หมายเหตุก่อนอ่าน

บทความชิ้นนี้ผมถอดความมาจากการถอดเทป เลคเชอร์ ของPEDRO COSTA ในญี่ปุ่น ซึ่งโดยส่วนตัวผมคิดว่ามันตอบทุกคำถามที่ผมตอบไม่ได้(แต่รู้สึกกับมันอย่างยิ่ง) ได้ดีที่สุด ตัวบทความยาว20 หน้า  ซึ่งผมจะทยอยแปลต่อไป ครับ ตัวบทความหนลักสามารถหาอ่านต้นฉบับได้ที่นี่  ครับ

www.rouge.com.au/10/costa_seminar.htm

 

 

เราได้แต่คาดเดาเรื่องราวหลังประตูที่ปิดอยู่  A Closed Door That Leaves Us Guessing

เปโดร  คอสต้า

 

กอ่นอื่นผมอยากจะขอบคุณบางคนก่อน  มันออกจะเหมือนออสการ์อยู่หน่อยๆ  แต่ก็นั่นแหละครับ  ผมอยากขอบคุณแม่ผม ขอบคุณ คุณ Yano และ คุณ Matsumoto เพราะเขาทั้งสองคนคือกำลังหลักสำหรับผม อย่างน้อยก็ในขณะที่พวกเขาช่วยหาเหตุผลดีๆมารองรับในสิ่งที่ผมรู้สึก - เรื่องที่ว่าบางทีผมก็ตกหลุมรักญี่ปุ่นโดยไม่รู้ตัว  มันก็เหมือนกับในหนัง  จนกว่าเราจะได้พบกับผู้คน ผู้คนจริงๆที่มีเลือดเนื้อ เราจึงจะสามารถเชื่อในความรักนี้ได้ เอาล่ะ ผมได้ขอบคุณคนอื่นๆไว้ในโบรชัวร์อันน่ารัก ที่ผมทั้งพอใจและภูมิใจมากๆนี้แล้ว ผมขอขอบคุณคุณทุกคนทั้งที่ผมรู้จักและไม่เคยรู้จัก ผมหวังว่าจะมีบางสิ่งได้แตกยอดออกไปจากเรื่องที่ผมจะพูดในวันนี้พรุ่งนี้ และวันมะรืนเกี่ยวกับสิ่งสามัญที่เราจะเรียนรู้ได้จากภาพยนตร์  ดูผมเป็นตัวอย่าง ผมรักญี่ปุ่น และผมรู้บางเรื่องเกี่ยวกับญี่ปุ่น ทั้งๆที่ผมไม่เคยเห็นที่นี่มาก่อนเลยด้วยซ้ำ

 

ผมรู้จักญี่ปุ่นจากหนัง  รู้จักผ่านผู้กำกับคนสำคัญสามคนซึ่งโด่งดังในยุโรป นั่นคือ มิโซงุจิ, โอสุ และ นารุเสะผมรู้จักญี่ปุ่นผ่านทางพวกเขา ผู้ซึ่งล้วนแต่ตายไปแล้ว ผู้ซึ่งมาจากห้วงเวลาอื่น  ผมรักพวกเขา รักจากระยะไกลๆ  - ซึ่งนี่คือสิ่งสำคัญในภาพยนตร์  การหลงรักจากระยะไกลๆ  ก่อนหน้านี้มีหลายสิ่งหลายอย่างในญี่ปุ่นที่ผมไม่เคยเห็นในหนังของ โอสุ หรือ มิโซงุจิ หรือ นารุเสะ แต่เมื่อผมค่อยๆรู้จักญี่ปุ่น ผมก็ค่อยๆมองเห็นความซับซ้อนของสิ่งต่างๆ สิ่งที่ผู้กำกับทั้งสามท่าน หรือผู้กำกับคนอื่นที่ผมไม่รู้จักได้ซ่อนมันเสียจากผม แง่มุมอื่นๆของญี่ปุ่นซึ่งเขาไม่เคยแสดงให้เห็น  ตอนนี้ผมอยู่ในญี่ปุ่นแล้ว และผมก็ยังมองไม่เห็นมัน อาจกล่าวได้ว่า บางครั้งในภาพยนตร์สิ่งสำคัญไม่ใช่เรื่องของการมองเห็น อีกทั้งไม่ใช่การซ่อน หรือกระทั่งการแสดงออกมา  บางทีภาพยนตร์อาจคือคำถามเรื่องความสนใจในการจ้องมองของเรา  ในการมองเห็นสิ่งต่างๆ นั่นคือสิ่งที่ผู้กำกับอันยิ่งใหญ่ทั้งสามกำลังทำ เขาไม่ได้แสดงให้เห็นญี่ปุ่น เขาแค่ควบแน่นเอาเพียงบางสิ่ง แทนที่จะกระจัดกระจายจิตใจ หรือความรู้สึก พวกเขาเพ่งความสนใจมาสู่การมองเห็นของคุณ นั่นคือสิ่งที่ผมพูดอยู่เสมอ : ภาพยนตร์นั้นสร้างขึ้นจากการเพ่งความสนใจให้การมองเห็น ซึ่งการเพ่งความสนใจนั่นอาจรวมถึงการซ่อนด้วย มันอาจซ้ำซากที่จะพูดว่าญี่ปุ่นก็เป็นเหมือนกับในหนังของ โอสุ  หรือประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นนั้นเป็นเหมือนในหนังประวัติศาสตร์ของ มิโซงุจิ  ตอนนี้ผมทั้งเข้าใจและรู้สึกเกี่ยวกับญี่ปุ่นมากขึ้น(ซึ่งมันเป็นเรื่องเดียวกัน : การทำความเข้าใจคือการรู้สึก และการรู้สึกคือการทำความเข้าใจ)  ลองยกตัวอย่าง (และขอร้องครับ อย่าขำล่ะ)  ผมฝังใจว่าผมไม่เคยเห็นหญิงมีครรภ์เดินตามท้องถนนในโตเกียวเลย  ในหนังของโอสุ  เขาได้บอกเป็นนัยเกี่ยกวับเรื่องนี้ไว้และนั่นคือการซ่อน  โอสุ เตรียมผมให้พร้อมกับการไม่เห็นหญิงมีครรภ์ ดังนั้นบางทีผู้กำกับที่เป็นสัจจนิยมมากๆ จนกระทั่งทำหนังด้วยวิธีการที่เกือบจะเป็นสารคดีอย่างโอสุ  บางทีเขาก็ทำหนังเพื่อที่จะซ่อนบางสิ่ง  มีความลับอยู่ตรงไหนสักแห่งในหนังของเขา และเมื่อยืนกรานที่จะแสดงถึงสิ่งหนึ่ง เขาก็ต้องซ่อนสิ่งอื่นๆ  บางทีเราอาจก้าวออกมานอกญี่ปุ่นสักเล็กน้อย เพราะสิ่งที่ผมพูดอาจจะทำให้คุณรู้สึกอึดอัด ....แต่สำหรับผม สารคดีกี่ยวกับญี่ปุ่นของแท้ก็คือหนังของโอสุนั่นเอง ทุกๆคนที่ผมรู้จักในญี่ปุ่น  เพื่อคนญี่ปุ่นของผม ผมได้รู้จักพวกเขามาแล้วผ่านทางหนังของโอสุ  ที่ผมอยากจะพูดคือ โอสุ เคยเขียนเอาไว้ในบทความว่า "ผมไม่เคยสร้างตัวละครขึ้น ผมแค่ก๊อปปี้เอามาจากบรรดาเพื่อนๆของผม"

 

และทั้งหมดทั้งมวลนั้นเป็นการอารัมภบทเพื่อจะบอกคุณว่าหนังนั้นทำได้ดีแล้ว ในหน้าที่ซึ่งสำคัญที่สุดของมัน ซึ่งในเบื้องต้นมันไม่ใช่ทั้งความเป็นศิลปะ หรือการมีสุนทรียะ  สำหรับผมหน้าที่พื้นฐานของภาพยนตร์คือการทำให้เรารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งในเรื่องนี้มันไม่มีความแตกต่างกันหรอกระหว่างสารคดีและหนังเล่าเรื่อง หนังเรื่องแรกของโลกนั้นแสดงภาพของโรงงาน ภาพของผู้คนที่กำลังผละจากโรงงาน มันถูกถ่ายอย่างง่ายๆ และมีบางอย่างซึ่งออกจะใกล้ชิดกับโลกของเรา  มันเป็นเหมือนกับตอนที่คุณถ่ายรูปเพื่อที่จะยืนยันสิ่งที่คุณเห็นว่าเราไม่ได้จินตนาการมันขึ้นมาเอง มันมีบางสิ่งที่อยู่ต่อหน้าเรา ต่อหน้าความเป็นจริง ภาพถ่ายใบแรกแสดงที่แสดงให้โลกเห็นบนหน้าหนังสือพพิมพ์ คือภาพศพจากคอมมูนในปารีส ภาพศพของพวก Communards   เช่นเดียวกันกับที่หนังเรื่องแรกแสดงให้เห็นผู้คนซึ่งกำลังผละออกจากคุก และภาพถ่ายใบแรกได้แสดงให้เห็นภาพศพของคนซึ่งพยายามเปลี่ยนแปลงโลก   เมื่อเรากล่าวถึงภาพยนตร์โดยเริ่มตรงจุดนี้ หรือกระทั่งการกล่าวถึงภาพถ่าย สารคดี หรือเรื่องเล่า -เราก็กำลังพูดถึงความจริงอันเป็นพื้นฐานของมัน ข้อมูลทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าภาพยนตร์เรื่องแรกและภาพถ่ายใบแรกนั้นแสดงถึงสิ่งเลวร้าย  ไม่ใช่เรื่องรัก  หากเป็นเรื่องของความวิตกกังวล มีบางคนที่พยายามทำให้บรรดาเครื่องจักรกลมีความสามารถในการตอบสนอง หรือคิด หรือตั้งคำถาม ซึ่งสำหรับผมมันอาจจะอยู่ในท่าที ในความปรารถนา - ซึ่งคือท่าทีเดียวกันกับการที่เราจะสร้างภาพยนตร์ หรือถ่ายรูป หรือทำวีดีโอ - ในท่าทีเหล่านี้มีบางสิ่งซึ่งเข้มแข็ง บางสิ่งที่ที่จะพูดกับคุณว่า ‘จงอย่าลืม'  ในท่าทีแรก ในหนังเรื่องแรก ในภาพถ่ายใบแรก ในรักแรก มันจะเข้มแข็งที่สุด เป็นบางสิ่งที่เราไม่อาจลืม

 

หากปัญหายังคงติดตามมา เพราะหลังจากภาพยนตร์เรื่องแรก หลังจาก Workers Leaving  the Factory (1895) โดยพี่น้องลูมิแยร์ มันก็มีหนังเรื่องต่อมา และอีกครั้งที่มันถ่ายทำภาพคนงานที่กำลังผละจากโรงงาน โดยพี่น้องลูมิแยร์ และตรงนี้เองสรรพสิ่งได้เสื่อมสลายลง จากไป และกลายเป็นเรื่องซับซ้อน นั่นเพราะพี่น้องลูมิแยร์ ไม่พอใจกับภาพปรากฏของบรรดาคนงานที่กำลังออกจากโรงงาน (ซึ่งเป็นโรงงานของพวกเขาเอง) เขาเริ่มสั่งการกับบรรดาคนงาน  ด้วยการณ์นั้นท่าที่แรกได้สาบสูญไป ,ท่าทีแรกซึ่งกระทำด้วยความรัก -ซึ่งไม่เพียงแต่ทำด้วยความรักหากยังมีท่าทีแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ด้วย - มันเป็นสิ่งที่ทรงพลัง  เหมือนการจ้องมองในครั้งแรกที่ช่างทรงพลัง จากนั้นพวกเขาก็เริ่มจัดการกับบรรดาคนงาน ‘ช่วยทำให้เป็นธรรมชาติอีกหน่อยได้ไหม'พวกเขาจัดท่าทางบรรดาคนงาน พวกเขาบอก ‘เธอไปทางซ้าย , อย่าไปทางขวาสิ ..... เธอ เธอยิ้มสักนิด นั่นล่ะ เธอด้วย....เธอ เดินไปกับเมียสิ ทางโน้น ‘ และนั่นคือ mise en scene ตรงนั้นเอง หนังเล่าเรื่องได้ถือกำเนิดขึ้น นั่นเพราะเรามีนายใหญ่ที่ออกคำสั่งกับบรรดาลูกจ้าง บรรดาคนงาน มันเห็นได้ชัดเลยว่า หนังเรื่องแรกนั้นมีบท บทซึ่งมักจะเป็นหนังสือรวบรวมกฏ  ข้อบังคับ -หนังสือรวบรวมกฏเล่มแรกของโลกภาพยนตร์คือ production script ในบทหนังตลกนั้น มันถึงกับมีระบุว่าการให้นักแสดงหญิงเล่นเป็นเด็กหญิงต้องจ่ายเท่าไร , การให้นักแสดงชายแสดงเป็นนักรักต้องจ่ายเท่าไร , หรือการให้นักแสดงชายเล่นเป็นพ่อซึ่งต้องตีหัวลูกตัวเองนั้นต้องจ่ายเท่าไร เป็นต้น ราคาของสิ่งนั้นสิ่งนี้ระบุเป็นจำนวนเงิน นั่นละ บทภาพยนตร์ชิ้นแรก

 

หากในเวลาเดียวกัน หลังจากนั้นสักเล็กน้อย ก็ยังมีหนังที่สร้างโดยไร้บทภาพยนตร์ และน่าแปลกที่หนังเหล่านี้ก็ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันในพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ ซึ่งผมหมายถึงบรรดาหนังอีโรติค จะว่าไปหนังเล่าเรื่องเรื่องแรกๆ(ตามความเข้าใจที่เรามีกับหนังเล่าเรื่อง) ที่มีบท , มีเรื่องรัก , มีตัวละครซึ่งสนทนาน่าจะเป็นหนังโรแมนติคคอมเมดี้  ในขณะเดียวกันเราก็บอกได้ว่าหนังเรื่องแรกที่ไม่มีบท รวมถึงบรรดาหนังสารคดี  คือบรรดาหนังทำเอง(amateur films) บรรดาหนังโป๊  ในตอนต้นของศตวรรษนี้ ประมาณปี 1900 ในทางหนึ่ง  ผู้กำกับคนแรกๆเขียนบทหนังเล่าเรื่องซึ่งมีราคาของสิ่งต่างๆ มันช่างเป็นเรื่องเล่าเชิงการค้า และก็เป็ทั้งเรื่องรัก หรือเรื่องโรแมนติคคอมเมดี้  หรือเรื่องเมโลดรามา ในอีกทางหนึ่งก็มีผู้กำกับที่ถ่ายทำหนังโดยไม่มีบท และยังคงถ่ายทำหนังรัก ที่อาจกล่าวได้ว่ามันเป็นท่าทีของความรัก  ในรูปแบบของหนังอีโรติค หรือหนังโป๊  หากไม่ได้มีบท ดังนั้นมันจึงมีบรรดาผู้คนที่แสดงให้เห็นสิ่งต่างๆ  ให้เห็นเรื่องเล่า มันแสดงภาพของเรื่องรัก เด็กหญิง พ่อ แม่  ตอนจบแสนสุข และในอีกทางมันก็มีผู้คนซึ่งแสดงให้เห็นสิ่งต่างๆ อิริยาบทแห่งความรักซึ่งถ่ายทอดผ่านใครสักคนอึ๊บใครสักคน สิ่งที่น่าสนใจคือทั้งสารคดีและหนังเล่าเรื่องในโลกภาพยนตร์นั้นเกิดขึ้นพร้อมๆกัน ด้วยความคิดเกี่ยวกับความรักแบบเดียวกัน เว้นแต่ในอีกทางหนึ่ง มันเริ่มต้นจากเรื่องเชิงธุรกิจ ซึ่งติดตามมาด้วยอุตสาหกรรม และจากอุตสาหกรรมก็ตามมาด้วยการตลาด  และความต้องการของบรรดาผู้คนที่จะซื้อสินค้าเหล่านั้น มันลงเอยด้วยกลไกทางการตลาด ซึ่งแม้มันจะเป็นเพียงแง่มุมเดียวของภาพยนตร์ซึ่งเริ่มต้นในฮอลลีวู้ด มันก็ยังคงดำเนินต่อมาจนถึงทุกวันนี้  และเช่นกัน ในอีกทางมันก็มีหนังที่ไม่มีบท ไม่มีตลาดรองรับ  หนังสมัครเล่นที่ถ่ายกันในบ้าน และเหนื่ออื่นใด หนังที่ทำด้วยความรักซึ่งอาจเพราะมันเป็นหนังโป๊ หนังครอบครัว อะไรก็แล้วแต่ หากมันก็ยังคงดำเนินต่อไปโดยท่าทีเดียวนั่นคือคือการสร้างหนังเพื่อตัวหนังเอง  มันเป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องมีคนซึ่งเชื่อมสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน  ในตอนต้นของศตวรรษมีคนที่ประสบความสำเร็จในการสร้างเรื่องเล่าเล็กน้อยแทรกลงในหนังสารคดี  และนำสารคดีใส่เข้ามาในเรื่องหนังเล่าเรื่อง   สร้างเงินได้จากพื้นที่ส่วนตัว หรือเอาพื้นที่ส่วนตัวไปสู่การทำเงิน   เราอาจจะบอกได้ว่าบรรดาผู้กำกับคนแรกๆ คือคนที่สามารถสังเคราะห์สารคดีรวมเข้ากับหนังเล่าเรื่อง ในมุมของตนเอง ในหมู่บ้าน ที่บ้าน หรือหนังซึ่งถ่ายในที่สาธารณะซึ่งใครคนหนึ่งแสดงให้เห็นทุกสิ่งในตัว  การผสมรวมกันระหว่างมวลชนกับปัจเจกนี้ได้เกิดขึ้นในหนังของกริฟฟิธ  ผู้ซึ่งทำทั้งหนังสงครามและหนังโป๊ ผู้ซึ่งประสบความสำเร็จในการใส่ทั้งเซกซ์ และความสยองขวัญลงไปอยู่ในหนังอย่าง Birth of a Nation (1915) และ Intolerance(1916) หนังซึ่งแสดงถึงความรู้สึกอันแรงกล้าทั้งเรื่องของตัณหาและความสยองขวัญของมนุษย์ซึ่งนำไปสู่งสองสิ่งนั่นคือ : ความรักและสงคราม กริฟฟิธเห็นว่า ภาพยนตร์นั้นสามารถจะแสดงถึงสิ่งต่างๆที่ทุกคนรู้ สิ่งที่ทุกคนต้องการจะตระหนักรู้ ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ต้องแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่รุนแรงเกินไปซึ่งเป็นสิ่งที่สมควรจะซ่อนไว้  กริฟฟิธเป็นคนแรกที่เข้าใจและทดลองกับความคิดที่ว่าภาพยนตร์คืองานศิลปะซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงที่สุดด้วยวิธีคิดแบบไม่ให้เราเห็น  ด้วยความคิดที่ว่าภาพยนตร์คือศิลปะของการไม่ให้เห็นนี้  ผมจะลองยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างที่คุณได้เห็นในหนัง BONES (1997)ของผม , และอะไรที่ไม่อยู่ใน BONES , ท่ามกลางสิ่งต่างๆมากหลาย , ยาเสพติด ยังมีอีกอย่างที่หายไปจากหนัง และนั่นคือคุณ  แต่ BONES นั้นจบแบบเดียวกันกับหนัง STREET OF SHAME ของ มิโซงุจิ (1956) กล่าวคือ มีเด็กผู้หญิงซึ่งปิดประตู เด็กหญิงซึ่งมองจ้องมาที่คุณ และประตูก็หับปิดลงต่อหน้าคุณ นั่นหมายความว่าคุณจะไม่สามารถเข้าไปในหนังเรื่องนี้ เข้าไปในโลกนี้  มิโซงุจิ เองทำเช่นนั้นด้วยความเคารพในญี่ปุ่น เกี่ยวกับธุรกิจค้าประเวณี (ซึ่งก็เป็นเรื่องสากล ไม่ได้เจาะจงแค่ญี่ปุ่นเท่านั้น) หากเขากลับไปได้ไกลกว่า ลึกเข้าไปในความทุกข์ระทมขั้นสูงสุดเท่าที่ที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำร้ายคนอื่นๆ หรือผู้ชายจะทำร้ายผู้หญิง หรือท้ายที่สุดเราทำร้ายตัวเราเอง ผมคิดว่าชอตสุดท้ายในหนังของมิโซงุจินั้นพูดกับเราว่า ‘เริ่มจากตรงนี้มันเกินกว่าที่จะรับได้แล้วที่จะรู้ว่าจริงๆมันอยู่ที่นั่น ไม่ใช่แค่ในหนัง  หลังจากประตูนี้ปิดลงแล้ว หนังเรื่องนี้ก็จะเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว มันน่ากลัวเกินไป ดังนั้น จงอย่าเข้ามา สำหรับคุณนี่คือประตูที่ปิดตาย มันจบลงแล้ว'  แต่ผมก็ไม่ได้คิดถึงมิโซงุจิ ผมดูหนังของเขาทุกเรื่อง แต่ในขณะนั้น ผมไม่รู้เรื่องนี้ จนกระทั่งนังเรื่องนี้มาถึงผม - บางสิ่งที่มิโซงุจิไม่ได้ทำ,ผมเชื่อ

 

แม้ในเวลาต่อมาผมเองก็ไม่รู้ว่า BONES จะได้กลายเป็นสารคดี หรือจะยังคงเป็นหนังเล่าเรื่องอยู่ แต่ที่ผมรู้แน่ๆคือ มันยังคงมีบานประตูซึ่งปิดอยู่และหล่อยให้เราได้แต่คาดเดา  ก็เหมือนกับที่คุณเห็น BONES คือหนังที่มาสิ่งต่างๆที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี สิ่งที่เรานึกถึงง่ายๆ มันมาจากหนังของแชปลิน หนังเมโลดรามาอันเป็นต้นทางของภาพยนตร์ เด็กหนุ่มกับทารกที่ไม่มีอะไรจะกิน ถนน รถราขวักไขว่  ขนมปัง โสเภณี ครัว ทั้งหมดนี้คือจุดเริ่มต้นของภาพยนตร์ และแม้มันจะมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเป็นสารคดี ซึ่งก็อาจเพราะมันมันแสดงโดยบรรดาผู้คนที่ไม่ได้เป็นนักแสดง คนที่ใกล้กับสิ่งที่พวกเขาแสดงมากๆ เด็กหนุ่มนั่นจนจริงๆ สาวแม่บ้าน เธอเป็นแม่บ้านจริงๆ เพื่นบ้านก็เป็นเพื่อนบ้านจริงๆ เราไม่ได้สร้างขึ้นในสตูดิโอ แต่ต่อให้มันมีความปรารถนาจะเป็นสารคดีสักแค่ไหน กระนั้นมันก็เรื่องเล่าก็ยังคงทำหน้าที่เป็นพาหนะ ซึ่งช่วยชีวิตหนัง  เรื่องเล่าคือประตูซึ่งเราอาจจะเปิดหรือไม่ได้ปิด -มันไม่ใช่แค่ตัวบท เราต้องเรียนรู้ว่าประตูนั้นมีไว้เพื่อเข้ามาและออกไป

 

ผมเชื่อว่าหนังในวันนี้ เมื่อเราเปิดประตู มันก็ออกจะผิดอยู่สักเล็กน้อย  เพราะมันเหมือนกับเราพูดกับคนดูว่า " เข้ามาในหนังสิ คุณจะไม่เป็นไร  และคุณจะได้พบกับช่วงเวลาที่ดี"  ดังนั้นในท้ายที่สุด สิ่งที่เราเห็นในหนังทำนองนี้จึงไม่มีอะไรมากว่าการนั่งดูตัวคุณเอง เป็นเพียงการฉายภาพตัวคุณ  คุณไม่ได้ดูหนัง คุณแค่กำลังนั่งดูตัวเอง เรื่องเล่าในภาพยนตร์มันมันก็จะเป็นว่า : เมื่อคุณเห็นแต่ตัวเองบนจอ คุณก็จะไม่เห็นอย่างอื่นอีก  คุณไม่เห็นหนังบนจอ คุณไม่เห็นตัวงาน  คุณไม่เห็นบรรดาผู้คนที่กระทำสิ่งต่างๆ  คุณเห็นก็แต่ตัวเอง หนังฮอลลีวู้ดอาศัยพื้นฐานจากเรื่องพวกนี้แหละ  ทุกวันนี้มันจึงเป็นเรื่องยากที่ผู้ชมจะได้ดูหนังดีๆ พวกเขาได้แต่นั่งดูตัวเอง  พวกเขาได้ดูเฉพาะก็แต่สิ่งที่พวกเขาอยากดู  เมื่อพวกเขาเริ่มต้น อย่างบากลำบากที่จะดูหนังซึ่งไม่ปล่อยให้พวกเขาเข้ามา  เมื่อประตูบอกพวกเขาว่า ‘อย่าเข้ามา' นั่นล่ะ พวกเขาได้เข้ามาแล้ว พวกเขาได้ดูหนังซึ่งมีบางสิ่งบนจอต่อต้านพวกเขา และเมื่อพวกเขาตระหนักในเรื่องทั้งหมดนี้ เขาก็จะเริ่มต้นฉายภาพของตัวเองลงบนจอ พวกเขาไม่ได้มาดูอะไร เมื่อพวกเขาดูเรื่องรักเขาก็กำลังดูแต่เรื่องรักของตัวเอง ผมไม่ใช่คนเดียวที่บอกว่ามันายากยิ่งที่เราจะดูหนัง  แต่เมื่อผมพูดว่า ‘ดู' มันก็หมายความว่าดูจริงๆ  นี่ไม่ใช่เรื่องตลก เพราะเมื่อคุณคิดว่าคุณดูหนัง หากคุณไม่ได้ดูหนัง คุณนั่งดูแต่ตัวเอง  มันออกจะฟังแปลกๆ แต่ผมบอกได้เลยว่านี่ละคือสิ่งที่มันเป็น  การดูหนังนั้นมันไม่ได้หมายถึงการร้องไห้ให้กับตัวละครที่กำลังร้องไห้  ถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ เราก็จะไม่เข้าใจอะไรเลย  นั่นคือเรื่องที่ว่าทำไมผมถึงพูดถึงประตูซึ่งปิดตัวเองลง  มีหนังหลายต่อหลายเรื่องที่สำหรับผมเหมือนกับประตู  แม้จะไม่มีประตูอยู่ในหนัง  มันเหมือนกับมีประตูที่ไม่อนุญาติให้คุณเป็นตัวแสดงนำในหนัง คุณต้องอยู่ข้างนอก คุณดูหนัง แต่คุณเป็นอื่น และมันก็มีหนังที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงสองแบบ  สำหรับผม อะไรนะหรือที่ทำให้มันแตกต่างกัน  ลองยกตัวย่าหนังของ โอสุ, มิโซงุจิ และ นารุเสะ หรือกระทั่งคนอื่นๆ  แต่ตอนนี้ผมจะกล่าวถึงญี่ปุ่นเป็นหลัก ประตูนี้เป็นสิ่งที่จำเป้นโดยสมบูรณ์  มันไม่ใช่ว่าเป็นอาณาเขตส่วนตัวหรืออะไรแบบนั้น กล่าวได้ว่า ประตูเหล่านี้ไม่ได้ปิดอยู่อย่างสิ้นเชิง เราสามารถเปิดมันได้ ปิดมันได้ ซึ่งคุณต้องเลือกเอง  ในหนังมันเป็นทางเลือกของคุณเสมอ  มันเป็นทางเลือกของผู้ชมเสมอ ถ้าคุณเลือกไปดู THE LAST SAMURAI (2003) คุณก็จะได้ดูTHE LAST SAMURAI  คุณรู้อยู่แล้วว่ามันจะต้องเจ็บปวด เพราะคุณเป็นคนญี่ปุ่น แต่คุณก็ไปดูมัน  ผมเชื่อว่าคุณได้ดูมันแน่ๆ มันก็เหมือนกับอาหารขยะ เหมือนกับเค้ก  มันทำให้คุณค้องการมัน  และคุณก็ยอมเพื่อมัน ทั้งๆที่คุณรู้ว่ามันไม่ดีสำหรับคุณ แต่คุณก็ยังไปดูมัน  นี่ล่ะที่ผมเรียกว่าหนังแบบประตูที่เปิดอยู่  การค้าแบบนั้นแหละ แบบประตูของแมคโดนัลด์ซึ่งเปิดอยู่เสมอ  ดังนั้น หนังแบบLATE SPRING(1949) หรือ AN AUTUMN AFTERNOON( 1962) มันจึงไม่ได้เปิดอ้าออกหมด ในทางเดียวกัน BONES เป็นเหมือนประตูที่เปิดแย้มอยู่น้อยๆ มันซ่อนหลายๆอย่างไว้  มันบอกว่าคุณจะรู้สึกเจ็บปวด แต่ไม่ใช่กับทุกอย่าง และเพราะแบบนี้ล่ะมันถึงเป็นปัญหา

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ถ้าประตูเปิดอ้าซ่า ก็เหมือนหนังฮอลลี่วู๊ดไร้สเน่ห์ เพราะเราเห็นทุกอย่างหมดแล้ว เพราะฉะนั้นแง้มๆหน่อยก็พอ

เป็นการเปรียบเทียบที่ดีมากเลยครับ big smile

#1 By Seam - C on 2009-05-27 11:38