ROUGH CUT : WONDERFUL TOWN (อาทิตย์ อัสสรัตน์ /2008) เมืองระทม
posted on 25 Feb 2009 23:53 by filmsick in FILMFLU
บทความชิ้นนี้เปิดเผยเหนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์
หมายเหตุก่อนอ่าน
โดยส่วนตัวผมพบว่ามันเป็นเรื่องยากยิ่งที่จะต้องเขียนถึงหนังเรื่องนี้ เพราะ ถึงแม้ผมไม่ได้เป็นคนตะกั่วป่าโดยกำเนิด แต่ก็ย้ายตัวเองมายอยู่ที่นี่ได้หลายปีแล้ว หนำซ้ำยังเติบโตในสังคมคนจีนที่คล้ายคลึงกับตัวเอกในเรื่อง ดังนั้นจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะไม่มีอคติ ทั้งในเชิงบวกและลบกับตัวหนัง พิจารณาเฉพาะแง่ดี มันทำให้ผมเข้าใจหนังเรื่องนี้มากขึ้นเมื่ออกออกไปจากสายตาของ ‘คนใน' แต่ในอีกทางหนึ่ง นี่อาจคือความหยุมหยิมจุกจิกไร้สาระจากคนที่ทำตัวเป็นเจ้าของบ้านทั้งที่จริงๆเขาเองก็ไม่ได้รู้อะไรพอๆกัน
++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ที่ตะกั่วป่า
หลังสึนามิสามปี ชายหนุ่มคนหนึ่งถูกส่งมาทำการรื้อฟื้นรีสอร์ทเก่าซึ่งถูกทำลายไปพร้อมกับคลื่นยักษ์ เมื่อไปถึงแทนที่เขาจะพักในบริเวณไซต์งานเขากลับเข้าพักในโรงแรมเก่าแก่แถบตัวเมือง เมืองที่เงียบเชียบร้างไร้ ผู้คน โรงแรมเก่าเปล่าเปลี่ยว ที่มีคนดูแลเป็นหญิงสาวเรียบๆคนหนึ่ง กับครอบครัวของเธอ ท่ามกลางความเงียบ อวลระคนกลิ่นเศร้าโสกหลังการศูญเสียและภาวะชะงักงันของเมืองเขาและเธอผูกสัมพันธ์กันอย่างเชื่องช้า และดูเหมือนจะมุ่งหน้าไปสู่ความฟื้นคืน ไม่ก็การล่มสลาย
โดยส่วนตัวคิดว่ามันคงจะดีกว่านี้ถ้าหนังไม่เลือกจำเพาะเจาะจงสถานที่ เพราะการที่หนังพยายามบอกให้เห็นว่าที่นี่คือตะกั่วป่า (ในฐานะอำเภอที่ประสบภัยสึนามิหนักที่สุดในประเทศไทย ) แต่ในความเป็นจริงหนังถ่ายทำเกือบครึ่งเรื่อง (โดยเฉพาะในส่วนของโรงแรม)ที่พังงา (ซึ่งหากจากตะกั่วป่าพอสมควร) ที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร หากหนังไม่ระบุพื้นที่ เป็นเพียงหนังที่เล่าเรื่องของเมืองสักเมือง ที่ไหนสักแห่ง แต่ในเมื่อหนังเลือกเสนอตัวในเชิงของการระบุพื้นที่ และมีท่าทีคล้ายกับเป็นการคว้าจับเอาบรรยากาศของความนิ่งงันหลังสึนามิผ่านพ้น (ตามที่เรามักได้ยินเมื่อมีการเอ่ยถึงหนังผ่านสื่อ) ทำให้ผลของมันกลายเป็นสิ่งอื่น ซึ่งไม่ใช่อะไร นอกจากที่ไหนสักแห่งซึ่งเป็นเมืองส่วนตัวในหัวของผู้กำกับมากกว่าเมืองนั้นใความเป็นจริง
ที่ผูกพ่วงกันมาคือการที่ดูเหมือนอาทิตย์จะมองหนังจากสายตาของคนนอก มันไม่แปลกที่จะทำหนังเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับสถานที่แห่งหนึ่งผ่านมุมมองของคนนอก หนำซ้ำความแปลกแยกจากมุมมองของคนนอกอาจเสริมทั้งภาพความแปลกเปลี่ยว และเป็นกระจกส่องสะท้อนภาพคนในแบบที่คนในอาจจะไม่คุ้น หากในที่นี้ ขณะที่ตัวหนังเป็นมุมมองแบบคนนอก แต่หนังกลับเลือกเล่าผ่านสายตาของพระเจ้าที่แชร์มุมมองทั้งจากคนนอก (ต้น) และ คนใน(นา) ปัญหาหลักของมันในที่นี้คือการที่อาทิตย์ดูเหมือนจะเข้าไม่ถึงสภาวะของคนใน ผลที่ออกมามันจึงกลายเป็นหนังครึ่งๆกลางๆที่ไม่อาจคว้าจับภาพรวมของสังคมคนจีนในตะกั่วป่าได้อย่าแหลมคม ตัวละครถูกกำหนดให้สงบนิ่ง อ่อนล้า ทุกข์ขม ไม่มีใครพูดหรือทำอะไรมากนัก ทั้งๆที่ในสังคมคนจีนตามท้องเรื่องมีสภาพแตกต่างออกไปพอสมควร (หนำซ้ำจะว่าไปแล้วสังคมคนจีนน่าจะได้รับผลกระทบจากสึนามิน้อยกว่าสังคม คนมอแกน หรือชาวมุสลิมชายฝั่ง หรือบรรดาคนงานโรงแรมในแถบเขาหลัก) สุดท้ายมันจึงกลายเป็นว่าตัวละครของอาทิตย์ ก็ไม่ต่างจากเมืองที่อาทิตย์คว้าจับมา เป็นได้เพียงภาพแทนโลกส่วนตัวของผู้กำกับมากกว่าโลกจริงๆ
เราอาจเปรียบเทียบผู้คนในหนังของอาทิตย์ กับผู้คนในหนังของอภิชาติพงษ์( เราไม่มีตัวเปรียบเทียบที่ใกล้เคียงกว่านี้ เพราะในวงการหนังไทยมีผู้กำกับไม่กี่คนที่คว้าจับสภาพชนบทของไทยออกมาได้) ในขณะที่ตัวละครและบรรยากาศในหนังของอภิชาติพงษ์ เต็มไปด้วยความลึกลับเหนือจริงนิ่งงัน หากในฉากต่างๆของหนังอย่างแสงศตวรรษ หรือ สัตว์ประหลาด กลับรุ่มรวยไปด้วยเรื่องเล็กๆน้อยๆของมนุษย์ ฉากเล็กๆเช่นฉากคนแปลกหน้าจ้องกันไปมาบนรถสองแถว หรือตัวละครแบบป้าสำเริง ในสัตว์ประหลาด อารมณ์ขันเล็กๆน้อยๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้อกับตัวเรื่อง ไม่ได้ทำลายหรือสร้างเสริมบรรยากาศใดๆ แต่ช่วยให้ภาพของสังคมที่ดูสมจริงมากขึ้น มากไปกว่านั้นผู้คนในWONDERFUL TOWN กระทั่งพูดคุยกันเองก็ไม่มีใครพูดจาภาษาถิ่นเลยแม้แต่คนเดียว(ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดประหลาดมากเกินไปอย่างยิ่ง(ไม่นับว่าต่อให้พูดก็ต้องมาฟังสำเนียงกันอีก) และอาจเป็นสิ่งเดียวในหนังที่ถือเป็นข้อผิพลาดร้ายแรง) ตลอดทั้งเรื่อง เราได้ยินภาษาถิ่นเพียงครั้งเดียวคือในฉากที่พวกนักเลงคุยกัน จนอดคิดไม่ได้ว่านี่อาจเป็นความตั้งใจประการหนึ่งของผู้กำกับที่อยากจะให้ภาพอะไรบางอย่าง (ซึ่งจะกล่าวต่อไป)
กล่าวโดยรวม WONDERFUL TOWN จึงเปลี่ยนตัวเองจากหนังสมจริงที่มุ่งบันทึก จ้องมอง หรือค้นหา ความดิ่งลึกล้ำอันเสณ้าสร้อยของเมืองไปสู่การเป็นโลกส่วนตัวของผู้กำกับที่ถูกสร้างขึ้นจาก มายาคติ ประสปการณื หรือความคิด จินตนาการที่ผู้กำกับมีต่อเมืองเมืองหนึ่ง ฉากและภาพที่ถูกคิดตำแหน่งแห่งที่อย่างละเอียดลออของหนัง ทำให้มันเป็นหนังที่สวยงาม และดิ่งจมจนน่าทึ่ง แต่ในทางหนึ่งมันก็เป็นเหมือนชุดภาพที่ร้อยเรียงกันเข้าอย่างสวยงาม แต่ขาดสเน่ห์บางประการไปอย่างน่าเสียดาย และอวลด้วยอารมณ์แบบคนเมืองมากกว่าเป็นหนังที่เล่าเรื่องชาวบ้านอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตามทั้งหมดที่กล่าวมานั้นแทบจะเป็นเพียงเรื่องหยุมหยิม จุกจิก เกือบทั้งหมด เพราะหากเรามองหนังโดยเลยพ้นจากแง่มุมของความสมจริง ในเรื่องพื้นที่ ผู้คน หรือการแสดง( โดยส่วนตัว ผู้เขียนรู้สึกว่าการแสดงแบบประดักประเดิดในหนังค่อนไปทางประดิดประดอย จนเกือบกลายเป็นการแสดงที่แข็งโดยตั้งใจ และล้นเกินไปในความน้อยนั้น) นี่คือหนังที่มีเรื่องเล่า มีพื้นที่บรรยากาศ โลกเฉพาะ และประเด็นที่ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าสนใจมากทีเดียว
ต้นเป็นภาพแทนของคนนอกซึ่งรุกล้ำเข้ามาในเมืองเล็กๆแห่งนี้หลังการมาถึงของโศกนาฏกรรม ต้นพกพาภูมิหลังบางอย่างที่ถูฏซ่อนไว้ ด้าวเข้ามาในเมืองที่เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย ในขณะที่นา เป้นตัวแทนของเมืองซึ่งนิ่งงันจนแทบเหมือนไม่เปลี่ยนแปลง (กล่าวตามจริง เมืองตะกั่วป่าสมบูรณ์แบบในการเป็นภาพแทนเรื่องนี้ เพราะเนี่คือเมืองซึ่งเคยเฟื่องฟูอย่างยิ่งในยุคเหมืองแร่ ก่อนจะค่อยๆซบเซาลงหลังหมดยุคนั้น ยิ่งเมื่อถนนตัดผ่านเลี่ยงเมืองไป เมืองก็ยิ่งเงียบลง ประจวบกับโศกนาฏกรรม ตามที่นาเล่า) หนังแสดงภาพให้เห็นกิจวัตรประจำวันของผู้คนในเมืองนี้ซึ่งดูเหมือนมันมีอยู่เพียงเท่านั้น อาเจ็กที่ลืมไม้กวาดตลอดเวลา อาม่าที่หาอะไรอยู่สักอย่างตลอดเวลา หรือยนาที่เอาแต่ตากผ้าบนดาดฟ้าตึก เปลี่ยนผ้าปูที่นอนผืนแล้วผืนเล่า หรือเผลอหลับไปบนคน์เตอร์ ในโรงแรมซึ่งมืดสลัวอยู่ตลอดเวลา แกงค์ซิ่งมอเตอร์ไซค์ที่ขับวนไปวนมา พวกเขาคือบรรดาผู้คนซึ่งติดกับชีวิตประจำวันของตน แต่ในอีกทางหนึ่งการจดจ่ออยู่กับมันเป็นเสมือนการเยียวยาบาดแผลจากโศกนาฏกรรมให้ค่อยๆฟื้นตื่นขึ้น ความสัมพันธ์ของต้นกับนา เป็นเสมือนการก้าวพ้นกิจวัตรของคนทั้งคู่ เป็นเสมือนตัวแทนของการก้าวไปข้างหน้า ก่อนที่มันจะถูกทำลายลงอีกครั้งอย่างรวดเร็วรุนแรงไม่ต่างจากการมาถึงของสึนามิ
ดังนั้นในทางหนึ่งหนังเรื่องนี้จึงเป็นแบบจำลอง โครงสร้างของสึนามิในรูปแบบหนึ่ง
หนังเปิดฉากนิ่งนานด้วยภาพของทะเลอันสงบในห้วงเวลาอันมืดครึ้มทึมเทา ในทางหนึ่งมันคือภาพของชายหาดหลังสึนามิ หรือในอีกทางหนึ่งมันคือภาพของชายหาดก่อนสึนามิก็ได้เช่นกัน การก้าวเข้ามาในเมืองนี้ของต้นเป้นไปเพื่อ ‘ สร้างใหม่' ‘ฟื้นฟู' ‘พัฒนา'เฉกเช่นเกียวกับการเข้ามาของการท่องเที่ยวในเมืองอันเงียบเหงานี้ ในช่วงต้นหนังแทนภาพของต้นเข้ากับภาพของรีสอร์ทสร้างใหม่ที่ถูกสึนามิพัดถล่ม ภาพต้นเดินไปในซากตึกที่รกร้างมองดูเศษซากจากการกวาดซัดพลัดหาย แนบตัวของต้นเข้ากับตัวแทนของคนเมือง ของนักท่องเที่ยว(ของผู้กำกับในอีกทางหนึ่ง) ซึ่งมาที่นี่เพื่อพักผ่อน เพื่อหลบเลียแผลใจ เพื่อฟื้นฟู ท่องเที่ยว และการมาถึงของพวกเขาเปิดเมืองที่เงียบเหงานี้ จากนั้นหนังค่อยๆแทนภาพของผู้คนด้วยสถาปัตยกรรม
หากต้นถูแทนภาพด้วยรีสอร์ท(ซึ่งมีสภาพรูปแบบคล้ายคลึงกันทั้งในแง่ของการก่อสร้าง หรือการพังทลาย) นาถูกแทนภาพด้วยโรงแรมเก่าในตัวเมืองอันนิ่งงั้นค่อยๆทรุดโทรมลงไปช้าๆ ในแง่หนึ่งโรงแรมเหล่านี้แทนค่าชีวิตแบบเก่า การเดินทางท่องเที่ยวแบบเก่า (ซึ่งผูกพ่วงมากับวิถีชีวิตแบบเก่า ในยุคเหมืองแร่) นา (และโรงแรม) ผ่านโศกนากฏรรมหลากหลาย (ดูเหมือนหนังบอกเป็นนัยๆว่าน่ผ่านเรื่องเลวร้ายมา) และนิ่งงันอยู่ในดินแดนซึ่งค่อยๆเสื่อมลงไป การมาถึงของแขกหน้าใหม่อย่างต้น ช่วยชุบชูชิวตของเธอ แต่หน้าที่ของต้นไม่ใช่การท่องเที่ยวเขามาสสร้างโรงแรมอื่นที่จะดึงลูกค้าเธอไป ไม่ต่างจากนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลไปในเมืองแปลกหน้า เสพสมกับความงามของอดีตอันลับล่วงจากนั้นเรียกร้องเอาสิ่งใหม่
ในขณะเดียวกันน้องชายของนา ถูกแทนภาพเข้ากับโกดังเก่าร้างที่เขาอาศัย และบ้านของพ่อแม่ซึ่งตอนนี้ปิดตายและล่มสลายไปแล้ว เขาคือตัวแทนของชาวบ้านซึ่งถูกคุกคามจากนักท่องเที่ยวหน้าใหม่ เป็นรูปแบบชีวิตซึ่งไม่อาจไปได้ไกลกว่านี้ เคียดแค้นจากการุกคืบของรูปแบบชีวิตแบบใหม่
ความสัมพันธ์ของต้นกับนาจึงไม่ได้แตกต่างจากการเสพสังวาสของโรงแรม ใหม่ๆ การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ซึ่งเกิดขึ้นทุกทั่วหัวระแหงของประเทศนี้ หนังให้คนทั้งคู่ขับรถเล่นไปรอบๆเมือง ไปนอนเล่นในขุมเหมืองเก่า(โลกเก่าที่ตายไปแล้ว) ตความสัมพันธ์ของต้นกับนายืนอยุ่บนถื้นฐานแบบที่เมืองค่อยๆพิชิตชนบท ด้วยการตื่นตากับความแปลกใหม่ (หรือความexotic) ในขณะที่คนซึ่งนิ่งงันก็ยินดีอ้าแขนรับ เพราะมันค่อยๆฉุดเธอจากความดิ่งจมกับหนหลัง
ดังนั้นฉากจบของหนังซึ่งเกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันใด จึงเป็นแบบจำลองของสึนามิ อย่างช่วยไม่ได้ ภาพของศพต้นที่ลอยไปตามน้ำไม่ต่างจากภาพของศพหลังการมาถึงของคลื่นยักษ์ ยิ่งเมื่อหนังตัดต่อภาพในช่วงนี้เข้ากับซากของรีสอร์ทซึ่งต้นเดินไปสำรวจในช่วงแรก ภาพของขุมน้ำที่เกิดจากทะเลเอ่อท้นเข้ามาตอนน้ำขึ้น ซึ่งในฉากนี้เองเป็นฉากเดียวที่ตัวละครพูดภาษาถิ่น คล้ายกับเป็นตัวแทนของชาวบ้าน(ชาวบ้านโดยแท้ หรือคนใน คือตัวร้ายในสายตาคนนอก?) ในขณะเดียวกันมันก็แทนภาพของสิ่งซึ่งมีอยู่มาก่อนซึ่องาจจะหมายถึงธรรมชาติดึกดำบรรพ์ที่ลึกลับปรวนแปรและเกกมะเหรกเกเร เอากับการคุกคามของคนเมืองได้เช่นกัน
หนังจบลงด้วยภาพกิจวัตรเดิมๆของผู้คนในโรงแรมอีกครั้ง นากลับไปเริ่มต้นจากศูนย์ ขนผ้าขึ้นไปตากเหมือนเดิม ไปรับหลานเหมือนเดิมใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ค่อยๆฟื้นตื่นช้าๆอีกครั้ง และบางทีต้นคนใหม่จะมาถึง อาจจะดีหรือร้ายกว่าต้นคนเดิมเราไม่อาจจรู้ ฉากจบจริงๆของหนังเป็นคล้ายภาพฝันที่เด็กสองคนในชุดบัลเล่ต์ (เครื่องแบบของเด็กในเมือง) ขึ้นไปเล่นตบแปะ(การละเล่นของเด็กชาวบ้าน) อาจจะเป็นการจบลงอย่างมีความหวังที่สุดเท่าที่หนังเรื่องนี้จะให้ได้แล้วก็เป็นได้
ภาพของเมืองอันนิ่งงัน เงียบเชียบ เก่าแก่ ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างตรึงตาในหนังเรื่องนี้ จังหวะที่เนิบช้าของมันค่อยๆจูงมือผู้ชมไปเพิ่งพินิจแต่ละชิ้นส่วนอย่างละเอียดลออ และใจเย็น หนังจึงเป็นคล้ายอะไรบางอย่างระหว่างการใคร่ครวญตรึกตรอง กับหลบพักตั้งสติ
สุดท้ายไม่ว่าหนังเรื่องนี้จะมีแผลใหญ่ขนาดไหน หรือเราจะตะขิดตะขวงใจกับอารมณ์เมืองๆของมันสักแค่ไหน มันก็ยังคงเป็นหนังที่น่าชื่นชม และอดยินดีกับการที่หนังคว้ารางวัลสุพรรณหงส์ ซึ่งร้อยวันพันปีไม่เคยเห้นหัวหนังนอกกระแสมาก่อนไม่ได้ จากนี้เราได้แต่หวังว่าอาทิตย์ อัสสรัตน์จะคลี่คลายตัวเองออกไปในหนังเรื่องหน้าของเขา
สำหรับท่านที่พลาดหนังเรื่องนี้ไปเมื่อครั้งฉายโรงเชิญทางนี้ครับ
http://www.bioscopemagazine.com/smf/index.php?topic=2027.0

อยากรู้ว่า ดีสมรางวัลป่าว
#1 By dong=ดอง,โด่ง on 2009-02-26 00:03