2000 MANIACS(HERSCHELL GORDON LEWIS/1964) : เมืองมฤตยู
posted on 23 Oct 2008 08:16 by filmsick in sickfilm
ยังมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งกลางหุบเขาลึก เมืองน่าอยู่ผู้คนน่ารัก ทุกคนในเมืองหน้าตาดีแต่งตัวเรียบร้อยยิ้มแย้มชื่นบานต้อนรับการมาเยือนของนักท่องเที่ยว กระทั่งนายกเทศมนตรีผู้อารีอารอบยังออกมาต้อนรับ เมืองที่ทั้งเมืองกำลังเฉลิมฉลอง นักท่องเที่ยวสี่คน และ คนแรมทางอีกสองแวะผ่านเข้ามาในเมือง ผู้คนยิ้มแย้มยินดี พาพวกเขาไปพักในโรงแรมที่ดีที่สุดของเมือง พวกกนุ่มสาวหน้าตาดีในเมืองเกี้ยวพาราสีผู้มาใหม่ ทุกสิ่งดูดีงดงามเกินความเป็นจริง หากปรารถนาการเดินทางอันเป็นที่จดจำ ก็จะได้รับการจดจำ เพียงแต่ในมันอาจเป็ฯความทรงจำสุดท้ายอันสุดสยอง!
นี่คือภาพยนตร์สยองขวัญพันธุ์เกรดต่ำจากปี 1964 โดยผีมือของ HERSCHELL GORDON LEWIS ชายที่ได้ชื่อว่าเป็น THE GODFATHER OF GORE อันหมายถึงว่าเขาคือต้นแบบของบรรดาหนังเลือดสาดทั้งหมดทั้งมวล LEWIS เริ่มต้นจากการทำหนังโป๊เปลือยวับๆแวมๆตั้งแต่ต้นยุคทศวรรษที่หกสิบ จนกระทั่งหนังอีโรติคเริ่มตกกระแสเขาจึงหันมาทำหนังสยองขวัญดูบ้างโดยหนังสยองเรื่องแรกของเขาคือ BLOOD FEASTในปี 1963 โดยไม่มีใครรู้หนังเรื่องนี้ต่อมาได้พลิกหน้าใหม่ของวงการหนังสยองขวัญของอเมริกาให้เดินเข้าสู่ยุคของหนังที่เรียกกันว่า SPLATTER FILM อันหมายถึงหนังสยองขวัญที่เต็มไปด้วยภาพโหดร้ายทารุณ การฆาตกรรมแบบถึงเลือดถึงเนื้อถึงพริกถึงขิง นักวิจารณืหลายสำนักยกให้ BLOOD FEATS เป็นหนังเชือดเลือดสาดเรื่องแรกของโลก และมันเป็นแค่จุดเริ่มต้น
TWO THOUSAND MANIACS เป็นหนังเรื่องต่อมาและเป็นหนังเรื่องที่สองของไตรภาคแห่งลาบเลือด ก่อนจะปิดไตรภาคด้วยCOLOR ME BLOD RED แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะหยุด เพราะตลอดยุคทศวรรษที่70เขายังคงทำหนังออกมาอย่างต่อเนื่อง มีตั้งแต่สุดขีดหนังเชือดเลือดสาดไปจนถึงหนังโป๊ หนังอาชญากรเด็ก อนึ่ง หนังสำหรับเด็กเขาก็ทำ
ดังนั้นในฐานะของภาคสองแห่งไตรภาคลาบเลือด (BLOOD TRILOGY) สิ่งที่คุณได้รับย่อมไม่แตกต่างจากที่คุณคาดหวัง หนังที่ว่าด้วยเรื่องเมืองลึกลับของชาวใต้ ที่ผู้คนยังติดยึดอยู่กับสงครามกลางเมืองเมื่อร้อยปีที่แล้ว จนฉลองครบรอบการทำสงคราม(หรือการแพ้สงคราม) ด้วยการคอยดักจับรถที่เป็นทะเบียนของชาวเหนือ(ไอ้พวกแยงกี้!) แล้วก็จับมาเชือด เชือดนิ่มๆซะ! หนังเต็มไปด้วยการสร้งสรรค์อภิมหาฉากเลือดสาดที่เต็มไปแบบทุนต่ำเตี้ยเรียดิน ฉากมีตั้งแต่ฉากจามแขนด้วยขวาน(ระดับความสร้างสรรค์สองบวก) การใช้ม้าแยกร่าง (ระดับความสร้างสรรค์ห้าบวก) จนไปถึงการจับใส่ถังแล้วค่อยๆตอกตะปูแหลมๆรอบๆถังจากนั้นก็กลิ้งลงเนินมา(ระดับความสร้างสรรค์ เจ็ดบวก) และการจับขึงพืดให้ชาวเมืองมาเล่นสาวน้อยตกน้ำ โดยไอ้ที่ตกลงมาคือหินก่อมหึมา!(ระดับความสร้างสรรค์ สองร้อยบวก)
ต่างจากหนังสยองขวัญนักเชือดทั่วไป ที่ฆาตกรมักมีเพียงหนึ่งคน หนังเรื่องนี้บอกไว้โต้งๆตั้งแต่ชื่อเรื่องว่ามีไอ้บ้าสองพันคน! ซึ่งก็เท่าจำนวนประชากรในเมือง หนังที่มาษตกรโรคจิตสองพันคนนี้ช๊อคคนดูได้ชะงัดด้วยการใส่ฉากสังหารให้โดยมากเกิดกลางแจ้ง ท่ามกลางดวงตาผู้คนของชาวบ้าน ฉากสังหารโหดมักถูฏตัดแทรกด้วยภาพดวงตาของชาวบ้านที่ยืนมองเหยื่อ อย่างไม่ยินดียินร้าย บางคนเหยียดยิ้มมุมปากอย่างชวนสยอง ทั้งพ่อแก่แม่เฒ่า ลูกเล็กเด็กแกง ใช่แล้วนี่คือการเฉลิมฉลอง โดยการเชือดไอ้พวกแยงกี้ขี้เท่อ!!!
หนังดำเนินตามสูตรหนังเชือด (ที่เดาว่าตอนนั้นยังไม่มีสูตร) ตัวละครหลบหนีออกมาได้ แล้วหนังก็หักมุมเมื่อตัวละครพากันไปแจ้งตำรวจเพื่อจะค้นพบว่าเมืองนั้นไม่มีอยู่บนแผนที่ พวกเขาพลัดหลงไปในแดนสนธยา ที่ไม่มีอยู่จริง ฉากการกลับมาตามหาเมืองPLEASANT VALLEY กลายเป็นฉากหลอนจิต (แบบที่ต่อมาพบเห็นในหนังเสด็จพ่อ DAVID LYNCH) ไม่ทางเข้าไม่มีร่องรอย ป้ายบอกกล่าวเรื่องสงครามที่ตัวเอกเคยเห็น ค่อยๆเลือนหายไปอยู่ข้างหลังพวกเขานั้นเอง !
หนังจบลงด้วยความชั่วร้ายยังคงอยู่ ภูติปผีที่ตายฟื้นคืนชีพจากหลุมทรายดูด รอคอยนักท่องเที่ยวขับรถติดป้ายทะเบียนทางเหนือรายต่อไป
ว่ากันว่าหลังจากหนังเรื่องนี้ LEWIS ยังเล่นกับประเด็นสงครามกลางเมืองและชาวใต้ใจเหี้ยมในหนังสยองขวัญสุดห่ามอีกอย่างน้อยสองเรื่องนั่นคือ NOONSHINE MOUNTAIN และ THIS STUFF I'LL KILL YA ที่น่าสนใจก็คือสิ่งที่ชวนสยองที่สุดในหนังไม่ใช่การเชือด (เพราะมันออกจะให้เอฟเฟคต์ราคถูก) หากมันคือการแพนภาพชาวเมืองที่รื่นอริงระหว่างรับชมนาฏกกรรมสังหาร ภาพรอยยิ้มปลอมๆ เสียงเพลงคันทรี่อันเปี่ยมสุข เสียงโห่ร้องดีใจ งานรื่นเริงในหนังเรื่องนี้คือรูปแบบของนรกของจริง!
2000 MANIACS ถูกรีเมคใหม่ในปี 2005 โดยให้ ROBERT ENGLAND (หรือ ท่านเฟรดดี้ ครูเกอร์) มารับบทนายกเทศมนตรี และเพิ่มจำนวนคนบ้ามาอีกหนึ่งคนกลายเป็น 2001MANIACS นอกจากนี้หนังเรื่องยังบันดาลใจให้เกิดชื่อวงดนตรีอย่าง 10,000 MANIACS อีกด้วย!
เลือดปลอม เสียงกรีดร้อง อวัยวะกะรุ่งกะริ่ง เสียงหัวเราะบ้าคลั่ง และเพลงคันทรี่(ที่ผู้กำกับร้องเองเล่นเอง) คือบรรยากาศที่ปกคลุมไปในหนังหนังทุนต่ำ ที่สร้างเพื่อเอาไปฉายในโรงหนัง drive in เรื่องนี้ นี่ไม่ใช่หนังดี ไม่ใช่หนังคลาสสิคตกสำรวจ แต่ที่หนังเรื่องนี้มีดีคือความชั่วร้ายในตัวหนังเอง
แบบว่าดูแล้วรู้สึกป่วยอ่ะ มันตื่นเต้นเหงื่อแตก นึกว่าเป็นโรคหัวใจ
#1 By Fein on 2008-10-23 10:25