DRAG ME TO HELL (SAM RAIMI / 2009 / US ) ไปลงนรกเสียเถิดที่รัก (ฉันจะลงโทษเธอ)
posted on 15 Jun 2009 21:44 by filmsick
คริสตีน บราวน์ทำงานในแผนกสินเชื่อของบริษัทการเงินแห่งหนึ่ง เธอกำลังอยู่ระหว่างการลุ้นตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการโดยมีคู่แข่งคนสำคัญเป็นไอ้หนุ่มเอเซียผิวเหลืองขี้ประจบ ที่พยายามกดเธอไว้ตลอดเวลา คู่รักของเธอเป็นลูกผู้ดีมีเงินที่เพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ วันหนึ่งเธอแวะไปส่งข้าวให้เขาและแอบได้ยินเขาคุยโทรศัพท์กับแม่ ซึ่งมองว่าอดีตสาวชาวไร่อย่างเธอไม่คู่ควรอะไรกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเธอสักนิดเดียว
หัวหน้ายังไม่ตัเสินใจเลือกใคร เขามองว่าเธอไม่เด็ดขาดพอในการตัดสินใจ ไอ้หนุ่มสตูคู่แข่งก็คอยหาเรื่องแกล้งตลอด กลางความกดดันทั้งหมด คุณยายการ์นัช หญิงชรายิปซียากจนก็โผล่เข้ามาพอดี หล่อนมาเพื่อขอให้ทางบริษัทผ่อนผันการชำระหนี้ที่หล่อนค้างอยู่สองงวด ซึ่งนั่นจะเป็นเหตุให้บ้านที่หล่อนอาศัยมาชั่วชีวิตต้องถูกยึด หล่อนขอร้องให้คริสตีนช่วยผ่อนผันให้อีกสักครั้ง หัวหน้าบอกให้เธอตัดสินใจให้เด็ดขาดด้วยตนเอง เธอตัดสินใจปฏิเสธคำร้องแม้คุณยายกานัชจะคุกเข่าอ้อนวอนเธอ เธอกลับเรียกรปภ.แทน
ในเมื่อถูฏหยาม คุณยายกานัชสาปแช่งให้เธอพบกับความพินาศด้วยคำสาปอาถรรพ์ของปีศาจดูดวิญญาณ ภายในสามวัน ต้องเป็นเธอต่างหากที่เป็นฝ่ายคุกเข่าอ้อนวอน!!!!
พลอตสุดเชย เล่าเรียงลำดับตรงไปตรงมาเชยๆ ด้วยวิธีการเชยๆ (ไม่ต้องถามหาเรื่องหักมุม หรือเทคนิคทางภาพเว่อร์ๆ) ไม่มีการทรมานคนดู จัดแสงแบบเชยๆ(สว่างจ้าอย่าทั่วถึงกันราวกับละครหลังข่าวก็มิปาน) เสียงประกอบเชยๆทีมาเป็นชุดราวระเบิดลง และการแสดงแบบเชยๆ ที่วูบหนึ่งดี วูบหนึ่งร้าย ตัวละครแบบขาวขัดดำจัด กล่าวอย่างง่าย นี่คือหนังที่แทบไม่ต่างจากซีรีส์สยองขวัญจบในตอนที่ออกฉายไปแล้วยี่สิบปีอย่างTALES FROM CRYPT
แต่องค์ประกอบสุดเชยเหล่านี้ เมื่อตกอยู่ในมือของSAM RAIMI อดีตผู้กำกับหนังสยองขวัญยอดฮิตตลอดกาลอย่างEVILE DEAD ทั้งสามภาค (แม้คนจะรู้จักเขาในฐานะคนกำกับ SPIDERMAN มากกว่า) เขากลับนำมันมาใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะนี่คือหนังที่ 'จงใจเชย' โดยหยิบเอาองค์ประกอบของความเป็นหนังทีวีดาดๆ มาเล่าอย่างตั้งใจและมั่นใจ หนังสุดเชยเรื่องนี้จึงเดินหน้าเล่าเรื่องโดยไม่ต้องแต่งองค์ทรงเครื่องร่วมสมัยแต่อย่างใด อาศัยเพียงเรื่องเล่าที่เข้มแข็ง การคารวะหนังทีวีโบราณแบบไม่ออกตัว และประเด็นทางสังคมลึกซึ้งแข็งแรง เดินหน้าด้วยวิธีการแบบอเมริกันแท้ๆ และเล่าเรื่องแบบอเมริกันแท้ๆ สำรวจตรวจสอบค่านิยมของอเมริกันชนอย่างน่าทึ่ง ในขณะเดียวกัน ก็ให้ความบันเทิงสุดขีดในฐานะในหนังสยองขวัญด้วยเช่นกัน
ข้ามประเด็นการเป็นหนังซ้อนหนังและคารวะหนังไปก่อน (เราสามารถเห็นได้ชัดเจอยู่แล้วหากมีประสบการณ์ร่วมกับหนังทีวีอย่างTALE FROM CRYPT มาก่อน) เพราะสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจไม่ใช่เรื่องนั้น หากเป็นประเด็นทางสังคม ซึ่งหนังใช้โมเดลของตัวละครและเรื่องเล่าแบบหนังสยองขวัญ อธิบายได้อย่างน่าทึ่ง
ตัวละครของคริสตีน เป็นเสมือภาพแทนของคนชั้นกลางในสายพานการผลิตของระบอบทุนิยม หล่อนเป็นเหมือนคนชั้นกลางนับล้านๆบนโลกนี้ คนที่มาจากต่างจังหวัด มีอดีตขมขื่น และพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อจะขยับชนชั้นจากที่ตัวเองเป็นอยู่เพื่อไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น คริสตีน ดิ้นรนทั้งในสถานะหน้าที่การงาน และในเรื่องส่วนตัว คนรักของเธอเป็นลูกผู้ลากมากดี และแม่ของเขาไม่พอใจนักที่ลูกชายมาคบกับสาวชาวบ้านลึกซึ้งมากกว่าควงเล่น
แรงกดทั้งหมดที่โถมทับลงบนตัวของครีสติน ทำให้เธอเลือกใจร้ายใจดำกับคุณยายกานัช ภายใต้ระบบของการไต่ฟ้าคว้าดาว ไม่เปิดโอกาสให้กับคุณธรรมใดๆ ภายใต้ระบอบคิดนี้ มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะชนะ การัดสินใจของคริสตีนที่จริงแล้วไม่ได้เป็นไปโดยตัวเธอเองล้วนๆ แต่เกิดจากการที่เธอเป็นส่วนหนึ่งของระบบ กล่าวแบบตรงไปตรงมา คือระบบของบริษัทการเงินซึ่งเธอสังกัด ขยับขยายออกมาคือระบบของการไต่เต้าขึ้นไปสู่จุดที่สูงกว่า ขยายออกมาอีก มันคือชุดติดของการประสบความสำเร็จแบบคนชั้นกลางในเมือง การทำงานให้ดีที่สุด เป็นคนละเรื่องกับความมีมนูษยธรรม เพราะที่จริงมันคือการมีมนุษยธรรมแต่พอควรโดยยึดประโยชน์จขององค์กรเป็นสูงสุด ไม่เพียงแต่เฉพาะการงาน มันยังครอบคลุมไปถึงเรื่องอื่นๆด้ย ระบบของความสำเร็จนี้ อนุ ญาติให้เรามีมนุษยธรรมเปลือกๆแต่พองาม และรู้ว่าเวลาไหนที่เราควรจะเป็นยักษ์มาร โชคร่ายที่คริสตีนเลือกลงเอยผิดที่ผิดเวลาและผิดคนอย่างยิ่ง
น่าสนใจที่ตัวละครของคุณยายกานัชกับถือครองภาพแทนที่มากกว่าหญิงชราสยองขวัญ เธอคือหญิงยิปซี ที่ดำรงสถานะคนชายขอบในสังคมอเมริกัน แน่นอนว่าเพื่อการณ์นี้มันยิ่งทำให้ง่ายต่อการบอกว่าเธอรู้จักมนต์ดำ ซึ่งนี่ไม่ใช่เพีงแค่ข้อกำหนดของหนังสยองขวัญแต่ในอีกทางหนึ่งมันคืออคติที่เรามีต่อคนชายขอบ ด้วยการผลักไสเขาหรือเธอเหล่านั้นไปสู่กรอบคิดของไสยศาสตร์และความงมงาย
หากมากกว่านั้น เราพบว่าหนังทั้งเรื่องนี้ ตัวละครรายรอบล้อมคริสตีน ที่อยู่ในสถานะคู่แข่ง ศัตรู หรือผู้ช่วยเหลือ ล้วนแล้วแต่เป็นคนชายขอบเสียทั้งหมด ไอ้สตูตัวร้ายเป็นหนุ่มจีน (หรือเกาหลี หรือญี่ปุ่น หรือเวียดนาม อะไรสักอย่างแถวๆนั้น) คุณยายกานัชและลูกหลานของแกเป็นคนยิปซี คนทรงรามจ๊าสเป็นคนอินเดีย ที่นำพาคริสตีนไปพบกับคุณป้าหมอผีชาวลาติน กล่าอย่างง่าย ศัตรูของคริสตีน(คนชั้นกลาง) คือบรรดาคนชั้นล่าง คนชายขอบ ซึ่งมีทั้งคนที่พายามขยับฐานะในเส้นทางเดียวกันกับเธอ (สตู) และทั้งในวิธีนอกลู่นอกทางอย่างเช่นคำสาปลาเมียร์ ซึ่งมีสถานะน่าสนใจในที่ว่า การเล่นคำสาปมนต์ดำ เป็นวิธีการสู้สุดใจจากกรอบคิดที่คนชนชั้นล่าง (กล่าวให้ง่ยๆใกล้ตัว เช่นการที่คนชั้นล่างไม่สามารถจะต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมด้วยการฟ้องร้องในศาลได้พวกเขาก็เลยทำเท่าที่กำลังของเขาจะทำได้ ตั้งแต่การใช้กำลังแบบตัวต่อตัว ไปจนถึงการเสี่ยงตายไปทุบเขื่อนแบบกรณีของยายไฮ หรือใกล้ไปกว่านั้นเช่นการไปปิดถนน ซึ่งแน่นอนไม่ใช่ว่าคนชั้นกลางที่มีต้นทุนทางสังคมจะไม่ทำเช่นนั้น) ในฉากแรกของหนัง คำสาป ลาเมียร์ ถูกนำมาใช้กับคนชนชั้นเดียวกัน นั่คือเด็กอินเดียนที่ขโมยของยิปซี มันเป็น เรื่องภายในของคนร่วมชนชั้น (แต่ไมร่วมชนชาติ) ก่อนที่สุดท้ายมันจะกลายมาเป็นอาวุธต่อสู้กับคนต่างชนชั้นเมื่อถึงเวลาเข้าตาจน
การต้องคำสาปลาเมียร์ของ คริสตีน ในทางหนึ่งจึงไม่ต่างอะไรกับการอยู่ในโลกของการกินกันเป็นทอดๆ ทั้งคริสตีนและคุณยายกานัชเป็นส่วนหนึ่งของระบบอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้เราหันมากินกันเองโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ผ่าทางกรอบคิดในทำนองของการประสปความสำเร็จบนเส้นทางฝัน ส่วนความผิดบาปใดๆที่เกิดขึ่นย่อมต้องถูกโยนไปเป็นเรื่องของปัจเจก ความไม่รับผิดชอบในการผ่อนส่งงวด ของยายกานัช หรือความไร้หัวใจของคริสตีน ระบบลอยตัวขึ้นจากความผิดบาป และปล่อยให้เราแต่ละคนลากกันและกันลงนรกไป
เลยพ้นไปจากนั้นเราพบว่าเมื่อคริสตีนต้องคำสาป สิ่งที่เธอทำไม่ช่าการมองหาคนพกเดียวกันมาช่วยเหลือ คนที่เข้ามาช่วยเหลือเธอยังคงเป็นคนชายขอบชั้นล่างเช่นกัน เริ่มจากรรามจ๊าสหมอดูข้างถนนที่พาเธอไปพบกับคุณป่าหอดู ที่น่าสนใจคือแม้เจ้าหล่อนจะมีความแค้นกับผีแพะลาเมียร์ (นี่ถ้าเป็นหนังไทยเราคงเรียกได้ว่า แพะรับบาปเต็มปาก!) แต่เจ้าหล่อนก็เรียกเงินด้วย ! และแน่นอนในวิธีคิดแบบทุนนนิยมม เมื่อเราจ่ายเงินไปแล้ว จะเป็นหรือตายก็ช่าง (ก่อนเริ่มพิธี รามจ๊าสประกาศแล้วว่าพิธีนี้อาจทำให้หล่อนตาย หล่อนยินดีตาแลกเงิน และคริสตีนยินดีจ่าย เพราคนตายไม่ใช่เธอ )ซึ่งเจ้าหล่อนก็ได้ตายสมใจ โดยที่คำสาปลาเมียร์ไม่ได้แก้ไขอะไร
คริสตีนสมควรโดนลากลงนรกหรือไม่ หล่อนเป็นคนชั่วช้าหรือที่จริงเป็นเพียงเหยื่อ การลงโทษของป้ากนัชเป็นเรื่องเกินกว่าเหตุไปหรือไม่ บางทีสิ่งที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด คือบางข้อความจากบทความ ชิ้นหนึ่งของคุณภัควดี วีระภาสพงษ์
"ในช่วงหลายปีมานี้ ผู้เขียนศึกษาเรียนรู้เรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่รู้จะนิยามชื่อวิชาว่าอะไรดี แต่โดยเนื้อหาก็คือ การฝึกมองโลกจากสายตาของผู้อยู่เบื้องล่าง สิ่งแรกที่ผู้เขียนค้นพบด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่งยวดก็คือ คนจนและคนชายขอบไม่ว่าที่ไหนในโลก นอกจากการเอาชีวิตรอดที่เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เขามี สิ่งที่เขาหวงแหน บางครั้งให้คุณค่ายิ่งกว่าชีวิต ก็คือ ‘ศักดิ์ศรี' เรื่องนี้ใครๆ อาจจะรู้อยู่แล้วก็ได้ แต่ผู้เขียนโง่ ไม่เคยรู้มาก่อน ผู้เขียนนึกว่าสิ่งที่จะค้นพบคือเรื่องการเรียกร้องเรื่องความเป็นธรรม เรื่องปากท้อง ฯลฯ ผู้เขียนไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่า สิ่งที่คนจนไขว่คว้ามากที่สุดก็คือ ‘ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์'
ผู้เขียนไม่ได้โรแมนติกและไม่ได้อ่านนิยายมากไป
คนจนต้องการศักดิ์ศรี คนชั้นกลางและคนรวยต้องการอภิสิทธิ์ ศักดิ์ศรี vs. อภิสิทธิ์ สองอย่างนี้แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว"
อาจจะเกินเลยอยู่สักหน่อย แต่มันทำให้อดคิดไม่ได้ว่าผลลัพธ์ของการต่อสู้ระหว่างศักดิ์ศรี กับอภิสืทธิ์ บางทีมันก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการลากกันไปลงนรก !
หมายเหตุ : เราต้องไม่ลืมมว่าสุดท้ายแล้วครอบครัวชั้นสูงของชายหนุ่มคนรักไม่ได้สูญเสียอะไรแม้แต่น้อย นอกจากได้ตัดสินว่าคริสตีนไม่เต็มเต็งก้เท่านั้นเอง!
อ่านบทความของคุณภัควดี ได้ที่นี่ครับ
http://www.prachatai.com/journal/2009/04/20883
เนอะๆ

หลายเดือนนับจากวันนี้ อาจจะไม่ได้แวะมาอ่านมากนัก
พี่มีบางอย่างต้องไปทำ
โชคดีจ้า
#1 By Holmes รบกวนมารักกันค่ะ... on 2009-06-15 21:51