ZOMBIE AND THE GHOST TRAIN(MIKA KAURISMAKI/1991) + THE DEVIL, PROBABLY (ROBERT BRESSON /1977) ความตายอันแสนสุข
posted on 22 Nov 2008 02:40 by filmsick in see-it-and-die
ทุกคนเรียกชายหนุ่มผู้ซีดเศร้านั้นว่า ซอมบี้ ชายหนุ่มร่างผอมที่ทาขอบตาสีดำ ใส่ต่างหูข้างเดียว และไว้ผมทรงเฮฟวี่เมทัล ซอมบี้เพิ่งเดินทางกลับมาจากที่ไหนสักแห่งด้วยการโดยสารเรือ เพื่อนสนิท คนรักสาว พ่อและแม่มารอรับเขาที่ท่าเรือ แต่ไม่ทันไรก็มีรถตำรวจมาตัดหน้าลากเขาขึ้นรถไป เขามาโผล่อีกครั้งในฐานะพ่อครัว ที่กำลังเอาน้ำมันสนต้มซุปให้นายทหารกิน เขาหนีทหารออกมายืนเหฯบหนาวข้างถนน ปละพบรถบัสคันหนึ่งพุ่งตรงมา เขาขออาศัยเข้าเมืองไปด้วย และรถบัสนั้นเป็นของวงดนตรี ที่โด่งดังอย่างยิ่งแต่ไม่มีใครเคยเห็นพวกเขาเล่น วงดนตรีที่ชื่อว่า ‘รถไฟผี'
รถไฟมาส่งซอมบี้ถึงหน้าบ้าน เขาอาศัยอยู่ในส่วนขอโรงรถของบ้าน เขาไม่ถูกกับพ่อ และห่างเหินกับแม่ เขาลองทำงานหลายๆปะเภท เป็นพนักงานเช็ดกระจกก็กลัวจนขาสั่น ไปเป็นพนักงานเวรเปลในโรงพยาบาลก็ตกใจศพจนต้องวิ่งหนี ดูเหมือนทั้งชีวิตเขาจะทได้แค่เล่นเปสในวงร๊อค แต่วงเก่าของเพื่อนสนิทก็มีมือเบสอยู่แล้ว คนรักที่รอเขาไม่ไหวก็เริ่มไปเรียนทำผมแล้วมีอะไรกิ๊กกับเจ้าของร้าน ชีวิตหดหู่สิ้นหวังเศร้าสร้อย
นั่นจนกระทั่งคนรักของเขายอมเลิกร้างกับช่างทำผมกลับมาหาเขา ทั้งคู่ไปอยู่กันในอพาร์ทเมนท์ที่โบสถ์แบ่งให้เช่า มือเบสในวงของเพื่อนสนิทลาออกไปเขาจึงได้งานแทน ดูเหมือนสรรพสิ่งจะเริ่มส่องแสงมาสู่เขาบ้าง แต่การณ์กลับไม่ปเป็นเช่นนั้น เพราะเขาไม่สามารถ ‘ทน' กับชีวิตแสนหวานได้ เขารักเธอมาก แต่ไม่อาจอยู่ร่วม เขาชอบเล่นดนตรี แต่ไม่อยากขึ้นไปเล่นบนเวที ยิ่งต่อมา พ่อเขาเกิดหัวใจวายฉับพลัน ตอนนั้นเองที่เขาออกจากบ้าน กลับไปอาศัยอยู่ในโรงรถพร้อมกับเหล้าจำนวนมาก เมื่อคนรักของเขาตามมาพบเขาก็ไปจากเธออีก ราวกับความตายและความโดดเดี่ยวสิงสู่ เขาเร่ร่อนไปเป็นคนจรตามถนน ท่ามกลางการเฝ้าสังเกต ของชาวคณะรถไฟผี ที่ปรากฏในทุกแห่งหน
เวลาเอ่ยชื่อ เคาริสมากิ เรามัก นึกถึง AKI ในฐานะคนทำหนังระดับโลกเจ้าของหนังอย่าง THE MAN WITHOUT A PAST หรือ DRIFTING CLOUD อย่างไรก็ตาม AKI เริ่มต้นชีวิตในแวดวงภาพยนตร์ด้วยการเล่นหนังเรื่อง THE LIAR ซึ่งเป็นหนัง(สำหรับจบการศึกษา) ของMIKA KAURISMAKIพี่ชายนั่นเอง
MIKA เริ่มต้นจากการเป็นคนงานทาสี เขาทาสีไปตามบ้านและอพาร์ทเมนท์ในเฮลซิงกิ จนกระทั่งฤดูหนาวหนึ่งเมื่องานทาสีหมดลง เขาเดินเข้าร้านหนังสือแล้วซื้อหนังสือหนังมาเล่มหนึ่ง จากนั้นเขาก็ตั้งมั่นจะเป็นคนทำหนัง เขาไปเรียนโรงเรียนหนังในเยอรมัน ทำหนังthesis โดยการเอาน้องชาย(ที่ตอนนั้นเรียนวารสารศาสตร์) มาเล่น และว่ากันว่าหนังเรื่องนั้นได้เปิดหน้าใหม่ของวงการหนังฟินแลนด์ เพราะในเวลาต่อมาทั้งคู่ร่วมกันก่อตั้ง บริษัท VILLEALPHA ซึ่งเป็บริษัทหนังที่ถือว่าใหญ่เป็นอันดับสามของฟินแลนด์ในยุค 80's
ในขณะที่ AKI KAURISMAKI สะสมชื่อเสียง (และความถึงลูกถึงคนในแง่ขอการแสดงความเห้นทางการเมือง) MIKA ก็ทำหนังออกมาจำนวนไม่น้อย แม้เมื่อเทียบกับน้องชาย ชื่อของเขาอาจไม่โด่งดังเท่า แต่เขาก็ได้ทำอะไรต่อมิอะไรที่ฟังเหวอๆ เช่นการย้ายไปอยู่บราซิล(ตอนนี้เขามีบ้านในบราซิลด้วย) ทำสารคดีในบราซิล ทำหนังแบบร่วมทุนกับนานาชาติ เปิดบาร์ ไปจนถึงเปิดภัตตาคารอาหารแบบบราซิล!!
หนังของMIKA อาจไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่หนังของเขาก็มีองค์ประกอบอันคล้ายคลึงกับหนังของน้องชายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้บริการของดาราชุดเดียวกัน (โดยเฉพาะ MATTI PAULENNOPA ) หรือการที่หนังของทั้งสองพี่น้องมีโทนคล้ายๆกัน ในการเล่าเรื่องชะตากรรมของคนตัวเล็กหน้าตาย อันแสนเศร้าคล้ายๆกัน อย่างไรก็ตามหากพิจารณาเฉพาะจาก ZOMBIE AND HE GHOST TRAIN( ซึ่งเป็นหนังเรื่องแรกของMIKAที่ผมได้ดู) เราอาจพอกล่าวได้ว่า ในขณะที่หนังของAKI สร้างโลกเฉพาะขึ้มาเพื่อเล่าถึง ‘ความหวัง'ในโลกสิ้นหวัง หากในทางตรงกันข้ามหนังของ MIKA กลับเล่าถึงความ ‘ความสิ้นหวัง'ในโลกแห่ง ‘ความหวัง'
ตัวละครอย่างซอมบี้นั้นง่ายดายยิ่งต่อการตีตราว่าเป็นเพียงไอ้คนไม่เอาไหน คนสิ้นหวังที่สมควรจะถูกเขี่ยออกไปจากสังคม คนอย่างซอมยี้ เป็นคนประเภทที่อยู่ตรงข้ามกับทุกความคาดหวังของสังคม ตลอดเวลาที่เราดูหนัง เป็นการง่ายที่เราจะคาดหวังเอาว่า ภายใต้ชะตากรรมเลวร้ายซอมบี้จะค้นพบแสงฉายส่องและ ‘เป็นผู้เป็นคน'กับเขาขึ้นมาบ้าง
แต่ในความเป็นจริงซอมบี้กับเป็นคนทำลายมันลงกับมือราวกับว่าชีวิตอันเป็นปกติสุขนั้นทำให้เขาเหี่ยวเฉาละค่อยๆแห้งตาย หลังจากเขาได้งาน แล้วไปซ้อมดนตรีคืนหนึ่ง เขาก็เดินกลับบ้าน MIRJA คนรักของเขาพร่ำพูดถึงชีวิตทีดีขึ้น คืนนั้นซอมบี้กลับมานอนหลับไปและเริ่มรู้สึกถึงหายนะจากชีวิตที่กำลังดีขึ้นของเขา ในฉากหนึ่งเขารำพึงกับMIRJA ที่กำลังหลับ ว่ามันไม่ใช่ความผิดของเธอ แต่มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ จากนั้นเขาก็ไปจากชีวิตทุกคน
อาจเป็นเรื่องที่เข้าใจยากที่จะรู้สึกร่วมกับคนที่ขาดไร้แรงบันดาลใจ คนที่ตามปกติอาจมีชีวิตได้ภายใต้สัญชาตญาณการเอาตัวรอด แต่ในโลกแห่งการพยายามจะมีชีวิตที่ดี มันช่างยากลำบากเกินกำลัง ซึ่งที่จริงมันก็เข้าใจได้ง่ายๆ ว่ามนุษย์ไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่าการเอาตัวรอด สุดท้ายแล้ว มาตรฐานที่สร้างขึ้นเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของความล้นเกิน สำหรับคนอื่นได้เช่นกัน ความหนืดเนือยต่อการมีชีวิตของซอมบี้จึงไม่ใช่เรื่องเหลวไหล เขาไม่ได้ไม่เอาไหน เขาเพียงไม่สามารถรับมือกับมาตรฐานที่สังคมผลิตขึ้นนาม ชีวิตที่ดีได้ก็เท่านั้น ซอมบี้ไม่ได้ต่อต้าน เขาไม่ได้ทำลายอะไร เพียงแค่หลบหนีไปเป็นคนจรจัดเท่านั้นเอง
ตัวละครอย่างซอมบี้ทำให้เรานึกถึง CHARLES ตัวละครเอกในหนังเรื่องTHE DEVIL, PROBABLY ของROBERT BRESSON CHARLES เป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี เขาเรียนเก่ง มีคนรัก และยังมีหญิงสาวที่เผ็นทั้งเพื่อนสนิทและชู้รักของเขาด้วย CHARLES เข้าร่วมการชุมนุมประท้วงของนักศึกษา เขาฟังดนตรี อ่านบทกวี เขารัก เขาใช้ชีวิต เขาไปพบจิตแพทย์ เขาขบถ เขายอมตาม เขาทำทุกอย่างแล้วแต่นั่นไม่อาจลบความรู้สึกอยากตายของตัวเขาไปได้ เขาพกยาพิษไว้ในกระเป๋าย่ามที่แบกไปไหนมาไหนเสมอ เขาครุ่นคิดเกี่ยวกับมัน และไม่ยอมเลิกคิดไม่ว่าทุกคนจะใส่ใจเขามากเท่าไร รักเขามากเท่าไร ฉากหนึ่งในหนังเขาไปพบจิตแพทย์ และนี่คือบทสนทนาของเขา
CHARLES : ในขณะที่ผมกำลังสูญเสียตัวตน นี่คือสิ่งที่ผมสูญเสีย (เขาหยิบเศษกระดาษออกจากกระเป๋าแล้วเริ่มต่นอ่าน) การวางแผนจะมีครอบครัว แพคเกจท่องเที่ยววันหยุด วัฒนธรรม การกีฬา นิรุกติศาสตร์ การฝึกฝนในห้องสมุด กีฬาทุกชนิด การเรียนรู้จะอุปการะบุตบุญธรรม สมาคมครู-ผู้ปกครอง การศึกษา การเข้าโรงเรียนจาก 0 - 7ปี , 7-14ปี ,14 - 17 ปี การตระเตรียมงานแต่งงาน การเป็นทหาร ยุโรป กาตกแต่งภายใน สาวโสด ความป่วยไข้ที่จ่ายเงินรักษาได้ ความป่วยไข้ที่จ่ายเงินรักษาไม่ได้ กการเป็นบุคคลประสบความสำเร็จ ผลระโยชน์จากภาษีในยามชรา ค่าเช่าในอัตราของคนพื้นถิ่น การเช่าทีวีและวิทยุ บัตรเครดิต การซ่อมแซมบ้าน ภาษษีมูลค่าเพิ่ม การบริโภค...(เขาขยำกระดษษทิ้งโยนมันเข้าเตาผิงอย่างขยะแขยง)
จิตแพทย์: เบื่ออาหารบ่อยๆอาจเกี่ยวข้องกับการเป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง
CHARLES : ผมไม่ได้ซึมเศร้า ผมแค่อยากมีสิทธิ์ที่จะเป็นตัวเอง ไม่ต้องถูกบังคับให้เลิกต้องการมากขึ้น.... เพื่อที่จะแทนที่ปรารถนาที่แท้ด้วยสิ่งผิดพลาดซึ่งคำนวณเอาจากสถิติ (จิตแพทย์เริ่มวินิจฉัยอาการของเขา)
จิตแพทย์ : ..มันอาจขัดขวางการพัฒนาจิตของคุณ ว่แต่คุณจะสามารถอธิบายสาเหตุที่แท้ที่คุณรังเกียจชีวิตจนอยากฆ่าตัวตายให้หมอฟังได้ไหม
CHARLES : แต่ผมไม่ได้อยากตายนี่
จิตแพทย์ : โอเค คุณไม่อยาก
CHARLES : ผมเกลียดชีวิต แต่ผมก็เกลียดความตายด้วย มันทำให้ผมกลัว ...และถ้าผมจะฆ่าตัวตาย ...ผมไม่อยากเชื่อว่าผมจะถูกประณามที่ผมไม่อาจจะทำความเข้าใจกับสิ่งที่มันไม่อาจเข้าใจได้
สิ่งที่เกิดขึ้นกับCHARLES ไม่ต่างอะไรกับซอมบี้ ผู้คนโดยมากเชื่อมั่นเรื่องการมีชีวิตอยู่ กิเลสและความปรารถนาเป็นแรงขับสำคัญทั้งต่อปัจเจกบุคคลในแง่ที่ว่ามันเป็ฯการส่งเสริมชีวิต มาตรฐานขั้นต่ำที่สุดของมนุษย์ก็ไม่ใช่เพียงการอยู่รอดอีกต่อไป หากมันคือการอยู่ดีกินดีซึ่งพ่วงเอาทัศนะของความอยากได้อยากมีมาเป็นพื้น แรงขับแห่งการแข่งขัน เหล่านี้ผลักดันให้มนุษย์ไปข้าหน้า ผมันเพิ่มเงินทองในกระเป๋า และเพิ่มGDPของประเทศ เพิ่มกาขับเคลื่อนโลก ขณะเดียวกันมันก็เพิ่มความทุกข์ตรมขมไหม้ไม่รู้สิ้นไปด้วย
![]()
ปํญหาของมันไม่ได้อยู่ที่แรงขับ ปัญหาอยู่ที่แรงขับนี้ได้ถูกทำให้เป็นตัวแทนของมนุษย์ ตัวแทนความเป็นมนุษย์ที่แท้และมีเพียงหนึ่งเดียวปฏิเสธไม่ได้ หากซอมบี้ปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่าง ในขณะเดียวกันCHARLES ควานหาทุกอย่างสุดกำลังของเขา แต่เขาไม่พบว่าสิ่งใดจะมีมากพอทำให้เขาพอใจได้ ROBERT BRESSON ปรมาจารญ์ผู้กำกับชาวฝรั่งเศสถ่ายทอดเหตุการณ์เหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา ผ่านทางการจ้องมองชีวิตของCHARLES อย่างพินิจพิเคราะห์ กล้องตั้งระยะกลางจับเหตุการณ์การปฏิสัมพันธ์ของเขากับสิ่งต่างๆ โดยไม่บีบคั้นไม่แสดงความเห็น ความเฉื่ยเนือยแฝงฝังอยู่ในสีหน้าไร้อารมณ์ของตัวละคร ในขณะที่ตัวเอกมุ่งไปหาความตายอย่างสงบคนรอบข้างของเขากลับหวาวิตกไม่รู้จบ
THE DEVIL, PROBABALY จบลงด้วยความตาย BRESSON ใจร้ายมากพอที่จะทำร้ายคนดูอย่างรุนแรง ในฉากสุดท้ายของหนัง ไม่ใช่ทำร้ายด้วยความตาย แต่ทำร้ายด้วยการในวินาทีสุดท้ายนั้นเขามองเห็นแสงเรืองรองของความหวังในชีวิต ที่น่าเจ็บปวดคือมันมาในรูปของแสงวิบวับจากโทรทัศน์ในบ้านหลังหนึ่ง ภาพที่อาจจะเป็นเสียงสวดอ้อนวอนพระเจ้าจากทีวี มันอาจเป็นเพียงวูบหนึ่งวูบเดียวที่เขาค้นพบความงามของชีวิต วูบที่เขาควรจะคว้าจับเอาไว้ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดอะไรออกมาชีวิตของเขาก็จบลง เช่นเดียวกับซอมบี้ ฉากสุดท้ายของหนังเกิดในตุรกี ซอมบี้เดินลงจากรถแทกซี่เฝ้าติดตามหญิงสาวชุดขาวคลุมหน้า(ที่ไม่มีใครเห็น) คล้ายความฝันเลื่อนลอยประการหนึ่ง แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจจะรับความจริงเขายินดีจะเดินตามความฝันเลื่อนลอยนั้นไปสู่ดินแดนลำพังอันร้างเปลี่ยว
ว่ากันตามชื่อหนัง บางที BRESSON อาจบอกเป็นนัยๆ เกี่ยวกับสาเหตุในความตายของ CHARLES ไว้แล้ว ว่า ‘บางทีมันอาจคือความชั่วร้าย/ปีศาจ (THE DEVIL , PROBABLY) ในหนังเราไม่ได้เห็นปีศาจเป้ฯตัวเป็นตน เช่นเดียวกันเราไม่ได้เห้นความชั่วร้ายอะไร บางที ปีศาจ/ความชั่วร้าย ที่ BRESSON หมายถึง อาจคือสภาพของยุคสมัยนั่นเอง (หนังมักแสดงฉาก CHARLES เข้าร่วมสัมมนา หลากหลายรูปแบบ บางอันเขาเดินหนีมา บางอันเขายกมือขึ้นต่อต้าน ราวกับว่าเมื่อเขาพยายามจะเข้าใจอะไรเขาก็จะพบว่าสิ่งนั้นไม่อาจเข้าใจได้ เว้นแต่จะทำเป็นลืมหรือยอมจำนน )
เช่นเดียวกัน ใน ZOMBIE AND THE GHOST TRAIN เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดกับซอมบี้ ตกอยู่ภายใต้การจับจ้องมองของแกงค์ ‘รถไฟผี'ซึ่งปรากฏกายในรูปชายสามคนสวมแว่นดำทำท่าแบบนักดนตรีร๊อคแอนด์โรล พวกเขาเจอซอมบี้ครั้งแรกบนถนนอันหนาวเหน็บ เป็นคนพาซอมบี้คืนเมือง จากนั้นพวกเขาปรากฏตามที่ต่างๆในหนังอย่างไร้ที่มาที่ไป เฝ้ามองความล่มสลายของซอมบี้ พวกเขาอาจเป็นตัวแทนจิตวิญญาณบริสุทธิ์ของซอมบี้ก็เป็นได้ (พิจารณาว่าซอมบี้ คือผีประเภทหนึ่งที่หมายถึงซากศพเดินได้ ไร้วิญญาณ ในขณะที่ GHOST TRAIN อาจคือ ผี/วิญญาณที่หายไป ) ร่างที่ไร้จิตวิญญาณของซอมบี้ค่อยๆล่มสลายอย่างช้าๆอาจเพราะการณ์นี้ก็ได้
โดยส่วนตัว ทั้งTHE DEVIL, PROBABLY และ ZOMBIE AND THE GHOST TRAIN กลายเป็ฯประสปการณ์การดูหนังครั้งสำคัญในรอบปี เพราะนี่คือหนังที่แตะโดนส่วนลึกของผู้เขียน ในฐานะของคนผู้เหนื่อยหน่ายและขาดไร้ความทะเยอทะยานใดๆ หากจะมีประโยคใดที่แทนสิ่งที่ผมรู้สึกได้มากที่สุดมันย่อมต้องเป็นคำพูดของCHARLES ใน THE DEVIL , PROBABLY ที่ว่า " ผมเกลียดชีวิต แต่ผมก็เกลียดความตายด้วย มันทำให้ผมกลัว ...และถ้าผมจะฆ่าตัวตาย ...ผมไม่อยากเชื่อว่าผมจะถูกประณามที่ผมไม่อาจจะทำความเข้าใจกับสิ่งที่มันไม่อาจเข้าใจได้"
หมายเหตุ
1.นอกจากหนังสองเรื่องนี้ ยังมีหนังอีกเรื่องที่อาจจะให้อารมณ์คล้ายกันนั่สนคื LAST DAYS ของGUS VAN SANT ซึ่งผมเคยเขียนถึงไว้ที่นี่
http://filmsick.exteen.com/20051116/last-days
2. และขออนุญาตแนะนำให้ลองหาอ่าน บาร์เทลบี้ ของเฮอร์แมน เมลลวิลล์ (คนเขียน MOBY DICK)เรื่องสั้นขนาดยาวเล่มเล็ก แปลโดยคุณ พัจนภา เปี่ยมศิลปกุญธร ที่จัดพิมพ์โดย สนพ.สมมติ ความ ‘ไม่ประสงค์' ของบาร์เทลบี้มีส่วนคล้ายคลึงกับความหนืดเนือยของซอมบี้และCHARLES อย่างมาก (และอาจเป็นต้นธารสำหรับตัวละครทั้งคู่ด้วยซ้ำ ทั้งนี้ท้ายเล่มมีบทความของ คุณ ปราบดา หยุ่น ที่เขียนวิเคราะห์ ความไม่ประสงค์ของบาร์เทลบี้ได้อย่างน่าสนใจ และน่าจะช่วยขยายขอบเขตความเข้าใจในประเด็นนี้ได้อย่างเยี่ยมยอด
3. ชื่อบทความนี้ได้จากชื่อหนังสือของ ALBERT CAMUS (ซึ่งเจ้าตัวเขียนเป็นเล่มแรกแต่ไม่ยอมให้จัดพิมพ์เมื่อครั้งมีชีวิตอยู่) ว่ากันว่า CAMUS เป็นแฟนหนังสือตัวยงของเฮอร์แมนน์ เมลวิลล์ !
4.รู้จัก MIKA KAURISMAKI เพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ http://mikakaurismaki.com/
#1 By ~* นายจดหมายรัก ^^ on 2008-11-22 11:31