สถานที่นั้นประหนึ่งตั้งอยู่ตรงปลายขอบโลก มันมีบ้านหนึ่งหลังที่ฉมจมอยู่ใต้เนิน ส้วมหลังหนึ่งโดเด่นแป็นสง่าอยู่ยนเนินเคียงคู่กับต้นไม้ไร้กิ่งใบชี้โด่เด่ ทัศนียภาพนั้นหรือคือทุ่งหญ้าสลับไปกับพื้นทราย ไกลออกไปเป็นป่ารกทึบของต้นไม้ที่ตายแล้ว กิ่งก้านยืดยาวเหยียดยืดห่มคลุมเสียจนรกชัฏ ป่าตายซาก หนองน้ำ ทุ่งหญ้า ถนนลูกรัง ทั้งหมดกองสุมรวมกันเป็นทัศนียภาพพิลึกชวนขนลุก  ในความมืดของทุ่งหญ้า ชายหนุ่มถือปืนเดินตรวจการณ์มองหาอะไรสักอย่าง  มือลึกลับแช่ค้างแข็งอยู่กลางหนอ และหญิงผู้หนึ่งตื่นขึ้นในบ้านหล่อนล้างเนื้อล้างตัว ด้วยน้ำในถังที่ตั้งตรงปากประตู  เดินขึ้นเนินไปส้วม หยุดยืนมองรถถังมหึมาแล่นไปมาอย่างไร้จุดหมายบนทุ่งหญ้า  ชายหนุ่มตื่นขึ้นข้างภรรยาสาวที่กำลังหลับไหล เขาคือ SOMA ยามรักษาการณ์ที่ทำหน้าที่เฝ้ายามดินแดนห่างไกลนี้ ที่ที่มีค่ายทหารอยู่ไม่ไกลนัก รับกะเช้าสลับกับกะดึกชายแก่ท่าทางเพี้ยนที่ชอบเปลือยกายลงเล่นน้ำตอนกลางคืน   นอนอยู่ใต้ต้นไม้มากกว่าอยู่บ้าน   เขาทั้งสองถูกสั่งให้เฝ้าสิ่งที่พวกเขาไม่รู้จักตรงปลายขอบโลก  LATA ภรรยาของSOMA ยังสาวสด หล่อนตื่นทีหลัง วักน้ำล้างตัวเปลือยอก แอบมองบรรดารถทหารจากที่ไกลๆ บ้างครั้งหล่อนเข้าป่าไปนัดพบทหารหนุ่มลับหลังSOMA   ในบ้านนั้นนอกจากสองผัวเมียยังมีพี่สาวของSOMA สาวแก่ที่ถูกน้องสะใภ้ถากถางไม่ว่างเว้น เธอกำลังพยายามหางานเป็นครูในเมืองเพื่อที่จะไปจากที่นี่ ไปจากดินแดนต้องห้ามปลายขอบโลก แม้เธอจะรักน้องชายเธอมากขนาดซักกางเกงในให้เขาก็ตาม และยังมี BATTI เด็กหญิงตัวน้อยที่สนิทสนมกับพี่สาวของSOMA เด็กน้อยชอบมาที่บ้าน บางครั้งเธอเข้าไปเดินเล่นในป่า เจอกับบตาเฒ่าเพี้ยนๆและแอบเห็นหนุ่มกับสาวท้องแก่มากุ๊กกิ๊กกัน

 

ทั้งหมดคือภาพชีวิตอันเลื่อนไหลไปอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางความมืดดำของดินแดนปลายขอบโลก  ผู้คนในหนังพากันจมลงในปลักตมบางประการ บ้างก็ของอดีต บ้างก็ของปัจจุบันขณะ บ้างก็ของอนาคตที่ไม่เคยมาถึง   SOMA กับครอบครัวของเขา เด็กน้อย BATTI และชายเฒ่า  ท่ามกลางเสียงของสงครามที่ในวินาทีหนึ่งมัอยู่เหมือนคนละด้านของโลก แต่ในอีกวินาทีหนึ่งมันได้คืยเคลื่อนมาแว้งกัดทำร้ายเราโดยไม่คาดคิด

 

ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ VIMUKTHI JAYASUNDARA  ผู้กำกับชาวศรีลังกา ที่เคยคว้ารางวัล CAMERA d' OR  จากมือของอับบาส เคียรอสตรามีในเทศกาลหนังเมืองคานส์ (ได้ร่วมกันในปีเดียวกับ มิแรนด้า จูลาย) ได้รางวัลหนังยอดเยี่ยมเมื่อครั้งหนังมาฉายในเทศกาลWORLD FILM เมื่อสองปีที่แล้ว  แต่น่าเสียดายที่หนังเรื่องนี้กลับประสบปัญหาอย่างยิ่งในบ้านเกิด (กระทั่งตอนมาฉายในบ้านเรา เขาก็โดนคนศรีลังกาที่มาดูต่อว่า) เมื่อนักวิจารณ์และรัฐเห็นพ้องต้องกันว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ นำเสนอศรีลังกาในด้านลบ หนำซ้ำยังมีแนวโน้มสนับสนุนฝั่งกบฏทมิฬที่เป็นหอกข้างแคร่ของรัฐบาลศรีลังกามาตลอด โรงหนังหลายโรงถอดโปรแกรมออกหลังจากฉายไปได้ไม่กี่วันทำให้ผู้กำกับตัดสินใจถอดหนังออกจากโรงฉายทั้งหมดด้วยตนเอง

 

แต่ไม่ว่าหนังจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่ THE FORSAKEN LAND ก็เปล่งประกายอันมืดหม่นของมันอย่างยิ่ง  ตัวหนังนั้นแทบไม่คืบเคลื่อนไปไหน ราวกับเป็นขบวนอันต่อเนื่องของภาพเคลื่อนไหวซึ่งจับจ้องมองชีวิตของเหล่าตัวละครจากระยะไกล  เหตุการณ์ในหนังไม่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง เป็นเพียงชุดของเหตุการณ์ที่เกิดต่อเนื่องกันไป  เหล่าตัวละครสามัญต่างก็ผเชิญหน้ากับปัญหาเฉพาะตน SOMA ยามเฝ้าแผ่นดินถูกเหล่าทหารลากขึ้นรถ แล้วจับเขาแก้ผ้าเปลือยเปล่าโยนเขาลงในน้ำและทิ้งไว้อย่างนั้น  เขาถูกสั่งให้เดินเฝ้าอะไรสักอย่างที่เขาไม่รู้ว่าคืออะไร วันดีคืนดีเขาถูกลากจากเตียงไปในตอนกลางคืนเพื่อฆ่าใครสักคนในความมืด   ในขณะที่ภรรยาของเขาก็จมอยู่กับการเฝ้าฝันถึงชีวิตที่ดีขึ้น เธอแต่งตัวสวยออกไปเดินชายป่า แอบมองคนร่วมรักกัน  และลักลอบเล่นชู้กับเพื่อนของสามี  ขณะที่พี่สาวของเขาจมอยู่ในกรอบของจารีต นางคือสาวแก่ที่โดนน้องสะใภ้กระแนะกระแหน  นางข่มกลั้นทุกปรารถนาของตัวเองเอาไว้ ยามเมื่อถูฏลวนลามบนรถเมล์ ก็เก็บกามกำหนัดนั้นไว้ ทำได้เพียงนอนชั้นเข่าให้สายลมลอดไล้  (เช่นเดียวกับน้องสะใภ้ที่หลังจากเกิดเหตุบังเอิญให้ชู้รักหนุ่มไม่สามารถมาหาเธอได้ เธอจัดการเปิดประตูบ้านทุกบ้านแล้วนอนลงบนเตียง  ชายเฒ่ายามกะดึกจมอยู่ในความหลังส่วนตัวเกี่ยวกับภรรยาแคระของเขา เจาตั้งหน้าตั้งตาเล่าเรื่องโศกนาฏกรรมชวนขวัญเสียเกี่ยวกับแม่นกน้อย ให้เด็ฏหญิงฟังเรื่องเล่ารันทดเกี่ยวกับหญิงคนแคระที่หอบข้าวสารกอบสุดท้ายออกจากบ้านเร่ร่อนเพื่อหาใครสักคนมาเป็นสามี หล่อนเดินทางจากหมู่บ้านสู่หมู่บ้าน ก่อนจะพบกับชาวนาคนค่อม ควาไมม่รู้และประวัติศาสตร์อห่งควาฒโกรธแค้นส่วนบุคคลนำพาเรื่องทั้งหมดให้กลายปเนโศกนาฏกรรมอันลึกลับมืดดำ   ส่วนเด็กหญิงBATTIที่เฝ้าสงสัยเรื่องการเจริญพันธุ์ของตน หลังจากแอบพบเห็นการร่วมรักในป่าโดยบังเอิญ ยิ่งในเวลาต่อมาเด็กน้อยหลุดเข้าไปในบ้านร้างที่มีภาพทะลึ่งตึงตังร่างเปลือยของผู้หญิงเอาไว้ นั่นก็ยิ่งทำให้หล่อนฉงนฉงายมากขึ้น ยิ่งเมื่อสำทับกับนิทานแม่นกน้อยที่ไม่ยอมโตมันทำให้การเจริญวัยกลายเป็นความลึกลับที่ชวนขนหัวลุก

 

ภาพร่างทั้งหมดทั้งมวลซ้อนทับกันภายใต้ทัศนียภาพอันประหลาดพิลึกตัวละครหลักทั้งหมดทั้งมวลดิ้นรนอย่างสิ้นหวังภายใต้กรอบสองสามชั้นที่ล้อมรอบพวกเขาไว้ เริ่มจากกรอบของการสงครามที่ดูเหมือนในหนังถูกนำเสนออย่างไร้สาระผ่านทางฉาก รถบรรทุกสองคันนประจันหน้ากันถอยหลบกันไปมา หรือการให้ทหารเอาแต่ร้องรำทำเพลง ไปจนถึงการที่จู่ๆรถถังก้ฮอกมาวิ่งเล่นไปมาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือในระดับที่เลวร้ายกว่า อย่างการหลอกล่อประชาชนไปเป็นเครื่องเล่น และเลวร้ายขั้นสุดยอด เมื่อทหารเรียกSOMA มากลางดึก เพื่อให้มาฆ่าคนที่เขาไม่รู้จัก (ไม่รู้ว่าเป็นใคร) เอาเข้าจริงคนที่เรา(SOMA)ฆ่าอาจะเป็นเพื่อนของเรานั่นเอง  คราบเลือดที่ตามหลอกหลอนเขาในรุ่งเช้ากลายเป็นตราบาปติดตัวไปชั่วนิรันดร์

 

ในกรอบถัดออกมาจารีตประเพณีที่ไม่ได้ปรากฏตัวอย่างชัดเจ กลับเป็นสิ่งซึ่งห่มคลุมความสัมพันธ์ของตัวละครอย่างแน่นหนา  เรื่องเล่าของ ‘แม่นกน้อย'คือตัวอย่างทางจารีตอันโหดเหี้ยม ที่ถูกนำมาเล่าสืบต่อไม่รู้จบ ปลูกฝังลงในหัวของเด็กน้อยBATTIขณะเดียวกันมันผลิดอกออกผลในตัวพี่สาวของSOMA ซึ่งเราอาอจกล่าวได้ว่านางคือหญิงผูยึดจารีตอย่างถึงที่สุด นางอกตรมขมไหม้ตลอดเวลารู้สึกสำนึกบาป ที่เป็นหญิงไร้ผัว (ในทางหนึ่งหนังเปรียบเทียบเธอกับแม่นกน้อย) ยิ่งเมื่อเธอพยายามจะทำทุกอย่างให้เป็นไปตามขนบ พยายามจะย้ายออกจากบ้านของน้องชาย พยายามจะเป็นครู พยายามจะเก็บกดอารมณ์ดำกฤษณาของตนไว้ พยายามจะสอนสิ่งดีงามให้ BATTI (ฉากหนึ่งในหนังBATTI เดินเข้าไปในบ้านร้าง แลเห็นภาพสาวเปลือย แล้วพยายามจะกิน สีที่หกบนพื้น(ในทางหนึ่งมันดูคล้ายน้ำรักมากๆ) จนเธอมาห้ามไว้  แต่สุดท้ายชีวิตเธอก็จบลงในรูปแบบเดียวกันกับโศกนาฏกรรมของแม่นกน้อย

 

 พี่สาวของSOMA ซื้อวิทยุมาให้แต่มันรับคลื่นไม่ได้จนฉากสุดท้ายของหนังในฉากสุดท้าย LATA เป็นคนเดียวที่หาคลื่นวิทยุเจอ หล่อนผู้ละทิ้งจารีต (หล่อนเห็นว่าพี่สาวของSOMA เห็นหล่อนเริงรักกับชายชู้ (ที่เป็นทหาร)ในบ้าน มีแต่หล่อนที่กำชัยชนะ ยิ่งเมื่อคิดว่าหล่อนมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับทหาร(การสงคราม) จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่หล่อนจะเป็นคนที่หาคลื่นเจอแถมคลื่นที่หล่อนรับได้ไม่ใช่อะไรนอกจากข่าวการหายตัวไปของผู้คน (ซึ่งหนึ่งในนั้นอาจจะเป็นคนที่ถูกสามีของหล่อนทุบตายเมื่อคืน)

 

หากกรอบที่ใหญ่ที่สุดซึ่งครอบทุกคนไว้คือวัฏสงสารอันวนเวียนไม่รู้จบ เรื่องเล่าของแม่นกน้อย ไม่ได้จบตรงนั้น มันวนกลับมาเกิดใหม่ในรูปแบบอื่นเมื่อเทียบเคียงกับชีวิตของพี่สาวของSOMA การเกิดและตายในหนังคือวงจรอุบาทว์ที่อยู่ใกล้ชิดกันอย่างรุนแรง ในฉากต้น BATTI และ LATA แอบเห็นชายหนุ่มร่วมรักกับหญิงท้องแก่ สัญฯของกำหนัดและกำเนิดชิดใกล้กัน การณ์ต่อมา BATTI(ผู้ซึ่งเป็นเด็กคนเดียวในเรื่อง จึงกหมายความว่าเธอถือครองภาวะการเจริญเติบโตได้)  ถามเรื่องการโตเป็นผู้ใหญ่กับพี่สาวของSOMA เธอกำลังได้รับคำอธิบายว่าเธอจะโตขึ้นเป็นสาวไม่เป็นคนแคระเหมือนแม่นกน้อย ภาพตัดกระชากไปหาฉkกการแบกศพกลางฝนในบัดดล และยิ่งโหดเหี้ยมมากขึ้นเพราะศพนั้นคือศพของหญิงท้องแก่ ความตายเดินทางมาถึงก่อนการกำเนิด ที่แท้มันผูกอยู่ด้วยกันเป็นห่วงโซ่ วนเวียนไม่รู้จบเช่นเดียวกับนาฏกรรมของแม่นกน้อย

 

 

หากเป็นเช่นนั้นเราอาจบอกในอีกทางหนึ่งได้ว่า ตัวละครเหล่านั้นคือผู้ติดบ่วงเป้นตัวแทนของมนุษย์สามัญ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า แผ่นดินต้องห้าม กลางทัศนียภาพไม่ใช่อื่นใดนอกจากโลกของเรา ยิงตัวละครถูกตัดขาดจากโลกภายนอก การดิ้นรนของตัวละครจึงไม่ต่างอะไรกับการเวียนว่ายไม่รู้จบในวัฏสงสารนั้นเอง

 

หมายเหตุ ROUGH LIST 2008

 

  1. กอด
  2. NOW SHOWING
  3. DIARY OF THE DEAD
  4. THE HEADLESS WOMAN
  5. MISTER LOENY
  6. I'M NOT THERE
  7. PAPER CANNOT WRAP UP THE EMBERS
  8. WENDY AND LUCY
  9. SILENT LIGHT
  10. จอมโหดมนุษย์ซีอิ้ว
  11. SUMMER HOURS
  12. CARGO 200

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อยากดู forsaken land น่าดู

#1 By หญิงป่าน (161.200.255.162) on 2008-12-24 16:27

ว้าว หากไม่นับหนังคงเดช Now Showing คือที่สุดแห่งปีรึนี่

เห็นความยาวของหนังผมก็ถอดใจแล้วครับ แหะๆ

#2 By eak early : เอกเช้า on 2008-12-24 20:37

ภาพสะท้อนใจมากเลยค่ะ

merry christmasนะคะconfused smile

#3 By ae on 2008-12-25 16:48

ดีใจมากๆจ้าที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ เพราะเราลืม “เนื้อเรื่อง” ของหนังไปเกือบหมดแล้วหลังจากเวลาผ่านไปไม่กี่ปี แต่ยังจำความรู้สึกอันรุนแรงที่มีต่อ “ชีวิต hia hia” ในหนังเรื่องนี้ได้

พูดถึงหนังที่โดนสถานทูตประเทศตัวเองด่าแล้ว ก็เลยทำให้นึกถึงหนังดังต่อไปนี้ด้วย หนังเหล่านี้เคยมาฉาย (หรือเกือบได้ฉาย) ในเทศกาลในกรุงเทพ แต่กลับถูกสถานทูตประเทศตัวเองประณาม

1.THE BARBECUE PEOPLE (2003, Yossi Madmoni + David Ofek, Israel, A++++++++++)

2.SEVEN DAYS, SEVEN NIGHTS (2003, Joel Cano, Cuba, A++++++++++)

3.PERSEPOLIS (Iran)

#4 By MdS (58.136.25.229) on 2008-12-26 23:46

ชอบมากเลยๆๆ

#5 By ท่อตัน (125.25.83.103) on 2009-01-14 06:13