หมายเหตุก่อนอ่าน

บทความชิ้นนี้ผมถอดความมาจากการถอดเทป เลคเชอร์ ของPEDRO COSTA ในญี่ปุ่น ซึ่งโดยส่วนตัวผมคิดว่ามันตอบทุกคำถามที่ผมตอบไม่ได้(แต่รู้สึกกับมันอย่าง ยิ่ง) ได้ดีที่สุด ตัวบทความยาว20 หน้า  ซึ่งผมจะทยอยแปลต่อไป ครับ ตัวบทความหนลักสามารถหาอ่านต้นฉบับได้ที่นี่  ครับ

www.rouge.com.au/10/costa_seminar.htm

 

อ่านตอนที่ 1 ได้ ที่นี่ครับ

 http://filmsick.exteen.com/20090526/a-closed-door-that-leaves-us-guessing-1

 เราได้แต่คาดเดาเรื่องราวหลังประตูที่ปิดอยู่  A Closed Door That Leaves Us Guessing


เปโดร  คอสต้า

ผมไม่รู้ว่าคุณเคยได้ยินหรือเปล่า แต่มีคำสรรเสริญที่มิโซงุจิพูดถึงโอสุไว้ ซึ่งมันสวยงามมาก และเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราพูดกันอยู่นี่ด้วย  คือวันหนึ่งมีนักข่าวถามมีโซงุจิว่าเขาชอบงานของโอสุ(ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่น)ไหม  เขาตอบว่า "แน่นอน!" "ทำไมล่ะ?" "เพราะผมคิดว่าสิ่งที่เขาทำนั้นยากกว่าและลึกลับกว่าที่ผมทำน่ะสิ"  คำชมเชยนี้แสนจะยิ่งใหญ่ เพราะคุณน่าจะรู้ดีกว่าผมว่า มิโซงุจินั้นทำหนังโดยเน้นเชิงกวี และเป็นผู้กำกับที่ลึกลับขณะที่โอสุนั้นแสนจะติดดิน และแสนจะสัจจนิยม  และก็เป็นมิโซงุจินี่เองที่กล่าวว่า : สิ่งที่สุภาพบุรุษท่านนี้ทำกับประตูนี้นั้นยากกว่าสิ่งที่ผมทำเสียอีก มันมีประตูอยู่ ผมขอย้ำอีกครั้ง ! และมันช่างสวยงามเพราะมิโซงุจิคือผู้กำกับแห่งความลึกกลับ แห่งความลับ ขณะที่โอสุคือผู้กำกับแห่งบรรดาประตู หรือหน้าต่าง หรือทางเข้า และทางออก  ของการแต่งงาน ของสิ่งพื้นฐานต่างๆ  มันเหมือนกับมิโซงุจิบอกว่า :ผมคนที่หมุนเหวี่ยงไปรอบๆความลึกลับด้วยเมฆหมอก ผมไม่มีอะไรเลยเมื่อเทียบกับเพื่อนที่ถ่ายแต่เพียงประตูหรือตรอกเล็กๆ นั่นน่ะยากกว่าและลึกลับกว่าด้วยซ้ำ  มันคือถ้อยแถลงของอัจฉริยะ สิ่งนั้นสำหรับผม มันเป็นคำชื่นชมที่ที่เยี่ยมที่สุดที่ผู้กำกับคนหนึ่งจะมีให้อีกคน คำนิยามที่งดงามที่สุดของ สารคดี ,หนังเล่าเรื่อง , ความเป็นจริง และ จินตนาการ

 

ผมขอสรุปว่า มันช่างเรียบง่าย ผมคิด และผมหวังว่าคุณจะเห็นด้วยกับผมว่า มิโซงุจิ โอสุ  กริฟฟิธ และแชปลินนั้นที่แท้คือคนทำหนังสารคดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และมากกว่านั้นคือผู้กำกับที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต ของความจริง  พวกเขาคือผู้กำกับที่ซ่อนสิ่งต่างๆ คนที่ปิดประตู และคุณสามารถเปิดมันได้บางครั้ง  แม้ว่าการเปิดประตูของหนังเหล่านี้นั้นทั้งยากเย็น และ อันตราย - แต่มันก็ยอดเยี่ยม   บางทีเมื่อเราคิดว่าเราจะแสดงทุกสิ่งทุกอย่าง เราก็เลยทำสารคดีเพื่อแสดงทุกสิ่งทุกอย่างนั้น แต่ในความเป็นจริง เราไม่ได้แสดงให้เห็นอะไรเลย เราไม่เห็นอะไรเลย เราแค่กระจัดกระจายมันออกไป  มันเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่คุณจะต้องอยู่ข้างนอก ไม่ใช่บนจอ ไม่ร้องให้หรือทนทุข์ให้กับตัวละครที่ทนทุกข์บนจอ, อย่าได้ทำ เพราะเมื่อเราทำ มันก็จะเป็นสิ่งเดียวกันกับที่เราทำเวลาไปแมคโดนัลด์  ซึ่งคุณก็รู้ดีอยู่แล้ว สำหรับคุณทุกคนที่นี่ที่เคยนอกใจคู่หมั้น เคยทรยศคนอื่น หรือเคยมีปัญหาด้านอารมณื  ในโมงยามเช่นนั้น เขารู้ดีว่าเขานั้นโง่เง่า ขี้ขลาด และไม่ใช่คนดี  สำหรับผมนั้น ผมร้องให้  และสะเทือนใจอย่างลึกซึ้งกับคู่รักจากศตวรรษที่สิบห้าหรือหรือสิบหกในญี่ปุ่นมากกว่า -มันเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมมากสำหรับผม-  ผมสะเทือนใจกับเรื่องนี้มากกว่าข่าวการก่อการร้ายในโทรทัศน์  มันเป็นเช่นวันวานในมาดริด (หมายถึง เหตุการณืเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2004ซึ่งผูก่อการร้าย วางระเบิดสถานีรถไฟในมาดริด- ผู้เขียน) บางครั้งแค่คำคำเดียวก็ฆ่าคนได้ ผมเองไม่รู้ว่าแล้วมันจะช่วยรักษาชีวิตคนได้หรือเปล่า  แต่คำเพียงคำเดียวจะสามารถสร้างสิ่งที่ดีได้ เมื่อพูดออกมาอย่างเหมาะสม อย่างมีทักษะ โดยคิดมาอย่างดี และส่งผ่านมันในเวลาที่เหมาะสม  อาจจะพูดได้ว่า ถ้อยคำในหนังของ มิโซงุจิ โอสุ จอห์น หอร์ด  ไม่ได้เป็นสารคดีแบบฉายทางทีวี ท่าทางการชำเลืองสายตาเพียงครั้งเดียวของนักแสดงนั้นกลับแสดงได้มากกว่าทั้งความขมขื่น ความทุกข์ระทม หรือความสุขมากกว่าสารคดีที่แสดงให้เห็นทุกอย่าง

 

ดังนั้นผู้กำกับที่แท้ จะไม่แบ่งแยกระหว่างสารคดีและหนังเล่าเรื่อง ชั่วชีวิตผมไม่เคยคิดเลยว่าผมกำลังทำสารคดีหรือทำหนังเล่าเรื่อง  แล้วอะไรคือหนทางในการทำอย่างนี้หรืออย่างอื่น มันไม่ได้มีอยู่จริง เราแค่ถ่ายทำชีวิต และยิ่งผมปิดประตูมากเท่าไร ผมก็ยิ่งขัดขวางปู้ชมจากการเสพสมความพึงใจใหนการดูตัวเองบนจอมากขึ้นเท่านั้น  -เพราะผมไม่ต้องการสิ่งนั้น-  ฉะนั้นยิ่งผมปิดประตูมากเท่าไร ก็ย่อมมีปู้ชมต่อต้านผมมากเท่านั้น  บางทีอาจจะต่อต้านหนัง อย่างน้อยผมก็หวังว่าที่สุดแล้วเขาจะ  รู้สึกอึดอัด และรู้สึกเหมือนตกอยาในสงคราม  นั่นล่ะ เขาจะตกอนู่ในสถาณการณ์อันยุ่งยากของโลกนี้ มันไม่ดีเลยหากใครต่อใครจะพากันรู้สึกสบายดีอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นสำหรับผมแล้ว ภาพยนตร์ ประวัติศาสตร์ทั้งมวลของภาพยนตร์ และผมอาจจะบอกว่าดนตรีด้วย หรือจะบอกว่างานทุกอย่างที่เป็นของน้ำมือมนุษย์ ซึ่งเราเรียกว่าศิลปะ - งานเหล่านี้ก็เป็นเหมือนรถไฟซึ่งวิ่งคู่ขนานไปกับชีวิต แต่จะต้องไม่ข้ามไป

 

มันเป็นเรื่องดีที่จะทำหนัง งานที่มักถูกเปรียบเทียบกับงานในการดูหนัง  มันเป็นการยากที่จะดูหนังพอกับที่จะทำหนังดีๆขึ้นมาสักเรื่อง ตัวอย่างเช่น มันยากที่จะดูหนังของโอสุ ดูอย่างจริงจังจากกรอบการรับรู้ว่าพวกเขาคือคนทำสารคดีเกี่ยวกับมนุษย์ เกี่ยวกับความปรารถนา ตัวจริง  หากยังคงมีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆแบบญี่ปุ่น ซึ่งมันก็เป็นแค่รายละเอียด เช่นขวดต้องเป็นสีเหลืองไม่ใช่เขียว เป็นรายละเอียดแบบญี่ปุ่นๆ หากสิ่งสำคัญคือนี่คือสามารคดีว่าด้วยมนุษย์คนหนึ่งกระทำสิ่งใดกับมนุษย์อีกคน สำหรับผม มันเป็นเพียงเรื่องรายละเอียดที่ว่าโอสุบังเอิญเป็นคนญี่ปุ่น โดยส่วนตัว ผมคิดว่าเขาเป็นคนโปรตุเกสด้วยซ้ำ.... หากเวลาที่เราเรียกหนังว่าสารคดี เรามักจะแทรกแนวคิดชาตินิยมลงไปโดยไม่รู้ตัว ถ้าคุณไปตามงานเทศกาลหนังสารคดี ตัวอย่างเช่น ยามากาตะ  คุณจะเห็นหนังที่มาจากชิลี อาร์เจนตินา  และเราก็จะคิดว่าเรากำลังดูหนังจากชิลี  มันไม่ใช่ปัญหาของผมหรือของคนงานในชิลีที่ไม่สำคัญมากพอ กล่าวอย่างจำเพาะเจาะจงถึงชิลี มันเป็นเรื่องปกตที่เขาจะถ่ายหนังกันอย่างยากลำบาก หาดูก็ยากลำบากและทำในแบบเก่า ทำโดยไม่มีความช่วยเหลือจากช่างเทคนิค ศิลปิน หรือผู้กำกับ

 

หากความพึงพอใจของการทำหนังนั้น คือการทำหนังนั่นเองต่างหาด  มันไม่ใช่เรื่องของการแสดงให้เห็นปัญหาอะไร เหตุผลแรกที่ผมทำหนังก็เพราะผมพอใจที่จะทำมัน ผมมีความสุขที่ได้ทำงาน ถ้าราไม่มีความพึงพอใจชนิดนี้ในงานเสียแล้ว  มันก็ไม่เหลืออะไรอีก ดังนั้น บุคลิกแบบไหนกันล่ะที่สำคัญที่สุดของหนังสารคดี?  มันก็คือการมองดูผู้คนที่ทำมันทำได้ดี อันดับแรดคือเขาค้นพปบางอย่างแล้วก็สร้างงานจากมัน ภาพยนตร์เป็ยเหมือนสารคดีของการถ่ายทำตัวมันเองเสมอ  เช่นผมจะพูดว่าหนังทุกเรื่องของโอสุละมิโซงุจินั้นอยู่เหนือการความสนใจในเรื่องเทคนิคไปแล้ว หากเป็นเรื่องความสนใจในความสุขที่ได้สร้างงาน งานเหล่านั้นจึงออกมาดี  และงานที่ดีนั้นก็สวยงาม มันพูดทุกสิ่งทุกอย่าง  ดีพอสำหรับความเป็นภาพยนตร์ งานที่เราเห็นว่าสร้างได้ดีนั้นสำคัญกว่าแก่นของเรื่องเสียอีก ยกตัวอย่างเรื่องความพึงพอใจในการทำงานนี้จากการทำBONES ของผมเองแล้วกัน  ทักษะของผม  อันดับแรก ในการสร้างหนังที่น่าสนใจและสร้ามาอย่างดี และสอง ทำมันกับผู้คนที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับภาพยนตร์ ความปรารถนาแบบนี้ล่ะ ที่สร้างหนังขึ้นมา ผมหวังว่า ความน่าสนใจใดๆทั้งในแง่ภาพยนตร์และศีลธรรม  มันล้วนไม่ได้มาจากการพูดถึงความทุกข์ตรม หรือความทรมาน แต่มาจากก่อร่างด้วยวิธีการที่ผมเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจ

ดังนั้นเพื่อที่จะสรุปเรื่องของสารคดีและหนังเล่าเรื่อง -สำหรับพวกคุณซึ่งเป็นนักเรียนหนัง หรืออย่างน้อยก็สนใจมัน-  เราไม่จำเป็นจะต้องมาสงสัยสนใจว่าเรากำลังทำสารคดีหรือหนังเล่าเรื่อง มันไม่ได้ปัญหาที่น่าสนใจเลยสักนิด มันอาจจะเป็นประเด็นทางทฤษฏี แต่ไม่ใช่ปัญหาว่าเราจะตั้งคำถามกับตัวเองหรือข้ามไปถึงกับนักวิจารณ์ ว่าเขาจะบอกว่า ‘นี่เป็นหนังเล่าเรื่องนะ' ผมไม่เคยถามคำถามแบบนั้น  มันไม่ควรมีอยู่ ไม่ใช่คำถามด้วยซ้ำไป  แต่ผมพบว่ามันเป็นทางที่ซับซ้อนมากที่เราจะเริ่มต้นอภิกรายกันด้วยเรื่องนี้ หลังจาก BONES ผมทำหนังเรื่องIN VANDA'S ROOM (2000) และลองยกตัวอย่าง บรรดานักข่าว ทั้งญี่ปุ่น อเมริกัน อังกฤษ มักจะถามผมว่า : อา คุณคิดว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเล่าเรื่องหรือหนังสารคดีกันแน่น่ะ? และบางทีผมก็บอกว่าจริงๆแล้วคำถามนี้น่ะมันเป็นเรื่องอื่น มันซ่อนอีกคำถามหนึ่งไว้ ซึ่งคือคำถามวา ‘ นี่เป็นเรื่องถูกหรือเป็นเรื่องผิดกันแน่?'

ผมไม่รู้ว่านี้มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้หรือเป่า แต่ลองจินตนาการว่าคุณรู้จักโยฮัน เซบาสเตียน บาค และคุณมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องโรแมนติค  บาค เขาไม่ได้สนใจปัญหาบ้าบอของคุณสักนิด เขาไม่แคร์เรื่องแฟนของคุณ ปัญหาของคุณ  สถาณการ์เชิงอารมณ์อันไร้ความสำคัญของคุณ เขาไม่สนใจเรื่องส่วนตัวอะไรพรรค์นั้น ผมอาจจะพูดได้ว่า นั่นล่ะ บาคเป็นเหมือนผู้กำกับสารคดี  เขาเป็นคนที่จะไม่ใส่อารมณืใดๆลงไปในงาน คนที่ไม่อยากจะเชื้อชฺย๕ณคนใดงไปในชิ้นงานของเขา  ผมคิดว่าภาพยนต์นั้นมีพลังอันแข็งกล้าของการฉายภาพ และในทั้งสองทาง มีบางสิ่งเข้ามาและจากไป บางสิ่งก้าออกจากจอหนัง ตรงมาที่คุณ และบางสิ่งออกจากตัวคุณ ตรงไปยังจอภาพยนตร์

และนี่คือคำถามของความกลัว มันช่างน่ากลัว แต่มันมีความแตกต่างระหว่างหนังที่ยอดเยี่ยม , ผู้กำกับที่ยอดเยี่ยม กับหนังหรือผู้กำกับที่งั้นๆ ผู้กับแบบกลางๆนั้นเอาประโยชน์จากความกลัวบนจอภาพยนตร์ มันเป้ฯเกมของเงา ของการฉายภาพ และนั่นคือความกลัว เมื่อไฟถูกปิด เราจะกลัว  ผู้กำกับเลว ไม่ว่าจะทำหนังเล่าเรื่องหรือสารคดี  จะเล่นกับความกลัสของเราในวิถีทางชั่วร้าย ดังนั้น ความกลัว ความปรารถนา การฉายภาพ- อย่างที่คุณรู้ ทั้งสามคำนี้ถูกนำมาใช้ในทางจิตวิทยาอยู่เนืองๆ ในวิชาจิตวิเคราะห์ โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่าภาพยนตร์ไปม่ควรถูกทำให้เป็นงานเชิงจิตวิเคราะห์ มันไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องเชิงจิตวิทยา ยิ่งหนังงลึกในเรื่องจิตวิทยามากเท่าไร ผู้คนก็ยิ่งถูกทำให้สับสนมากขึ้นเท่านั้น


 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet