พรุ่งนี้น้องซีมีสอบ  สอบวิชาอะไรสักอย่างที่ต้องอ่านหนังสือภาษาฝรั่งเศสของฌาคส์ ลากอง ซึ่งมันก็คงไม่ใช่ปัญหาอะไรถ้าไม่บังเอิญว่าน้องซีเป็นคนตาบอด

 

เช้าวันนั้นน้องซีไปห้องสมุดแต่เช้า เธอเดินทางไปตามทางเดิน มองจากด้านหลังเราเห็นเพียงนักศึกษาหญิงวาดไม้เท้าซ้ายขวาพลางสิบเท้าไปข้างหน้าไม่หยุดยั้ง นักศึกษาสาวบางคนแวะเวียนเข้ามาช่วยให้เธอเดินตรงทาง เราติดตามเธอเช่นนั้นไปสิ้นสุดที่ห้องสมุด

 

ที่นั่นเธอต้องผเชิญกับเจ้าหน้าที่ห้องสมุดที่บอกให้เธอมาอีกครั้งพรุ่งนี้หลังจากพี่เขาโทรหาอาจารยืคนที่เอาหนังสือไปทำให้เป็นอักษรเบลล์(แล้วไม่เสร็จ)อย่างนอบน้อมแถมยังกำชับว่าไม่ต้องรีบร้อนอีกต่างหาก  หนำซ้ำไม่ทันพูดกับเธอจบก็มีสายแทรกจากแฟนสาวจนต้องเฉไฉไปคุยเรื่องอาหารเย็นหลังจากกำชับให้เธอมาอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น(ซึ่งเธอคงสอบไปแล้ว)

 

ด้วยความสิ้นหวังซีกับเพื่อนอ้อยผู้อยากไปดูคอนเสริ์ตทีโบนทั้งที่แอบสัญญาแล้วว่าจะติวหนังสือให้เพื่อน มานั่งปรับทุกข์กัยแถบศาลพระภูมิ น้องซีบ่นเรื่องความยากลำบากของการยืมหนังสือห้องสมุด พร้อมทั้งงอนที่เพื่อนอ้อยขอไปดูคอนเสริ์ตก่อน จนในที่สุด เพื่อนอ้อยต้องยอมล้มเลิกความตั้งใจไปดูคอนเสริ์ตเพื่อเปิดศึกติวหนังสือภาพคพิเศษนั่นคือการเอาหนังสือของลากองที่หนาสักสองนิ้วมานั่งอ่านให้เพื่อนฟัง ด้วยการสะกดทีละตัวอักษร(เพราะเธออ่านฝรั่งเศสไม่ได้)

 

ภาพระยะไกลจนแทบไม่เห็นหน้าตัวละคร บทสนทนาที่ทั้งชวนขำและชวนคิด กล้องติดตามตัวละครกระทำอะไรซ้ำๆหรือพูดอะไรซ้ำๆวนๆ  นี่คือสิ่งที่เราพบได้ในหนังของ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

 

หลังจากผ่านชุด หนังสัตว์(ทดลอง) ที่ทดลอง(หรือเปล่า?)กันอย่างเต็มที่ อย่างหนังแห่งความมืด แสงเทียนและห้วิงารมณืแบบแอบเสริ์ดใน เพนกวิน ไปจนถึง ยีราฟ  สมเสร็จ และหนังตั้งใจกวนอารมณ์คนดูด้วยการไม่ให้ดูอะไรเลย อย่างYou have to wait , anyway ในที่สุด นวพลก็เลิกเล่นกับอารมณ์ขันที่พ่วงมากับรูปแบบ เทคนิคเชิงภาพยนตร์  หรือบทสนทนากวนบาทา แล้วหันมาทำหนังที่เริ่มเล่าเรื่องอย่างจริงจัง

 

แม้จะเป็นหนังมีโจทย์ (เขาทำหนังเรื่องนี้สำหรับโครงการเกี่ยวกับคนตาบอด) และเป็นหนังเล่าเรื่องแบบจริงจัง นวพล ก็ยังสามารถดึงเอาข้อโดดเด่นจากหนังแบบเต๋อๆ มารองรับได้อย่างเป็นประโยชน์และแผ้วถางทางไปสู่บันไดขั้นใหม่ที่เขาต้องปีนต่อไปเอง

 

หนังเล่าเรื่องความยากลำบากของการเป็นคนตาบอดโดยไม่ต้องทำซึ้งหรือกดให้คนตาบอดกลายเป็นคนพิเศษซึ่งแปลกแยกเป็นทุกข์และน่าสงสาร หนังเล่าเรื่อวตรงไปตรงมาโดยเลือกเรื่องการศึกษาของคนตาบอดมาเล่าในระยะห่างที่เหมาะสม  หนังวางคนดูไว้ในตำแหน่งของผู้สังเกตการณ์ (ซึ่งเป็นตำแหน่งประจำเสมอมาในหนังของนวพล) เฝ้ามองชีวิตในหนึ่งวันของเด็กสาวคนหนึ่งที่ต้องต่อสู้เพิ่มขึ้นอีกเป็นสองสามเท่าเพียงเพราะเธอตาบอด  หนังนำเสนอปัญหาทั้งหมดในแง่ที่เธอเองได้รับการปฏิบัติเยี่ยงคนตาดี เธอไม่ได้ถูกกดขี่ทำร้ายจากสังคม แต่เป็นความจริงที่ว่า การที่เธอตาบอดทำให้หนทางของเธอยากขึ้นอีกหลายเท่า

 

หนังให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานะของซีทีละน้อย (แน่นอนว่าในหนังของนวพล นักแสดงมักมีอารมณืแต่เพียงหน้าตายเท่านั้น) ทั้งเรื่องที่เธอคะแนนไม่ดี เธออาจไม่ได้มีเพื่อนร่วมชั้นที่ดีนัก (คนที่ติวหนังสือให้เอคืออ้อยที่เรนียนคนลพคณะ ขระที่เพื่อนร่วมขณะใช้ชิวตในหอพักอีกแห่งที่หรูหรากว่า และต่างคนก็ต่างอ่านหนังสือกันไป)  ไม่มีหนังสืออ่านและต้องอ่านอย่างยากลำบากผ่านการสะกดทีละตัว ในฉากนี้ อ้อยกลายเป็นคนพิการเทียบเท่ากับซีในแง่ที่ว่าเธอเองก็อ่านภาษาฝรั่งเศสไม่ได้เหมือนกัน และต้องค่อยๆสะกดทีละตัวให้เพื่อนฟัง   มากไปกว่านั้นดูเหมือนอ้อยก็มีสอบ(ตีขิม)เหมือนกันในวันรุ่งขึ้น

 

ภาพฉายชีวิตหนึ่งคืนสามัญของนักศึกษาโดยไม่ฟูมฟาย(และในคราวนี้ไม่ได้เอาแต่อารมณ์ขำขื่นแต่เพียงอย่างเดียวอีกแล้ว)   หนังถูกเล่าอย่างมีระยะและระมัดระวัง ตามแบบฉบับของนวพล หากมันก็ยังได้ผลกับคนดู  ในแง่มุมที่ลึกซึ้งกว่าที่นวพลเคยให้  ตามปกติหนังของนวพลมักอารมณ์โทนเดียวในแง่ของแบบจำลองสถาณการ์ณที่ตัวละครไปติดกับ(ทั้งนี้ผู้เขียนยังไม่ดได้ดู SEE และ ยุเรียมเป็นผัวฝรั่ง)การเน้นปฏิสัมพันธ์ของตัวละครกับบรรยากาศ บางทีอาจเพราะกล้องเข้าใกล้ตัวละครมากขึ้นด้วยเหตุผลว่าพื้นที่ห้องจำกัด (  หนังของนวพลมักไม่เลือกโลเคชันเป็นห้องปิด ) ทำให้เขาต้องเข้าใกล้ตัวละครมากขึ้นและสร้างเคมีที่หนักข้อขึ้นและทำให้ตัวละครเริ่มปฏิสัมพันธ์กับตนเองและเพื่อนร่วมฉากมากว่าสถานที่ หรือดินฟ้าอากาศ

 

อาจจะเป็นเพราะโจทย์บังคับ หรืออาจจะเพราะการที่เขาเลือกเข้าใกล้ตัวละครมากขึ้นทำให้เราได้เห็นน้ำเนื้อของตัวละครในหนังของเขามากขึ้น หากขณะเดียวกันหนังก็ยังรักษาระยะไกลแห่งความขำขื่นตามวิธีการของเขาไว้ได้ อย่างน้อยที่สุดหนังเรื่องนี้ก็พอจะพิสูจน์ได้ว่านวพล ไม่ได้เป็นเพียงคนทำหนังที่เน้นรูปแบบมากกว่าผู้คน  และเมื่อเขาทำหนังเล่าเรื่องผู้คนเขา ก็ทำได้อย่างใส่ใจ

 

กล่าวโดยสรุปแม้โดยส่วนตัวผู้เขียนจะสนุกกับการทดลองเชิงรูปแบบ(ซึ่งอาจจะขยับไปได้ไกลขึ้นในอนาคต) แต่การก้าวมาเป็นหนังเล่าเรื่องเต็มตัว ก็นับเป็นพัฒนาการที่น่าสนใจ และน่าติดตามว่านวพลจะขยับต่อไปได้อย่างไร

 หมายเหตุ :FRANCAISE มีโปรแกรมฉายในโปรแกรมมาราธอนของมูลนิธิในวันที่22กค. โปรแกรมห้าโมงครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ขอบคุณอย่างเป็นทางการครับ big smile

#1 By visuallyyours on 2009-07-10 02:14

หนัเต๋อ มีโอกาสได้ดูแต่ SEE ครับ

ไม่รู้จะได้ดูเรื่องนี้หรือเปล่า?

#2 By Seam - C on 2009-07-10 07:58

อยากอ่านคุณ filmsick เกี่ยวกับ นางไม้ บ้างครับ

#3 By n h e p h e x on 2009-07-10 10:19

อยากดูอ่ะ
พร้อมกับอยากดูหนังของเต๋อเรื่องอื่นอีกร้อยเรื่อง
ไม่ว่างไปเทศกาลเลยครับ

#4 By Boat (125.24.122.160) on 2009-07-10 12:32

นางไม้ นางไม้ นางไม้

#5 By ON AIR on 2009-07-10 13:01

ว้าว หนังพี่เต๋อพี่โคลสอัพแล้ว !
:D

#6 By :) on 2009-07-10 16:02

ดูไปก็ทึ่งไปนะ เรื่องนี้
อยากดูเรื่องบุหรีแล้ว

#7 By N.P on 2009-07-10 17:59

ดูไปก็ทึ่งไปนะ เรื่องนี้
อยากดูเรื่องบุหรีแล้ว

#8 By N.P on 2009-07-10 17:59