยทำให้เสียง(ที่ควรจะเป็นambient ซ้ำๆติดหูคนดู) กลายเป็นเสียงแกรกกรากน่ารำคาญแทน  แต่ถึงจะเล่าแบบนี้ เราก็ยังรู้สึกว่ามันช่างตรงไปตรงมาเหมือนกัน  



เวลา 13.00 โปรแกรมที่ 19


กลวง/จุมพล มั่งคั่ง/63.00

หนังสั้นขนาดยาวแนวPsycho -thriller เล่าเรื่องการทดลองลึกลับในโรงพยาบาลบ้า ซึ่งเล่าได้อย่างไม่มีความสมจริงใดๆทั้งสิ้น หมอ พยาบาล คนไข้ ตำรวจ ทุกคนเป็นเด็กรุ่นเดียวกัน เสแสร้งแกล้งทำเป็นนั่นเป็นนี่ แน่นอนว่ามันนำมาซึ่งความฮาโดยไม่ตั้งใจ

 

ปัญหาคือกระทั่งเราพยายามมองเลยความพิกลพิการของนักแสดง สถานที่ถ่ายทำ และการแสดงแล้ว เราก็ยังรุ้สึกว่าพลอตมันไม่ค่อยสมเหตุสมผล และไม่พาเราไปไหนสักอย่าง

อย่างไรก็ดี ส่วนที่ดีที่สุดของหนัง คือดีกรีความแรงของ พยาบาล รตี ที่ตบหัวคนไข้ตลอดเวลา เอาไปเลยA+


กลรัก กลอดีต กลปรารถนา/ชาคริต อ่อนน้อม/23.00 A+

หนังที่ทำเพื่อคารวะ และยั่วล้อ หว่องแบบไม่มิดเม้มอีกต่อไป หนังเล่าเรื่องผู้หญิงสามคน จูน สาวหน้าหนาวเดินทางไปเมืองแพร่ และผูกสัมพันธ์กับชายแปลกหน้าในร้านกินดื่ม ขณะที่ เมย์ สาวหน้าฝน ยังคงฟูมฟายกับความรักที่ลอยคล้ายเงาะกระป๋องหมดอายุที่เธอชอบกิน ส่วนแจน สาวหน้าร้อน พยายามลบลืมไพ่แจ๊คที่ได้จากใครสักคน เธอถึงกลับลอบใส่มันในกระเป๋าชายแปลกหน้าเพื่อที่จะขอมันคืนในเวลาต่อมา

นี่คือสามสาวหน้าตาดีที่เกี่ยวร้อยเชื่อมโยงอยู่กับไอ้หนุ่มหน้าตาไม่ดีที่มีไพ่เป็นอาวุธจีบสาวนายหนึ่ง

นกไร้ขา  เครื่องกระป๋องหมดอายุ ไฟแช๊คต่อบุหรี่ ภาพสีสันฉูดฉาดของกลางคืน และเครื่องเรือนพ้นสมัย สรรพสิ่งที่เราจะเห็นได้ในหนังหว่องมีทั้งหมดในหนังเรื่องนี้    ซึ่งเป็นไปได้ง่ายมากที่เราจะบอกว่ามันเป็นหนังลอกหนังหว่องที่ระบาดหนักทั้งในวงการหนังสั้นบ้านเราไปจนถึงวงการหนังโลก

 

 สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้รอดพ้นกรณีนั้น คือการที่มันเก็บทุกอย่างของหว่องมาใช้อย่างจริงจัง ตั้งแต่ตัวละคร ไปจนถึงเพลงประกอบ (เพลงDREAMS  ในฉาก ตัวละคร เมย์ (ซึ่งเป็นตัวละครที่คนดูไม่พบใน CHUNGKING EXPRESS) กลายเป็นแก๊กยั่วล้อ และเหมือนภาคขยายของหนังอยู่ในที) หนังเชื่อคนดูด้วยการส่งผ่านข้าวของความทรงจำ ตัดต่อแบบกระแสสำนึก ตัวละคตรหนุ่มสาววูบไหวอยู่แต่ในเรื่องรั เรื่องความสัมพันธ์

 

งานนี้เรียกว่า รักจริงหวังแต่ง และมันแสดงความคลั่งหว่องออกมาอย่างไม่เสแสร้ง(โดยมากเรามักพบเพียงการหยิบฉวยสไตล์ หรือเรื่องเล่าผิวเปลือกมาใช้แบบทื่อๆ)  อีกอย่างนักแสดงทั้งสามของหนังก็หน้าตาดีและไม่ต้องเล่นอะไรเกินความสามารถ เอาไว้ดึงดูดสายตาล้วนๆ   เลยสรุปง่ายๆว่าชอบ เชียร์



กอด/ปฐมพงษ์ ลมชาย/10.00 A+


หนังส่งเสริมสถาบันครอบครัวแบบที่ไม่ต้องมาทำอะไรเว่อๆ แต่หันมาทำอะไรขำๆ เช่นให้พ่อกับแม่ของตัวเองมาเล่นเป็นเอี้ยก้วย และเซียวเล่งนึ้ง แล้วไปถ่ายหนังกันที่สวนหลังบ้าน

 

หนังน่ารักตามที่มันควรเป็น  อารมณ์ทีเล่นทีจริงของหนังทำให้เราเพลิดเพลินกับหนังแต่ต้นจนจบเลยทีเดียว


เวลา 15.00 โปรแกรมที่ 20


ก่อนความรักและความฝันสู่ความนิรันทร์/นัฐพร เขียวสักหมาย/19.00

ไม่ได้ดู


ก่อนปริญญา/สรยศ ประภาพันธ์/10.00

หนังส่วนตัวที่ดูเหมือนผู้กำกับจะเอารูปถ่ายของตัวเองมาเรียบเรียงเพื่อเล่าห้วงเวลาก่อนรับปริญญา ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งดูอัลบั้มรูปของคนแปลกหน้าแบบผ่านๆมากกว่า

 

ก่อนฝนตก/ศาสตร์ ตันเจริญ/8.00 A ++++

 

เหตุผลง่ายๆที่เราชอบหนังเรื่องนี้มากๆ คือเหตุผลสวนบุคคลมากๆ ว่า หนังมันสวยมากสำหรับเรา  อาจจะเพราะมันเป็นวิชวลแบบที่เราชอบดูเป็นการส่วนตัว  การขยับกล้องเขาไปหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนมันเลือนรูปทรงเหลือแต่การเต้นระริกของสี  ตอนดูรู้สึกเอาเองว่ากำลังนั่งดูสิ่งสวยงามอยู่ และอย่างที่บอก ความงามเป็นเรื่องส่วนบุคคล

 

หมายเหตุ : ถึงโอ ถ้าเข้ามาอ่าน ชอบหนังมากว่ะ อยากเห็นโอทำหนังเล่าเรื่องอยู่นะ แต่หนังแบบนี้ก็อย่างทิ้ง มันถูกจริตเราว่ะ ชอบ

 

ก่อนวันพร่งนี้/ทักษิณา พิพิธกุล/7.00 A+++

 

หนังคัลท์มหาภัยจากศิลปินหญิงอาร์ตตัวแม่ที่เคยแสดง(พร้อมกับฉายวีดีโอชิ้นนี้) ที่ CONFERENCE OF BIRDS GALLERY มาแล้วก่อนหน้า   นี่คือหนังสัตว์ประหลาดพันธุ์พิเศษที่ ‘ไม่ต้องรู้เรื่องอะไรกันอีกแล้ว' หนังเล่าเรื่องไอ้หนุ่มคนหนึ่งที่เดินตกถังเขียวหน้าบ้าน กลายเป็นสัตว์ประหลาด แล้วต้องเข้าไปพัวพันกับสงครามประหลาด ที่เกิดจากทหารของเล่น และมีขบวนรถไฟ (บรรทุกศพ) ที่มีปลายทางที่เตาอั้งโล่   หนังเสียดสี สงครามอย่างเมามัน แต่เราก็ไม่แน่ใจว่ามันมีประเด็นแค่นี้หรือไม่ อย่างไรก็ตามทุกอค์ประกอบของหนังล้วนแล้วแต่อยู่ในระดับ สุดตีน!


กัด/กฤตณัฐ ธราวิศิษฎ์/50.00 A

หนังทีสิส ของนักศึกษาปริญญาโท ออกมาสมราคา หนังอยู่ในมาตรฐานเหนือกว่าหนังสั้นเรื่องอื่นๆ ทั้งการคัดนักแสดง พลอตเรื่อง  การกำกับ  การตัดต่อ เรียกว่าสู้หนังใหญ่ได้สบาย

 

อย่างไรก็ตามปัญหาที่เราพบก็จะเป็นปัญหาเดียวกับที่เราพบในหนังใหญ่ ก็คือมันสนุกดี แต่ไม่มีอะไรน่าจดจำมากนัก พลอตหักมุมอะไรต่อมิอะไรในเรื่องก็ถูกใช้อย่างเหมาะสมดี แต่ไม่มีอะไรพิเศษติดตา  นอกเหนือไปจากนั้นคือเราพบว่ามันน่าจะมีทัศนคติทางการเมืองแอบแฝงอยู่ในหนัง ซึ่เป็นทัศนคติที่อาจจะตรงกันข้ามกับทัศนคติของเรา  

เวลา 17.00 โปรแกรมที่ 21


ก่อนไม่มีแม่ให้กอด/ภาวิส เสาร์ศรีอ่อน/17.00 A

ขออนุญาตยืมข้อความจากบทสนทนากับมาดาม MdS มาใช้ว่า ภาวิส เสาร์ศรีอ่อน ถือเป็น auteur ตัวจริง!  นี่คือหนังที่เป็นเหมือนภาคผู้ชายของ กระจกเงา เล่าเรื่องในประเด็นแม่เหมือนกัน จบลงแบบโศกนาฏกรรมเหมือนๆกัน เพียงแต่เปลี่ยนตัวละครและประเด็นเท่านั้น ซึ่งแน่นอนหนังนำมาซึ่งอารมณ์ดราม่าที่ไม่ตั้งใจแต่ก็ขำจนได้แหละน่า

ชอบฉากปัดยาทิ้งจากโต๊ะมาก น้องนักแสดงเล่นแข็งมาก ฮามาก 

นี่คือผู้กำกับที่เราจับตามอง และรอคอยดูหนังของเขาในปีหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย!


กาลครั้งหนึ่งคิดถึงวันวาน/สิทธิพงษ์ ปัดชากาว/10.00 A+++

 

นี่คือหนังซ้อนหนังซ้อนหนัง! หนังเปิดเรื่องด้วยบทโมนโนลอค ของใครสักคนที่บอกว่าคนพบฟุตเตจเกี่ยวกับการถ่ายทำหนังเรื่องหนึ่ง ในฟุตเตจคือ ภาพของผู้กำกับและคนเขียนบทที่พยายามจะสร้างหนังแบบสตาร์วอรส์ ซึ่งถ่ายกันบนดาดฟ้าตึก หนังจึงกลายเป็นหนังซ้อนหนัง ยิ่งฉากต่อมาเป็นฉากนำเสนอบท ที่มีคนบอกบทให้ทั้งผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้าง ยิ่งทำให้หนังสับสนว่าตำแหน่งของมันอยู่ตรงไหน

 

จนมาถึงบนยอดตึก ผู้กำกับหนังเดินมาถามคนหลังกล้องวาเขาควรจะทำอย่างไร วินาทีหนึ่ง หนังเรื่องสตาร์วอรส์ เป็นหนังที่ซ้อนอยู่ในหนังว่าด้วยผู้กำกับทำหนังที่ซ้อนอยู่อีกชั้นด้วยเสียงเล่าเสียงแรก (ถ้าเราอนุมานว่าเยงแรกไมใช่ผู้กำกับตัวจริง!)

 

ยิ่งเล่ายิ่งงง แต่ไม่ว่าจะตั้งใจหรือเป็นอาการหลุด แต่นี่คือหนังของผู้กำกับอีกคนที่เราติดตามจับตามาตั้งแต่ปีที่แล้ว อย่าง สิทธิพงศ์ ปัดชากาว  ที่ปีที่แล้วเคยสร้างความพิสดารไว้กับหนังลองเทค10นาทีชื่อ กินข้าว  ปีนี้สิทฺพงศ์ส่งหนังเรื่องนี้ที่อาจจะเป็นเพียงฟุตเตจถ่ายเล่น แต่มันถูกเอามาเล่าซ้อนกันจนแทบจะกลายเป็นหนังของKEREN CYTTER อยู่รอมร่อ  แถมตอนท้ายหนังยังปิดท้ายด้วยการเล่าเรื่องการเลือกเพลงปิดหนังอีกต่างหาก เท่ซะไม่มี

 

ลงท้ายกลายเป็นว่าเรายังรอคอยหนังของสิทธิพงศ์ อีกที่ในปีหน้าด้วยใจระทึก เพราะปีนี้น้องเขายังมันส์เหมือนเดิม!


กาลนิรันดร์/อิสระ บุญประสิทธิ์/30.00 A+++++++++++++++++

พ่อของเขาเป็นหมออนามัย  พ่อทำงานที่สถานีอนามัยเล็กๆแห่งหนึ่งมายาวนาน อาจจเกือบทั้งชีวิต หรือไม่อย่างน้อยก็นานพอที่ใครๆจะรู้ว่าพ่อเป็นหมอ

พ่ออาศัยอยู่ในบ้านพักเพียงลำพัง  ตอนเช้าพ่อจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปทำงาน พอตกเย็นก็ขี่กลับบ้าน เลี้ยงปลา ปลูกต้นไม้ทำนั่นนี่ไปเรื่อยๆ  พ่อไม่ยอมไปหาหมอ ทั้งๆตัวเองเป็นหมอและกำลังป่วย  เย็นหนึ่งพ่อคุยโทรศัพท์กับใครสักคน ปลายสายบกว่าลูกชายจะกลับบ้านในอีกไม่กี่วัน

แล้วลูกชายก็มาถึง เขาเตร็ดเตร่อยู่ที่ตลาด แวะซื้อดอกไม้ไฟ วันนั้นพ่อขับรถมารับลูกชายกลับบ้าน จากนั้นก็พาซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปไหนต่อไหน เวลาไปถึงที่ไหนใครก็ทักทายว่านั่นลูกชายเหรอ โตแล้วนะ ดีแล้วที่ไปเรียนที่กรุงเทพ

ดูเหมือนลูกชายแบกความเสียใจมาจากกรุงเทพ แต่พ่อไม่ได้ถาม เขาก็ไม่ได้บอก เลาพ่อไม่อยู่บ้าน เขาแก้ผ้าอาบน้ำ  ออกมานั่งร้องให้เงียบๆ ออกไปมองดูเด็กๆเล่นกันที่ทุ่งหลังบ้าน  เวลาอยู่กับพ่อ พวกเขาไม่คุยกันมากนัก พ่อไม่ถามอะไรจู้จี้ อาจจะพูดเตือนเขาบ้าง เขาเองก็ไม่ได้บอกเล่าอะไร ค่ำวันหนึ่ง้ขาจุดดอกไม้ไฟให้พ่อดู ดอกไม้ไฟสุกสว่างอยู่เพียงชั่วคราวก็ดับไป

วันต่อมาลูกชายกลับกรุงเทพ ก่อนกลับดูเหมือนเขาทิ้งบางอย่างไว้ให้พ่อ  พ่อออกไปทำงานอีกแล้ว ช่วนาทีหนึ่งขณะสวมรองเท้าพ่อมองเห็นรองเท้าแตะของลูกชายบนขั้นบันใด เขาชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง

พ่อขี่รถออกไปแล้ว แต่ลืมอะไรบางอย่าง พ่อกลับเข้าบ้าน สิ่งที่พ่อลืมเพียงแค่หมวกกันน๊อค พ่อขี่รถออกไปแล้วหนังก็จบลง

เรียบง่าย งดงาม และร้าวราน เป็นสิ่งที่เราพอจะพูดถึงหนังเรื่องนี้ได้ นี่คือหนังที่เล่าความสัมพันธ์ของพ่อลูก ออกมาได้อย่างสมจริง และทรงพลัง  หนังปล่อยให้คนดูสังเกตชีวิตของตัวละครมากกว่าจะสร้างเรื่องราวจุดขัดแย้ง เหตุการณ์ที่ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายค่อยๆเปิดเผยถึงความรู้สึกลึกๆๆที่อยู่ข้างในของตัวละคร โดยไม่จำเป็นต้องแสดงออกให้ล้นเกินแต่อย่างใด

ภาพชนบทในหนังเรื่องนี้ก็ถูกนำเสนอยอ่างตรงไปตรงมา หนังใช้ชาวบ้านจริงๆมาเล่นบทชาวบ้าน ซึ่ง้แสดงกันอย่างเป็นธรรมชาติ ความไม่ปรุงแต่ของมัน(หรือปรุงแต่งแต่พองาม) ทำให้ภาพอันิ่งงันของหมู่บ้านชนบทเผยตัวขึ้น 

ฉากสำคัญฉากหนึ่งที่อธิบายหนังทั้งเรื่องได้เลยคือฉากีที่ลูกชายร้องขอไม้ขีดไฟจากพ่อสำหรับไปจุดดอกไม้ไฟ เขาเองมไฟแช๊ค แต่อาจจะไม่อยากให้พ่อรู้ว่าตวัเองสูบบุหรี่ เขาจึงร้องหาไม้ขีดไฟ  แต่ไม้ขีดของพ่อนั้นจุดเท่าไหร่ก็ไม่ติด ที่สุดเขาจึงล้วงไฟแช๊คของเขามาจุดดอกไม้ไฟเสียเอง หากคนรุ่นพ่อของเขาคือคนรุ่นไม้ขีดไฟ เขาก็คือคนรุ่นไฟแช๊ค แต่ไฟแช๊คจของเขาไม่ได้เอาไว้ทำครัวเหมอนของพ่อ มันเอาไว้จุดบุหรี่ที่เผาผลาญตัวเอง กับไว้จุดดอกไม้ไฟ ที่สว่างวาบชั่วครู่ ขณะที่พ่อของเขาเป็นเหมือนกลางคืนอันเงียบสงบ งเปนเสมือน กาลอันเป็นนิรันดร์

โดยไม่ได้ตั้งใจเรรุ้สึกว่าหนังเป็นเหมือนภาคขยายของTHERE และโดยบัเงอิญนี่คือสองหนังสั้นที่เราชอบที่สุดในสองวันนี้ และในปีนี้ครับ


การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บางขุนเทียน/สิทธิพงษ์ ปัดชากาว/12.00 A


สิทธิพงศ์ ปัดชากาว ทำสารคดีนเที่ยวบางขุนเทียน มันมีหน้าที่เป็นสารคดีแนะนำการท่องเที่ยว และมันก็เป็นไปตามนั้นไม่ได้มีอะไรพิเศษมากกว่านั้น

กิเลส 4/ศิระ ประภาษานนท์/20.00 A-

เนื้อเรื่องเหมือนกัด แต่ติดทำเท่กว่ามาก นักแสดงเล่นแย่กว่ามาก แต่มีความฮาโดยไม่ตั้งใจมากกว่ามาก


กุลสตรีไทย/อลงกต ด้วงรักษา/4.00 A

MV ขำๆ ดูกันพอเพลินๆ

เวลา 19.00 โปรแกรมที่ 22


กู่ก้องบอกรักนิรันดร/เฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง/18.00 A+++++++++++++++++++

ลองธิบายหนังเรื่องนี้สักเล็กน้อย เราอาจจะเข้าใจหนังได้มากขึ้น

เริ่มจากการทำลายขนบของการขึ้นชื่อภาพยนตร์ หนังที่มีชื่อไทยว่า กู่ร้องบอกรักนิรันดร แต่เราไม่เห็นชื่อไทยสักครั้งในหนังนี้  เริ่มต้นด้วยการขึ้นชื่อภาษาอังกฤษ PERU TIME(ซึ่งไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร)  ยาวนานเกือบนาที  จากนั้นภพก็ปรากฏ ภาพซึ่งทำลายกระทั่งขนบของหนังทดลอง (ถ้ามี ) นี่คือภาพของท้องทุ่งในช่วงตะวันตกดิน กล้องจ้องมองเพียงแต่ภาพอย่างยาวนานด้วยการแบบกระตุกแต่ไม่ลื่นไหล (ไม่ใช่แบบการถือกล้องแล้วกล้องสั่นไหวตามมือที่สั่น แต่เป็นลักษณะกระตุกๆแบบดิจิตัล  ) ภาพจ้องมองเหตุการณ์ตะวันตกดินด้วยเวลาเกือบเท่าเวลาจริง เพียงแต่ในช่วงกลางตัดสับด้วยภพที่มีขนาดเล็กกว่า(น่าจะถ่ายจากมือถือ - เดาเอาเอง) และตลอดเวลานั้น มีตัวหนังสือที่อ่านไม่ออกปรากฏขึ้นเป็นระยะ (ราวกับผู้กำกับลืมเปลี่ยนภาษาก็มิปาน)  

กระทั่งดวงอาทิตย์ลับทุ่งไป ท้องฟ้าซึ่งมืดลงอย่ากระตุก ก็ค่อยๆปรากฏวาบแสงฟ ซึ่งหน้าจะเนแสงไฟจากบ้านเรือนที่อยู่ไกลออกไป  แสงสีขาวนั้นค่อยๆเข้มขึ้นสวนทางกับท้องฟ้าที่มืดลง จนถึงที่สุดเหลือเพียงจุดสีขาวที่กระตุกสั่นกลางความมืด และเสียงของสรรพชีวิตของท้องทุ่ง หนังจ้องมองความมืดนั้น ก่อนจะจบลง

โดยไม่ได้ตั้งใจเราอดคิดไม่ได้ว่านี่ช่างคล้ายคลึงกับฉากเปิดของINDIA SONG ที่เป็นการจ้องมองดวงอาทิตย์ตกดินแบบเรียลไทม์ โดยตลอดเวลาหนังจะคลอไปกับเสียงร้องเพลงพื้นบ้านของหญิงชาวลาว สลับกับเสียงกรีดร้องขอข้าวจากคนผ่านทาง  จนอดคิดไม่ไดว่านี่คือการวนมาปรากฏของ ฉากเปิด INDIA SONG ในฉบับดิจิตัล โดยเปลี่ยนภาพจากล้องฟิล์มเป็นกล้องดิจิตัล เปลี่ยนเสยงร้องของหญิงชาวลาวในหนังฝรั่งเศ เป็นฟอนท์ที่อ่านไม่ออกในหนังไทย และเปลี่ยนภาพของท้องท้องฟ้าที่ที่จริงเป็นภาพในอินเดีย(เหตุการณ์ในหนังเกิดในอินเดีย) แต่มีเสียงให้เข้าใจไปว่าเป็นลาว เฉกเช่นท้องฟ้าของทุ่งนาในเมืองไทย ตัดสลับกับชื่อหนังที่น่าจะเกี่ยวข้องกับประเทศ เปรู (แถมชื่อหนังIDIA SONG ยังคล้ายกับPERU TIME อีกต่างหาก)

แต่ตัดความเพ้อเจ้อส่วนบุคคลของเราออกไป นี่เป็นหนังจำพวกที่มุ่งเน้นการมอง หนังในแบบคล้ายคลึงกับก่อนฝนตกของศาสตร์ ตันเจริญ ซึ่งไม่ใช่ว่าหนังทุกเรื่องจะทำหน้าที่ในการเล่าเรื่อง หนังบางเรื่องก็ทำหน้าที่ในการแชร์ประสปการณ์การมองเห็น (เพราะภาพยนตร์คือภาพฉายที่ต้องใช้ตามอง)  การจ้องมองที่ประสงค์จะไม่สื่อสารนี้ (การไม่ประสงค์จะสื่อสารถูกฉายผ่านตัวอักษรที่ไม่มีวันอ่านออก ) ทำลายขนบการรับรู้ของผู้ชมลงไปหมดสิ้น ภาพที่กระตุกทำลายสุทรียศาสตร์ ของการมองเห็น ตัวอักษรทำลายความสามารถในการสื่อสาร(ถ้ามี) และ หนังเรื่องนี้ทำลายรูปแบบความเข้าใจที่เรามีต่อหนัง (ซึ่งอาจจะครอบคลุมไปถึงหนังทดลองด้วย)

เป็นการยากที่จะตัดสินผิดถูกดีเลวกับหนังจำพวกนี้ เพราะมันไม่สามารถใช้กรอบคิดแบเดียวกับหนังเล่าเรื่องมาตดสินได้ ยากที่จะบอกว่าหนังเรื่องี้ดีหรือเลว แต่ที่แน่ๆ นี่เป็นประสปการณ์การดูหนังอันพิลึกพิลั่นและน่าจดจำสำหรับเรายิ่ง

กูจะฆ่ากองเซ็นเซอร์/ธัญ เปลวเทียนยิ่งทวี/34.00 A+/A

อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ห่ามเพี้ยนจาก ยอดเซียนซักแห้ง ชอบประเด็นตั้งต้นของหนังมากๆ เพราะมันคือการเอาคืนกองเซนเซอร์แบบที่เราไม่มีวันทำได้ในชีวิตจริง  ชอบช่วงห้านาทีแรกของหนังมากๆ การเปิดตัวกองเซนเซอร์ที่น่าตาย และฆาตกรมหาภัย

 

อย่างไรก็ดีทั้งหมดกลับลดกำลังลงไปในครึ่งหลังที่หนังหันมาเน้นความช่วยเหลือจากคนคุ้นหน้าในแวดวงหนังสั้นจนแทบจะกลายเป็นหนังที่สนุกกันเองอยู่ภายใน และประเด็นหลักจริงๆก็เลือนจางลงตามความเมามันส์ของบรรดาคนทำและแขกรับเชิญ

 

โดยส่วนตัวไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเราถึงรู้สึกสนุกน้อยลงไปเรื่อยๆทั้งๆที่หนังเพิ่มดีกรีความห่ามมากขึ้น (ทั้งนี้ยกเว้นช่วงของพี่กอล์ฟ ที่แรงมาแต่ไกล)  บางทีอาจจะพอมันเป็นสิ่งที่คิดมาล่วงหน้าในระดับนึงแล้ว มันจึงไม่มีความสดแบบที่เราเจอในหนังแบบ THE SCHOOL BEAUTY และการที่หนังเอามันสืมากไปหน่อย ทำให้ประเด็นการเซนเซอร์ค่อยๆหายไป เป็นหนังการไล่ฆ่าคนทำหนังสั้น ที่มาพร้อมกับความพยาบเถื่อนเต็มพิกัดแทน จนเราอดเสียดายสิ่งที่หนังตั้งต้นเอาไว้ตอนแรกไม่ได้

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

double wink
โอเคเลย
แต่รู้สึกว่ายังไม่อิ่มเลย
สั้นไปไหม?

#1 By sofa on 2009-07-14 20:21

ในที่สุดก็เขียนเสร็จ

#2 By eak early : เอกเช้า on 2009-07-14 21:25

เขียนถึง THERE และ PERU TIME ได้ดีมากๆเลยค่ะ big smile

#3 By MdS (58.8.195.65) on 2009-07-14 23:04

มากระซิบดังๆ

เฟร๊กกี้ฟริกมีอินเดียซองอะ

#4 By gutarara (125.26.52.61) on 2009-07-16 11:04

มาตอบรีพลายข้างบน

ได้มาจากpiratebay สักพักแล้วจ้า
big smile

#5 By filmsick on 2009-07-16 11:24

เอ่อ สมกับที่ประกาศว่านั่งเขียนมาราธอนจริง ๆ ยินดีด้วยที่เขียนได้จนเสร็จ ว่าแต่หยิบยาให้คนไข้ผิด ๆ ถูก ๆ บ้างหรือเปล่านั่น? 555

#6 By ขเจน on 2009-07-19 15:35

ปีนี้เกิดแฟชั่นการเป็นนักวิจารณ์ ขึ้นมากมาย

แต่ filmsick คือตัวจริงเสียงจริง

คนอื่นมันเหมือนเขียนเชียร์กันเอง

และดูไม่เหมือนติเพื่อก่อ ยิ่งนานวันยิ่งมันส์ปาก

#7 By garfield (202.122.130.31) on 2009-07-20 12:09

ขอบคุณครับ คุณ Filmsick ^^