FRANCAIS (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์) : ลากองวิกาล
posted on 10 Jul 2009 01:46 by filmsick in made-in-thailand
พรุ่งนี้น้องซีมีสอบ สอบวิชาอะไรสักอย่างที่ต้องอ่านหนังสือภาษาฝรั่งเศสของฌาคส์ ลากอง ซึ่งมันก็คงไม่ใช่ปัญหาอะไรถ้าไม่บังเอิญว่าน้องซีเป็นคนตาบอด
เช้าวันนั้นน้องซีไปห้องสมุดแต่เช้า เธอเดินทางไปตามทางเดิน มองจากด้านหลังเราเห็นเพียงนักศึกษาหญิงวาดไม้เท้าซ้ายขวาพลางสิบเท้าไปข้างหน้าไม่หยุดยั้ง นักศึกษาสาวบางคนแวะเวียนเข้ามาช่วยให้เธอเดินตรงทาง เราติดตามเธอเช่นนั้นไปสิ้นสุดที่ห้องสมุด
ที่นั่นเธอต้องผเชิญกับเจ้าหน้าที่ห้องสมุดที่บอกให้เธอมาอีกครั้งพรุ่งนี้หลังจากพี่เขาโทรหาอาจารยืคนที่เอาหนังสือไปทำให้เป็นอักษรเบลล์(แล้วไม่เสร็จ)อย่างนอบน้อมแถมยังกำชับว่าไม่ต้องรีบร้อนอีกต่างหาก หนำซ้ำไม่ทันพูดกับเธอจบก็มีสายแทรกจากแฟนสาวจนต้องเฉไฉไปคุยเรื่องอาหารเย็นหลังจากกำชับให้เธอมาอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น(ซึ่งเธอคงสอบไปแล้ว)
ด้วยความสิ้นหวังซีกับเพื่อนอ้อยผู้อยากไปดูคอนเสริ์ตทีโบนทั้งที่แอบสัญญาแล้วว่าจะติวหนังสือให้เพื่อน มานั่งปรับทุกข์กัยแถบศาลพระภูมิ น้องซีบ่นเรื่องความยากลำบากของการยืมหนังสือห้องสมุด พร้อมทั้งงอนที่เพื่อนอ้อยขอไปดูคอนเสริ์ตก่อน จนในที่สุด เพื่อนอ้อยต้องยอมล้มเลิกความตั้งใจไปดูคอนเสริ์ตเพื่อเปิดศึกติวหนังสือภาพคพิเศษนั่นคือการเอาหนังสือของลากองที่หนาสักสองนิ้วมานั่งอ่านให้เพื่อนฟัง ด้วยการสะกดทีละตัวอักษร(เพราะเธออ่านฝรั่งเศสไม่ได้)
ภาพระยะไกลจนแทบไม่เห็นหน้าตัวละคร บทสนทนาที่ทั้งชวนขำและชวนคิด กล้องติดตามตัวละครกระทำอะไรซ้ำๆหรือพูดอะไรซ้ำๆวนๆ นี่คือสิ่งที่เราพบได้ในหนังของ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์
หลังจากผ่านชุด หนังสัตว์(ทดลอง) ที่ทดลอง(หรือเปล่า?)กันอย่างเต็มที่ อย่างหนังแห่งความมืด แสงเทียนและห้วิงารมณืแบบแอบเสริ์ดใน เพนกวิน ไปจนถึง ยีราฟ สมเสร็จ และหนังตั้งใจกวนอารมณ์คนดูด้วยการไม่ให้ดูอะไรเลย อย่างYou have to wait , anyway ในที่สุด นวพลก็เลิกเล่นกับอารมณ์ขันที่พ่วงมากับรูปแบบ เทคนิคเชิงภาพยนตร์ หรือบทสนทนากวนบาทา แล้วหันมาทำหนังที่เริ่มเล่าเรื่องอย่างจริงจัง
แม้จะเป็นหนังมีโจทย์ (เขาทำหนังเรื่องนี้สำหรับโครงการเกี่ยวกับคนตาบอด) และเป็นหนังเล่าเรื่องแบบจริงจัง นวพล ก็ยังสามารถดึงเอาข้อโดดเด่นจากหนังแบบเต๋อๆ มารองรับได้อย่างเป็นประโยชน์และแผ้วถางทางไปสู่บันไดขั้นใหม่ที่เขาต้องปีนต่อไปเอง
หนังเล่าเรื่องความยากลำบากของการเป็นคนตาบอดโดยไม่ต้องทำซึ้งหรือกดให้คนตาบอดกลายเป็นคนพิเศษซึ่งแปลกแยกเป็นทุกข์และน่าสงสาร หนังเล่าเรื่อวตรงไปตรงมาโดยเลือกเรื่องการศึกษาของคนตาบอดมาเล่าในระยะห่างที่เหมาะสม หนังวางคนดูไว้ในตำแหน่งของผู้สังเกตการณ์ (ซึ่งเป็นตำแหน่งประจำเสมอมาในหนังของนวพล) เฝ้ามองชีวิตในหนึ่งวันของเด็กสาวคนหนึ่งที่ต้องต่อสู้เพิ่มขึ้นอีกเป็นสองสามเท่าเพียงเพราะเธอตาบอด หนังนำเสนอปัญหาทั้งหมดในแง่ที่เธอเองได้รับการปฏิบัติเยี่ยงคนตาดี เธอไม่ได้ถูกกดขี่ทำร้ายจากสังคม แต่เป็นความจริงที่ว่า การที่เธอตาบอดทำให้หนทางของเธอยากขึ้นอีกหลายเท่า
หนังให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานะของซีทีละน้อย (แน่นอนว่าในหนังของนวพล นักแสดงมักมีอารมณืแต่เพียงหน้าตายเท่านั้น) ทั้งเรื่องที่เธอคะแนนไม่ดี เธออาจไม่ได้มีเพื่อนร่วมชั้นที่ดีนัก (คนที่ติวหนังสือให้เอคืออ้อยที่เรนียนคนลพคณะ ขระที่เพื่อนร่วมขณะใช้ชิวตในหอพักอีกแห่งที่หรูหรากว่า และต่างคนก็ต่างอ่านหนังสือกันไป) ไม่มีหนังสืออ่านและต้องอ่านอย่างยากลำบากผ่านการสะกดทีละตัว ในฉากนี้ อ้อยกลายเป็นคนพิการเทียบเท่ากับซีในแง่ที่ว่าเธอเองก็อ่านภาษาฝรั่งเศสไม่ได้เหมือนกัน และต้องค่อยๆสะกดทีละตัวให้เพื่อนฟัง มากไปกว่านั้นดูเหมือนอ้อยก็มีสอบ(ตีขิม)เหมือนกันในวันรุ่งขึ้น
ภาพฉายชีวิตหนึ่งคืนสามัญของนักศึกษาโดยไม่ฟูมฟาย(และในคราวนี้ไม่ได้เอาแต่อารมณ์ขำขื่นแต่เพียงอย่างเดียวอีกแล้ว) หนังถูกเล่าอย่างมีระยะและระมัดระวัง ตามแบบฉบับของนวพล หากมันก็ยังได้ผลกับคนดู ในแง่มุมที่ลึกซึ้งกว่าที่นวพลเคยให้ ตามปกติหนังของนวพลมักอารมณ์โทนเดียวในแง่ของแบบจำลองสถาณการ์ณที่ตัวละครไปติดกับ(ทั้งนี้ผู้เขียนยังไม่ดได้ดู SEE และ ยุเรียมเป็นผัวฝรั่ง)การเน้นปฏิสัมพันธ์ของตัวละครกับบรรยากาศ บางทีอาจเพราะกล้องเข้าใกล้ตัวละครมากขึ้นด้วยเหตุผลว่าพื้นที่ห้องจำกัด ( หนังของนวพลมักไม่เลือกโลเคชันเป็นห้องปิด ) ทำให้เขาต้องเข้าใกล้ตัวละครมากขึ้นและสร้างเคมีที่หนักข้อขึ้นและทำให้ตัวละครเริ่มปฏิสัมพันธ์กับตนเองและเพื่อนร่วมฉากมากว่าสถานที่ หรือดินฟ้าอากาศ
อาจจะเป็นเพราะโจทย์บังคับ หรืออาจจะเพราะการที่เขาเลือกเข้าใกล้ตัวละครมากขึ้นทำให้เราได้เห็นน้ำเนื้อของตัวละครในหนังของเขามากขึ้น หากขณะเดียวกันหนังก็ยังรักษาระยะไกลแห่งความขำขื่นตามวิธีการของเขาไว้ได้ อย่างน้อยที่สุดหนังเรื่องนี้ก็พอจะพิสูจน์ได้ว่านวพล ไม่ได้เป็นเพียงคนทำหนังที่เน้นรูปแบบมากกว่าผู้คน และเมื่อเขาทำหนังเล่าเรื่องผู้คนเขา ก็ทำได้อย่างใส่ใจ
กล่าวโดยสรุปแม้โดยส่วนตัวผู้เขียนจะสนุกกับการทดลองเชิงรูปแบบ(ซึ่งอาจจะขยับไปได้ไกลขึ้นในอนาคต) แต่การก้าวมาเป็นหนังเล่าเรื่องเต็มตัว ก็นับเป็นพัฒนาการที่น่าสนใจ และน่าติดตามว่านวพลจะขยับต่อไปได้อย่างไร
หมายเหตุ :FRANCAISE มีโปรแกรมฉายในโปรแกรมมาราธอนของมูลนิธิในวันที่22กค. โปรแกรมห้าโมงครับ

#1 By visuallyyours on 2009-07-10 02:14