MY 18 HORRORS OF THE YEARS 2008
posted on 20 Dec 2008 14:05 by filmsick in FILMFLU
ปีที่แล้วผมใช้เวลาเกือบเดือนในการจัดอันดับหนังปลายปี ตามประสาคนมักมาก ปีนี้ยังไม่ได้เริ่มจัดอันดับอะไรอย่างเป็นทางการเลย แต่จู่ๆลิสต์ชุดนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวโดยไม่ได้ตั้งตัว หยิบมาจัดกันอย่างไม่เป็นทางการก่อนเลยดีกว่า
1.DIARY OF THE DEAD(GEORGE A. ROMERO /2007)
หนังเรื่องนี้คงไม่ได้ติดแค่อันดับหนังสยองขวัญแห่งปี แต่น่าจะติดอันดับหนังที่ชอบที่สุดในรอบปีด้วย เราดูหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ช่วงต้นปี ทั้งฉบับที่ดูก็เป็นฉบับซูม แต่ก็กลับตื่นเต้นกับหนัง ครุ่นคิดถึงหนัง อยู่ตลอดปี นับจนถึงปีนี้ โรเมโรอายุ 68 ปี แล้ว (เขาเกิดปี 1940) แต่เขายังคงทำหนังสยองขวัญ แบบ ANGRY YOUNG MEN อยู่ได้ น่าทึ่งมาก และโดยส่วนตัวเราพบว่าเขาเป็นผู้กำกับหนึ่งในไม่กี่คน ที่พูดถึงปัญหาร่วมสมัย (คุณไกรวุฒิเคยยกตัวอย่างผู้กำกับกลุ่มนี้เช่น อัสซายาส ที่หยิบโลกาภิวัฒน์ มาเล่นในหนังสามเรื่องหลังของเขา หรือ โครเนนเบิร์ก ที่เล่าความหลงไลในเทคโนโลยีของมนุษย์ หรือ คิโยชิ คุโรซาวะ ที่แสดงสภาวะแปลกแยกของมนุษย์ผ่านหนังผี ) อีกคนที่เราเห็นว่าเป็นแบบนี้คือ วิม เวนเดอรส์ เพราะในขณะที่ผู้กำกับร่วมรุ่น อย่าง แฮร์โซก หันมาสำรวจโลกโดยมีภายในตนเป็นศูนย์กลาง (เรารู้สึก(เอาเอง) ว่าผู้กำกับระดับปรมาจารย์จะเป็นแบบนี้ เช่นเดียวกับ ทาร์คอฟสกี้ เบริ์กแมน อันโตนิโอนี่ คุโรซาว่า เป็นการค้นหาแบบดิ่งลึกลงไปในตน ) แต่ลุงวิม ยังสนุกกับปัจจุบันขณะ หนังยุคต้นของลุงวิม อาจจะพูดเรื่องความแปลกอยกของคนหนุ่ม แต่หนังในยุคหลังๆอย่าง MILLION DOLLAR HOTEL หรือ LAND OF PLENTY ก็มีความสดแบบคนหนุ่มอยู่มาก ราวกับลุงวิมเป็นคนที่ตื่นเต้นเปิดรับกับสิ่งใหม่ ข่าวสารใหม่ๆ หรือกระทั่งเพลงสมัยใหม่ กระทั่งหนังอย่างPALERMO SHOOTING ที่คนเกลียดกันทั้งคานส์ เราเห็นตัวอย่างแล้วยังรู้สึกว่าน่าจะมีอะไรน่าสนใจ
กลับมาที่โรเมโร หนังเบญจภาคซอมบี้ของเขานับเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ของอเมริกาได้อย่างไม่ยากเย็น เขาอาจเริ่มต้นโวยความอยากทำหนังในวัยหนุ่ม แต่ NIGHT ก็สะท้อนภาพสังคมในขณะนั้น(อาจจะโดยไม่ตั้งใจ) โดยเฉพาะประเด็นการเหยียดสีผิว และการล่มสลายของnuclear family พอมา DAWN เขาก็วิพากษ์บริโภคนิยมในยุค 70's พอ DAY แม้หนังจะล้มเหลว แต่มันคือการวิพากษ์ การทหารและเทคโนโลยีในยุคเรแกน ที่น่าสนใจ ก่อนที่ LAND จะพุดถึงโลกในยุคสมัยPOST 911 และพอมาถึง DIARY เขาหยิบเอาวัฒนธรรมยูทูป ชีวิต เรียลลิตี้ ซึ่งเป็นเรื่องเกิดใหม่ในทศวรรษปัจจุบันมาใช้กับหนังซอมบี้ได้อย่างน่าทึ่ง
ซอมบี้ในหนังของโรเมโรเป็นตัวแทนสังคมอันลื่นไหลในแต่ละยุค ถ้าในNIGHT คือตัวแทนคนชั้นล่างซึ่งโดนคนชั้นกลางครอบงำ ใน DAWN คือตัวแทนคนที่บริโภคไม่ลืมหูลืมตา ในDAY คือผลผลิตของมนุษย์จากความชิบหายของเทคโนโลยี และในLAND เป็นตัวแทนผู้ก่อการร้าย คนชายขอบ ที่กลับมาเอาคืน ซอมบี้ใน DIARY เป็นเหมือนวัตถุที่ถูกถ่ายทำตลอดเวลา บางทีเราอาจจะบอกว่าซอมบี้เป็นได้ตั้งแต่บรรดาคนดังของปาปารัซซี่ จนกระทั่งตัวเราทุกคนที่มีความอยากเป็นดาราอยู่ในตัว ยิ่งเวลาดำเนินไปกองถ่ายสารคดีก็ยิ่งติดในบ่วงของการถ่ายทำสารคดี ที่ผูกอยู่กัยเส้นดายของความอยากเสพข่าวสารอย่างบ้าคลั่งในยุคปัจจุบัน หนังสะท้อนภาพความบ้าคลั่งของยุคข้อมูลข่าวสาร และยุคสมัยการสอดส่องผู้อื่นลงในหนังซอมบี้ได้อย่างน่าตื่นเต้นเถมในขณะเดียวกัน ในFILM COMMENT ก็มีคนวิเคราะห์หนังในแง่โครงสร้างของหนังทั้งชุดไว้น่าสนใจมากว่าเป็นหนังROAD MOVIE WITH 5 STOPS ในบทความนั้นสรุปว่าการที่หนังมาจบที่บ้านนางเอกเป็นการย้อนรอยมาทำลายNUCLEAR FAMILY แบบในภาคแรก
แต่ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีประเด็นทางสังคม เราคิดว่ามันเป็นหนังซอมบี้ที่ ‘มันส์ชิบหาย' สำหรับเราเรื่องหนึ่งด้วย
อยากเขียนถึงหนังยาวๆอีกที(นี่ยังยาวไม่พอ)หลังจากได้ดูอีกรอบ และรอคอยภาค 6ของหนังด้วยใจระทึก
2.THE STRANGERS (BRYAN BERTINO / 2008)
เนื้อของหนังมีแค่หญิงชายคู่หนึ่งถูกฆาตกรโรคจิตไล่ฆ่าในบ้านตัวเองพวกเขาถูกฆ่าโหด จบ หนังเรื่องแรกของBRYAN BERTINO อีกหนึ่งหนุ่มที่เป็นศิษย์ครูพักลักจำของโทบี้ ฮูเปอร์ และ TEXAS CHAINSAW ต้นฉบับ (เขาออกปากเองในบทสัมภาษณ์) โดยส่วนตัวในทางเทคนิค นี่เป็นหนังเชือด ที่น่าสนใจในเชิงเทคนิคมากๆ ด้วยการที่หนังเดินตามขนบหนังเชือดทุกประการ เว้นเพียงข้อเดียวคือหนังไม่มีตัวละครฉลาดๆ ในขณะเดียวกันก็ไม่มีตัวละครน่าตายด้วย แทบทั้งเรื่องหนังเล่นกันอยู่สองคน โดยที่เราจะไม่รู้ที่มาที่ไปของสองคนนี้มากนัก (ข้อนี้น่าจะเป็นสายพันธุ์จาก TEXAS CHAINSAW ) เรารู้แค่พวกเขาเป็นคู่หนุ่มสาวที่กำลังมีปัญหากันเพราะฝ่ายชายขอแต่งแต่ฝ่ายหญิงปฏิเสธ จากนั้นพวกเขาตาย หนังเล่าเรื่องตามขั้นตอนลำดับคงรูปหนังเชือด แต่ในขณะเดียวกัน หนังก็ลดทอนความฟูมฟายโฉ่งฉ่างแบบหนังเชือด หนั้งไม่มีผีตกใจ ตัวละครไม่กรีดร้องตลอดเวลา (การแสดงของลิฟ ไทเลอร์ เป็นการแสดงที่น่าสนใจดี เธอวิ่งหนีตายอยู่ในบ้านตกใจแต่เธอไม่กรีดร้อง เธอแค่ตกอกตกใจลนลานทำอะไรไม่ถูก ตัวละครทั้งสกอต สปีดแมน และ ลิฟไทเลอร์ เป็นคนธรรมดาที่ซวยมาเจอเรื่องร้ายๆ เขาไม่เก่งกาจพอจะต่อสู้เอาตัวรอด พระเอกยิงปืนไม่เป็น และไม่รู้จะทำยังไงเพื่อเอาตัวรอด
หนังใช้ประโยชน์จากเสียงรอบทิศขณะเดียวกัน ก็ละเลยการเล่มเกมแมวจับหนู เราจะไม่เจอฉากบังคับประเภทดนตรีเร่งเร้าว่าต้องมีอะไร แล้วตัวละครเปิดประตู แล้วไม่มีอะไร ในหนังเราจะเห็นฆาตกรเดินไปเดินมา(โดยไม่มีดนตรีประกอบช่วยเน้น) เขาอยู่ในทุกที่ เดินตามเหยื่อ รอให้ตายอย่างช้าๆ
มากไปกว่านั้นเราอาจบอกได้ว่านี่คือหนังแบบเดียวกันกับ FUNNY GAMES ของ ฮาเนเก้ แต่เป็นฉบับที่ตัดส่วนที่เป็นเบรคเชี่ยน ส่วนที่เป็นปัญญาชน ส่วนที่มุ่งมั่นวิพากษ์สื่อออกไป ถ้าพูดแบบคนช่างถากถางเราอาจบอกได้ว่าฮาเนเก้พยายามจะแสดงตัวว่าเป็นปัญญาชนเสียด้วยซ้ำ เหตุการณ์ของTHE STRANGERS ไม่เหนือความคาดเดา แต่มันสะเทือนคนดูด้วยการตั้งคำถามแบบง่ายๆว่านี่ไงแกจ่ายเงินเข้ามาดูสองคนนี่ตาย ดูซะ!
ในอีกทางหนึ่ง การให้หนังเกิดขึ้นภายใน บ้าน เกิดจากกการที่ตัวละครบังเอิญ ‘อยู่บ้าน'ยิ่งทำให้หนังน่าสนใจในแง่การตั้งคำถามต่อสถาบันครอบครัว หนังแสดงภาพคู่หนุ่มสาวที่อาจจะไม่เชื่อมั่นในสถาบันครอบครัวแบบตรงไปตรงมา (แต่งงานมีลูก) แต่พวกเขามีความรักต่อกันและถูกสังหารจากคนแปลกหน้าในรูปแบบของการทำลายความเป้นครอบครัว การที่ในฉากสุดท้ายคนพบศพเป็นเด็กที่มาสอนการใช้ชีวิตแบบชาวคริสต์ หรือการเอาแหวนมาใส่ ยิ่งเน้นย้ำภาวะการสั่นคลอนครอบครัวแบบเก่า ซึ่งไม่สามารถจะผ่านไปได้ พวกครอบครัวแบบเก่าต้องพินาศ!
3.THE MIST (FRANK DARABONT / 2007)
เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของเนื้อเรื่อง !
ตัวหนังจัดอยู่ในขั้นเร้าอารมณ์สุดขีด การแสดงของมาร์เซีย เกย์ ฮาร์เด้นน่าจดจำมากๆ และประเด็นการเลือกข้างของหนังด็เข้ากับสภาพสังคมไทยในยุคปัจจุบันอย่างมาก การเลือกข้างในหนังล้วนนำพาตัวละครไปตกที่นั่งลำบาก และก้าวเข้าสู่ความชั่วช้า หนังแสดงภาพอุดมการณ์ที่ค่อยๆแปรเปลี่ยนจากอุดมการณ์เบื้องต้นไปสู่ความเชื่อฝังหัวที่ไม่หลงเหลือร่องรอยเดิมอีกต่อไป
ทันทีที่ตัวละครตัวหนึ่งยิงเจาะหัวมาร์เซีย ก์ฮาเด้น คนดูที่รู้สึกสะใจที่จริงแล้วก็ไม่ต่างจากคนในฝั่งของมาร์เซียนั่นเอง แน่นอ การกลืนกลายของอุดมการณ์ ความเชื่อดั้งเดิมของผู้คน
ที่สะใจกว่านั้น คือนี่คือหนังที่มีตอนจบที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในบรรดาหนังสยองขวัญที่มีการสร้างกันมา จริงอยู่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หนังสยองขวัญจบลงด้วยความหดหู่ ความตายของตัวละครหลัก แต่โดยปกติความตายของตัวละครหลักมักผูกพ่วงกับ ‘ความพยายามดิ้รนอย่าสุดจิตสุดใจแต่ไม่สามารถเอาชนะความมืดได้' ซึ่งเป็นไปในทำนองแบบ หลังจากฆ่า ความชั่วร้าย (เฟรดดี้ / เจสัน/ฆาตกรโรคจิต สัตว์ประหลาด บลา บลา บลา) ตัวละครคิดว่าตัวเองรอดแล้ว ถอนหายใจโล่งอก ฉับพลันทันใดปีศาจชั่วร้ายโผล่มาจากความมืด หนังจบ ความชั่วร้ายไม่ได้ตกตายมันคงอยู่ (อย่างน้อยก็สำหรับภาคหน้า) พวกเขาสู้แล้วชนะแล้ว แต่แพ้เพราะความชั่วร้ายมันอึดกว่า แต่นั่นไม่ใช่ในTHE MIST เพราะในหนังเรื่องนี้ หลังจากต่อสู้อย่าสุดจิตสุดใจแล้ว พวกเขากลับเลือกพ่ายแพ้ไปเอง พวกเขายอมตาย (แถมตายด้วยการฆ่าตัวตาย )เพราะพวกเขาฝ่อถอดใจไปเอง ความชั่วร้ายชนะโดยไม่ต้องลงแรง กล่าวให้ถูกต้อง ความชั่วร้ายเป็นเพียงปัจจัยเสริมตัวประกอบ(เหมือนสัตว์ร้ายที่อยู่นอกซุปเปอร์มาร์เกต) ความชั่วร้ายที่แท้คือมนุษย์อ่อนแอและน่าสมเพช สอดรับกับครึ่งแรกของหนังและให้ผลลัพธ์ชัดเจนถึงสัญชาตญาณภายในของมนุษย์ ซึ่งสำหรับเรานี่แหละคือความสยองขวัญ
4.INSIDE ( ALEXANDER BUSTILLO/JULIEN MAURY /2007)
นี่คือหนังที่เหมาะจะดูควบ THE STRANGERS เป็นอย่างยิ่ง หนังเล่าเรื่องของผู้หญิงท้องแก่ที่อยู่บ้านคนเดียวในคืนสุดท้ายก่อนที่พรุ่งนี้เธอจะเข้าโรงพยาบาลเพื่อไปคลอดลูก คืนนั้นจู่ๆมีผู้หญิงมาเคาะประตูบ้าน พร้อมกับกรรไกรเขื่อง แล้วบอกว่า ‘เอาลูกของมึงมา!!' จากนั้นก็พยายามจะผ่าท้องหญิงสาวคนนั้นด้วยกรรไกร!
แน่นอนมันเป็นหนังเชือดเลือดสาด ที่เลือดสาดกว่า THE STRANGERS เยอะ ตามประสา FRENCH EXTREME โดยส่วนตัวเราไม่ได้อินกัย FRENCH EXTREME มากนัก เพราะเรารู้สึกว่าพวกเขาคือเด็กที่โตมากับหนังของโทยี้ฮูเปอร์เลยอยากจะทำอะรแบบโทบี้ ฮูเปอร์ แต่ให้มีเลือดเยอะกว่า รุนแรงกว่าบ้าคลั่งกว่า บรรดาหนังอย่างHAUTE TENSION /HILL HAVE EYS / MIRRORS เรารู้สึกว่ามันโหดดีแต่มันจบแล้วจบเลย ไม่ติดค้างอะไร (อย่างไรก็ดี ประเด็นใน FRONTIER(S)ก็น่าสนใจมากๆ จะได้กล่าวถึงต่อไป) แต่กรณีของ INSIDE ซึ่งไม่รู้จะจัดเป็น FRENCH EXTREME ได้ไหม นั้นกลับน่าสนใจมาก พูดง่ายๆ ถ้า THE STRANGERS เล่นกับการทำลายสถาบันครอบครัว ความรักหนุ่มสาว INSIDE ห็มุ่งทำลายภาวะความเป็นแม่ อย่างรุนแรง
หนังแสดงให้เห็นว่าการเป็นแม่นำไปสู่นรก หนังมีฉากแบบนางเอกฆ่าแม่ตัวเอง ตัวนางเอกเองเป็นผู้หญิงเย็นชาที่เราไม่แน่ใจว่าเธออยากมีลูกไหม แต่ตัวละครอย่างเบียทริซ ดัลล์ (หนึ่งในการแสดงบ้าคลั่งที่สุดประจำทศวรรษ ! เราคิดว่าเธอสามารถเดินทางไปเทียบชั้นกับฉากนรกแตกของอัดจานี่ใน POSESSION ของAN DREZJ ZULAWSKIได้สบายๆ ) กลับยิ่งรุนแรงมากขึ้นไปอีก เพราะเธอคือตัวแทนของความอยากเป็นแม่อย่างบ้าคลั่ง เธอเอาคืนกับคนที่พรากความเป็นแม่ของเธอไปอย่างสาสาสม(หรือรุนแรงกว่าเหตุอย่ามากกกก) ความกระกายอยากเป็นแม่ ซึ่งเคยถูกนำเสนออย่างงดงงามในหนังเรื่องอื่นถูกรื้ทำลาย และกลายเป็น HYSTERIA อย่างรุนแรงในหนังเรื่องนี้ ใช่แล้วเราแทบจะบอกได้ว่า ความเป็นแม่ในทางหนึ่งคือ อิสทีเรีย!!!
เลือด เลือด เลือด! สำหรับคนชอบหนังลาบเลือด นี่คือหนังของคุณ !
5. [REC.] (JAUME BALAGUERO / PACO PLAZA/2007)
[REC.] ไม่ได้มีอะไรใหม่เลย มันคือหนังสยองขวัญในทำนองเรียลิลตี้โชว์ แม่มันจะเป็นหนึ่งในผู้มาก่อน แต่มันก็ถูกจับเหวี่ยงไปรวมกับ DIARY OF THE DEAD และCLOVERFIELD ได้อย่างสบาย แต่สิ่งที่ทำให้ [REC.]โดดเด่นจนเราเลือกมาเป็นหนึงในหนังสยองขวัญประจำปีคือความบันเทิงขิงมัน ไม่แน่ใจว่าคนอื่นจะรู้สึกยังไงกับหนัง(บางคนก็ยังเห็นเป็นขันอยู่) แต่โดยส่วนตัว เราสนุกระทึกกับจังหวะของมันมากๆ มันคือหนังสยองขวัญแบบตอบสนองอะดรีนาลีนสุดขีด เหตุการณ์พุ่งไปข้างหน้าโดยปราศจากจังหวะผ่อน เหมือนรถที่ไม่แตะเบรคพุ้งไปข้างหน้าจนหายใจไม่ทัน ความสนุก ตื่นเต้น บ้าคลั่งของหนัง กดเราอยู่หมัด ตลอดระยะเวลาของหนัง และสารภาพตามตรง ฉากไคลแมกซ์ของหนังน่ากลัวมากๆๆๆๆๆสำหรับเรา แทบช๊อคแดกกันเลยทีเดียว
การใช้ประโยชน์จากสภาพหนังเรียลลิตี้ของ[REC.]ไม่ฉลาด แบบCLOVERFIELD (ในแง่เทคนิค) และไม่ได้ซ่อนนัยทางสังคมแบบDIARY แต่คนทำมั่นใจกับจังหวะหนังของตัวเองมาก ผลก็คือนี่คือหนังสุดบันเทิงแห่งปีเรื่องหนึ่งสำหรับเรา
6.ZOMBIE STRIPPERS (JAY LEE/2008)
นี่คือ GRINDHOUSE แห่งปี สองพันแปด จากโคโยตี้แข้งปืนกลในปีที่แล้ว เรายินดีต้อนรับคุณสู่โลกของ ‘ศึกเจ้าแม่นางระบำซอมบี้' พลอตของหนังนันเถื่อนเดือดเลือดสาดประเภทซฮมบี้บุกเข้าไปในโณงระบำโป๊แล้วกัดนางระบำ แต่แทนที่เจ้าหล่อนจะไล่ฆ่าคนอื่นแบบหนังซอมบี้ทั่วไป หล้อนกลับกลายเป็นนางซอมบี้ที่รู้ตัว พหล่อนเต้นลืมตาย โด่งดัง และลากไอ้หนุ่มโชคร้ายไปกระซวกตับหลังร้าน ข้างอีสาวคู่แข่งเห็นตายแล้วดังก็เลยเอามั่ง ลงเอยฉากไคลแมกซ์แทนที่จะเป็นการปราบซอมบี้กับเป็นนางระบบำโป๊ซอมบี้ตบกันกลางเวที นี่คือหนังซอมบี้ หนังโป๊ และหนังผู้หญิงตบกันอยู่ในเรื่องเดียววว คัลท์มากๆๆๆๆ ไม่ไหวแล้ว!
เจนน่า เจมสันเล่นบทนางระบำโป๊ที่อาน นิทเช่ พอตายห่าสมใจเธอก็กลับมาอ่านนิทเช่อีกแล้วบอกว่า ‘ค่อยอ่านรู้เรื่องหน่อย!' นี่เป็นหเพียงมุกห่ามระดับประถม ยังมีอีสาวนางระบำโป๊พังค์ที่ใฝ่หาความตายมานาน การตายสมใจช่วยปลดปล่อยให้หล่อนสมใจ หรือน้องนางเอกที่เป็ฯนางระบำโป๊หัดใหม่ที่ยังจิ้น และตั้งใจมาเต้นหาตังค์ไปรักษายายที่นอนป่วย โถ!
ความบ้า ความลามก ต่ำเถื่อน คือนิยามของหนัง และต่อใครต่อใครมองว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังขยะ เราก็ขอยืนยันว่านี่คือขยะที่สะเด่ามากจ่ะ!
7.THE DETECTIVE ( OXIDE PANG / 2007)
พีน้องตระกูลแปงจงฟัง ปันี้พี่สองคนจะต้องรับตำแหน่งเจ้าของหนังที่ห่วยที่สุดในปีนี้ที่เราได้ดู นั่นคือ บางกอกแดนเจอรัส ที่เราอยากรู้ว่า ทำใหม่ไปทำไม ! แต่ในขณะเดียวกันพี่สองคนก็รับตำแหน่งเจ้าของหนังสุดเซอร์ไพรส์ประจำปีด้วย นั่นคือหนังเรื่อง THE DETECTIVE นี่ (ตกลงนี่พี่สองคนจะเอาไงแน่พี่ ผมเซ็งRECYCLE /THE MESSENGER/ BKK DANGEROUS มากมาย แต่ตื่นเต้นกับ DETECTIVE ,กมายเช่นกัน!)
กั้วฟู่เฉิงเล่นเป็นนักสิบเอกชนจิตตก(เข่าเปิดตัวพร้อมกับเพลง หมีแพนด้า! ) ที่ต้องตามสืบคดีความตายของหญิงสาวคนหนึ่ง ยิ่งสืบยิ่งมืดมน ยิ่งนำเข้าไปเกี่ยวกพันกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องหลายราย หนังเล่นวนๆอยู่แถวเยาวราช แต่ตัวละครทั้งหมดพูดจีนไฟแลบ และถ่ายเยาวราชออกมาได้ลึกลับแปลกตาอย่างน่าทึ่ง หากสิ่ที่ทำให้ราชอบหนังเรื่องนี้มากๆ คือการที่หนังให้ตัวละครของกั้วฟู่เฉิง เป็นนักสืบเอกชนโง่ๆที่พยายามสืบคดีโดยไม่รู้อะไรเลย เขารู้เรื่องทั้งหมดก็พร้อมคนดูในตอนจบและเกือบซวยเอาชีวิตไปทิ้ง เขาไม่มีผู้ช่วย ไม่มีเรื่องรักโรแมนติคอะไร เป็นตัวละครปรเภทแอนตี้ฮีโร่ที่ความซวยมาเยือน ตั้งแต่ต้นจนจบ กั้สวฟู่เฉิงก็ให้การแสดงที่น่าเชื่อถือ หนังเดินหน้าด้วยความลึลกลับ รักษาระดับของมันไปจนจบ โดยไม่ออกนอกลู่นอกทางหรือพยายามจะเป็นมากกว่าที่ตัวเองจะเป็นได้
8.REST STOP(JOHN SHIBAN /2006)
หนังจากโครงการ RAW FEED ที่เป็นหนังสยองขวัญส่งตรงลงแผ่นเลยไม่ต้องเข้าโรง ทำท่าว่าจะเป็นหนังเกรดรองไม่เอาไหน แต่เอาเข้าจริงหนังชุดนี้กลับสนุกทั้งชด และมีคุณภาพดีกว่าหนังสยองขวัญเข้าโรงบางเรื่องด้วยซ้ำ OTIS เล่าเรื่องไอ้โรคจิต กับครอบครัวมหาประลัยได้เฮี้ยนมาก SUBLIME เล่าเรื่องโณงพยาบลผีประหลาด และยังมี THE BELIVER ของคนทำ BLAIR WITCH แต่หนังที่เราชอบมากที่สุดคือ REST STOPที่ตอนนี้ภาคสองออกมาแล้ว
หนังเล่าเรื่องอีสาวหนีตามหนุ่มขับรถไปเที่ยว แต่ดวงซวยไปจอดแวะจุดพักรถร้างๆ เพื่อไปฉี่ กลับออกมาไอ้หนึ่มก็หายไปแล้วมีแต่รถกระบะนรกไล่ชนหล่อนจนต้องไปหลบในห้องน้ำ หนังเดินตามสูตรแบบ JOYRIDE หรือ VACCANCY สนุกตามสมควรแลชะเกือบจะเป็นแค่นั้นจนหนังเดินมาถึงช่วงใกล้จบ แล้วเริ่มมีบรรยากาศหลอนๆครอบงำแทนที่ จนกลายเป็นว่ามันเป็นการพบกันครึ่งทางของหนังสยองขวัญนักเชือดทางหลวงแบบอเมริกันจ๋ากับหนังสยองหลอนลึกแบบผีญี่ปุ่น ผลที่ได้ออกมาลงตัวพอเหมาะพอเจาะสนุกและหลอนมาก
ไม่กล้าดูภาคสอง เห็นมีปืนกลด้วย กลัวไม่สนุกเท่าภาคแรกที่เซอร์ไพรสมากมาย
9.THE RUINS( CARTER SMITH /2008)
หนังแบคแพคเกอร์โดนหลอกไปเชือดแบบเดียวกับTORISTAS เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งหนังทั้งสองมีดีตรงที่การพูดประเด็นว่าการท่องเที่ยวทำลายคนพื้นเมืองอย่างไรได้น่าสนใจมากๆ TORISTAS เป็นการหลอกแบคแพกเกอร์ไปเชือดเอาไต แต่THE RUINS นักท่องเที่ยวดวงซวยจะไปเจอเถาวัลย์ผีแทน
เถาวัลย์ผีนั้นหลอนใช้ได้ และโหดเอาเรื่อง (ฉากลากขาไปกิน หรือฉากแถเนื้อเอาเถาวัลย์ออกเลือดสาดเอาเรื่อง) แต่มีสองประเด็นที่ทำให้เราให้คะแนนTHE RUINS มากกว่าหนังเรื่องอื่นๆ หนึ่งคือหนังแสดงภาพความบ้าความเอกโซติคของนักท่องเที่ยวแบบไม่ยอมรับรู้อะไร คนพื้นเมืองในหนังทำหน้าที่พยายามจะช่วยเหลือแต่การสื่อสารกันไม่รู้เรื่องทำให้มันกลายเป็นอีกเรื่อง อีกอย่างหนึ่งการที่นักท่องเที่ยวจากประเทศตะวันตกผู้นำทางอารยธรรมยุคใหม่(กรีก เยอรมัน อเมริกัน) ไปสิ้นท่าบนวิหารอารยธรรมอินคาโบราณเป็นเรื่องแสบทรวงดีพิลึก อีกประเด็นคือการทที่หนังคุมบรรยากาศให้เราเห็นว่าตัวละครที่เราน่าจะเชื่อมากที่สุด (ตัวละครพวกหัวหน้ากลุ่ม) ที่จริงแล้วอาจจะเป็นตัวละครที่เราไม่ควรเชื่อเลย เพราะทางเลือกแบบมั่นใจตัวเองของมันพามาแต่ความซวยให้คนที่เหลือ กลายเป็นว่าตัวเอกเป้นตัวอันตรายไปในที (ใครท่ำด้ดูน่าจะจำฉากผ่าตัดขามหาเหี้ยมนั้นได้)
THE RUINS อาจจะเป็นหนังสยองขวัญธรรมดาๆ แต่มันโดดเด่นครบรสในแนวทางของมัน
10.FUNNY GAMES U.S.(MICHAEL HANEKE /2008)
ในกรณีที่ถ้าเรไม่เคยดูต้นฉบับมาก่อน หนังเรื่องนี้คงอยู่ในอันดับหนึ่ง แต่การที่เราดูต้นฉบับมาแล้ว ทำให้ความตื่นเต้นตกใจ กระอักกระอ่วนเป็นเรื่องที่รู้มาก่อนหน้า อย่างไรก็ตามกระทั่งรู้เรื่องหมดแล้ว(และหนังก็รีเมคแบบชอตต่อชอต) มันก็ยังออกฤทธิ์ช๊คอเราได้ ต้องของยคูรการแสดงของ นาโอมิ วัตส์ ไมเคิลพิต์ แบรดี้ คอร์เบต และ ทิม รอธ ที่ทำหน้าที่ตัวเองได้อย่างเยี่ยมยอด\
แต่คะแนนพิเศษเราเพิ่มให้จากการที่ในที่สุดหนังเรื่องนี้ก็ได้อยู่มนที่ที่มันควรอยู่ นั่นคือไม่ใช่หนังอาร์ตยุโรป แต้แฝงอยู่ในหนังฮอลลีวู้ด ลองนึกสภาพตอนหนังออกเป็นแผ่นดีวีดี วางปนกํบหนังเรื่องอื่นๆ แล้วมีครอบครัวชนชั้นกลางผู้โชคร้าย (ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายในการก่อการร้ายของฮาเนเก้ ) ซวยเช่าไปดู มันคงสะใจดีพิลึก!
ประเด็นทั้งหมดมันเหมือนเดิม ไปอ่านที่เราเขียนถึงหนังต้นฉบับก้ได้ ที่นี่
11.โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต ( โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ /2008)
ชอบความไม่ทะเยอทะยานของหนัง มันไม่ได้เป็นหนังผีสอนใจอะไรแบบนั้น แต่เป็นหนังผี ที่สนุกใช้ได้ดที่สำคัญ นี่เป็นหนังผีเรื่องแรกที่เล่นกับผีในโรงหนังมัลติเพลกซ์ (ก่อนหน้านี้เราจะเห็นแต่ผีในโรงหนังแสตนด์อะโลน) หนังใช้ประโยชน์จากสาถนที่ในโรงหนังมัลติเพลกซ์ได้มันมาก โดยเฉพาะฉากหลอกสองโรงในฉากต้นเรื่องของหนัง ชอบฉากหลอนย้อนเวลาหลายๆครั้งในหนังด้วย ชอบตอนจบของหนัง และชอบหลายๆส่วนของหนัง มันไม่ใช่หนังที่ดี อาจจะไม่ใช่กระทั่งหนังผีที่ดีด้วย แต่ตอนที่ดูเราสนุกกับหนังมากๆ
12.WIND CHILL (GREGORY JACOBS /2007)
หนังเล่าเรื่องคล้ายๆREST STOP ปิดเทอมมหาลัย หญิงสาวติดรถหนุ่มแปลกหน้าท่าทางประหลดกลับบเนก่อนจะรู้ว่าเขาแอบชอบเธอและวางแฟนเพื่อจะได้ขับรถกลับบ้านด้วยกัน แต่เขาไม่ใช่ไอ้หนุ่มโรคจิตอะไร แต่ดันซวยเพราะรถเกิดประสบอุบัติเหตุระหว่างทางติดแหงกอยู่ยนถนนที่ไม่มีคนใช้ในคือนที่ว่ากันว่าหิมะจะตกมากที่สุดของปี เธอกับเขาเริ่มเห็นภาพหลอนประหลาดเกี่ยวกับการฆาตกรรมบนถนนหลวงนี้ในคืนที่เหมือนไม่รู้จบ
หนังจับเอาเรื่องผีมาเจอกับทฤษฎีนาฬกาทรายชีวิตของนิทเช่ได้น่าสนใจดี แต่ที่ทำให้เราชอบคือทั้งเรื่องมันเล่นกันอยู่สองคนผีก็มาแบบวูบไปวูบมาแต่หนังคงอารมณ์ลึกลับกลัวตายไว้ได้ครบถ้วน ก่อนที่ช่วงท้ายจะชิฟท์ไปเป็นหนังโรแมนติคเศร้าๆก็ทำได้ไม่เลวเช่นกัน
13.THE HAPPENNING(M. NIGHT SHYAMALAN /2008)
อ่านเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่
http://filmsick.exteen.com/20080617/the-happening-m-night-shyamalan-2008
14.ROGUE ( GREG McLEAN/2007)
หนังสนุกระทึกมาก นั่นประเด็นแรก ส่วนประเด็นที่สองคือ ปีที่แล้วมี PRIMEVAL หนังจะเข้การเมืองที่เจ๋งมาก ปีนี้มี ROUGE หนังจระเข้ที่เล่นประเด็นการท่องเที่ยวไว้ได้น่าทึ่งมากยิ่งเมื่อคิดว่าหนังเกิดกับจระเข้สัตว์ดึกดำบรรพ์หวงที่ ซึ่งเป็นภาพแทนของดินแดนEXOTIC วัฒนธรรมโบราณดั้งเดิม หรือคนพื้นเมืองที่ไม่ได้ทำมาหากินกับการท่องเที่ยว และถูกนักท่องเที่ยวอเมริกันผิวขาวสังหาร มันยิ่งเนย้นย้ำประโยคสุดท้ายของหนังTOURIST KILL KILLER CROC การท่องเที่ยวฆ่าได้ทุกอย่าง !!!!
15.FRONTIER(S) (XAVIER GEMS / 2007)
หนังFRENCH EXTREME หนึ่งในสองเรื่องที่เราชอบ หนังโหดไปไม่หน่อยแต่ประเด็น เขตแดนของหนังน่าสนใจมาก ตั้งแต่โจรนี่การตามล่าของตัรวจมาถึงเส้นแบ่งเขตแดน และต้องเจอกับเขตแดนรูปแบบแล้วรูปแบบเล่า จนแม้กระทั่งตอนจบก็ต้องมาจนมุมที่เส้นแบ่งเขตแดนอยู่กี และในทางหนึ่ง ความเป้นเมีย เป็นแม่ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของเส้นแบ่งเขตแดนด้วย
ย้ำอีกทีหนังโหดไปไม่หน่อย ไม่งั้นจะให้ติดหนึ่งในสิบ
16.RIGHT AT YOUR DOOR (CHRIS GORAK/2006)
หนังคล้ายๆ I AM LEGEND +28 DAYS LATER อะไรทำนองนั้น แต่การที่หนังเล่นกันอยู่ในบ้าน แถมพระเอกก็อาจจะเป็นไอ้ชั่วด้วย ทำให้หนังสนุกขึ้นเป็นกอง ที่สะใจเป็นพิเศษคือหนังแสดงภาพว่ากระทั่งประชาชนที่ทำทุกอย่างตามรัฐสั่ง เป้นเด็กดีของรัฐก็อาจถูกรัฐกำจัดทิ้งอย่างไม่ใยดีได้เหมือนกัน!
17.THEM ( DAVID MOREAU / XAVIER PALUD / 2006)
หนังก็ครือๆกับTHE STRANGERS และ INSIDE แถมยั้งสนุกน้อยกว่า แต่ทั้งหมดทั้งมวลจะสิ้นความหมายไปทันทีที่หนังเฉลยว่าใครเป็นฆาตกร ฉากไคลแมกซ์ที่ท่อริมถนนนั่นหลอนจิตมากๆ และสิ่งที่หนังทิ้งท้ายเอาไว้ก็น่ากลัวชวนขนลุกมากๆๆๆๆๆ
18.ลองของ 2 (ก้องเกียรติ โขมศิริ /2008)
ครูพนอ รีเทรินส์ !!!!
เรารักหนังชุดเรื่องนี้ จากบรยากาศบ้านริมน้ำและใหมะม่วงดองสยองจิต มาเป็นาเกลือกระชากวิญญาณ หนังยังเอาความเป็นไทยแบบสกปรกชื้ชุ่มมาขึ้นจออย่าสกปรกชวนแขยงได้ใจ ชอบต๊อก ศุภกรณ์มาก ดูมันเป็นหมอผีขเมรโรคจิตจริงๆ ฉากแล่เนื้อเอาเกลือทาของหนังก็สยองสุดๆ
แม้จะต่อไม่เนียนสสนิท แต่ก็ต่อติดและน่าภูมิใจว่าเราก็มีหนังสยองขวัญแบบที่เป็นของเราซึ่งรีเมคไม่ได้ เหมือนกัน

ปล. ไม่ค่อยอินส์กับหนังซอมบี้เท่าไหร่ ชอบ the detective (กัวฟูเฉิง) สนุกดี
ลองของ 2 ก็จริงอย่างที่ว่า คงลองไม่ได้ (แต่ไม่แน่ หนังฮ่องกงเอาเรื่องหมอผีเขมรไปทำก็มี แต่ก็ไม่ได้เท่านี้หรอกเนอะ)
#1 By n h e p h e x on 2008-12-20 20:05