ROUGH CUT แฮปปี้ เบิร์ธเดย์(พงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง /2008) : ธรรมชาติของการตาย*
posted on 22 Dec 2008 23:58 by filmsick in FILMFLU
หมายเหตุ : บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของหนัง และไม่ใช่บทความวิจารณ์หนังเรื่องนี้ เพราะผมต้องการพูดถึงเฉพาะส่วนกลางของเรื่อง และแน่นอนพูดถึงอย่างมีฉันทาคติต่อ คงเดช จาตุรันต์รัศมี คนเขียนบทมากๆ
ที่จริงแล้ว HAPPY BIRTHDAY เป็นหนังรักที่เต็มไปด้วยช่องโหว่มากมาย ทั้งในแง่ของบท และการกำกับ ตัวเรื่องมันเบาโหวง และสร้างความเชื่อในความสัมพันธ์ของตัวเอกไม่ได้ แม้จะใช้ภาพทิวทัศน์สวยๆ(ซึ่งมักจะถูกใช้เป็นตัวช่วยนำพาอารมณ์ในหนังรักที่มีปัญหาเรื่องการสร้างความเชื่อให้กับความรักของตัวละครหลัก) ดาราหน้าตาดี ที่มีแคมีรับส่งกันในระดับสูง แต่มันก็ดูโหวงๆอยู่ดี ครึ่งแรกของหนังเหือบจะเป็นรายการสารคดีท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอนกลายๆ เพียงอาศัยเรื่องรักกุ๊กกิ๊กมาช่วยเดินเรื่องให้เข้าถึง ปางอุ๋ง หมู่บ้านรักไทยได้สวยงามขึ้นเท่านั้น ทันทีที่อุบัติเหตุเกิดขึ้นมันอาจสร้างความตื่นตระหนกได้ แต่มันไม่สามารถสร้างความเสียใจลึกซึ้งจนถึงขนาดที่จะยอมรับในช่วงที่สองของหนัง หนำซ้ำฉากจบของหนังยังพาหนังทั้งเรื่องดิ่งลงเหวของห้าสิบปีต่อมาอย่างช่วยไม่ได้ (แม้จะไม่ถึงขั้นฮาแตกแบบ ยี่สิบห้าปีต่อมาของ เพื่อน ..กูรักมึงว่ะก็ตาม)
อย่างไรก็ตามนี่ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้ ในความเป็นจริงหลังจากออกจากโรงจนถึงตอนนี้ผมก็ยังเฝ้าครุ่นคิดวนเวียนถึงหนังอยู่ และโดยส่วนตัวผมพบว่านี่เป็นหนังที่ผมชอบมากเรื่องหนึ่ง เพียงแต่ขออนุญาติจำกัดความชอบของตัวเองไว้เฉพาะกับช่วงกลางของหนังอย่างแยกส่วนซึ่งมันโดดออกมาจากหนังทั้งเรื่อง และแข็งแรงพอจะเป็นหนังหนักแน่นอีกเรื่องหนึ่งได้เลย
อดคิดไม่ได้ว่าช่วงกลางของเรื่องถือเป็นเของคงเดช(ในฐานะผู้เขียนบท) จริงๆในขณะที่เรื่องช่วงต้นเป็นการพบกันของเต็นกับเภา จนกระทั่งเภาถูกรถชน จากนั้นเต็นก็ตัดสินใจรับผิดชอบชีวิตที่นอนเป็นผักของเภาหลังจากพ่อแม่ตัดสินใจจะถอดสายออกซิเจนออก เขาใช้เงินทั้งหมดที่ตัวเองมีไปกับการรักษาพยาบาล ถึงขั้นต้องโดนให้ออกจากงานเพราะเป็นห่วงเภามากกว่างาน หลังจากที่ตั้งท่าจะเป็นหนังรักเรียกน้ำตามาตลอด ในช่วงที่สองหนังกลับดิ่งลงไปในความเข้มข้นอันหม่นมืด หนังแสดงภาพของคนที่ต้องดูแลคนป่วยที่นอนสลบไสลไม่ได้สติ แม้เอาเข้าจริงหนังออกจะโกงด้วยการให้ผมเห็นเภานอนสวยตลอดเวลาทั้งๆที่จริงแล้วการดูแลคนป่วยแบบนั้นจะต้องผเชิญกับปัญหาทางการยภาพไม่รู้จบ แต่สภาพในหนังก็สะอาดเอี่ยมทั้งผู้ป่วยและตัวบ้านจนเกินกว่าจะเชื่ว่าเต็นทำได้โดยตัวคนเดียว(ต่อให้ออกจากงานมาแล้วก็ตาม) จริงๆถ้าหนังกลาหาญมากพอที่จะแสดงภาพจริงๆของการดูแลคนป่วย ความสกปรกที่มากกว่าแค่ผ่าเปื้อนประจำเดือนและปัจจัยจุกจิกมากมายผมอาจเข้มข้นกับความรู้สึกของเต็นมากกว่าที่เห็น
อย่างไรก็จตามประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าในที่สุด เต็นก็เริ่มรับมือกับปัญหาได้ ในช่วงนี้เองที่หนังเริ่มหม่นมืดแบบหนังของคงเดช หนังแสดงภาพของเต็นในฐานะคนที่คิดว่าคนรักของตนเองที่นอนไม่ได้สตินั้นลุกขึ้นมาใช้ชีวิตร่วมกัน เขาพาเธอไปไหนต่อไหนทั้งๆที่เธอได้แต่นอนบนเตียงไม่รู้สึกรู้สมอะไร ความหลุดออกจากความจริงของตัวละครในช่วงนี้ไม่ได้ต่างกับ เพลงเก่าของบนรถแทกซี่ของสมบัติ ดีพร้อม หรือแขนที่สามของไอ้ขวาน (หรือจะนับเอาซอมบี้ที่เอาแต่ซ่อมร่างกายตนเองใน ‘รักเปื่อย'เข้าไปด้วยก็ได้) คนประหลาดในโลกของคงเดช เป็นตัวละครที่ไม่ได้เลือกจะหมุนไปตามโลก หากเลือกจะขังตัวเองไว้ในโลกภายใน เทียบกับบรรทัดฐานสังคมที่ต้องการให้ทุกคนเดินหน้าต่อไป ใช้ชีวิตอย่างเป็น ‘ปกติสุข' คนเหล่านี้ถูกจัดประเภทเป็นพวก ‘ครึ่งโง่ครึ่งบ้า'และถูกมองอย่างตัวประหลาด และสุดท้ายถูกกำจัด ถูกกบังคบให้เข้ากรอบ เดินตามเส้น ทั้งในฐานะคนชั้นล่าง (สมบัติ) คนธรรมดา (ขวาน) และคนชั้นกลาง แบบเต็น ซึ่งต้องรู้จักปล่อยวาง ลืมเธอเสีย ‘ปล่อยเธอไป'แล้วใช้ชีวิตต่อ
โดยสามัญหนังในทำนองนี้มักเลือกจบโดยการให้เต็นเรียนรู้ที่จะปล่อยวางและมีชีวิตอยู่ต่อไป หนังจบแบเต็นถอดสายเภาตาย เต็นก้าวไปข้างหน้า ซึ่งก็เป็นตอนจบแบบที่มันควรเป็น อย่างไรก็ตามพงษ์พัฒน์ (หรือคงเดช) กลับเลือกให้ตัวละครเป้นไปในทิศตรงกันข้าม เต็นกลายเป็นคนยึดติดและเริ่มมีชีวิตอยู่กับร่างร้สติของเภา มันฟังดูโรแมนติค (อาจจะสำหรับบางคน) ในขณะเดียวกันฟังดูมืดหม่น และกับบางคนฟังดูน่าขนลุกขนพองจนรับไม่ได้ คนแบบพ่อแม่ของเภา (ซึ่งกล่าวตามจริงว่ามีสิทธิ์ )จึงลุกขึ้นมาจัดการ
ย้อนกลับไปที่คำว่า ‘ปล่อยเธอไป'สักเล็กน้อย ผมคิดว่าคำนี้น่าสนใจมากพอที่จะเอามาถกต่อ หนังเองก็เล่นกับประเด็นนี้ไว้น่าสนใจมาก (แต่น่าเสียดายที่ไม่ยอมไปให้สุดทาง) อะไรคือการยื้อไว้และปล่อยเธอไป หนังแสดงภาพว่า การตายทางการแพทย์คือการที่ก้านสมองตาย ในขณะเดียวกันวิทยาการเทคโนโลยีทำให้ผมสามารถยื้อชีวิตไว้ได้โดยเครื่องช่วยหายใจ ถ้าเช่นนั้นร่างที่อยู่ในเครื่งช่วยหายใจนับเป็นคนที่ยังอยู่หรือตายไปแล้ว หากผมยึดหลักก้านสมองอย่างแท้จริง การใส่เครื่องช่วยหายใจแต่แรกก็เป็นเพียงการพยายามสร้างปอดเทียมหัวใจเทียมให้กับซากศพ หากเป็นเช่นนั้นแล้ว การพยายามยืดชีวิตเธอไว้อีกเจ็ดวันในตอนต้นใยมิใช่เป็นเนื้อเดียวกับการไม่ยอม ‘ปล่อยเธอไป'ของเต็น
แน่นอนว่าหนังไม่ยอมเล่นลงลึกถึงภาวะของพ่อแม่ของเภาในช่วงเวลานั้น (อาจเพราะไม่มีเวลาหรือเพราะไม่ต้องการเน้น) ซึ่งนั่นทำให้พ่อแม่ของเภากลายเป็นผู้ร้ายกลายๆที่พรากเภาไปจากเต็น ในอีกทางหนึ่งก็เป็นผู้ใหญ่ที่รู้ว่าเมื่อไรความยื้หรือควรเลิก
แต่การกระทำของเต็นสั่นคลอนความหมายของการ ‘ปล่อยเธอไป'อย่างยิ่ง ในหนังปกติผมมักเข้าใจกันเอาเองว่าหลังจากดูแลมาชั่วระยะเวลาหนึ่งหากคนไข้ไม่ดีขึ้นผมก็ควร ‘ปล่อยเธอไป' แต่สิ่งนั้นคือการทำเพื่อคนไข้ หรือว่าที่จริงแล้วเป็นการทำเพื่อตัวเอง เพราะระยะเวลาจะสามารถเจือจางความรักอาลัยได้ คำว่า ‘ทำใจได้'ในทางหนึ่งจึงมีความหมายแบบเหี้ยมๆว่าในที่สุดเมื่อพวกญาติๆได้พากันตอบสนองจริยธรรมส่วนบุคคลจนเป็นที่พอใจ (เวลามากน้อยต่างกัน เจ็ดวันในกรณีของพ่อกับแม่ของเภา หรืออาจรวมถึงทั้งชีวิตของเต็น) ก็ถึงเวลาที่คนที่นอนเป็นผักจะต้องกล่าวคำอำลาแล้ว คำว่า ‘ปล่อยเธอไป' หรือคำว่า ‘ปล่อยวางแล้วใช้ชีวิตต่อไป'เป็นเพียงการเล่นคำทางอักษรศาสตร์เพื่อไม่ให้ผู้พูดรู้สึกผิดบาปที่กำลังจะฆ่าคนรู้จักของตนเอง แม้ว่านี่อาจเป็ฯการกล่าวร้ายเกินไป แต่มันก็น่าสนใจใคร่ครวญใช่หรือไม่ ในเมื่อก้านสมองตายคือตายทางการแพทย์ สิ่งใดคือตัวกำหนดระยะเวลาการยื้อ(ในกรณีของเภาน่าสนใจขึ้นไปอีกว่าไม่ใช่เศรษฐานะ เพราะเต็นยินดีทำทุกอย่างแล้ว โดยพ่อกับแม่ของเภาไม่ต้องรับผิดชอบ แต่นั่นยังไม่เพียงพอ) การทำดีที่สุดในการยื้อชีวิตคนที่ผมรักอยู่ตรงไหน หรือที่จริงความรักของผมไม่ได้สะท้อนอะไรนอกจากตัวของผมผู้รักนั่นเอง
ฉากขึ้นศาลในตอนท้ายจึงกลายเป็นฉากที่เจ็บปวดสำหรับผมพอสมควร (ฉากที่รุนแรงกว่าและทำให้ผมเกือบร้องให้ คือฉากที่เต็นกลับมาจากห้างแล้วเจอรถตำรวจ ราวกับหลุดออกมาจากหนังของคงเดชจริงๆ) การที่คนซึ่งเคยรักใคร่ชอบพอกันต้องมาทำร้ายกันเพราะต่างคนต่างอ้างสิทธิ์ในร่างที่นอนสลบไสล และต้องให้กฏหมายตัดสินทน เป็นเรื่องซึ่งทั้งเจ็บปวดเกินไปและอนาถเกินไป (การแสดงของอนันดาในฉากนี้กระทบใจผมมาก ทั้งที่มันฟูมฟายเอามากๆ)
กล่าวตามความสัตย์ ผมเขียนถึงหนังเรื่องนี้เพราะโดยส่วนตัวผมอาจจะทำเหมือนเต็นไม่ก็ไม่ทำเลย (ปลดสายตั้งแต่วันแรก ) แม้ตอนแรกคิดว่าจะเลือกอย่างหลัง แต่พอนั่งคิดดูว่าถ้าเป็นสถาณการณ์จริงผมก็อาจจะไม่สามารถถอดท่อได้ แต่ผมรู้สึกว่าหากมีคนเป็นอย่างเต็นจริงๆ(ในสังคมจริงๆนั้นมี และพวกเขาก็ดิ้นรนอย่างเงียบเชียบอยู่โดยไม่ได้ร้องขอความเห็นใจหรือร้องขอให้ใครบอกให้ปล่อยไป ) ผมก็อยากสนับสนุน คนทุกแบบควรมีที่ยืนในสังคมโดยไม่ต้องเอาบรรทัดฐานของคนอื่นมาบีบบังคับ
อยากเขียนถึงแค่ส่วนครึ่งชั่วโมงนี้ของหนัง และโดยส่วนตัวแม้หนังโดยรวมจะไม่ดีมาก แต่พอเอามาหักลบหลบหนี้กับครึ่งชั่วโมงนี้ผมก็ชอบหนังมากๆอยู่ดี ผมไม่ได้ทำหน้าที่นักวิจารณืที่ต้องการหนังสมบูรณ์แบบ ผมแค่ทำหน้าที่คนดูที่แค่รู้สึกfit in กับสถาณการณ์บางอย่างในหนัง หรือพูดให้ถูก แสวงหาโลกที่ผมมีพื้นที่เหยียบยืน โลกแบบของเต็นที่เดียวดายในบ้านดูแลร่างกายของเภานั่นแหละ
หมายเหตุ :ชื่อบทความหยิบมาจากชื่อเรื่องสั้นของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ซึ่งเป็นชื่อหนังสือรวมเรื่องสั้นสึนามิของนักเขียนฝั่งอันดามันที่ยังอยู่ระหว่างการจัดพิมพ์
หมายเหตุ 2 :หนังเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงหนังหลายๆเรื่องดังนี้
หนึ่งคือ TO GILLIAN ON HER 37th BIRTHDAY หนังเล่าเรื่องผู้ชายเมียตายที่ยังพูดคุยกัยเมียที่ตายไปแล้วอยู่ตลอดเวลา ต่อมา เขาถูกคนรอบข้างบังคับให้เลิกพูดกับเธอ เลิกมองเห็นเธอ เพราะมันทำให้เขาดูบ้าและมันกดดันลูกสาวของเขาซึ่งอยากเจอแม่ แต่ไม่เห็นเหมือนพ่อ ฉากที่เขานั่งคุยกับภรรยาเป็ฯครั้งสุดท้ายว่าจะไม่เจอกันอีกแล้วเพื่อลูกเป็นยฉากที่เจ็บปวดมากพอๆกับฉากที่ลูกสาว (รับบทโดย แคลร์ เดนส์) พยายามเพ่งหาแม่
สองคือ TRULY , MADLY, DEEPLY หนังของแอนโทนี่ มิงเกลล่า ทีเล่าเรื่องวิญญาณของสามีที่ตายไปแล้วกลับมาอยู่ร่วมกับภรรยาและค่อยๆส่งเธอไปสู่ชีวิตใหม่ ฉากที่จี๊ดมากคือนางเอกบอกว่า เธอได้ยินเข้ามากระซิบ แต่ไม่ใช่คำรัก เป็นคำเตือนแบบให้เธอล๊อคประตูหือ ระวังตอนข้ามถนน รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องของความรักมากๆ
สามคือ REIGN OVER ME อดัม แซนด์เลอร์เล่นเป็นผู้ชายเมียตายที่ไม่ยอมทำเป็นลืมทุกคนในชีวิตและเอาแต่เล่นเกม ฉากที่เขาบอกพ่อตาแม่ยาย ว่า คุณจะมาบอกให้ผมดูรูปเมียได้ยังไง ในเมื่อผมเห็นเธอในทุกที่ที่ผมไป ในทุกคนที่เดินผ่านมา
สี่ ชีวิตของเภาทำให้นึกถึง THE DIVING BELL AND THE BUTTERFLY มากๆ
ภาพจากเวบ เด็กหนังครับ
สุดท้าย ชอบน้องแอมมากๆๆๆๆๆ
เธอคือความฝัน - พราว


แถมไม่ตรงประเด็นเท่าไหร่
ไปดูมาแล้วเช่นกัน
มันหลอนมาก ไม่หวานเลยมืดหม่น
บทก็อ่อนไปไปกี่เดือนรักมากขนาดนี้
แต่ผมชอบนะน้ำตาไหลเลยยย
(ปล.ตอนที่พี่ดูมีคนขำแบบไม่น่าขำฉากนั้นมั้ยครับ ผมเซ็งมาก)
#1 By dong=ดอง,โด่ง on 2008-12-23 00:22