คริสตีน บราวน์ทำงานในแผนกสินเชื่อของบริษัทการเงินแห่งหนึ่ง  เธอกำลังอยู่ระหว่างการลุ้นตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการโดยมีคู่แข่งคนสำคัญเป็นไอ้หนุ่มเอเซียผิวเหลืองขี้ประจบ ที่พยายามกดเธอไว้ตลอดเวลา คู่รักของเธอเป็นลูกผู้ดีมีเงินที่เพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ วันหนึ่งเธอแวะไปส่งข้าวให้เขาและแอบได้ยินเขาคุยโทรศัพท์กับแม่ ซึ่งมองว่าอดีตสาวชาวไร่อย่างเธอไม่คู่ควรอะไรกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเธอสักนิดเดียว

 

หัวหน้ายังไม่ตัเสินใจเลือกใคร เขามองว่าเธอไม่เด็ดขาดพอในการตัดสินใจ ไอ้หนุ่มสตูคู่แข่งก็คอยหาเรื่องแกล้งตลอด  กลางความกดดันทั้งหมด คุณยายการ์นัช หญิงชรายิปซียากจนก็โผล่เข้ามาพอดี  หล่อนมาเพื่อขอให้ทางบริษัทผ่อนผันการชำระหนี้ที่หล่อนค้างอยู่สองงวด ซึ่งนั่นจะเป็นเหตุให้บ้านที่หล่อนอาศัยมาชั่วชีวิตต้องถูกยึด  หล่อนขอร้องให้คริสตีนช่วยผ่อนผันให้อีกสักครั้ง หัวหน้าบอกให้เธอตัดสินใจให้เด็ดขาดด้วยตนเอง เธอตัดสินใจปฏิเสธคำร้องแม้คุณยายกานัชจะคุกเข่าอ้อนวอนเธอ เธอกลับเรียกรปภ.แทน

 

ในเมื่อถูฏหยาม คุณยายกานัชสาปแช่งให้เธอพบกับความพินาศด้วยคำสาปอาถรรพ์ของปีศาจดูดวิญญาณ  ภายในสามวัน ต้องเป็นเธอต่างหากที่เป็นฝ่ายคุกเข่าอ้อนวอน!!!!

 

พลอตสุดเชย เล่าเรียงลำดับตรงไปตรงมาเชยๆ ด้วยวิธีการเชยๆ (ไม่ต้องถามหาเรื่องหักมุม หรือเทคนิคทางภาพเว่อร์ๆ) ไม่มีการทรมานคนดู จัดแสงแบบเชยๆ(สว่างจ้าอย่าทั่วถึงกันราวกับละครหลังข่าวก็มิปาน) เสียงประกอบเชยๆทีมาเป็นชุดราวระเบิดลง และการแสดงแบบเชยๆ ที่วูบหนึ่งดี วูบหนึ่งร้าย ตัวละครแบบขาวขัดดำจัด กล่าวอย่างง่าย นี่คือหนังที่แทบไม่ต่างจากซีรีส์สยองขวัญจบในตอนที่ออกฉายไปแล้วยี่สิบปีอย่างTALES FROM CRYPT

 

แต่องค์ประกอบสุดเชยเหล่านี้ เมื่อตกอยู่ในมือของSAM RAIMI อดีตผู้กำกับหนังสยองขวัญยอดฮิตตลอดกาลอย่างEVILE DEAD ทั้งสามภาค (แม้คนจะรู้จักเขาในฐานะคนกำกับ SPIDERMAN มากกว่า)   เขากลับนำมันมาใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะนี่คือหนังที่ 'จงใจเชย'   โดยหยิบเอาองค์ประกอบของความเป็นหนังทีวีดาดๆ มาเล่าอย่างตั้งใจและมั่นใจ   หนังสุดเชยเรื่องนี้จึงเดินหน้าเล่าเรื่องโดยไม่ต้องแต่งองค์ทรงเครื่องร่วมสมัยแต่อย่างใด อาศัยเพียงเรื่องเล่าที่เข้มแข็ง การคารวะหนังทีวีโบราณแบบไม่ออกตัว และประเด็นทางสังคมลึกซึ้งแข็งแรง  เดินหน้าด้วยวิธีการแบบอเมริกันแท้ๆ และเล่าเรื่องแบบอเมริกันแท้ๆ สำรวจตรวจสอบค่านิยมของอเมริกันชนอย่างน่าทึ่ง ในขณะเดียวกัน ก็ให้ความบันเทิงสุดขีดในฐานะในหนังสยองขวัญด้วยเช่นกัน

ข้ามประเด็นการเป็นหนังซ้อนหนังและคารวะหนังไปก่อน (เราสามารถเห็นได้ชัดเจอยู่แล้วหากมีประสบการณ์ร่วมกับหนังทีวีอย่างTALE FROM CRYPT มาก่อน)  เพราะสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจไม่ใช่เรื่องนั้น หากเป็นประเด็นทางสังคม ซึ่งหนังใช้โมเดลของตัวละครและเรื่องเล่าแบบหนังสยองขวัญ อธิบายได้อย่างน่าทึ่ง

 

ตัวละครของคริสตีน เป็นเสมือภาพแทนของคนชั้นกลางในสายพานการผลิตของระบอบทุนิยม หล่อนเป็นเหมือนคนชั้นกลางนับล้านๆบนโลกนี้ คนที่มาจากต่างจังหวัด  มีอดีตขมขื่น และพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อจะขยับชนชั้นจากที่ตัวเองเป็นอยู่เพื่อไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น คริสตีน ดิ้นรนทั้งในสถานะหน้าที่การงาน และในเรื่องส่วนตัว  คนรักของเธอเป็นลูกผู้ลากมากดี และแม่ของเขาไม่พอใจนักที่ลูกชายมาคบกับสาวชาวบ้านลึกซึ้งมากกว่าควงเล่น  

 

แรงกดทั้งหมดที่โถมทับลงบนตัวของครีสติน ทำให้เธอเลือกใจร้ายใจดำกับคุณยายกานัช  ภายใต้ระบบของการไต่ฟ้าคว้าดาว ไม่เปิดโอกาสให้กับคุณธรรมใดๆ ภายใต้ระบอบคิดนี้ มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะชนะ การัดสินใจของคริสตีนที่จริงแล้วไม่ได้เป็นไปโดยตัวเธอเองล้วนๆ แต่เกิดจากการที่เธอเป็นส่วนหนึ่งของระบบ กล่าวแบบตรงไปตรงมา คือระบบของบริษัทการเงินซึ่งเธอสังกัด ขยับขยายออกมาคือระบบของการไต่เต้าขึ้นไปสู่จุดที่สูงกว่า ขยายออกมาอีก มันคือชุดติดของการประสบความสำเร็จแบบคนชั้นกลางในเมือง  การทำงานให้ดีที่สุด เป็นคนละเรื่องกับความมีมนูษยธรรม เพราะที่จริงมันคือการมีมนุษยธรรมแต่พอควรโดยยึดประโยชน์จขององค์กรเป็นสูงสุด  ไม่เพียงแต่เฉพาะการงาน มันยังครอบคลุมไปถึงเรื่องอื่นๆด้ย ระบบของความสำเร็จนี้ อนุ ญาติให้เรามีมนุษยธรรมเปลือกๆแต่พองาม และรู้ว่าเวลาไหนที่เราควรจะเป็นยักษ์มาร โชคร่ายที่คริสตีนเลือกลงเอยผิดที่ผิดเวลาและผิดคนอย่างยิ่ง

น่าสนใจที่ตัวละครของคุณยายกานัชกับถือครองภาพแทนที่มากกว่าหญิงชราสยองขวัญ เธอคือหญิงยิปซี ที่ดำรงสถานะคนชายขอบในสังคมอเมริกัน  แน่นอนว่าเพื่อการณ์นี้มันยิ่งทำให้ง่ายต่อการบอกว่าเธอรู้จักมนต์ดำ  ซึ่งนี่ไม่ใช่เพีงแค่ข้อกำหนดของหนังสยองขวัญแต่ในอีกทางหนึ่งมันคืออคติที่เรามีต่อคนชายขอบ ด้วยการผลักไสเขาหรือเธอเหล่านั้นไปสู่กรอบคิดของไสยศาสตร์และความงมงาย

 

หากมากกว่านั้น เราพบว่าหนังทั้งเรื่องนี้ ตัวละครรายรอบล้อมคริสตีน ที่อยู่ในสถานะคู่แข่ง ศัตรู หรือผู้ช่วยเหลือ ล้วนแล้วแต่เป็นคนชายขอบเสียทั้งหมด ไอ้สตูตัวร้ายเป็นหนุ่มจีน (หรือเกาหลี หรือญี่ปุ่น หรือเวียดนาม อะไรสักอย่างแถวๆนั้น)  คุณยายกานัชและลูกหลานของแกเป็นคนยิปซี  คนทรงรามจ๊าสเป็นคนอินเดีย ที่นำพาคริสตีนไปพบกับคุณป้าหมอผีชาวลาติน  กล่าอย่างง่าย ศัตรูของคริสตีน(คนชั้นกลาง) คือบรรดาคนชั้นล่าง คนชายขอบ ซึ่งมีทั้งคนที่พายามขยับฐานะในเส้นทางเดียวกันกับเธอ (สตู)  และทั้งในวิธีนอกลู่นอกทางอย่างเช่นคำสาปลาเมียร์ ซึ่งมีสถานะน่าสนใจในที่ว่า การเล่นคำสาปมนต์ดำ เป็นวิธีการสู้สุดใจจากกรอบคิดที่คนชนชั้นล่าง (กล่าวให้ง่ยๆใกล้ตัว เช่นการที่คนชั้นล่างไม่สามารถจะต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมด้วยการฟ้องร้องในศาลได้พวกเขาก็เลยทำเท่าที่กำลังของเขาจะทำได้ ตั้งแต่การใช้กำลังแบบตัวต่อตัว ไปจนถึงการเสี่ยงตายไปทุบเขื่อนแบบกรณีของยายไฮ หรือใกล้ไปกว่านั้นเช่นการไปปิดถนน  ซึ่งแน่นอนไม่ใช่ว่าคนชั้นกลางที่มีต้นทุนทางสังคมจะไม่ทำเช่นนั้น)  ในฉากแรกของหนัง คำสาป ลาเมียร์ ถูกนำมาใช้กับคนชนชั้นเดียวกัน นั่คือเด็กอินเดียนที่ขโมยของยิปซี มันเป็น เรื่องภายในของคนร่วมชนชั้น (แต่ไมร่วมชนชาติ) ก่อนที่สุดท้ายมันจะกลายมาเป็นอาวุธต่อสู้กับคนต่างชนชั้นเมื่อถึงเวลาเข้าตาจน

 

การต้องคำสาปลาเมียร์ของ คริสตีน ในทางหนึ่งจึงไม่ต่างอะไรกับการอยู่ในโลกของการกินกันเป็นทอดๆ ทั้งคริสตีนและคุณยายกานัชเป็นส่วนหนึ่งของระบบอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้เราหันมากินกันเองโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ผ่าทางกรอบคิดในทำนองของการประสปความสำเร็จบนเส้นทางฝัน  ส่วนความผิดบาปใดๆที่เกิดขึ่นย่อมต้องถูกโยนไปเป็นเรื่องของปัจเจก ความไม่รับผิดชอบในการผ่อนส่งงวด ของยายกานัช หรือความไร้หัวใจของคริสตีน ระบบลอยตัวขึ้นจากความผิดบาป และปล่อยให้เราแต่ละคนลากกันและกันลงนรกไป

 

เลยพ้นไปจากนั้นเราพบว่าเมื่อคริสตีนต้องคำสาป สิ่งที่เธอทำไม่ช่าการมองหาคนพกเดียวกันมาช่วยเหลือ  คนที่เข้ามาช่วยเหลือเธอยังคงเป็นคนชายขอบชั้นล่างเช่นกัน  เริ่มจากรรามจ๊าสหมอดูข้างถนนที่พาเธอไปพบกับคุณป่าหอดู  ที่น่าสนใจคือแม้เจ้าหล่อนจะมีความแค้นกับผีแพะลาเมียร์ (นี่ถ้าเป็นหนังไทยเราคงเรียกได้ว่า แพะรับบาปเต็มปาก!) แต่เจ้าหล่อนก็เรียกเงินด้วย !  และแน่นอนในวิธีคิดแบบทุนนนิยมม เมื่อเราจ่ายเงินไปแล้ว จะเป็นหรือตายก็ช่าง (ก่อนเริ่มพิธี รามจ๊าสประกาศแล้วว่าพิธีนี้อาจทำให้หล่อนตาย หล่อนยินดีตาแลกเงิน และคริสตีนยินดีจ่าย เพราคนตายไม่ใช่เธอ )ซึ่งเจ้าหล่อนก็ได้ตายสมใจ  โดยที่คำสาปลาเมียร์ไม่ได้แก้ไขอะไร

คริสตีนสมควรโดนลากลงนรกหรือไม่  หล่อนเป็นคนชั่วช้าหรือที่จริงเป็นเพียงเหยื่อ การลงโทษของป้ากนัชเป็นเรื่องเกินกว่าเหตุไปหรือไม่ บางทีสิ่งที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด คือบางข้อความจากบทความ ชิ้นหนึ่งของคุณภัควดี วีระภาสพงษ์

 

 

"ในช่วงหลายปีมานี้ ผู้เขียนศึกษาเรียนรู้เรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่รู้จะนิยามชื่อวิชาว่าอะไรดี แต่โดยเนื้อหาก็คือ การฝึกมองโลกจากสายตาของผู้อยู่เบื้องล่าง สิ่งแรกที่ผู้เขียนค้นพบด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่งยวดก็คือ คนจนและคนชายขอบไม่ว่าที่ไหนในโลก นอกจากการเอาชีวิตรอดที่เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เขามี สิ่งที่เขาหวงแหน บางครั้งให้คุณค่ายิ่งกว่าชีวิต ก็คือ ‘ศักดิ์ศรี' เรื่องนี้ใครๆ อาจจะรู้อยู่แล้วก็ได้ แต่ผู้เขียนโง่ ไม่เคยรู้มาก่อน ผู้เขียนนึกว่าสิ่งที่จะค้นพบคือเรื่องการเรียกร้องเรื่องความเป็นธรรม เรื่องปากท้อง ฯลฯ ผู้เขียนไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่า สิ่งที่คนจนไขว่คว้ามากที่สุดก็คือ ‘ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์'

ผู้เขียนไม่ได้โรแมนติกและไม่ได้อ่านนิยายมากไป

คนจนต้องการศักดิ์ศรี คนชั้นกลางและคนรวยต้องการอภิสิทธิ์ ศักดิ์ศรี vs. อภิสิทธิ์ สองอย่างนี้แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว"

 

อาจจะเกินเลยอยู่สักหน่อย แต่มันทำให้อดคิดไม่ได้ว่าผลลัพธ์ของการต่อสู้ระหว่างศักดิ์ศรี กับอภิสืทธิ์ บางทีมันก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการลากกันไปลงนรก !

 

หมายเหตุ : เราต้องไม่ลืมมว่าสุดท้ายแล้วครอบครัวชั้นสูงของชายหนุ่มคนรักไม่ได้สูญเสียอะไรแม้แต่น้อย นอกจากได้ตัดสินว่าคริสตีนไม่เต็มเต็งก้เท่านั้นเอง!

 

อ่านบทความของคุณภัควดี ได้ที่นี่ครับ

 

http://www.prachatai.com/journal/2009/04/20883

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เห็นโปสเตอร์หนังแล้ว ยังคิดเลยว่าสวยดี

big smile

หลายเดือนนับจากวันนี้ อาจจะไม่ได้แวะมาอ่านมากนัก
พี่มีบางอย่างต้องไปทำ

โชคดีจ้า big smile
Hot!
อยากไปดูครับ

#2 By Eddy on 2009-06-15 21:57

Drag and Drop !

#3 By n h e p h e x on 2009-06-15 22:10

double wink เนอะๆ
สุดท้ายเราก็ทำอะไรไม่ได้
นอกจากเดินๆตามๆกันไป

#4 By sofa on 2009-06-15 22:20

เห็นด้วยทุกประการกับประเด็นทางสังคมในหนังซึ่งฉายชัดมาก
คริสตีนเป็นเหยื่อของระบบจริงๆ และช่างซวยซ้ำซ้อนอย่างน่าสงสาร

อนึ่ง ดูหนังเรื่องนี้ เหมือนนั่งรถไฟเหาะ

#5 By eak early : เอกเช้า on 2009-06-15 22:26

คนรวยและคนชนชั้นกลางต้องการอภิสิทธิ์?
คนจนต้องการศักดิ์ศรี?

(แล้วผู้ชายต้องเลวกว่าหมา?
แล้วผู้หญิงแท้จริงน่ะลืมยาก?)

คุณภัควดี ช่างกล้าที่จะตีขลุมเหมารวมผู้คนกันง่ายๆเสียจริง
แบ่งกันง่ายๆนี่แหละ คนจนพวกหนึ่ง คนชนชั้นกลางและคนรวยเป็นอีกพวกหนึ่ง

นี่แหละ ตัวอย่างชัดเจน ของการลดคุณค่าความเป็นปัจเจกที่แตกต่างของแต่ละบุคคล ให้เหลือเพียงภาพจางๆของกลุ่มคน เพื่อจะแบ่งพวกได้ง่ายๆ อันเป็นประโยชน์ในการเขียนบทความให้ดูเก๋ๆคมๆ


#6 By Win (125.24.133.81) on 2009-06-16 00:05

>>>>>หมายเหตุ : เราต้องไม่ลืมมว่าสุดท้ายแล้วครอบครัวชั้นสูงของชายหนุ่มคนรักไม่ได้สูญเสีย อะไรแม้แต่น้อย นอกจากได้ตัดสินว่าคริสตีนไม่เต็มเต็งก้เท่านั้นเอง!<<<<<

ไม่ใช่พระเอก(ชนชั้นสูง?ชนชั้นกลาง?คนที่ต้องการอภิสิทธิ์?)หรอกเหรอ ที่คอยดูแลเธอทุกอย่าง คอยเป็นทั้งกำลังใจ กำลังทรัพย์ ทั้งทุกทั้งสุข และก็ยืนยันที่จะคบกับเธอต่อไปทั้งๆที่พ่อแม่ชนชั้นสูง(?)ของเขาไม่ต้อนรับ คุณจะเหมารวมว่าพระเอก ก็ไม่ต่างจากพ่อแม่ของพวกเขา เพียงเพราะเขาเป็นคนชั้นสูงเหมือนกัน ได้หรือเปล่า?

ตอนจบนางเอกตาย เพราะพระเอกเอากระดุมมาคืน แต่นั่นคือความผิดของพระเอกหรือเปล่า? เจตนาของพระเอกนั่นเลวร้ายหรือ? ถ้านางเอกอธิบายทุกอย่างให้พระเอกฟังทั้งหมดตั้งแต่แรก ทั้งเรื่องที่เธอฆ่าแมว หรือเรื่องที่จริงๆแล้วเธอมิสิทธิ์ตัดสินในการช่วยยายแก่นั่น หรือเรื่องกระดุมก็ตาม เธอจะตายหรือเปล่า? ภาพ close up ตอนจบ กับน้ำตาเปี่ยมหน้าของพระเอกพร้อมมือที่ถือแหวนนั้น คือภาพคนของที่ชั่วร้ายหรือเปล่า?

ถ้าจะเรียกร้องความเป็นธรรมให้นางเอก(ชนชั้น?)
ก็ควรจะเรียกร้องความเป็นธรรมให้พระเอกด้วย(ชนชั้น?)

#7 By win (125.24.133.81) on 2009-06-16 00:19

อีกนิดนึง

"คนชนชั้นกลาง"และ"คนรวย"ต้องการศักดิ์ศรีบ้างได้มั้ยครับ? หรือศักดิ์ศรีมีไว้สำหรับ"คนจน"เท่านั้น?

#8 By พอดีกว่าครับ ขอบคุณครับ (125.24.133.81) on 2009-06-16 00:33

สวัสดีครับ คุณ Win

แวะมาคุยต่อในประเด็นที่คุณคุยค้างไว้นะครับ (ไม่แน่ใจว่าคุณอยากคุยต่อหรือเปล่า แต่มีประเด็นเล็กน้อยในเรื่องนี้ผมมักพบเสมอในการพูดคุยทำนองนี้)

ตัวบทความของคณภัควดีนั้นผมเองอยากให้อ่านตัวบทความเต็มๆมากกว่าครีบ มเองอาจจะผิดที่โควตมาเพียงส่วนหนึ่ง(อย่างที่คุณบอก นี่อาจเป็นวิธีการตีขลุมประการหนึ่ง อย่างไรก็ตามตัวบทความนั้นน่าจะอธิบายสิ่งที่คุณภัควดีคิดออกมาได้อย่างกล้าหาญท้าทายทีเดียว และไม่ใช่ทุกคนจะพึงพอใจกับบทความนี้ครับ)

อย่างไรก็ตาม ผมมักพบเสมอว่าเมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มต้นแตะเรื่องของชนชั้น ประเด็นมักถูกพาไปสู่เรื่องที่ว่าเรากำลังจัดภพลักษณ์เหมารวมให้กับผู้คนซึ่งมันใช่แล้วครับ เรากำลังกรทำเช่นนั้น

ในทางตรงกันข้าม การทำให้ทุกเรื่องเป็นเรื่องเชิงปัจเจก (คนนั้นเลวเพราะเขาเลว คนนี้ดีเพราะเขาดี) ก็ให้สภาพพาลักษณ์เหมารวมไม่ต่างกันครับ

ขออนุญาตยกข้อความจากตัวบทความมาสักเล็กน้อยครับ

การต้องคำสาปลาเมียร์ของ คริสตีน ในทางหนึ่งจึงไม่ต่างอะไรกับการอยู่ในโลกของการกินกันเป็นทอดๆ ทั้งคริสตีนและคุณยายกานัชเป็นส่วนหนึ่งของระบบอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้เราหันมากินกันเองโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ผ่าทางกรอบคิดในทำนองของการประสปความสำเร็จบนเส้นทางฝัน ส่วนความผิดบาปใดๆที่เกิดขึ่นย่อมต้องถูกโยนไปเป็นเรื่องของปัจเจก ความไม่รับผิดชอบในการผ่อนส่งงวด ของยายกานัช หรือความไร้หัวใจของคริสตีน ระบบลอยตัวขึ้นจากความผิดบาป และปล่อยให้เราแต่ละคนลากกันและกันลงนรกไป

สิ่งที่ผมตั้งใจพูดจริงๆ ไม่ใช่เรื่องที่ว่า ชนชั้นสูงต้องเลวร้ายเสียทั้งหมด ชื่นชั้นกลางช่างน่าสมเพชเสียทั้งหมดหรอกครับ ประเด็นคือ โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า เราทุกคนล้วนตกเป็นเหยื่อของระบบที่ใหญ่กว่าตัวเรามาก เป้นเรื่องง่ายดายมากครับ ถ้าเราจะโยนบาปให้เป็นเรื่องเชิงปัจเจก มันเป็นวิธีคิดที่ทำให้ระบบไม่ต้องรับผิดชอบ ถ้าเราจนเป็นเพราะเราไม่ขยัน ทั้งๆที่ที่จริงภายใต้ระบบนี้ต่อให้เราตายคางานเราก็ไม่มีทางรวยขึ้นมาได้ (ไม่เป็นเร เรามียาแก้ชื่อเศรษฐกิจพอเพียง )

ต้องขอโทษด้วยที่ท่าทีองผมทำให้คิดไปได้ว่า นี่เรากำลังจัดประเภทชนชั้นอยู่ แต่ผมเชื่อว่าภาพร่างเหมารวมเหล่านี้ จริงๆแล้วก็มีส่วนถูกกอยู่ไม่น้อย และโดยส่วนตัวผมค้นพบว่า การปฏิเสธการดำรงคงอยู่ของชนชั้น เป็นเรื่องน่าสะพรึงไม่น้อยไปกว่าการคิดเหมารวมเรื่องชนชั้นเลยทีเดียวครับ

หวังว่าจะได้แลกเปลี่ยนกันอีกครับ ผมเองก็เก็บเล็กผสมน้อยจากการอ่านเอาเอง และอาจจะไร้เดียงสาไปบ้าง ครับ

big smile

#9 By filmsick on 2009-06-16 09:43

ขอบคุณคุณ filmsick สำหรับคำอธิบายเพิ่มเติมครับ

ผมเองได้อ่านบทความเต็มๆของคุณภควดีบทนั้นมานานมากแล้วครับ
มีทั้งที่สวนที่ไม่เห็นด้วย แล้วก็ส่วนที่รู้สึกว่าน่าสนใจอยู่ด้วยเหมือนกัน
ส่วนที่ไม่เห็นด้วย ตัวอย่างก็เช่น สิ่งที่คุณ filmsick เอามาใช้ในบทวิจารณ์หนังเรื่องนี้ เป็นต้น

แต่ก็เห็นสอดคล้องตรงที่ว่า หลายครั้งระบบก็ใหญ่เกินกว่าปัจเจค และก็เป็นตัวระบบนี่แหละ ที่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็ทำให้ปัจเจคถูกปฎิบัติให้คล้ายๆกันและถูกแบ่งระดับไปโดยอัตโนมัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนยากจะแก้ไข
แต่อันตรายก็อยู่ตรงจุดนั้นนั่นเอง เมื่อเราก็ถูกระบบครอบงำทางความคิดไปด้วย แล้วก็เริ่มมองทุกอย่างตามระบบเหมือนกัน เริ่มแบ่งกลุ่มคนเป็นพวกๆอย่างง่ายๆเหมือนเพียงเพราะมันสะดวก สรุปเราก็ต้องเป็นทาสของระบบวกวนอยู่เช่นนี้ มันจะยิ่งส่งเสริมให้ระบบที่คนไม่พอใจกัน เข้มแข็งขึ้นไปอีกหรือเปล่า เหมือนพยายามแก้ปัญหา แต่อยู่ในกรอบตรรกะของตัวปัญหาเอง

ผมจึงอยากจะตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับบทสรุปของคุณภควดี และพอดีกับเป็นบทสรุปเดียวกันในบทวิจารณ์ของคุณ filmsick ทั้งในเชิงสาระ และอารมณ์ ด้วยว่า ที่เลือกจะสรุปบทความทั้งหมดในเชิงการตีขลุม ว่ามันเป็นเพื่อการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาต่อไปในเชิงบวก หรือเป็นเพียงเพื่อความสะใจ หรือความคมคาย ในการจบข้อเขียนกันแน่?

คุณภคดี มีการเกริ่นก่อนจบว่า เพราะเธอโง่เองและเธอไม่โรแมนติกด้วย

แต่บทสรุปของเธอ อ่านดูยังไง ผมก็ว่าโรแมนติ๊ก โรแมนติก

...พอดีกว่าครับ ผมคงไม่ได้มาตอบอะไรในเรื่องนี้แล้ว เพราะอย่างที่คุณ filmsick ว่า คุยทำนองนี้ทีไร ก็หนีไม่พ้นเรื่องเดิมๆ สุดท้ายก็ออกไปทางอารมณ์มากกว่าสาระ เพราะงั้นก็จะหยุดตัวเองแล้ว

แต่ก็ยังคงแวะมาอ่านบทวิจารณ์หนังดีๆอยู่เสมอครับ ขอบคุณครับ


#10 By win (125.24.167.203) on 2009-06-16 10:57

ข้อแก้ข้อความตัวเองข้างบทตรงคำว่า "บทสรุป"
หมายถึงบทสรุปของคุณ filmsick (โดยคุณภควดี)นะครับ ของคุณภควดีล้วนๆ รู้สึกจะอยู่กลางๆบทความ

ว่าแต่ ลิงค์ที่คุณ filmsick ให้มา มันไม่มีตัวบทความอยู่ที่นั่นแล้วนะครับ???

ไปจริงๆล่ะครับ

#11 By win (125.24.167.203) on 2009-06-16 11:08

เฮ้อ...

#12 By sofa on 2009-06-16 12:40

ยังไม่ได้อ่านเพราะยังไม่ได้ดู
แต่อยากเม้นท์ว่าชอบชื่อบทความ surprised smile

#13 By ขเจน on 2009-06-16 13:49

ตอบคุณ Win

สาเหตุหลักที่ผมเลือกบทความคุณภัควดี (ซึ่งกล่าวโดยส่วนตัว ผมค่อนไปทางเห็นด้วยมากๆ แต่อย่างว่าครับ นี่เป็นจุดยืนส่วนตัว) มาปิดท้ายในบทความชิ้นี้ เป็นเหตุผลง่ายๆครับ

เพราะคุณยายกานัช ตัดสินใจสาปคริสตีนด้วยเหตุผลว่า You Shamed me! ไงครีบ

ดังนั้นสำหรับผม บทความของคุณภัควดี ในทางหนึ่งจึงฟิตอินกับตัวหนังพอดีทีเดียว

ขอบคุณที่มาแลกเปลี่ยนกันครับ หวังว่าจะได้แลกเปลี่ยนกันอีกครับ

big smile

#14 By filmsick on 2009-06-16 14:22

หนังมันสนุกสุดๆ ไปเลย

ได้หัวเราะอย่างบ้าคลั่งกับฉากตลกร้าย

sad smile

#15 By R O C K on 2009-06-18 21:49

อยากดูเรื่องนี้ค่ะ แต่อด sad smile

#16 By eVeZaa on 2009-06-19 21:53

หนังมันส์จริงๆ sad smile

#17 By Mc'Murphy (118.173.88.92) on 2009-06-22 21:28

เพิ่งดูจบจากแผ่นค่ะ
แอบเดาตอนจบได้ open-mounthed smile
แต่นักแสดงแสดงดีค่ะ โดยเฉพาะนางเอก ตอนแรกนึกว่าเรียบร้อย ดูไปดูมาไม่เรียบร้อยเหมือนหน้าแฮะ บทจะวีนจะโหดจะแรง ก็ทำได้ - -
ส่วนยายยิปซีนี่ ความแค้น ไร้คำบรรยายจริงๆ sad smile

#18 By SKII (203.4.160.15) on 2009-10-12 14:55