โรงแรมอัลฟ่าวิลล์ ภาค 3 : บทที่ 3
posted on 07 Jan 2009 00:50 by filmsick
โรงแรมอัลฟ่าวิลล์ ภาค 1 : บทที่ 1 l 2 l 3 l 4
โรงแรมอัลฟ่าวิลล์ ภาค 2 : บทที่ 1 l 2 l 3 l 4
โรงแรมอัลฟ่าวิลล์ ภาค 3 : บทที่ 1 l 2
โดดเดี่ยวอยู่ต่อหน้าความเปลือยเปล่าของกระดาษขาวเรืองแสงบนจอคอมพิวเตอร์ ผมรู้สึกเหมือนเด็กหนุ่มที่ยืนขวยอายต่อหน้าพยาบาลสาวซึ่งต้องตรวจดูอวัยวะภายในของเขา ความกลัวประสมกับอารมณ์ลึกลับของการสัมผัสข้ามเพศ กระตุ้นเร้า ยั่วยวน และชวนหวาดผวา ไอ้หนุ่มนี่เจี๊ยวเล็ก ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่หล่อนคิดในใจ รสสัมผัสทางกายภาพในห้องตรวจนำความรัดรึงใจและน่าอดสูมาสู่ เช่นเดียวกันกับเรื่องที่ผมไม่ได้เขียน ได้แต่นั่งเบื้อใบ้ต่อหน้ากระดาษขาวโพลนและแป้นพิมพ์สีดำ ที่ซึ่งได้แต่เอามือซุกเป้าปกปิดอาการเจี๊ยวเล็กของตัวเอง
เรื่องดำเนินมาถึงจุดขมวดปมแล้วตอนที่อาการเจี๊ยวเล็กผุดบังเกิดขึ้น แต่ถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องผมต้องกล่าวว่าอาการเจี๊ยวเล็กของผมเกิดขึ้นก่อน มาเกิดขึ้นตั้งแต่ที่ผมจะลงมือเขียนเรื่องนี้ขึ้น และอาจจะเป็นความพยายามปกปิดอาการเจี๊ยวเล็กนี้เองที่ทำให้ผมลงมือเขียน เนื่องเพราะผมรู้แต่แรกแล้วว่ามันจะเป็นเรื่องที่ไม่มีจุดจบ ผมคิดไว้เพียงค้างๆคาๆตอนที่เริ่มลงมือเขียน และหวังว่ากระดาษสีขาวจะนำทางผมฝ่าดงแถวทางของตัวหนังสือสำดำที่ผมเสกขึ้นมาจากอากาศที่ว่างเปล่า และเรื่องราวโกหกพกลมนั่นมาถึงจุดคจบ แต่เมื่อคุณอ่านมาถึงตอนนี้คุณคงรู้สึกเหมือนถูกหักหลังเพราะคุณรู้แล้วว่ามันไม่มีทางจบลงได้
ผมติดอยู่ตรงนั้นปากประตูทางออกของโรงแรมอัลฟ่าวิลล์ มันเปิดอ้าออกหรือปิดตายไม่มีทางรู้ ภาพร่างของประตูขนาดมหึมากดข่มนักเขียนจนๆผู้สิ้นไร้ไม้ตอกทางความคิดอย่างผม ประตูจ้องมองมาอย่างท้าทาย ถูกต้องแล้วผมใช้คำว่าจ้องมองมาอย่างท้าทาย ในโลกวรรณกรรมอะไรก็เกิดขึ้นได้ กำแพงของอักษรศาสรต์ช่วยให้เราทำได้ง่ายขึ้นในการแสดงความรู้สึก ภาพคลุมเครือปรากฏในหัวผู้อ่าน คลุมเครือกับพอๆที่ปรากฏในหัวเรา ผมอาจจะเขียนตัวละครผู้หญิงขึ้นมาก่อน แต่ผู้หญิงในหัวผมนั้นคลุมเครือ เธอค่อยๆกลายเป็นผู้ชายตอนที่ผมเขียนไปเรื่อย เจี๊ยวงอกออกมาจากช่องปิด (คุณตระหนักได้แล้วว่าผมหมกมุ่นกับเจี๊ยวมากสักแค่ไหน) สุดท้ายผมก็เลยฆ่าเธอเสีย เพื่อที่จะนำเธอกลับมาใหม่ เธอกลายเป็นผีสางที่วิ่งแกว่งตุ้มหลบยหนีอดีตของเธอไปบนทางเดินโรงแรมทุกคืนค่ำ สยองขวัญ คลุมเครือและหมดจดงดงามในนามของวรรณกรรม
ตอนนี้ผมอยู่ต่อหน้านักเขียนสองคน และตัวละครอีกเป็นพรวนในเรื่องของผม เมอร์ซิเออร์ โกดาร์ด และผม (ซึ่งไม่ใช่ผม-บางครั้งอักษรศาตร์ก็สร้างปัญหา) การเขียนคือโรคร้าย ภาษาและถ้อยคำคือเชื้อโรคหลากรูป ทั้งไวรัส แบคทีเรีย อะมีบา หรือพยาธิ มันฟูมฟักอักเสบอยู่ในเรา ฟกช้ำกลัดหนองบวมพองออกมา ยิ่งเราเขียนเรายิ่งติดกับโรคกระจายไปตามหลอดเลือด การแสดงตัวของถ้อยคำของเราคือโรคร้ายส่วนบุคคลประจำศตวรรษของเรา มาถึงตอนนี้ผมจะยักย้ายถ่ายเทโณคร้ายนี้ไปไว้ในมือของใคร ผมหรือก เมอร์ซิเออร์ โกดาร์ด หรือผมอาจจะรั้งไว้ในมือของตัวเอง กล่าวอย่างง่ายการที่ผมปรากฏตัวขึ้นมาในครั้งนี้ได้พังทลายเรื่องราวทั้งหมดลง ถึงตอนนึ้คุณเปลี่ยนจากคนซึ่งกำลังอ่านเรื่องราว(ที่ไม่มีทางจะเป็นจริงขึ้นมาได้) อย่างเป็นจริงเป็นจัง ฉับพลันมีไอ้บ้าคนหนึ่งมาสะกิดคุณว่า ทั้งหมดนั่นโกหกพกลม ทั้งๆที่คุณรู้อยู่แล้วตั้งแต่คุณอ่านมัน กลายเป็นว่าตอนนี้เรื่องของเรื่องเปลี่ยนจากการผเชิญหน้าอย่างเหนือจริงของนักเขียนที่กลายเป็นตัวละครของนักเขียนอีกคน เป็นเรื่องของนักเขียนคนหนึ่งที่กำลังเขียนเรื่องของนักเขียนสองคน การณ์กลายเป็ฯว่าผมทำให้พวกคุณหัวปั่นจากการปรากฏตัวของตัวผู้เขียนซึ่งมีอยู่แต่ทำเสมือว่าไม่มีอยู่
ทีนี้เราจะเอายังไงต่อผมใคร่คิดถามคุณ ธาตุเบื้องต้นในหัวผมร่อยหรอลงไปมากแล้ว หนังของโกดาร์ด เพลงของนีน่า ซีโมน หรือกระทั่งบุคลิกของทรนง ศรีเชื้อ ถูกผมขุดขึ้นมาคลุกเคล้ากัน (มันน่าสะใจพิลึกที่ผมทำให้ทรนง ศรีเชื้อได้เจอกับฌอง ลุค โกดาร์ด โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ กราบขอบพระคุณอำนาจแห่งอักษรศาสตร์) มาถึงตอนนี้ผมรู้สึกราวกำลังยืนอยู่ตรงปากเหว เหล่าตัวละครไล่ตามผมมา สองคนในนั้นเป็นนักเขียนเสียด้วย! ผมทำให้พวกเขาเชื่อมโยงกันอย่างแนบสนิทไม่ได้ เรื่องอันไม่กลมกลืนนี้ได้แตกแยกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เข้ามาทิ่มแทงความไม่เอาอ่าวของผม (เจี๊ยวที่เล็กของผม) ถึงตอนนี้นักเขียนสองคนที่ผมเสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นมาอาจกำลังเยาะหยันผมในใจเรื่องที่ผมไม่สามารถจะให้การผเชิญหน้าของเขาเข้มข้นขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ได้
"ผมว่าผมเขียนได้ดีกว่าคุณนะ คุญนัดเขียน"
ท้ายที่สุดแล้วผมถูกกำหนดควบคุมโดยตัวละครที่ผมสร้างขึ้นมากับมือ พม่าที่ตายในห้องสี่ศูนย์หก ต้องการชื่อเรียกที่แน่นอน ผมเรียกเขาในฐานะมวลชน ‘คนพม่า' คนไหนๆมันก็เหมือนกันไปปมด ตัวละครของผมเป็นเพียงภาพร่างคร่าวๆไม่จริงจังของนักเขียนขี้เท่อซึ่งเสแสร้งแกล้งว่าเข้าใจโลกทั้งใบ ดัดจริตจะพูดเรื่องประเทศพม่า จากข่าวไม่กี่ชิ้นกับจินตนาการเชิงโรแมนติกส่วนตัว แค่ประแดะจะพูดเรื่องการเมืองให้ดูโก้เก๋ ตอนนี้พวกตัวละครพากันมาชี้หน้าต่อว่าผม โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวผมพลัดตกลงจากแป้นพิมพ์ร่วงหล่นลงไปในโรงแรมอัลฟ่าวิลล์ และถูกข่มขู่ ทำให้อาย ทำร้าย ทำลายจากตัวละครของผม และคุณ
ใช่แล้ว ความข้อนี้คุณรู้อีก เรามีโลกสามใบที่วางอยู่เรียงเคียงกัน โลกของผมผู้เสกสรรค์ปั้นแต่งโกหกพกลม โลกของโรงแรมอัลฟ่าวิลล์ (ซึ่งเสมือนตั้งอยู่เดียวดายไม่สัมพัทธ์สัมพันธ์กับสถานที่อื่นใด ไม่มีทำเนียบรัฐบาล ไม่มีกำแพงเมืองจีน ไม่มีทะเลทรายโกบี ไม่มีกรุงคาบูล ไม่มีหอไอเฟล มีเพียงโรงแรมอัลฟ่าวิลล์ในโลกที่แบนเหมือนแผ่นกระดาษ โลกที่บรรดาตัวละครอาศัยอยู่ ตอนนี้โลกทั้งสองใบถูกเชื่อมโยงกันแล้ว ผนังบางๆของมันหลอมเหลวเข้าหากัน ผมจึงร่วงหล่นลงไป ทีนี้ก็มาถึงโลกใบสุดท้าย โลกที่คุณคนอ่านอาศัยอยู่ โลกที่คุณนั่งอ่านเรื่องนี้ในเก้าอี้นุ่มสบายที่บ้าน หรือระหว่างนั่งรอหมอตรวจในโรงพยาบาลพลุกพล่าน บนรถไฟที่มุ่งหน้าไปที่ไหนสักแห่ง หรือต่อให้เป็นบนชั้นหนังสือในร้านหนังสือ เป็นที่แน่ชัดอยู่แล้วว่าโลกของคุณไม่มีทางถูกย่อยสลายรวมกันได้ เพราะนักอ่านที่ดีย่อมต้องกันตัวเองออกจากสิ่งที่เขาอ่าน อย่างน้อยก็เพื่อมองมันในฐานะเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง อาจจะเพื่อเขียนเกี่ยวกับมันหรือกระทั่งแค่พูดกับเพื่อนว่าหนังสือเล่มนี้มันห่วยสิ้นดี ! และต่อให้คุณเป็นนักอ่านที่ไม่เอาไหน จากสิ่งที่คุณได้อ่านไปก็ไม่ยากที่จะประเมิน คุณจะย่อมไม่มีทางยอมตกหลุมพรางทางภาษาของเรื่องที่เห็นกันอยู่ว่ามีช่องโหว่อย่างแน่นอน
กลับมาที่ตัวละครของเราดีกว่า ในที่สุด นักเขียนทั้งสองคนได้รู้ความจริงแล้วว่าที่แท้พวกเขาไม่ได้มีอยู่โดยตัวของเขาเอง เป็นแค่ตัวละครของกันและกัน พวกเขาเป็นเหมือนปลายเชือกคนละข้างของเชือกที่ยาวมาก มันถูกพันม้วนไว้อย่างไร้ระเบียบในห้องเก็บของทีชื่อว่าโลก(แน่นอนผมหมายถึงโลกใบที่สอง) บางส่วนก็ม้วนเป็นปม ส่วนที่พันเอาไว้ก็ระเกะระกะ ก่อนหน้านี้พวกเขาเลยไม่คิดเรื่องนี้ ทั้งคู่ต่างเสกสรรค์ปั้นแต่งแล้วคิดเอาว่า เขาอยู่ข้างนอกปมเชือก เขาเขียนถึงชีวิตของผู้อื่น เขียนถึงกันและกัน โดยยกเอาส่วนหนึ่งในตัวของตัวเองใส่ให้อีกคนหนึ่งสร้างภาพพจน์หมดจดให้กันและกัน อา ผมคลำมาจนเจอปมเชือกสำคัญแล้ว ทีนี้ผมก็พูดได้แล้วว่า พวกเขาเป็นพ่อลูกกัน !!!
"คุณกับผม เราเป็นพ่อลูกกัน" เมอรซิเออร์โกดาร์ดกล่าวกับผมราวกับเพิ่งตระหนักเรื่องนี้ขึ้นมาได้ เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ตื่นตระหนกไม่แพ้กันกับผม หนำซ้ำเขาอาจจะคิดว่าเป็นผมที่เขียนสิ่งนี้ยัดใส่ปากเขา
"ผมหมายถึงในทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่ทางกายภาพ" เขากล่าวต่อ รู้สึกว่ารอดพ้นจากห้วงวิกฤตมาด้วยถ้อยคำเล็กๆ
"คุณจะบอกว่าความคิดของคุณ ความเชื่อและทัศนคติบางประการของคุณไหลอยู่ในตัวผม"
"ใช่ แต่หมายถึงในทางตรงกันข้ามด้วย"
"ผมขอแบ่งบุหรี่จากคุณหน่อยได้ไหม"
พวกเขายังคงนั่งในลอบบี้ทั้งๆที่เขาคิดว่าเขาต้องลุกไปแล้ว (อย่างน้อยท้ายบทที่แล้วเขาก็เชื่อเช่นนั้น) มาถึงตอนนี้เขาทั้งคู่กลับกลายเป็นมิตรกันเพียงเพราะการโผล่ขึ้นของตัวร้ายรายใหม่ ในฐานะผู้เขียน คนที่เขียนเรื่องของเขาแล้วฟัธงกับคนอ่านว่าพวกเขาเป็นพ่อลูกกันทางจิตวิญญาณ ควันบุหรี่ลอยอ้อยอิ่งเหนือคนทั้งคู่ มันหนาทึบราวกับหมอก เขาพูดสั้นๆกับเมอร์วิเออร์โกดาร์ด
"สิ้นไร้หนทางหลบหนี"
"กล่าวมิผิด แต่ถ้าจะให้ถูกต้อง หากเราเป็นพ่อลูกกันจริง เราย่อมเป็นพ่อลูกกับเขาด้วย อย่าลืมสิว่าทั้งหมดทั้งมวลไม่ได้มาอย่างไร้สาเหตุ ถ้าเราเป็นวิวัฒนการ กระทั่งการกลายพันธุ์ของกันและกัน นั่นเท่ากับว่าไอ้หมอนั่นต้องกลายพันธุ์มาจากอะไรสักอย่าง มนุษย์มีประวัติศาสตร์และมันคือคำสาป เพราะประวัติศาสตร์จะยืนหัวโด่ทนโท่ต่อหน้าทุกการตัดสินใจของเรา ปราศจากซึ่งเจตจำนงเสรี เราถูกล่ามโซ่โยประวัติศาตร์อันยาวนาน ทั้งในเรื่องที่เราเรียนรู้ได้และไม่ได้ ในทุกๆคำพูด ทุกๆการกระทำ การที่นายมาที่นี่ ตอบรับการมาที่นี่ ถูกเขียนขึ้นโดยเขา นั่นเท่ากับว่า เขาเองอาจถูกสั่งจากอะไรสักอย่างให้เขียน เราคือหนูที่วิ่งอยู่ในเขาวงกตของชีวิต ทางเลือกมากหลายที่มีมาถูกกำหนดมาแล้ว เราพลิกหนังสือผจญภัยตามใจเลือก แต่ใครสักคนเขียนก่อนเราจะมาอ่าน ชีวิตเราคือปรนัยแห่งประวัติศาสตร์!"
"คุณพยายามเล่นลิ้นทางภาษาศาสตร์อีกแล้ว แต่หากเป็นเช่นนั้น ผมก็ไม่ต้องรับผิดชอบในทุกการเลือก ผมแทงคุณตายตรงนี้มันเป็นเรื่องของประวัติศษตร์ ทุกอย่างถูกโยนกลับไปหาไอ้คนเขียนนั่นได้ เฮ้ขอมีดหน่อย"
มีมีดอยู่เล่มหนึ่งบนโต๊ะอาหาร มีดปลายป้าน ที่เอาไว้ทาเนยลงบนขนมปัง ผมไม่ได้จงใจจะบอกเขา ข้อความนี้ที่แท้ผมสื่อสารกับคุณ คุณผู้อ่าน แต่เขาย่อมต้องล่วงรู้เพราะผมใช้กระดาษแผ่นเดิมและแถวทางอักษรซึ่งกำหนดรูปแบบมาแต่ดึกดำบรรพ์
"นายถือมีดทำไม"
"ทดสอบความสามารถในการควบคุมของประวัติศาสตร์"
"นายจะไม่แทงฉัน นายเรียนรู้มาแล้วจากที่ไหนสักแห่ง ปลายป้านๆนั่นทำอะไรไม่ได้ รวมถึงข้อกฏหมายการฆ่าคนตาย ทั้งหมดมีอยู่ มันถูกจัดเรียงมาอย่างสับสนเพื่อหลอกตาเราว่าไม่มีอยู่"
ผมสมควรต่อเรื่องไปแล้ว บทสนทนานี้ไม่นำพาไปไหน ผมปล่อยให้นักเขียนสองคนถกเถียงเชิงรัชญาปลิ้นปล้อนที่ผมคิดขึ้นมาเอง เขามาจากหัวผมหลอมรวมเป็นคนเดียวกัน แล้วแตกออกเป็นสองเพื่อหลบเลี่ยงการแกะรอยของผู้อ่าน เท่านี้น่าจะเพียงพอ ตัวละครและผมต่างกระหายอยากการกระทำแล้วในตอนนี้
แอนจึงกลายเป็นตัวแปรของเรื่องทั้งหมด!
scene from PIERROT LE FOU directed by JEAN LUC GODARD
JEAN PAUL BELMONDO + SAMMUEL FULLER
บันดาลใจจาก AFTER DARK เขียนโดย HARUKI MURAKAMI
บทสนทนาที่ไม่นำพาเรื่องราวของตัวมันเองไปไหนนี้ กลับได้นำพาผู้อ่านไปสู่ที่อื่นได้อย่างแท้จริง
#1 By N.P on 2009-01-07 01:33