หมายเหตุ : บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของหนัง  และไม่ใช่บทความวิจารณ์หนังเรื่องนี้ เพราะผมต้องการพูดถึงเฉพาะส่วนกลางของเรื่อง และแน่นอนพูดถึงอย่างมีฉันทาคติต่อ คงเดช จาตุรันต์รัศมี คนเขียนบทมากๆ

 

ที่จริงแล้ว HAPPY BIRTHDAY เป็นหนังรักที่เต็มไปด้วยช่องโหว่มากมาย ทั้งในแง่ของบท และการกำกับ ตัวเรื่องมันเบาโหวง และสร้างความเชื่อในความสัมพันธ์ของตัวเอกไม่ได้ แม้จะใช้ภาพทิวทัศน์สวยๆ(ซึ่งมักจะถูกใช้เป็นตัวช่วยนำพาอารมณ์ในหนังรักที่มีปัญหาเรื่องการสร้างความเชื่อให้กับความรักของตัวละครหลัก) ดาราหน้าตาดี ที่มีแคมีรับส่งกันในระดับสูง แต่มันก็ดูโหวงๆอยู่ดี ครึ่งแรกของหนังเหือบจะเป็นรายการสารคดีท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอนกลายๆ เพียงอาศัยเรื่องรักกุ๊กกิ๊กมาช่วยเดินเรื่องให้เข้าถึง ปางอุ๋ง หมู่บ้านรักไทยได้สวยงามขึ้นเท่านั้น ทันทีที่อุบัติเหตุเกิดขึ้นมันอาจสร้างความตื่นตระหนกได้  แต่มันไม่สามารถสร้างความเสียใจลึกซึ้งจนถึงขนาดที่จะยอมรับในช่วงที่สองของหนัง  หนำซ้ำฉากจบของหนังยังพาหนังทั้งเรื่องดิ่งลงเหวของห้าสิบปีต่อมาอย่างช่วยไม่ได้ (แม้จะไม่ถึงขั้นฮาแตกแบบ ยี่สิบห้าปีต่อมาของ เพื่อน ..กูรักมึงว่ะก็ตาม)

 

อย่างไรก็ตามนี่ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้ ในความเป็นจริงหลังจากออกจากโรงจนถึงตอนนี้ผมก็ยังเฝ้าครุ่นคิดวนเวียนถึงหนังอยู่  และโดยส่วนตัวผมพบว่านี่เป็นหนังที่ผมชอบมากเรื่องหนึ่ง เพียงแต่ขออนุญาติจำกัดความชอบของตัวเองไว้เฉพาะกับช่วงกลางของหนังอย่างแยกส่วนซึ่งมันโดดออกมาจากหนังทั้งเรื่อง และแข็งแรงพอจะเป็นหนังหนักแน่นอีกเรื่องหนึ่งได้เลย

 

อดคิดไม่ได้ว่าช่วงกลางของเรื่องถือเป็นเของคงเดช(ในฐานะผู้เขียนบท) จริงๆในขณะที่เรื่องช่วงต้นเป็นการพบกันของเต็นกับเภา จนกระทั่งเภาถูกรถชน  จากนั้นเต็นก็ตัดสินใจรับผิดชอบชีวิตที่นอนเป็นผักของเภาหลังจากพ่อแม่ตัดสินใจจะถอดสายออกซิเจนออก เขาใช้เงินทั้งหมดที่ตัวเองมีไปกับการรักษาพยาบาล ถึงขั้นต้องโดนให้ออกจากงานเพราะเป็นห่วงเภามากกว่างาน หลังจากที่ตั้งท่าจะเป็นหนังรักเรียกน้ำตามาตลอด ในช่วงที่สองหนังกลับดิ่งลงไปในความเข้มข้นอันหม่นมืด  หนังแสดงภาพของคนที่ต้องดูแลคนป่วยที่นอนสลบไสลไม่ได้สติ  แม้เอาเข้าจริงหนังออกจะโกงด้วยการให้ผมเห็นเภานอนสวยตลอดเวลาทั้งๆที่จริงแล้วการดูแลคนป่วยแบบนั้นจะต้องผเชิญกับปัญหาทางการยภาพไม่รู้จบ  แต่สภาพในหนังก็สะอาดเอี่ยมทั้งผู้ป่วยและตัวบ้านจนเกินกว่าจะเชื่ว่าเต็นทำได้โดยตัวคนเดียว(ต่อให้ออกจากงานมาแล้วก็ตาม) จริงๆถ้าหนังกลาหาญมากพอที่จะแสดงภาพจริงๆของการดูแลคนป่วย ความสกปรกที่มากกว่าแค่ผ่าเปื้อนประจำเดือนและปัจจัยจุกจิกมากมายผมอาจเข้มข้นกับความรู้สึกของเต็นมากกว่าที่เห็น

 

อย่างไรก็จตามประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าในที่สุด เต็นก็เริ่มรับมือกับปัญหาได้ ในช่วงนี้เองที่หนังเริ่มหม่นมืดแบบหนังของคงเดช หนังแสดงภาพของเต็นในฐานะคนที่คิดว่าคนรักของตนเองที่นอนไม่ได้สตินั้นลุกขึ้นมาใช้ชีวิตร่วมกัน  เขาพาเธอไปไหนต่อไหนทั้งๆที่เธอได้แต่นอนบนเตียงไม่รู้สึกรู้สมอะไร ความหลุดออกจากความจริงของตัวละครในช่วงนี้ไม่ได้ต่างกับ เพลงเก่าของบนรถแทกซี่ของสมบัติ ดีพร้อม หรือแขนที่สามของไอ้ขวาน (หรือจะนับเอาซอมบี้ที่เอาแต่ซ่อมร่างกายตนเองใน ‘รักเปื่อย'เข้าไปด้วยก็ได้)   คนประหลาดในโลกของคงเดช เป็นตัวละครที่ไม่ได้เลือกจะหมุนไปตามโลก หากเลือกจะขังตัวเองไว้ในโลกภายใน  เทียบกับบรรทัดฐานสังคมที่ต้องการให้ทุกคนเดินหน้าต่อไป ใช้ชีวิตอย่างเป็น ‘ปกติสุข' คนเหล่านี้ถูกจัดประเภทเป็นพวก ‘ครึ่งโง่ครึ่งบ้า'และถูกมองอย่างตัวประหลาด  และสุดท้ายถูกกำจัด ถูกกบังคบให้เข้ากรอบ เดินตามเส้น ทั้งในฐานะคนชั้นล่าง (สมบัติ) คนธรรมดา (ขวาน) และคนชั้นกลาง  แบบเต็น ซึ่งต้องรู้จักปล่อยวาง ลืมเธอเสีย ‘ปล่อยเธอไป'แล้วใช้ชีวิตต่อ

 

โดยสามัญหนังในทำนองนี้มักเลือกจบโดยการให้เต็นเรียนรู้ที่จะปล่อยวางและมีชีวิตอยู่ต่อไป หนังจบแบเต็นถอดสายเภาตาย เต็นก้าวไปข้างหน้า ซึ่งก็เป็นตอนจบแบบที่มันควรเป็น อย่างไรก็ตามพงษ์พัฒน์ (หรือคงเดช) กลับเลือกให้ตัวละครเป้นไปในทิศตรงกันข้าม  เต็นกลายเป็นคนยึดติดและเริ่มมีชีวิตอยู่กับร่างร้สติของเภา  มันฟังดูโรแมนติค (อาจจะสำหรับบางคน) ในขณะเดียวกันฟังดูมืดหม่น และกับบางคนฟังดูน่าขนลุกขนพองจนรับไม่ได้ คนแบบพ่อแม่ของเภา (ซึ่งกล่าวตามจริงว่ามีสิทธิ์ )จึงลุกขึ้นมาจัดการ

 

ย้อนกลับไปที่คำว่า ‘ปล่อยเธอไป'สักเล็กน้อย ผมคิดว่าคำนี้น่าสนใจมากพอที่จะเอามาถกต่อ หนังเองก็เล่นกับประเด็นนี้ไว้น่าสนใจมาก (แต่น่าเสียดายที่ไม่ยอมไปให้สุดทาง) อะไรคือการยื้อไว้และปล่อยเธอไป  หนังแสดงภาพว่า การตายทางการแพทย์คือการที่ก้านสมองตาย ในขณะเดียวกันวิทยาการเทคโนโลยีทำให้ผมสามารถยื้อชีวิตไว้ได้โดยเครื่องช่วยหายใจ ถ้าเช่นนั้นร่างที่อยู่ในเครื่งช่วยหายใจนับเป็นคนที่ยังอยู่หรือตายไปแล้ว  หากผมยึดหลักก้านสมองอย่างแท้จริง การใส่เครื่องช่วยหายใจแต่แรกก็เป็นเพียงการพยายามสร้างปอดเทียมหัวใจเทียมให้กับซากศพ  หากเป็นเช่นนั้นแล้ว การพยายามยืดชีวิตเธอไว้อีกเจ็ดวันในตอนต้นใยมิใช่เป็นเนื้อเดียวกับการไม่ยอม ‘ปล่อยเธอไป'ของเต็น

 

แน่นอนว่าหนังไม่ยอมเล่นลงลึกถึงภาวะของพ่อแม่ของเภาในช่วงเวลานั้น (อาจเพราะไม่มีเวลาหรือเพราะไม่ต้องการเน้น) ซึ่งนั่นทำให้พ่อแม่ของเภากลายเป็นผู้ร้ายกลายๆที่พรากเภาไปจากเต็น ในอีกทางหนึ่งก็เป็นผู้ใหญ่ที่รู้ว่าเมื่อไรความยื้หรือควรเลิก

 

แต่การกระทำของเต็นสั่นคลอนความหมายของการ ‘ปล่อยเธอไป'อย่างยิ่ง ในหนังปกติผมมักเข้าใจกันเอาเองว่าหลังจากดูแลมาชั่วระยะเวลาหนึ่งหากคนไข้ไม่ดีขึ้นผมก็ควร ‘ปล่อยเธอไป' แต่สิ่งนั้นคือการทำเพื่อคนไข้ หรือว่าที่จริงแล้วเป็นการทำเพื่อตัวเอง เพราะระยะเวลาจะสามารถเจือจางความรักอาลัยได้  คำว่า ‘ทำใจได้'ในทางหนึ่งจึงมีความหมายแบบเหี้ยมๆว่าในที่สุดเมื่อพวกญาติๆได้พากันตอบสนองจริยธรรมส่วนบุคคลจนเป็นที่พอใจ (เวลามากน้อยต่างกัน เจ็ดวันในกรณีของพ่อกับแม่ของเภา หรืออาจรวมถึงทั้งชีวิตของเต็น) ก็ถึงเวลาที่คนที่นอนเป็นผักจะต้องกล่าวคำอำลาแล้ว  คำว่า ‘ปล่อยเธอไป' หรือคำว่า ‘ปล่อยวางแล้วใช้ชีวิตต่อไป'เป็นเพียงการเล่นคำทางอักษรศาสตร์เพื่อไม่ให้ผู้พูดรู้สึกผิดบาปที่กำลังจะฆ่าคนรู้จักของตนเอง  แม้ว่านี่อาจเป็ฯการกล่าวร้ายเกินไป แต่มันก็น่าสนใจใคร่ครวญใช่หรือไม่ ในเมื่อก้านสมองตายคือตายทางการแพทย์ สิ่งใดคือตัวกำหนดระยะเวลาการยื้อ(ในกรณีของเภาน่าสนใจขึ้นไปอีกว่าไม่ใช่เศรษฐานะ เพราะเต็นยินดีทำทุกอย่างแล้ว โดยพ่อกับแม่ของเภาไม่ต้องรับผิดชอบ แต่นั่นยังไม่เพียงพอ)  การทำดีที่สุดในการยื้อชีวิตคนที่ผมรักอยู่ตรงไหน หรือที่จริงความรักของผมไม่ได้สะท้อนอะไรนอกจากตัวของผมผู้รักนั่นเอง

 

ฉากขึ้นศาลในตอนท้ายจึงกลายเป็นฉากที่เจ็บปวดสำหรับผมพอสมควร (ฉากที่รุนแรงกว่าและทำให้ผมเกือบร้องให้ คือฉากที่เต็นกลับมาจากห้างแล้วเจอรถตำรวจ ราวกับหลุดออกมาจากหนังของคงเดชจริงๆ) การที่คนซึ่งเคยรักใคร่ชอบพอกันต้องมาทำร้ายกันเพราะต่างคนต่างอ้างสิทธิ์ในร่างที่นอนสลบไสล และต้องให้กฏหมายตัดสินทน เป็นเรื่องซึ่งทั้งเจ็บปวดเกินไปและอนาถเกินไป (การแสดงของอนันดาในฉากนี้กระทบใจผมมาก ทั้งที่มันฟูมฟายเอามากๆ)

 

กล่าวตามความสัตย์ ผมเขียนถึงหนังเรื่องนี้เพราะโดยส่วนตัวผมอาจจะทำเหมือนเต็นไม่ก็ไม่ทำเลย (ปลดสายตั้งแต่วันแรก ) แม้ตอนแรกคิดว่าจะเลือกอย่างหลัง แต่พอนั่งคิดดูว่าถ้าเป็นสถาณการณ์จริงผมก็อาจจะไม่สามารถถอดท่อได้  แต่ผมรู้สึกว่าหากมีคนเป็นอย่างเต็นจริงๆ(ในสังคมจริงๆนั้นมี และพวกเขาก็ดิ้นรนอย่างเงียบเชียบอยู่โดยไม่ได้ร้องขอความเห็นใจหรือร้องขอให้ใครบอกให้ปล่อยไป ) ผมก็อยากสนับสนุน  คนทุกแบบควรมีที่ยืนในสังคมโดยไม่ต้องเอาบรรทัดฐานของคนอื่นมาบีบบังคับ

 

อยากเขียนถึงแค่ส่วนครึ่งชั่วโมงนี้ของหนัง และโดยส่วนตัวแม้หนังโดยรวมจะไม่ดีมาก แต่พอเอามาหักลบหลบหนี้กับครึ่งชั่วโมงนี้ผมก็ชอบหนังมากๆอยู่ดี ผมไม่ได้ทำหน้าที่นักวิจารณืที่ต้องการหนังสมบูรณ์แบบ ผมแค่ทำหน้าที่คนดูที่แค่รู้สึกfit in กับสถาณการณ์บางอย่างในหนัง หรือพูดให้ถูก แสวงหาโลกที่ผมมีพื้นที่เหยียบยืน โลกแบบของเต็นที่เดียวดายในบ้านดูแลร่างกายของเภานั่นแหละ

 

หมายเหตุ :ชื่อบทความหยิบมาจากชื่อเรื่องสั้นของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ซึ่งเป็นชื่อหนังสือรวมเรื่องสั้นสึนามิของนักเขียนฝั่งอันดามันที่ยังอยู่ระหว่างการจัดพิมพ์

หมายเหตุ 2 :หนังเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงหนังหลายๆเรื่องดังนี้

หนึ่งคือ TO GILLIAN ON HER 37th BIRTHDAY หนังเล่าเรื่องผู้ชายเมียตายที่ยังพูดคุยกัยเมียที่ตายไปแล้วอยู่ตลอดเวลา ต่อมา เขาถูกคนรอบข้างบังคับให้เลิกพูดกับเธอ เลิกมองเห็นเธอ เพราะมันทำให้เขาดูบ้าและมันกดดันลูกสาวของเขาซึ่งอยากเจอแม่ แต่ไม่เห็นเหมือนพ่อ ฉากที่เขานั่งคุยกับภรรยาเป็ฯครั้งสุดท้ายว่าจะไม่เจอกันอีกแล้วเพื่อลูกเป็นยฉากที่เจ็บปวดมากพอๆกับฉากที่ลูกสาว (รับบทโดย แคลร์ เดนส์) พยายามเพ่งหาแม่

สองคือ TRULY , MADLY, DEEPLY หนังของแอนโทนี่ มิงเกลล่า ทีเล่าเรื่องวิญญาณของสามีที่ตายไปแล้วกลับมาอยู่ร่วมกับภรรยาและค่อยๆส่งเธอไปสู่ชีวิตใหม่ ฉากที่จี๊ดมากคือนางเอกบอกว่า เธอได้ยินเข้ามากระซิบ แต่ไม่ใช่คำรัก เป็นคำเตือนแบบให้เธอล๊อคประตูหือ ระวังตอนข้ามถนน รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องของความรักมากๆ

สามคือ REIGN OVER ME  อดัม แซนด์เลอร์เล่นเป็นผู้ชายเมียตายที่ไม่ยอมทำเป็นลืมทุกคนในชีวิตและเอาแต่เล่นเกม ฉากที่เขาบอกพ่อตาแม่ยาย ว่า คุณจะมาบอกให้ผมดูรูปเมียได้ยังไง ในเมื่อผมเห็นเธอในทุกที่ที่ผมไป ในทุกคนที่เดินผ่านมา

สี่ ชีวิตของเภาทำให้นึกถึง  THE DIVING BELL AND THE BUTTERFLY มากๆ

 ภาพจากเวบ เด็กหนังครับ

สุดท้าย ชอบน้องแอมมากๆๆๆๆๆ

 

 


เธอคือความฝัน - พราว

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ผม ก็ว่าช่วงที่มีความสุข กับการอยู่กับเภาตอนเป็นผัก

มันหลอนมาก ไม่หวานเลยมืดหม่น
บทก็อ่อนไปไปกี่เดือนรักมากขนาดนี้


แต่ผมชอบนะน้ำตาไหลเลยยย

(ปล.ตอนที่พี่ดูมีคนขำแบบไม่น่าขำฉากนั้นมั้ยครับ ผมเซ็งมาก)sad smile

#1 By dong=ดอง,โด่ง on 2008-12-23 00:22

แต่นั่งคิดไปมากำลังเป็นช่วงที่หวานที่สุดของการมีความรัก
อาจเป็นไปได้ก็ได้การที่จะยอมดูแล

#2 By dong=ดอง,โด่ง on 2008-12-23 00:27

ยังไม่ได้ดูครับ เลยอ่านแบบข้ามๆ
แต่เห็นเอ่ยถึงการเขียนบทของคงเดชทำให้นึกถึงเรื่อง Me...Myself
ซึ่งผมว่าส่วนที่อ่อนที่สุดก็คือ บท นี่ล่ะ

มีเรื่อง กอด ครับที่ผมว่าลงตัวที่สุด


ปล.เห็นเรื่องสั้นลงในช่อการะเกดด้วย ยินดีด้วยครับ big smile

#3 By aloneagain (124.120.28.73) on 2008-12-23 00:43

ยังไม่ได้ดูหนังนะครับ

แต่ประเด็นที่คุณเขียนมาทำให้ผมนึกถึงหนังสือเล่มนึงที่ชื่อว่า "ผมขอใช้สิทธิ์ที่จะตาย" ซึ่งเป็นหนังสือแปลมาและผมก็จำได้เพียงคร่าวๆ ว่าเนื้อหามันเกี่ยวกับการที่คนปกติคนหนึ่งต้องมาใช้ชีวิตโดยปราศจากร่างกายที่ขยับได้ ประสาทสัมผัสที่รู้สึกได้ และเขาต้องการความตายในขณะที่กฏหมายให้ไม่ได้

หนังสือนี้เล่นประเด็นด้านมุมมองของผู้ป่วยเป็นหลัก แต่ HBD นี่เล่นด้านผู้ดูแลเป็นหลัก บางทีมันก็กลับกันนะครับ ถ้าคิดว่าเภายังมีชีวิตอยู่ ยังรู้สึกตัวแต่ตอบสนองไม่ได้ เธอเองก็อาจจะปรารถนาให้ตนเองตายไปเหมือนกัน

เขียนซะยาวยืดเลยผม sad smile แถมไม่ตรงประเด็นเท่าไหร่

ชอบงานเขียนคุณนะครับ ติดตามอยู่เสมอและหวังว่าซักวันจะเขียนให้ได้อย่างนี้บ้าง

ปล. ย่อหน้าที่แปด แก้นิดนึงนะครับ ความหมายผิดอย่างแรง (เป็นความสุนัขไป)confused smile

#4 By Media Eater on 2008-12-23 00:52

ยังไม่ดูเช่นกันค่ะ แต่ก็อ่าน

เห็นด้วยกับประโยคนี้ --- คนทุกแบบควรมีที่ยืนในสังคมโดยไม่ต้องเอาบรรทัดฐานของคนอื่นมาบีบบังคับ

เป็นคนดูหนังที่อินกับบางเรื่องบางสถานการณ์ในหนังแล้วรู้สึกจี๊ดกับหนังมากๆ แม้จะเป็นหนังที่ใครๆ ก็ไม่ชอบก็ตาม

ยังไงก็จะไปดูล่ะน่ะ


surprised smile



ปล มีคนบอกเรื่องความสุนัขแล้ว ตอนแรกอ่านก็สะดุ้งเล็กๆ เราอ่านผิดรึไม่เข้าใจความหมายหว่า อิอิ

#5 By -- กำพล -- on 2008-12-23 04:48

Hot!ไปดูมาแล้วเช่นกัน

กำลังรออ่านอยู่ว่าคุณจะเขียนถึงเรื่องนี้มั้ย...

ประเด๋วมาอ่านทั้งหมด

เราก็รู้สึกคล้ายๆกัน

#7 By NiDA MAilO on 2008-12-23 12:13

ตอบคุณ ALONEAGAIN ขอบคุณมากครับ

ตอบคุณMEDIA EATER แก้แล้วครับ ขอบคุณมากครับที่เตือนมา big smile

#8 By filmsick on 2008-12-23 12:27

ยังไม่ได้ดูนะครับ พอดีเป็นคนบ่อน้ำตาตื้น
เรานั่งคุยกับแฟนหลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ
สิ่งหนึ่งที่เราบอกแฟน หลังจากดูจบคือ เราไม่ค่อยปลื้มหนังเรื่องนี้ (จริงๆคือเฉพาะตอนจบ) แต่เมื่อมาถก มาคุยประเด็นกันต่อ เราพบว่า เราชอบเรื่องนี้นะ มันทำให้เราคิดอะไร มองอะไรในมุมที่มองข้ามไปได้หลายอย่างเลย

เพื่อนถามเราว่า ถ้าเราเป็นเต็น เราจะทำยังไง เราบอกว่า รอดูอาการก่อน แล้วค่อยถอดสายออก อารมณ์ตรงนี้มันเหมือน เราเลือกความตายให้เภา หรือเปรียบเหมือนลูกที่ยังไม่รู้ความ แต่ต้องถูกพ่อแม่เลือกให้ตาย หรือหมาแมวที่มันป่วย แล้วเจ้าของก็บอกให้สัตวแพทย์ ทำให้มัน "หลับ" ไปตลอดกาล ทั้งๆที่มันอาจยังไม่อยากตายก็ได้

ระหว่างดูหนัง เราคิดว่า ใช่ เต็นรักเภา แต่เต็นยื้อเภาไว้ เพราะต้องการเอาชนะหรือเปล่า เอาชนะว่า เต็นสามารถรักษาสัญญาได้ รักษาคำพูดได้ โดยที่ไม่รู้ว่า อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเภา (ในขณะนั้น ที่เภาควรไปสบาย สู่สุคติได้แล้ว)

สิ่งที่เต็นทำกับเภา ปฏิเสธไม่ได้ ว่ามันคือความรัก แต่ เต็นและเภา เป็นเพียงแค่แฟนกัน ไม่ใช่สามีภรรยากัน หน้าที่ที่เต็นดูแลเภา ถึงขั้นเปลี่ยนผ้าอนามัยนั้น ณ จุดๆหนึ่ง คงไม่มีพ่อแม่คนไหน ยอมเห็นลูกถูกเห็นอวัยวะ มีคนมาเช็ดประจำเดือนให้ ทั้งๆที่ยังไม่ได้แต่งงานกันเป็นแน่ เราไม่นับรวมค่านิยมที่ว่าคนเป็นแฟนต้องมีอะไรกัน เพราะยังไงพ่อแม่ ก็มองอะไรด้านเดียวอยู่แล้ว แน่นอนว่าเขาไม่มารับรู้ค่านิยมสมัยใหม่กับเราด้วยหรอก

ในขณะดูหนัง เราไม่ชอบที่พ่อแม่ มาทำเป็น เห้ยไม่ได้ ไม่ให้ดูแลลูกสาวฉันแล้ว ทั้งๆที่พวกเขาเป็นคนเซ้นสัญญาส่งมอบอำนาจในการดูแลให้เต็นแล้ว แต่ก็นะ เราเข้าใจความรู้สึกตรงนั้น ของคนเป็นพ่อแม่ด้วย

รวมๆแล้ว เราไม่ชอบตอนจบ หากต้องการรักษาสัญญา เขียนให้เต็นเลือกไปแต่งงานใหม่ มีชีวิตอย่างมีความสุขเผื่อเภา น่าจะดีกว่า เมื่อถึงเวลาฝนดาวตก ก็ให้เขาพูดกับลูกหรือกับภรรยา ถึงสิ่งที่เภาบอกเขาก็ได้

เภาเคยพูดประโยคนึงกับเต็นว่า "สิ่งที่พวกเราเขียน นอกจากเราสองคนแล้ว มันจะส่งไปถึงคนอื่นๆไหม"

ฉากดูฝนดาวตก สิ่งที่พวกเภากับเต็นเขียนนั้น ส่งไปถึงคนอื่นๆแล้ว

ปล. หนูเขียนตามความคิด ความรู้สึกของหนู อย่าซีเรียสกับมันนะคะ
ปล.2 หนังเรื่องนี้ ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่ชอบเหมือนกัน

#10 By NiDA MAilO on 2008-12-23 13:27

ง่า
หนูเขียนยาวเกินไปแว้ววว ขอโทษค๊าบบบ

#11 By NiDA MAilO on 2008-12-23 13:29

ผมว่าหนังน่าจะจบตั้งแต่ตอนที่นักท่องเที่ยวไปเที่ยวตามสถานที่ของสองคนนี้ มันดูซึ้งกว่าเยอะ ที่เห็นภาพเต็นดูแลเภาตอนแก่

แถมหนังยังใส่ช่วงเวลาน่าเบื่อ มากมาย ไม่ควรมีฉากขึ้นศาลเลย มันทำให้มองดูว่า เต็น ไม่ได้เข้าใจในความรัก

กะว่าน้ำตาจะไหล แต่กลับไม่ไหลสักนิด

#12 By tiramisu (58.8.121.12) on 2008-12-23 17:35

อ่านข้ามโลด เพราะยังไม่ได้ดู
หากดูแล้วจะกลับมาอ่านครับ

#13 By eak early : เอกเช้า on 2008-12-23 20:47

ผมเชื่อเช่นกันครับว่ามันมีคนประเภทนี้อยู่จริงๆ ทำให้ผมเชื่อกับการกระทำของเต็น และเจ็บปวดกับคำว่า "ปล่อยเธอไป" มาก (ผมชอบประเด็นนี้ที่คุณ filmsick เขียนไว้มากครับ)

การรักใครซักคนจนสติหลุดนี่ผมว่ามันเจ็บปวดมาก (ที่ซึ่งผมก็ไม่เชื่อว่าผมสามารถทำได้)

ชอบหนังเรื่องนี้ครับ (เว้นตอนจบ)


#14 By Seam - C on 2008-12-24 11:01

หนังเรื่องนี้ก็ดีนะคะ แต่บทอ่อนเหมือนที่คุณว่าแหละค่ะ พอดูหนังจบเรากับแฟนก็เอามานั่งถกกันเหมือนกัน แล้วเค้าก็บอกว่าเห็นแล้ว นึกถึงเรื่องอุบัติเหตุ แล้วก็บอกให้เราขับรถดีๆ ดูแล้วจะเป็นห่วงกันมากขึ้นค่ะ

#15 By jujin (58.147.46.150) on 2008-12-24 12:44

สิ่งที่เป็นคงเดชมาก ๆ คือฉากจบ จบแบบกึ่งจริงกึ่งฝัน แต่มันไม่ใช่ และจบแบบนี้ทำไมอ่ะ ทุกเรื่องเลย และสิ่งที่คงเดชมาก ๆ คือ ต้องนึกถึงเรื่องอะไรสักอย่างได้ตลอดเวลา ในแง่พลอตโดยรวม หรือในแง่เห็นในหนังเรื่องอื่นมาแล้ว เช่น Talk to Her เถียนมี่มี่ April Snow sad smile

#16 By ธัญสก on 2008-12-25 16:40

โดยรวมแล้วผมชอบเรื่องนี้มากกว่าเฉิ่มนะ ถ้าเทียบในอารมณ์ที่มีการกระโดไม่ต่างกัน เพราะเรื่องนี้ไม่เรื่องของการปล่อยไม่ปล่อย แต่มันเป็นเรื่องของ "ความรักไม่มีวันหมดอายุ" ไม่ต่างจากวงเวียนที่หน้าบ้านเต็น มันๆไม่ใช่การวนกับความเจ็บปวดที่วนไปเรื่อยๆ แต่มันหมายถึงความรักที่ยังไงก็ไม่มีวันหมด เหมือนวงล้อจานโซ่ของจักรยานที่สุดท้ายก็วนกลับมาที่เดิมหาจุดสิ้นสุดไม่เจอ ไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่มันคือความรัก ถ้ามองในแง่มุมนี้ ฉากช่วงท้ายๆจะไม่รู้สึกกระตุกเลยแม่แต่น้อยครับ...****1/2...อนันดาสุดยอดมาก ข้าน้อยขอซูฮกconfused smile

#17 By ปัด (125.27.89.136) on 2008-12-26 10:27

เรื่องเล่านี้เกิดขึ้นกับผมในชีวิตจริง

มันเป็นวันเวลาที่ผมแสนจะขมขื่น

ตอนนี้ผมอายุ 15ปี จะ 16 ปีแล้ว

แต่ก็นะเรื่องที่เกิดมันย้อนหลังไปได้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

ตอนนั้นผมยังอยู่ ม.3

ผมก้ได้ไปเจอกับผู้หญิงในเกม

ซึ่งเป็นการพบกันแบบบังเอิญ

โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ

เพราะตอนที่ผมเจออ่ะ ผเจอในเกม ชื่อว่าเกม

Ragnarok

ก็นะ ผมก็คิดว่าเธอคงไม่ใช่ผู้หญิงหรอก

ผู้ชายเล่นตัวผู้หญิงมีถมเถไป

แต่ผมก็ช่วยเธอพาไปทำไรหลายอย่างในเกมอ่ะนะ

จนผมได้รู้ชื่อของเธอ

ก็คุยกับเธอแล้วสนุกดี

ก็เลยลองขอเมลย์เธอดู วันที่ผมพบเธอครั้งแรกเป็นวันที่

17 พฤษภาคม 2549 ล่ะมั้ง

อืมม์ผมก็ทำความรู้จักกับเธอ

คุยกับเธอไปซักพักจึงรู้ว่าเธออยู่จังหวัดอะไร

จังหวัดเธอกับของผมก็อยู่ภาคเดียวกันนี่แหละ

ก็ไม่ได้ห่างอะไรกันมากหรอก

ประมาณ 300 กม. ได้อ่ะครับ

คราวนี้ก็คุยไปซักพักก็เริ่มแลกเปลี่ยนเรื่องราวในชีวิต

ของต่างฝ่าย

ก็ได้รู้มาว่าเธออ่ะแอบชอบผู้ชายคนนึงแต่เธออ่ะไม่กล้า

บอกเขาล่ะมั้ง

ผมก็เชียร์ให้เธออ่ะ สารภาพรักไปเลย

ไม่ต้องกลัว

อืมม์เราก็ทำความรู้จักได้ซักพัก ผมก็รู้ว่าเธออ่ะ เป็นโรคประจำตัว

ซึ่งโรคนี้อ่ะเป้นโรคลูคีเมีย

ผมก็ไม่รุ้หรอกนะ ว่าโรคนี้อ่ะ ร้ายแรงแค่ไหน

แต่ก็ช่างเหอะนะ ผมกับเธอไม่ได้เคยเห็นหน้ากันด้วยซ้ำ

แค่คุยกันผ่าน ทาง ห้องแชท หรือหลายๆคนเรียกว่า MSN

ผมก็คุยกับเธอทำความรู้จักกับเธอ ได้ 4 - 5 เดือน

ได้มั้ง ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอรมพอดี

พี่ของผมเธอก็จะเรียนจบละ ผมจึงต้องไปช่วยเก็บของ

ซึ่ง ม. ที่พี่ผมอยู่อ่ะ อยุ่จังหวัดเดียวกะของเธอคนนั้น

ผมก็เลยนัดเธอ ไปเจกันอยู่ห้างชื่อดังอ่ะนะ

แต่ตอนนั้นผมไม่มีโทรศัพท์หรอก

ผมจึงได้แต่บอกสถานที่ และตอนนั้นผมก็ได้เห็นหน้าเธอ

แค่เพียงในรูปที่ตั้งอยู่ในดิสเพลยืก็เท่านั้น

แต่ผมก็เห็นนว่ามีคนคล้ายๆเธอ ยืนคอยใครอยุ่

แต่ผมก็ไม่ก็ไม่กล้าเข้าไปทัก

แต่เธอโคตรน่ารักเลย ผมก็เลยยิ่งไม่กล้าเข้าไปทัก

กลัวทักผิดจะขายหน้าเอาฃ

ก็เลยเอ้อ ตัดใจซะ สรุปคือผมกลับมาถึงบ้านของตน

แล้วลองคุยกะเธอดู

ปรากฏว่าคนที่ผมเหงเป็นเธอจริงๆ

ทั้งเสื้อผ้าและทรงผม

ผมจึงเสียดายที่ไม่ยอมเข้าไปทักให้แล้วเรื่อง

สรุปคือปีนั้นผมไม่ได้เห็นหน้าเธอเลย

ผมก็ถามๆเรื่องที่เธอชอบผู้ชายคนนั้นอยุ่รึป่าว

เพราะในใจผมอ่ะเริ่มรู้สึกชอบเธอขึ้นมานิดๆ

เพราะเธออ่ะ มีอะไรหลายๆอย่างที่เหมือนผม

และทุกวัน วันไหนที่ไม่ได้คุยกับเธออ่ะ

ผมรู้สึกว่าวันนั้น เป้นวันที่เงียบเหงาที่สุด

อืมเรื่องที่เธอชอบผู้ชายอีกคนอ่ะ

เธอก็บอกว่า เธอไม่กล้าบอกเขาหรอก

ปล่อยให้เขาดำเนินเรื่องต่อไปเถอะ

อืมม์ ผมก็ไม่รู้อะไรนะ ผมก็"ด้เชียร์เธอ ให้เธออ่ะ

สารภาพรักกับเขาซะ

อีกอย่างผมจะได้ หยุดชอบเธอ

เพราะนับวันเมื่อผมคุยกับเธอ ผมก็ยิ่ง

ชอบเธอมากเท่านั้น

แต่มีอยู่วันนึงมันเป็นวันที่ครอบครัวของผมอ่ะ

ไม่มีเงินที่จะจ่ายค่าเน็ทให้ผม

ผมจึงต้องถูกตัดการใช้เน็ทไป

จากนั้นผมก็ไม่ได้ติดต่อกับเธออีกเลย

ถึงผมจะมีเบอร์เธอก็ตาม

แต่ผมก็ไม่กล้าที่จะโทรไป

จนผมขึ้น ม.4

ประมาณ เทอรม 2

ผมจึงได้ต่อเน็ทอีกครั้ง เพราะตอนนั้น ผมรู้สึกว่า

ชีวิตวัยรุ่นของผม มันหมดไฟอีกแล้ว

ผมจึงอยากจะลองคุยกับคนที่ผมไม่ได้คุยมา

เป็นปี

ว่าเป็นยังไงบ้าง

ยังสบายดีอยู่รึเล่า

โรคที่เธอเป็นอาการดีขึ้นยัง

_______________________________


ปล.

เรื่องในชีวิตของผมเหมือนกับหนังเรื่องนี้เลย โห๊ะๆๆๆ

#18 By No Name (222.123.200.243) on 2009-01-14 00:10