เริ่มต้นจากเด็กสาวคนหนึ่งจ้องมอง

 

เด็กสาวอีกคน -COLTIDE  เธอทำงานรับจ้างเป็นแม่บ้านเก็บกวาดบ้านหรูหราที่ห่างไกลจากชุมชนโกโรโกโสของเธอ  ทุกเช้านั่งรถเมลล์ปะปนกับคนอื่นๆไปทำงาน  เช้านั้นเธอพบเด็กหนุ่มผมยาว เธอจับมือเขา พาไปที่บ้านนั้น เขานั่งรอเฉยๆ พอเธอเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าทำงานเขาก็หลบออกไป

 

เธอไปรับเด็กสาวจากโรงพยาบาล พร้อมกับทารกอีกคนหนึ่ง ทั้งคู่ขึ้นรถเมล์กลับบ้านที่อยู่ในสลัมโกโรโกโส เด็กสาวไม่แยแสลูกของตัวเอง  พ่อของเด็กสาวไม่ให้เธอเข้าบ้าน สิ้นไร้หนทาง หล่อนเอาทารกวางบนโซฟาปล่อยให้ร้องให้จ้า  จากนั้นเด็กสาวลากถังแก๊สเข้ามาในห้อง เปิดมันจนสุด นั่งลงข้างๆลูกน้อยเหม่อจ้องความมืดปล่อยให้เสียงฟู่ๆของมันไหลรวมดับเสียงคนข้างนอกบ้านซึ่งไม่เคยเงียบลง

 

หล่อนนั่งรอเด็กหนุ่มผมยาวในห้อง เขามองเห็นทารกโดยไม่กล่าวกระไร เดินไปล้มตัวลงนอน เธอลากเขาเข้ามาในห้อง แต่เขาก็ยังปฏิเสธแล้วหนีจากไป   พอไม่มีใครเห็นเขาก็อุ้มทารกไปเร่ขอเงินข้างถนน เขาร้องขอจากนางพยาบาลคนหนึ่ง หล่อนซื้อนมกับแซนด์วิชให้เขา แต่นั่นกลับทำร้ายทารก เขาถูกจับมาส่งที่โรงพยาบาล แต่นางพยาบาลมาช่วยเขาไว้ หล่อนพาเขาไปที่บ้าน ให้เขากินข้าว แต่เขาก็จากไป เร่เอาทารกไปขาย เด็กสาวติดตามCOLTIDE ไปทำงานเป็นแม่บ้าน ที่บ้านCOLTIDE ต้องดูแลน้องสาวตัวเล็ก ซ้ำยังต้องเป็นบำเรอกามให้กับพ่อของตัวเอง  เธอเพียงจ้องมองชะตากรรมของตนอย่างเงียบเชียบ

 

เหตุการณ์โสมมทั้งหมดที่กล่าวไปนั้น ง่ายอย่างยิ่งที่จะถูกจ้องมองอย่างตัดสินผ่านดวงตาที่ลอดแว่นศีลธรรมซึ่งฒีไว้สำหรับบรรดาผู้มีอันจะกินในสังคม  แต่เมื่อมองลอดแว่นของความเป็นจริงในหนังเรื่องBONES ของPEDRO COSTAนี้ เหตุการณ์ทั้งหมดกลับลึกซึ้ง เจ็บปวดรวดร้าว เกินกว่าที่จะใช้เส้นศีลธรรม (ซึ่งสามานย์มากพอจะมองข้ามปัจจัยของแต่ละปัจเจกบุคคลอื่นๆ และลดรูปให้ความเชื่อของตนกลายเป็นมาตรฐานสากล  )

 

BONES เป็นเสมือหนังปฐมบทของไตรภาคแห่งความพ่ายแพ้  ที่ตามติดด้วย IN VANDA'S ROOM และ COLLOSSOL YOUTH ที่เพิ่งออกฉายในปี 2006 ว่ากันว่าหนังสามเรื่องนี้ถือเป็นก้าวย่างสำคัญของPEDRO COSTA ผู้กำกับหนังชาวโปรตุเกส  COSTA เล่าเรียนมาทางประวัติศาสตร์ก่อนจะเบนเข็มมาทำหนัง เขาทำหนังเรื่องแรกในปี 1989 หนังของCOSTA มักสอดส่องสายตาไปบยังชีวิตชายขอบของบรรดาคนอพยพที่มาจากดินแดนซึ่งเคยเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส คนแอฟริกัน คนอินเดียน ชาวบ้านซึ่งเป็นยิ่งกว่าพลเมืองชั้นใต้สุดของสังคม

 

ว่ากันว่าหนังในยุคแรกของCOSTA แม้จะหน่วงช้าหนืดเนือย แต่ก็ยังคงดำเนินไปตามขนบหนังเล่าเรื่อง (ปู้เขียนเคยดู DOWN TO EARTH ซึ่งว่าด้วยเรื่องนางพยาบาลที่คนส่งตนตายกลับไปยังดินแดนปลายขอบโลกที่เขาจากมา ก่อนที่จะพบว่าที่แท้เธอไม่ได้ส่งคนตายกลับไปบังดินแดนที่มีชีวิต หากส่งคนเป็นไปสู่ดินแดนที่ตายแล้วต่างหาก) หนังของCOSTA มักพูดถึงเรื่องชนชั้น  เรือคนที่ถูกกดชี่จากเจ้าอาณานิคม ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เขาไม่ได้ทำเหมือนคนทำหนังอื่นๆ นั่นคือการพึ่งพาเรื่องเล่าอันเข้มข้นกดดัน แต่เขาหันมาใช้พลังของภาพยนตร์ซึ่งในที่นี้คือการถ้ำมองอย่างชั่วร้ายของหมู่เราคนดู 

 

ในหนังเรื่องBONES นี้เอง เขาใช้มันอย่างไม่ประนีประนอมอีกต่อไป หนังถ่ายทำในชุมชนสลัมแห่งหนึ่ง และใช้นักแสดงหน้าใหม่ซึ่งอาศัยอยู่ในชุมชนนั้นจริงๆ  หนังเป็นเสมือนสารคดีซึ่งจับจ้องมองชีวิตความเป็นไปของคนในชุมชนอย่างอืดเนือย  ขณะเดียวกันCOSTA ก็สร้างบทขึ้น และซักซ้อมกับนักแสดงของเขาอย่างแน่นหนา  กล่าวโดยง่ายคือหนังของเขานั้นเป็นหนังมีเรื่องเล่า  หากอาศัยภาวะแวดล้อมของการถ่ายทำเยี่ยงสารคดี และดวงตาแหลมคมในการเลือกใช้ภาพทั้งมุมกล้อง แสง เสียงประกอบไปจนถึงเรื่องสำคัญที่สุดคือจังหวะเวลาและการเคลื่อนไหวบนจอภาพยนตร์

 

การจับจ้องไปในชีวิตของคนทุกข์อาจทำได้ง่ายได้ผ่านเรื่องเล่าทรงพลังเร้าอารมณ์  การใช้เทคนิคทางภาพยนตร์บีบคั้น หากในหนังCOSTA เขากลับเลือกใช้วิธีให้คนดูจับจ้องมองเหตุการณ์ที่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  เราอาจจ้องมองเด็กสาวสูบบุหรี่ เหม่อลอย ทำงานบ้านซ้ำๆ หนังถ่ายทำทั้งหมดโดยใช้แสงจริงในชุมชน ผลทีได้คือภาพชีวิตในหมู่บ้านผู้อพยพนั้นมืดหม่น ตลอดเวลา (ขณะที่บรรดาบ้านที่COLTIDE ไปรับจ้างทำงานนั้นสว่างไสวด้วยแสงนีออน หนังตัดทอนเหตุการณ์ที่ไม่จำเป็นทั้งหมดออก(ซึ่งในหนังเรื่องอื่นเราอาจคิดว่ามันคือเหตุการณ์ที่จำเป็นที่สุดต่อการเล่าเรื่อง) และคงไว้เพียงเฉพาะเหตุการณ์เล็กๆน้อยๆ ที่ดูเหมือนไม่สำคัญ (หากเราสนใจแค่เพียงเรื่องเล่า) แต่สำคัญจนขาดไม่ได้ หากเรามุ่งคว้าจับรายละเอียดเชิงลึกของชีวิต  ภาพการนิ่งเฉย ความเหม่อมอง สรรพสิ่งในความมืด เสียงจากสิ่งอื่น(นอกเฟรมฉที่ดังแทรกไม่หยุดหย่อน) การจับจ้องความครุ่นคิดหรือเหม่อลอย ทิ้งร่องรอยบางๆให้คนดูต้องคิดต่อว่าเหตุการ์ณใดนำไปสู่เหตุการณืใด และมันจะดำเนินไปทางไหน

 

กล่าวโดยส่วนตัว ผู้เขียนพบว่า งานของPEDRO COSTA และ PHILLIPE GARREL  (อาจรวมถึงคู่สามีภรรยา STRAUB -HUILLET ซึ่งผู้เขียนยังไม่เคยดู แต่ว่ากันว่าCOSTA นับถือสามีภรรยาคู่นี้เป็นอาจารย์ และเคยถ่ายทำสารคดีการทำหนังของสามีภรรยาคู่นี้ไว้ใน WHERE HAS YOUR HIDDEN SMILE GONE?) มีลักษณะ (หรือทาง) คล้ายคลึงกับปรมาจารย์อย่างROBERT BRESSON แม้หนังของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันเลย แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีร่วมกันคือการ คัดทิ้ง สิ่งซึ่งไม่จำเป็นต่อภาพยนตร์  และคัดเอาเฉพาะสิ่งจำเป็นบางอย่างไว้ สำหรับGARREL อาจคือคนและบทสนทนา สำหรับBRESSON อาจเป็ฯเพียงอากัปกริยา การกระทำโดยไม่จำเป็นต้องระบุตัว และกับCOSTA อาจคือภาวภภวังค์ความคิดของผู้คน  เราจะเห็นได้ว่าในหนังเหล่านี้ เรื่องเล่าไม่มีความสำคัญสูงสุดอีกแล้ว มันถูกผลักไว้เป็นภาระของคนดูซึ่งสร้างเรื่องเล่า รอยต่อของเหตุการณ์ขึ้นมาเอง (ซึ่งแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน และไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน)  มันอาจทำให้หนังเหล่านี้ห่างไกลจากการรับรู้เบื้องต้น หลายครั้งถูกมองว่าไม่สมจริง แต่ COSTA เคยพูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่า " BRESSON แสดงให้เราเห็นโลกนี้  โลกที่ในขณะเดียวกันมันแปลกประหลาด ในโลกเช่นนี้ ผู้คนซึ่งเคลื่อนไหวในหนังของBRESSON นั้นดูแปลกประหลาด พวกเขาเดินแปลกๆ ท่าทางของพวกเขา ไม่เชื่องช้าก็รวดเร็วจนเกินไป นั่นคือการงาน นั่นคือโลกของเรา  และในเวลาเดียวกันมันก็ช่างเป็นเรื่องเชิงนามธรรม ภาพยนตร์ไม่ใช่ชีวิตโดยแท้  มันคือการทำงานกับองค์ประกอบของชีวิต เราจัดการมัน เราสร้างมันคือจากองค์ประกอบ ในรูปแบบซึ่งแตกต่างจากชีวิต เราจะจ้องมองมันในแสงที่ต่างไป มันไม่ใช่ชีวิต แต่ในเวลาเดียวกัน มันสร้างโดยใช้องค์ประกอบของชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังคงลึกลับ ในขณะเดียวกันก็ช่างงดงาม"

 

ดังนั้นใน BONES เราจึงไก้จ้องมองบ่างส่วนของบรรดาคนทุกข์ เราสร้างเรื่องของTINA เด็ฏสาวผู้ไม่อยาเป็นแม่ หรือคุณนางพยาบาลเดียวดายที่พยายามสานสัมพันธ์กับบรรดาคนอพยพ  เราจ้องมองCOLTIDE สู้ชีวิตอย่างเงียบเชียบ ขณะเดียวกันแม้เราจะจ้องมอง(หนังถึงกับมีตัวละครสองตัวเป็นเด็กผู้หญิงสองคนที่ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าจ้องมอง เธอทั้งคู่แทบไม่มีบทสนทนา ทพงานในห้องครัวของร้านอาหาร ฉากหนึ่งเราเห็นเธอสองคนรวมหัวกันจ้องมองลอดช่องส่งอาหาร ราวกับว่าเธอทั้งคู่คือตัวแทนการจ้องมองที่คนดูมีต่อชีวิตของตัวละครที่เหลือ) เราก็ไม่สามารถจะเข้าใจได้ทั้งหมด (ใครกันจะเข้าใจชีวิตได้ทั้งหมด) หนังเต็มไปด้วยร่องรอยเว้าแหว่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของแต่ละตัวละคร  มีเพียงชุมชน Fontainhas ชุมชนคนอพยพซึ่งมีอยู่จริง และเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังทั้งไตรภาค (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในCOLLOSSOL YOUTH ซึ่งติดตามการื้อทำลายชุมชนแห่งนี้ ) ภาพของความมืด ความสกปรกตามผนัง ทางเดินเล็กแคบ และเสียงที่เราจะได้ยินเสมอไม่ว่าอยู่ที่ไหน สิ่งนี้เด่นชัด(อย่างคลุมเครือ) อยู่ในหนัง ซึ่งเป็นเหมือนการจ้องมองที่เราสัมผัสได้ แต่จะไม่มีวันเข้าใจตลอดกาล

 

พื้นที่ เพศ และ ชนชั้นคือหัวใจของหนังเรื่องนี้ พื้นที่หนึ่งคือชุมชนที่แออัด มืดทึม กับหนึ่งคือบ้านของนางพยาบาลที่สว่างจัดจ้าและเป็นระเบียบเรียบร้อย TINA พยายามรมแก๊สฆ่าตัวตายครั้งแรกในบ้านของเธอเอง และครั้งที่สองในบ้านของนางพยาบาล ในขณะที่ครั้งแรก เธอรอดมาได้เอง ครั้งที่สองนางพยาบาลมาช่วยชีวิต ในขณะเดียวกันเราเห็นความสัมพันธ์ของหนุ่มผมยาวกับสาวโสเภณี และกับTINA  รวมถึงความสัมพันธ์ของพ่อกับCOLTIDE ในความมืดของหมู่บ้าน และความสัมพันธ์ของเขากับนางพยาบาลในบ้านของเธอ ราวกับว่าชุมชน(และหนังเรื่องนี้)ดำเนินไปด้วยผู้หญิงสองชนชั้น การสัมพันธ์ข้ามชนชั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ (ชายหนุ่มกับนางพยาบาล) แต่ขชนชั้นเดียวกันข้ามพื้นที่เป็นไปไม่ได้ ( COLTIDE กับเจ้าหนุ่มในบ้านที่เธอไปทำงาน)  เช่นเดียวกันกระทั่งการตายข้ามพื้นที่(กรณีของTINA)ก็เป็นไปไม่ได้ (ในแง่หนึ่งTINA และนางพยาบาล เป็นหญิงสองชนชั้นที่ตกอยู่ใต้อำนาจของเพศชายอีกที) การกระทำของCOLTIDE (ซึ่งมีสถานะข้ามเพศ ในแง่ที่ว่าเราดูไม่ออกว่าเธอเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ของเธอกับTINA ก็ค่อยข้างคลุมเครือ) จึงเป็นการกระทำทั้งการข้ามเพศและข้ามพื้นที่  ในการทำลายเพศชาย (ที่เป็นชนชั้นล่าง)

 

เหตุการณ์ในหนังถูกทิ้งไว้อย่างค้างๆคาๆในท้ายที่สุด ความสัมพันธ์คาราคาซังของนางพยาบาลที่ดูเหมือนจะพยายามเข้ามาช่วยเหลือบรรดาคนทุกข์  แต่สุดท้ายด็เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของการเติมอัตตาตน (ความสัมพันธ์รูปแบบนี้เคยถูกเล่าเป็นส่วนหลักมาแล้วใน DOWN TO EARTH)  ความสัมพันธ์ของสาวโสเภณีที่จะชื้อทารก หากเขาจะไม่กลับมาหาเธออีก ความสัมพันธ์คลุมเครือของTINA กับ COLTIDE และรวมถึงทั้งสองคนกับแฟนหนุ่มของเธอ  หนังเลือกจบด้วยฉากที่TINA ปิดประตูใส่หน้าคนดูราวกับว่า แม้เราจะพยายามสักเท่าไรเราก็จะไม่มีทางเข้าใจเรื่องราวพวกนี้ได้ COSTA เคยพูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่า  "BONEs มีตอนจบในแบบเดียวกับ STREET OF SHAMEของKENJI MIZOGUCHI นั่นคือภาพของเด็กสาวซึ่งกำลังปิดประตูและจ้องมองมายังคุณ (คนดู) จากนั้นประตูก็หับปิดลงต่อหน้า นั่นหมายถึงว่าคุณไม่มีทางจะเข้ามาในหนังเรื่องนี้

 

ผมเชื่อว่าหนังในวันนี้ เมื่อเราเปิดประตู มันก็ออกจะผิดอยู่สักเล็กน้อย  เพราะมันเหมือนกับเราพูดกับคนดูว่า " เข้ามาในหนังสิ คุณจะไม่เป็นไร  และคุณจะได้พบกับช่วงเวลาที่ดี"  ดังนั้นในท้ายที่สุด สิ่งที่เราเห็นในหนังทำนองนี้จึงไม่มีอะไรมากว่าการนั่งดูตัวคุณเอง เป็นเพียงการฉายภาพตัวคุณ  คุณไม่ได้ดูหนัง คุณแค่กำลังนั่งดูตัวเอง"

 

อ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้โดยฝีมือของบลอกเกอร์หนังตัวพ่อ GIRISH SHAMBU ได้ที่นี่( โควตทั้งหมดที่ผมใช้ก็ยกมาจากที่GIRISH โควตในบลอกของเขาครับ)

http://www.girishshambu.com/blog/2006/09/pedro-costa.html

 

อ่านต้นทางการเลคเชอร์ที่ญี่ปุ่นของCOSTA เต็มๆที่นี่ครับ

http://www.rouge.com.au/10/costa_seminar.html

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry หัวใจ   ขันน้ำ
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry หัวใจ

Tweet

big smile

#1 By ไอ้ไทม์ on 2009-05-22 13:46

ทำหนังโดยการ "ตัดทิ้ง" ผมว่ายากมาเลยนะครับ

#2 By Seam - C on 2009-05-23 14:53

ผู้กำกับใจร้ายจัง
แต่ก็น่าดูนะ มันคงบีบคั้นจิตใจมากทีเดียว

#3 By Mrs. Holmes on 2009-05-29 01:39

A lot of specialists say that <a href="http://bestfinance-blog.com/topics/mortgage-loans">mortgage loans</a> aid a lot of people to live the way they want, just because they are able to feel free to buy necessary things. Furthermore, banks offer collateral loan for young and old people.

#4 By FROST29Aileen (95.64.12.20) on 2011-08-03 13:30

Internet commerce seems to be greatly evolved at present. Therefore, Internet sites' owners ought to use best rss feed submission service to make higher traffic to their sites.

#8 By rss blog submission (193.105.210.41) on 2011-08-23 14:11

Thanks for the article. I read the above post.

#9 By Chicgraphic on 2012-03-30 23:47