รายงานความป่วยไข้ประจำปี 2551 ภาค 1 : หนัง
posted on 02 Jan 2009 11:30 by filmsick in FILMFLUหนัง (นับเฉพาะหนังที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ และเทศกาลหนังตลอดปี2008 ครับ)
1.กอด (คงเดช จาตุรันต์รัศมี /2008 / ไทย)
เราอาจบอกได้ว่านี่คือหนังรักเพี้ยนๆ ขณะเดียวกันเราอาจบอกได้ว่านี่คือหนังชีวิตอันเศร้าสร้อยของคนนอกที่ต้องยอมสูญเสียตัวตนเพื่อจะมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ และในขณะเดียวกันเราก็อาจบอกได้ว่านี่คือหนังที่จับภาพการเมืองร่วมสมัยมายั่วล้อได้อย่างน่าสนใจ หนังอาจถูกมองในฐานะหนังไม่ลงตัวที่มีอะไรเพี้ยนๆยากที่จะรับได้ ในขณะเดียวกันการยั่วล้อของหนังก็อาจแนบสนิทไปกับตัวเรื่องจนไม่โดดเด่น ไม่ว่าจะมองว่าอะไรก็ตาม ผมเลือกหนังเรื่องนี้ให้อยู่ในอันดับหนึ่งของปีตั้งแต่ดูครั้งแรกด้วยเหตุผลง่ายที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคุณงามความดีของหนัง แต่อย่างใด เพราะเหตุผลหลักๆคือนี่คือหนังที่ผมรู้สึกว่ามันพูดกับผมโดยตรง เป็นหนังแบบที่มีขึ้นเพื่อปลอบประโลมจิตใจให้รู้ว่าอย่าน้อยก็ยังมีคนแบบเดียวกันอยู่บนโลก
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20080225/entry
2. NOW SHOWING (RAYA MARTIN /2008 /PHILLIPINES )
นี่คือสี่ชั่วโมงที่ทั้งรื่นรมย์และขมขื่น ทั้งสวยงามและทุกข์เศร้า มหากาพย์ของคนสามัญถูกถ่ายทอดอย่างเชื่องช้าและเต็มไปด้วยดวงตาของความอารี หนังจ้องมองชีวิตเด็กหญิงริต้าโดยเลือกจ้องมองช่วงฉากอันดูเหมือนไร้ความสำคัญแล้วค่อยๆก่อรูปตัวละครขึ้นมาช้าๆจากฉากไม่สำคัญเหล่านั้น ชีวิตของเธอ แม่ของเธอ เพลงเงียบของเธอ น้ำตาของเธอ ความรักและความฝันของเธอ ทั้งหมดถูฏจับมาเล่าอย่างเบามือ ระมัดระวัง ทำห้ริต้าค่อยๆมีชีวิตขึ้นมา แต่ในขณะเดียวกันหนังด็เล่นสนุกกับฟอร์แมตของภาพ จนทำให้ในอีกชั้นชีวิตของริต้าสะท้อนภาพเปรียบเทียบการดำรงคงอยุ่ของภาพยนตร์ในฐานะวัตถุบันทึกความทรงจำ RAYA MARTIN เพิ่งอายุยี่สิบต้นๆ แต่กลับทำหนังออกมาได้อย่างน่าทึ่ง นับเป็นผู้กำกับที่ต้องจับตามองอย่างยิ่ง
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20081007/now-showing-raya-martin-2008
3. THE HEADLESS WOMAN (LUCRECIA MARTEL / 2008/ ARGENTINA)
เป็นไปได้อย่างไรที่ภาพยนตร์จะนำเสนอสิ่งซึงเป็นนามธรรมอย่างภาวะการหลุดหลงลืมเลือน ความสำนึกบาป หรือความกระอักกระอ่วนในการเป็นคนชั้นกลาง เป็นไปได้อย่างไรททิสิ่งซึ่งง่ายดายในการร่ายสาธกยกนิทานในงานวรรณกรรมจะถูกแปรรูปไปสู่วัฒนธรรมทางสายตา ที่ลดทอนจริตจะก้านทางเทคนิคลง ใช่เพียงการเลือกกรอบภาพและการจัดวางอันแม่นมั่นเข้าจัดการ LUCRECIA MARTEL ทำให้การเมืองพบปปะกับปัจเจกบุคล และพบกันผ่านสื่อที่เรียกว่าภาพยนตร์ เธอเปิดการรับรู้ใหม่หรือ ไม่เลยเธอคือผลพวงจาอดีต แต่การขยับขยายกลาพันธุ์นี้ช่างน่าตื่นตะลึงยิ่งและนี่คือหนังอันอุดมไปด้วยคุณค่าทั้งทางศิลปะและทางความคิดแห่งปี พิสูจน์ว่าภาพยนตร์คือศาสตร์ที่ศักยภาพของมันสูงเกินขีดจำกัดที่เราเข้าใจ
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ ติดตามได้ใน วารสาร อ่าน ฉบับที่ 3 ครับ
4. DIARY OF THE DEAD (GEORGE A ROMERO./2008/US)
คมคาย หลักแหลม ลากไส้! เราอาจจะพูดถึงหนังสั้นๆได้ประมาณนี้ บทที่5 ของ มหากาพย์คนกินเนื้อคนของเสด็จเตี่ยโรเมโรไม่เคยทำให้เราผิดหวัง เขาอาจจะไม่หวือหวาบ้าเลือดเหมือนพวกลูกหลาน แต่ประเด็นอันเข้มข้นนั้นยังครบถ้วน แถมยังสดใหม่ไฉไลร่วมยุคปัจจุบันอีกต่างหาก มีคนทำหนังสักกี่คนที่ไม่แก่ไปตามวัย ยังคงทำหนังมที่พูดถึง ‘ปัจจุบันขณะ'อย่างแน่นหนา แถมยังยึดมั่นในแนวทางเกรดรองของตนเองอย่างออกนอกหน้า มาถึงตอนนี้ ได้แต่ร้องว่า รอภาค6ด้วยใจระทึก
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20081220/my-18-horrors-of-the-years-2008
5.PAPER CANNOT WRAP UP THE EMBERS (RITHY PAHN /2008/CAMBODIA)
สารคดีโสเภณีขเมร ที่ใช้วิธีการเชิงRETROSPECTIVE โดยให้บรรดาซับเจคตท์ ย้อนไปเล่า และย้อนไปเล่นเมื่อครั้งเจ้าตัวยังเป็นโสเภณีที่นอนตามตึกร้าง ทั้งตัววิธีการและการนำเสนอทำท่าจะกันคนดูออกจากหนังเต็มที่หากผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม นี่คือหนังที่ตัวละครเล่าเรื่องอย่างชาเฉยหากสะเทือนสะทกในอกคนดูอย่างมหาศาล นี่คือหนังที่มีทั้งความกระอักกระอ่วน ความทุกข์ ความเหี้ยมโหด ความจริงและกระทั่งความฝัน ความหวังอยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน สารคดีที่ดูไม่จริง กลับจริงจนเจ็บได้!
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20081014/paper-cannot-wrap-up-the-embers-rithy-pahn-2008-24-city-jia-
6.จอมโหดมนุษย์ซีอิ้ว (ไพสิษฐ์ พันธุ์พฤกษชาติ/ 2000/ไทย)
นี่คือหนังยาวอินดี้ของไทยที่ไม่ค่อยมีใครได้ดู หนังติดตามตามชีวิตชายคนหนึ่งแบบตามติดชิดใกล้ ตลอดทั้งเรื่องแทบจะเต็มไปด้วยบทสนทนาไร้สาระความหมาย ไม่มีเหตุการณ์คืบเคลื่อน ตัวคนทำก็แค่เอากล้องไปติดตามชีวิตเพื่อนคนหนึ่งของเขาอย่างตามติดชิดใกล้จากนั้นเอามาตัดต่อให้กลายเป็นหนังเรื่องนี้ขึ้นมา วิธีการอันไม่ธรรมดาย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ไม่ธรรมดา เพราะนี่คือหนังอินดี้ยุคต้นของไทยที่ทรงพลังที่สุดโดยไม่ต้องพึ่งพาอะไรมากไปกว่าวิธีการบ้านๆและจินตนาการอันน่าทึ่งของผู้กำกับ โดยส่วนตัว นี่คือหนึ่งในสามหนังอินดี้ไทยที่ถือว่าต้องดู นอกจาก ดอกฟ้าในมือมาร และ BIRTH OF SEANEMA
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20080507/entry
7. SUMMER HOURS ( OLIVIER ASSAYAS /2008/ FRANCE )
ภายใต้ความเป็นหนังดรามาครอบครัว และกาดกวัดแกว่งกล้องแบบตามติดชิดใกล้ตามประสาของอัสซายาส นี่คือหนังที่ตั้งคำถามหนักๆเกี่ยวกับความเป็นครอบครัวท่ามกลางโลกโลกาภิวัฒน์ ได้อย่างหนักแน่น หากนุ่มนวลและเป็นมนุษยืจนเราถึงกับสะเทือนใจเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละคร ไม่แปลกเลยถ้าเราจะเทียบเคียงตัวละเข้ากับตัวเอง เราล้วนเป็นหนึ่งในตัวละครเหล่านั้นตามตำอหน่งแห่งที่ในครอบครัว หนังมองคนทุกรุ่นอย่างให้โอกาสและแสดงให้เผ็นถึงมรดกตกทอดทางวิญญษณของมนุษย์ที่สำคัญกว่าทรพย์สิน เหนืออื่นใด หลังจากหนังจบลงเราก็ยังคงรู้สึกว่าบรรดาตัวละครยังคงมีชีวิตอยู่ ยิ่งเราจินตนาการถึงตัวละครในหนังมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งแสดงความยอดเยี่ยมของหนังมากเท่านั้น
8.MODERN LIFE(RAYMOND DEPARDON/2008/FRANCE)
นี่คือสารคดีซึ่งนำเรากลับไปสู่ความเรียบง่ายทั้งตัวเนื้อหาและความหมายเชิงภาพยนตร์ เพราะนี่คือหนังสารคดีที่ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการเอากล้องไปตั้งแล้วถ่ายทำบทสัมภาษณ์ของบรรดาเกษตรกรในฝรั่งเศสที่ยังคงทำไร่เลี้ยงแกะ แบบเดิมๆ และกำลังจะตายลงเมื่อถูกแทนที่ด้วยการเกษตรแบบเชิงอุตสาหกรรม โดยไม่พึ่งพาเทคนิคการตัดต่อใดๆให้มากความ ความสามัญของสารคดีเรื่องนี้กลับทรงพลังในการเล่า และทั้งหมดทั้งมวลอาจมาจากความใส่ใจในมนุษย์ของผู้กำกับที่รู้จักผู้คนเหล่านี้มาค่อนชีวิต การหยอดคำถาม ความเงียบ การรอคอยคำตอบ ทั้งหมดทั้งมวลคือคำตอบที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องแสดงภาพวูบวาบให้เสียเวลา จ้องมอดวงตาเขาสิ นั่นล่ะคำตอบและเรื่องเล่า ผู้กำกับคงอยากพูดแบบนี้โดยแสดงให้ดู นี่คือหนังสารคดีที่ทำให้คนดูร้องให้โดยไม่ต้องเล่าเรื่องแค่จ้องมองกันและกัน
9. WENDY AND LUCY(KELLY REICHARDT /2008/USA)
หนังมีความเป็นหนังการเมืองมากพอๆกับการเป็นหนังที่เล่าชีวิตรันทดส่วนบุคคล เราอาจมองความฉิบหายในชีวิตของเวนดี้เป็นเรื่องเชิงปัจเจกของเด็กผู้หญิงหมาหายก็ได้ ในขณะเดียวกันหนังก็แสดงให้เห็นว่าความฉิบหายเหล่านั้นไม่ได้ดำรงคงอยู่อย่างโดดๆมันผูกพ่วงอยู่กับกระบวทัศน์หลักๆของโลกทุนนิยมด้วย และที่น่าทึ่งเป็นสองเท่าคือการที่KELLY REICHARDT ไม่ได้พูดมันออกมาตรงๆ แต่หล่อยให้เราค่อยๆมองเห็นมันผ่านชีวิตของเวนดี้ซึ่งได้การแสดงอันลืมไม่ลงของMICHELE WILLIAMS เป็นเสมือนดาวเหนือเปล่งประกาย โดยไม่ต้องใส่เหตุการณ์บีบคั้น แค่มองหน้าเธอเราก็รู้สึกร้อยพันอย่างแล้ว
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ
10. HAPPY -GO LUCKY (MIKE LEIGH/2008/UK)
นี่คือความรื่นรมย์ประจำปี 2008 ที่มาเยี่ยมเยือนเหมือนลมหนาวช่วงปลายปี ชีวิตของป๊อปปี้ เป็นเหมือนสาวน้อย อเมลี เวอร์ชั่นชนชั้นกรรมาชีพ ที่มีชีวิตอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ไมค์ ลีห์ เด็ขาดและนุ่มนวลในการเล่าเรื่องมากๆ เพราะเราอาจจะรำคาญคนแบบป๊อปปี้ได้ทุกขณะจิต แต่การที่เขาค่อยๆให้เรารู้จัก ป๊อปปี้ โลกของเธอ เพื่อๆนของเธอ และวิธีการมองโลกของเธฮ เราก็จะตกหลุมรักเธออย่างถอนตัวไม่ขึ้น ในขณะเดียวกันกับตัวละครร้ายๆของเรื่อง เขาก็ยังมีมิติความเป็นมนุษย์จนเปลี่ยนจากตัวร้ายเป็นเพียงคนมองโลกในแง่ร้ายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในตัวของทุกๆคน และนับเป็นโชคที่หนังเลือกจบลงด้วยความรู้สึกว่าการมองโลกในแง่ดีไม่ใช่เรื่องของการมองโลกในแง่เดียว มันย้อนกลับไปหาความหมายของชื่อเรื่องว่าบางที การมีความสุขต่างหากที่นำโชคมาให้ และยิ่งหนังซ้อนเรื่องทั้งหมดห่มคลุมไว้ภายใต้ประเด็นการศึกษา ทุคนเป็ฯทั้งครูและนักเรียนของกันและกันมันก็ยิ่งคมคายมากขึ้นเป็นทบทวี
11.HASHI (SHERMAN ONG /2008/ JAPAN?)
เราอาจอนุมานเอาว่านี่คือ 20 30 40 เวอร์ชั่นสุดเหวอ (แต่เป็น 20 30 50 แทน (ข้อมูลจากเวบของหนัง) โดยเราอาจบอกได้ว่าที่บทของน้อง 20 ใช่ผู้หญิงสี่คนเล่น เพาะคนวัย 20 ยังมีความสับสนในชีวิต แสนเหวอของเธอยังมีความฝัน(เธอเลยมักหลับและฝันจนเสียงานเสียการ) พออายุมากขึ้นความสับสนก็น้อยลง เพราะเจ๊ 30 มีผู้หญิงสองคนเล่น ปัญหาก็ไม่พ้นเรื่องความเบื่อหน่ายชีวิตคู่ ส่วนเจ๊ 50 นั้นผ่านทุกประสปการณ์ชิวิตมาแล้ว เธอเล่นคนเดียว และมีปัญหาเรื่องความเงียบเหงา ลูกโต ไม่รู้จะคุยอะไรกับผัว หาอะไรกิ๊กๆกั๊กๆกับแฟนเก่าให้กระชุ่มกระชวย นี่คือหนังสุดแสนเพลิดเพลินจำเริญใจหาใดปาน เพราะมันคือหนังยาวสองชั่วโมงที่บอกให้เราโยนระเบียบวิธีการดูหนังทิ้งไปให้หมด เพื่อเพลิดเพลินกับหนังที่เป็นเหมือนการเฝ้าสังเกตชีวิต และปัญหาของผู้หญิงสามวัยโดยไม่มีแม้แต่ความต้องการสร้างเรื่องเล่า เริ่มต้น สร้างปม คลี่คลายสรุปจบ
12.MISTER LONELY (HARMONIE KORINE/2008/US)
เราอาจบอกได้ว่านี่คือหนังเกี่ยวกับคนเพี้ยนที่ทำขึ้นโดยคนเพี้ยน (HARMONIE KORINEผกก.GUMMO)และเล่นโดยคนเพี้ยน (อย่างน้อยก็ WERNER HERZOG กับ คนนึงล่ะ) หนังเล่าเรื่องของบรรดาพวกคนหน้าเหมือน นักแสดงแทนตัว พระเอกเล่นเป็นไมเคิล แจคสัน นางเอกเล่นเป็นมารีลิน มอนโร ที่แต่งงานกับชาลี แชปลิน แล้วไปอยู่บนเกาะที่มีทั้งควีนอลิซาเบธ โป๊ป ไปจนถึงหนูน้อยหมวกแดง ตัดสลับกับการเล่าเรื่องเอ่อ แม่ชีบินได้ ความเพี้ยนพิลึกของผู้คนในหนังเรื่องนี้ไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะตัวตลก หรือพวกขี้แพ้ แต่นพเสนอในฐานะของมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ ยิ่งได้การแสดงอันน่าทึ่งของบรรดานักแสดงในเรื่อง ยิ่งทำให้หนังทรงพลังและเข้มข้นขึ้น เมือ่หนังเพี้ยนทำโดยคนที่เพี้ยนจริงๆมันก็เลยเต็มไปด้วยอารมณ์เพี้ยนพิลึกที่หนักหน่วงและเจ็บปวดในขณะเกียวกันก็ดิ้นรนที่จะเปล่งประกายเรื่อเรืองด้วยในเวลาเดียวกัน
13. SILENT LIGHT (CARLOS REYGADAS /2007/ MEXICO )
งานเฉลิมฉลองของความเงียบและแสงอันสาดส่อง การปะทะกันของพื้นแผ่นดินและเรื่องเล่าอันเหนือจริงของโลกลาติน เรื่องราวของหนังนั้นมีให้จับต้องไม่มานัก เป็นเพียงเรื่องเล่ารักสามเส้าพื้นๆทั่วไป ดังนั้นตลอดเวลา 143 นาทีของหนัง เรื่องจึงคืบเคลื่อนอย่างเชื่องช้าหากทิ้งคนดูไว้ท่ามกลางทัศนียภาพของเรือกสวนไร่นาแผ่นดินอุดมของเมกซิโกตอนเหนือ หนังของ REYGADAS ขึ้นชื่อเสมอในเรื่องของLONG TAKE และในหนังเรื่องนี้ หนังเต็มไปด้วยฉากลองเทคอันยืดยาว กล้องที่ค่อยๆคืบเคลื่นเข้าหาตัวละคร หรือค่อยผินดวงตาออกจากตัวละครไปจ้องมอง ท้องฟ้า หมู่แมกไม้ สายลมและที่สำคัญแสงอันสาดส่อง นี่คือหนังที่มีไว้ชำระจิตใจภายใต้โศกนาฏกรรมของมนุษย์
เขียนยาวๆถึงหนังไว้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20080711/silent-light-carlos-reygadas-2007
14. FAREWELL TO ARK (SHUJI TERAYAMA/1984/JAPAN)
การดัดแปลงวรรณกรรมไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งการดัดแปลงอภิมหาวรรณกรรมอย่าง ‘หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว'ของการ์เบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ให้เป็นหนังยาวสองชั่วโมงยิ่งเป็นไปไม่ได้ แต่ชูจิ เทรายามาทำ และทำได้ให้กลายเป็ทั้งหนังที่หยิบเอาหนึ่งร้อบปีแห่งความโดดเดี่ยวมาตีความในบริบทใหม่โดยยังคงความหายซ่อนเร้นในบทประพันธ์ดั้งเดิมซ้ำยังก้าวล้ำถึงขั้นคล้ายคลึงกับบทวิจารณ์อยู่ในที ในขณะเดียวกันหนังยังก้าวล่วงไปสู่ความเป็นหนังส่วนตัวในฐานะหนังเรื่องสุดท้ายในชีวิตของเทรายาม่า เขาเรียกบรรดาดาราขาประจำมาเล่น ถึงขนาดให้ทุกคนมาถ่ายรูปร่วมกันในฉากสุดท้ายของหนัง นี่คือหนังที่มีทั้งความบ้าคลั่งและความรื่นเริงแห่งการสั่งลา และเป้นทั้งหนึ่งในหนังที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง!
15. CARGO 200 (ALEXEI BALABANOV/2007/RUSSIA)
นี่คือหนังแห่งความเสื่อมของแท้แน่นอน หนังพาเรากลับไปทอดน่องท่องช่วงเวลาก่อนสหภาพโซเวียตจะแตก ช่วงเวลาที่ผู้คนภายในประเทศพากัน ‘เน่าใน'กันทุกระดับชั้น หนังด่ากราดจากนักการเมืองไปจดวัยรุ่นไม่รู้อิโหน่อิเหน่ในฐานะบรรดาผู้ร่วมขบวนชะตากรรมอันโหดเหี้ยมของเด็กสาวคนหนึ่ง หนังแกว่งไปมาระหว่างการเป็นหนังแฉสังคมกับหนังเขย่าขวัญ ช่วงท้ายของหนังเลยเถิดจนกลายเป็นหนังสยองขวัญชวนสะอิดสะเอียนด้วยซ้ำ และกลิ่นแห่งความฉิบหายในหนังเรื่องนี้จะติดตัวคุณไปแม้จะดูจบไปแล้ว นี่คือหนังแห่งความกระอักกระอ่วน ทั้งในทางจิตใจและทางกาย!
16. THE SKY , THE EARTH AND THE RAIN(JOSE LUIS TORRES /2008/CHILE)
ภาพยนตร์แห่งความเงียบ ที่ไม่ได้ทำหน้าที่ในการเฉลิมฉลอง ความเงียบและทํสนียภาพในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่อื้นใดนอกจากความสิ้นหวังและการดิ้นรนที่ไร้ทางออก ตัวละครหลักในหนังเรื่องนี้ เป็นตัวละครแบบที่จะไม่ดิ้นรนต่อสู้อะไร เธอเป็นคนโง่ทึ่ม เธอออาจจะอยากผูกพันกับใครสักคนแต่เธอก็ขลาดกลัวเกินไป เธอคอยดูแลแม่ที่ป่วยหนัก พอแม่เธอตายทุกอย่างก็หมดสิ้น ฉากหลังจากแม่ตาย เธอดำเนินชีวิตต่อไปเหมือนเดิม ซึ่งมันเจ็บปวดมาก เพราะเธอไม่มีอะไรเลืออยู่อีก กลัวเกินกว่าจะไปเริ่มต้นใหม่ และกลัวเกินกว่าที่จะตาย
17. I'M NOT THERE (TOD HAYNES/2007/USA)
อวตารทั้งเจ็ดของบอบ ดีแลน พิสูจน์ความจริงว่ามนุษย์ไม่ใช่สิ่งซึ่งคงรูป กระแสความคิดนั้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางคนเรียกการเติบโตบางคนเรียกการเปลี่ยนแปลง และบางคนไม่มีชื่อเรียก เช่นเดียวกัยการที่กระแสสำนึกของมนุษย์ไม่ได้ผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่าหนังจึงมีอวตารที่เป็นเสมือนต้นธารความคิดของดีแลนแทรกปนมาด้วย นี่คือหนังที่เล่าเรื่องตรงไปตรงมาเพียงแต่เส้นตรงของหนังคือเส้นตรงทางความคิดมากกว่าชีวิตตามเข็มนาฬิกา ขอแสดงความคารวะให้กับหนังช่างคิดแห่งปี
18.SUMMER BOOK (SEYFI TEOMAN /2008/ TURKEY)
หนังทำท่าจะเป็นหนังเด็กแต่เอาเข้าจริงกลับเป็นหนังที่ปล่อยให้เราจับจ้องมองชีวิตแระจำวันของครอบครัวครอบครัวหนึ่งไปเรื่อยๆ กว่าที่เราจะรู้ว่าทั้งหมดเป็นเพียงภาพจำลองที่มุ่งนัยทางการเมืองก็เป้นช่วงท้ายๆของเรื่อวง ไม่ว่าจะเป็นหนังการเมืองหรือไม่ จังหวะเชื่องช้าของหนังก็ให้อารมณ์อ้อยสร้อยอันน่าติดตาม ถือเป็นหนังที่เซอร์ไพรส์ที่สุดในปีนี้
19. NEW AGE (KEREN CYTTER /2008/NETHERLANDS)
หนังซ้อนหนังที่ซ็อนภาวะการวิพากษ์วิจารณ์ความเป็นหนังได้อย่างน่ากรี๊ด หนังเรื่องนี้ไม่มีทั้งสถานที่ และเวลา ทั้งหมดไหลท่วมทับและจัดกระบวนใหม่ เมื่อใครสักคนพูดอะไรสักอย่างมันอาจเป็นแค่การแสดง หรือไม่ก็ได้ อย่าคลหาเส้นเรื่องมั้นจะนำไปสู่ทางตันย อย่าจัดำกับเวลาเพราะมันจะไม่นำพาไปไหน ไม่ใช่ความไม่เนียนแต่เป็นความตั้งใจ หากคิดว่านี่คือหนังเบรคเชี่ยน มันก็เป็นเบรคเชี่ยนยกกำลังสอง
20. UP THE YANGTZE( YUNG CHANG/2008/CHINA)
นี่คือสารคดีติดตามชีวิตชาวบ้านที่ต้องเจอกัยปัญหาสาหัสจากการสร้างเขื่อนสามผาที่ตรงไปตรงมาจนไม่น่าจะมีอะไรพิเศษ แต่การติดตามตัวเอกที่มาจากครอบครัวอันยากจนและกำลังจะยากจนลงไปอีก (อันเป็นผลจากการกระทำของรัฐ) การเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงของตัวละครเป็นความเจ็บปวดร้าวรานที่ยากจะปฏิเสธ เพราะมันเป็นภาพแทนของสิ่งซึ่งเกิดขึ้นในทุกๆที่ทั่วโลก
HONORABLE MENTION
IN THE CITY OF SLYVIA (JOSE LUIS GUERIN/2007/SPAIN )
ONCE(JOHN CARNEY / 2006 /IRELAND)
THE SUN ALSO RISE (JIANG WEN /2007/ CHINA)
MY WINNIPEG(GUY MADDIN /2007/ CANADA)
CAOTICA ANA(JULIO MEDEM /2007 / SPAIN)
THE PATH (ISHTAR YASIN GUTIERREZ /2008/COSTA RICA)
EAT , FOR THIS IS MY BODY(MICHELANGE QUAY/2007/HAITI/FRANCE)
THE STRANGERS (BRYAN BERTIN0/2008/USA)
EASTERN PROMISES (DAVID CRONENBERG/2007/USA)
NO COUNTRY FOR OLD MEN(JOEL+ETHAN COEN / 2007/USA)(
OTTO,OR UP WITH THE DEAD( BRUCE LABRUCE /2008/GERMAN/CANADA)
HUNGER (STEVE McQUEEN/2008/UK)
GONE BABY GONE(BEN AFFLECK/ 2007/USA)
THE MIST(FRANK DARABONT /2008/USA)
DOOMSDAY (NEIL MARSHALL/ 2008/UK)
LET THE RIGHT ONE IN( TOMAS ALFREDSON/2008/SWEDEN)
JUBILEE(DERELK JARMAN/1977 /UK )
24 CITY (JIA ZHANGKE/2008/CHINA)
สะบายดีหลวงพระบาง (ศักดิ์ชาย ดีนาน +อนุสอน ศิริศักดา/2008/ไทย)
LABAN: THE MEANING OF THE EDSA REVOLUTION ( SALLY JO BELLOSIO /2008/PHILLIPPINES)
SURPRISE FILM
PAINTED SKIN(GORDON CHAN/2008/HONGKONG)
THE DETECTIVE(OXIDE+ DANNY PANG/2007/HONGKONG)
BE KIND REWIND ( MICHEL GONDRY /2008/USA)
#1 By mdWee on 2009-01-02 15:06