FILMSICK's ROUGH CUT (11-20/10/51)

posted on 19 Oct 2008 15:39 by filmsick  in FILMFLU
  THE GARDEN (DEREK JARMAN/1990) A++++++++++++++++++++++++++

-นี้คือภาพฝันอันทรงพลัง  การทอดตามองดูภาพยนตร์ในฐานะภาพบันทึกความฝัน  ดีเรค จาร์แมน หยิบเอาตำนานของพระเยซูมาเล่าใหม่ โดยการเปลี่ยนตำแหน่งของพระเยซูให้กลายเป็นคู่รักชาวเกย์  ซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า เกย์คือพระเจ้า แต่หมายความว่า การเป็นคู่รักเกย์ ต้องทัณฑ์ทรมานปานเดียวกันกับที่พระเยซูได้รับในยุคสมัยโรมัน เป็นประสปการณ์การถูกปฏิเสธอันเจ็บปวดรวดร้าวร่วมกัน หนังจึงมีฉากคู่รักเกย์ถูกทำร้าย ทั้งจากจักวรรดิโรมัน พวกกลุ่มพังค์ไปจนถึงฉากกระเทยแต่หญิงโดนผู้หญิงรุมทำร้าย โดยที่ในกาลต่อมา กระเทยแต่งหญิงนางนั้นได้รับบทเป็นแมรี่ แมกดาลีน

-แต่มั้งหมดไม่ได้ถูกนำเสนออย่างตรงไปตรงมา หากซ่อนไว้ในรูปแบบภาพฝันไม่ปะติดปะต่อ ทิลด้า สวินตัน แม่ย่านางของจาร์แมนเล่นเป็นอย่างน้อยสี่บทบาท ตั้งแต่ราชินีที่ถูกปาปารัซซี่ตามล่า  สาวเก็บเห็ดยากจน หรือเทพธิดาจาสรวงสวรรค์

- จาร์แมนพูดถึงตนเองผ่านภาพฝัน (ที่เริ่มตนจากการหลับไหลไปบนโต๊ะทำงานของเขาเอง) การเป็นเกย์ ความสุขในวัยเยาว์(ฉากโฮโมอีโรติคปั่นปวนรัญจวนใจที่สุดคือเด็กน้อยอาบน้ำให้หนุ่มหล่อ) โรคเอดส์ที่มาในรูปของชายเปลือยถือคบไฟ  พระเยซูกลายเป็นนักจาริกแสวงบุญใต้ผ้าคลุมและแสงไฟสาดส่องดึงให้เขาโดดออกจากฉากหลัง  ที่คือโรงไฟฟ้า และเสาไฟฟ้าแรงสูง  แล้วยังมี การศึกษาที่บีบรัดตัดขาดผู้คนผ่านฉากเด็กน้อยหมุนลูกโลกบนโต๊ะที่รายล้อมด้วยนักวิชาการแก่นั่งเคาะไม้เรียวเป็นจังหวะ ความเริงใจของระบำฟลาเมนโก หรือเหล่าหญงชราที่เล่นดนตรีจากแก้วน้ำ  ความสัมพันธ์ชายหญิงที่เจ็บปวดรวดร้าวใจไฟลุกท่วม  ทั้งหมดถูกจัดวางอย่างสวยสดงดงามราวกับการเรียบเรียงคำให้กลายเป็นวรรคหนึ่งในบทกวีอันเต็มไปด้วยความร้าวราน

-ที่น่าตื่นเต้นมากขึ้นคือหนังแทบทั้งเรื่องถ่ายทำในสวนหลังบ้านของจาร์แมนเอง หากภาพที่ได้ทำให้เห็นว่าศิลปินสามารถสร้างงานได้แม้ว่าเขาจะมีทรัพยากรจำกัดแค่ไหน

-ไม่ใช่แค่หนึ่งในหนังแห่งปีที่ได้ดู ( คงไม่เอาหนังเรื่องนี้เข้าลิสต์เพราะมันจะเป็นความลำเอียงจนเกินไป  ) แต่นี่คือประสปการณ์ดูหนังอันพิลาศพิไลที่สุดอีกครั้งในชีวิต)

ฉากเด็ดฉากหนึ่งใน THE GARDEN ไม่สวยมากแต่แสบมาก

 

 

DOG SYMPOSIUM (RAOUL RUIZ/1977) A+

-หนังสั้นของเจ้าพ่อนักเล่าเรื่อง RAOUL RUIZ ที่เล่าเรื่องโดยใช้เพียงภาพถ่ายเล่าเรื่องสลับกับภาพเคลื่อนไหวที่เป็นเพียงการถ่ายหมาเห่า

 

-เราอาจหนังเรื่องนี้ว่าเป็นหนังแบบ พ่อของKEREN CYTTER หนังเขียนบทขึ้นมาโดยวนลูปเหตุการณ์ณ์ซึ่งเกี่ยวกับเด็กที่ถูกเอาไปฝากเลี้ยงกับคนอื่นโตขึ้นมาอย่างเจ็บปวด เ ดินเข้าสู่ความสัมพันธ์แบบต้องการการครอบครอง อดีตถูกขุดคุ้ย   พร้อมกับเส้าที่สามในความสัมพันธ์ก่อนจะดำเนินไปสู่การฆาตกรรมสะพรึงขวัญ   หนังใช้ตัวละครสามตัว   วนลูปสามครั้งในเส้นเรื่องเดิมราวกับประวัติศาสตร์เล่นซ้ำตัวเองทั้งที่มันคืบเคลื่อนไปข้างหน้า

 

-หนังทั้งเรื่องใช้วิธีการแบบLA JEETE ของ คริส มาแกร์ กล่าวคือ ใช้รูปถ่ายแทนภาพเคลื่อนไหว และใช้VOICE OVER ในการเล่าเรื่อง แต่เล่าเรื่องแบบวนลูป แถมมีการเปลี่ยนตำแหน่งแห่งที่ของวัตถุซ้อนภาพเข้ามาทำให้หนังกลายเป็นการตั้งคำถามถึงความจริงและความลวง

 

 

HUNGER (STEVE McQUEEN/2007)A+++++++++++++++++++++

 

-หนังว่าด้วยการประท้วงด้วยการไม่ยอมอาบน้ำ ตัดผม ดูแลความสะอาดร่างกาย และทำห้องขังให้สกปรก(เช่นเอาขี้ป้ายผนังทั้งสี่มุม หรือเทฉี่ให้ไหลออกไปเลอะทางเดินตลอดเวลา ไปจนถึงการประท้วงด้วยการอดอาหารของนักโทษ IRA ซึ่งประท้วงรัฐบาลอังกฤษ

-หนังแทบทั้งเรื่องดำเนินไปในความเงียบ  ใช้ความเงียบในการขมขู่คนดู ผู้ซึ่งติดกับในการเฝ้าจ้องมอง ร่างกาย และการกระทำ ทั้งจากการกระทำของเหล่านักโทษ หรือร่างกายของนักโทษที่ถูกผู้คุมทำร้าย   ความเงียบทำหน้าที่คุกคามคนดูเหมือนคนดูเองอยู่ในห้องขัง   ทันทีที่มีเสียง หมายถึงมันย่อมเป็นเรื่องเลวร้าย   แต่เมื่อมีบทสนทนาหนังก็ปล่อยยาวรวดเดียว22 นาทีไม่มีเบรคไม่มีตัด!

-สิ่งที่น่าสนใจคือหนังแสดงให้เห็นว่าทั้งฝั่งผู้คุมและฝั่งนักโษต่างก็มีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน และร้ายกาจไม่ต่างกัน (ฉากการสังหารโหดในบ้านพักคนชรา เป็นฉากที่เหี้ยมโหดมาก)

-การอดอาหารของนักแสดงในเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นตะลึงมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ว่ากันว่านักแสดงอดอาหารจริงและต้องมีนักโภชนาการคอยดูไม่ให้เสียชีวิตไปเสียก่อนขณะถ่ายทำ

-ความที่หนังแทบไร้บทสนทนา มีแต่การกระทำอันเงียบเชียบ ทำให้อดนึกถึง A MAN ESACPED ของ ROBERT BRESSON ไม่ได้ บางทีเราอาจเปลี่ยนชื่อหนังเรื่องนี้เป็น A MAN UNESCAPED ได้

ตัวอย่างหนังคร่าบ

 

RE-CYCLE (PANG BROS. /2006) ..

-จริงๆหนังมีโอกาสจะออกมาเป็นหนังที่น่าสนใจมาก เพราะหนังให้เวลาเกินครึ่งเป็นการท่องโลกวิญญาณ แม้ซีจีของหนังจะไม่เลวร้าย แต่เรารู้สึกว่ามันแห้งแล้งไร้หัวใจพิกล  

- ประเด็นของหนังเหมือนการรีเมค หนังเรื่องTHE EYE 2   และหนังผีเกือบทั้งหมดของพี่น้องแปง(ไม่รู้มีปมอะไรกับเรื่อง ความเป็นแม่เป็นลูก การท้องและการทำแท้ง)ไม่รู้ทำไปทำไม

 

LAST TRAIN FROM GUN HILL (JOHN  STURGES/ 1959) A+

-หนังคาวบอยของผู้กำกับตกสำรวจ (เขาคือคนทำ GUNFIGHT AT OK CORRAL และ THE GREAT ESCAPE ) ที่เล่าเรื่องในหนึ่งวันของการชำระแค้น ของชายหนุ่ที่เมียถูกฆ่าข่มขืนด้วยฝีมือของลูกเศรษฐี ที่เป็นเพื่อนเก่าแก่กันมา

-จริงๆมันเป็นหนังคาวบอยล้างแค้นธรรมดาที่ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น แต่หนังได้การแสดงอันเข้มข้นบวกรัศมีดาราแบบฮอลลีวู้ดยุคทอง(ซึ่งตอนนี้มักไม่ค่อยมี) ของ KIRK DOUGLAS และ ANTHONY QUINN ทำให้หนังออกมาสนุกมาก มันส์มาก ระทึกใจมาก แสดงให้เห็นว่าหนังยุคทองเขาสร้างกันยังไงให้ออกมาสนุกสนานข้ามเวลา

-ชอบฉากCLIMAX ของหนังมาก กล้องที่เคลื่อนที่ตามพระเอกไปเรื่อยๆจนข้ามทางรถไฟ

 

THE YEARNING ( MIKIO NARUSE/1964) A+++++++++++++++++++

-จริงๆเราชอบหนังของ มิกิโอะ นารูเสะในระดับA++++++++++++++ทุกเรื่อง แต่ขอยกให้เรื่องนี้เป็น MY BEST NARUSE for now ( นารุเสะทำหนังไว้ตั้งเกือบร้อยเรื่อง  อาจจะมีเรื่องที่ชอบมากกว่านี้ในอนาคต)

 

-ที่จริงพลอตหนังมันน้ำเน่ามากๆเรื่องของรักของพี่สะใภ้ที่กำลังจะถูกบีบให้ออกจากบ้านทั้งที่ดูแลครอบครัวมาตลอดกับน้องสามี (ซึ่งตายไปแล้ว)   ตัวหนังเองก็นำเสนออย่างตรงไปตรงมา เล่าแบบหนึ่งสองสาม แต่ไม่รู้ทำไมมันถึงซึ้งมาก และเต็มไปด้วยมิติความเป็นมนุษย์ ส่วนหนึ่งต้องกราบการแสดงของฮิเดโกะ ทาคามิเนะ

 

-จริงๆหนังของนารูเสะมีประเด็นคล้ายๆกันเกือบหมด(เหมือนกับโอสุ) คือเป็นเรื่องของผู้หญิงตัวเล็กๆ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคม แต่ที่แตกต่างคือในขณะที่โอสุจะลงลึกในความสัมพันธ์ของตัวละครใต้กรอบของจารีตประเพณี นารูเสะกลับเล่าเรื่องกว้างๆ เพื่อแสดงภาพผลกระทบของความเปลี่ยนแปลงในระดับสังคมที่ส่งผลต่อปัจเจกบุคคล (เหมือนถ้า สมดุลความสัมพันธ์ของพ่อลูกใน LATE SPRING ของโอสุ จำเป็นต้องถูกทำลายลง มันก็เกิดจากจารีตโบราณ เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเกิด  เป็นความเติบโตเชิงปัจเจก  แต่สมดุลความสัมพันธ์ของTHE YEARNING ของ นารูเสะจะถูกทำลายลงจาก ความเปลี่ยนแปลงของสังคม (ในเรื่องนี้คือ การมาถึงของซุปเปอร์มาร์เกต) )

 

-เราอาจะเรียกหนังเรื่องนี้อีกชื่อหนึ่งว่าเป็นหนังต่อต้านโลตัสเรื่องแรกๆของโลกก็ได้

ตัวอย่างหนังจ้า

 


MULHOLLAND  DR. (DAVID LYNCH/2001 ) A+++++++++++++

-บอกเพื่อนคนหนึ่งหลังดูหนังจบว่ามีความสุขมากๆๆๆๆ รู้สึกการดูหนังเรื่องนี้เหมือนได้กลับบ้าน บ้านที่ว่าไม่ได้หมายถึงบ้านจริงๆ(เพราะจริงๆเราก็ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่บ้าน) แต่เป็นบ้านทางจิตวิญญาณ ที่หมายถึงว่าเวลาเราครีเอตโลกในหัวเราขึ้นมา  โลกในหัวเราก็จะเป็นโลกแห่งความมืดดำ ที่ทำลายเงื่อนไขเวลา  ปริศนาที่ไม่คลี่คลาย ตัวละครติดกับ เรื่องเหนือจริง อธิบายไม่ได้  ความคลุมเครือชั่วร้าย อธิบายไม่ได้  รู้สึกว่าโลกแบบนี้มักจะอยู่ในงานเขียนระยะหลังๆของตัวเองด้วย

-จริงเรื่องของมันไม่ได้มีอะไรมาก แต่วิธีการเรียงเรื่อง และ ดวงตาแบบลินซ์ๆ ทำให้หนังชั่วร้ายมากขึ้นหลายเท่า  ตั้งแต่วิธีการตัดภาพ  ซ้อนภาพ การวนภาพซ้ำ (โทรศัพท์) หรือภาพที่ดูอันตรายน่ากลัว (เช่นภาพยายแก่สองผัวเมียยิ้มค้างอย่างน่ากลัว)  หรือภาพที่ดูไม่น่าจะอยู่ในหนังได้ เช่นภาพยายผีบ้า หรือภาพตาแก่ยายแก่ตัวจิ๋วบุกบ้าน ทุกภาพในหนังดูไม่ถูกที่ บางอันประดักประเดิด น่าขัน แต่พอมันจ้องมองผ่านดวงตาของเดวิด ลินซ์ มันจะหลอนมากกกกกก

-ตัวหนังนั้นเป็นเหมือนการคารวะและในขณะเดียวกันก็วิพาก์ฮอลลีสู้ด อย่ามันมือ หนังถ่ายครึ่งแรกด้วยแสงแบบสว่างแข็งกระด้างเหมือนแสงที่มาจากหนังซีรีส์ทางทีวี หรือหนังฮอลลีวู้ดยุค90 ที่มักเจิดจ้าและพอมืดก็จะตัดกันค่อนข้างรุนแรง แต่พอเข้าครึ่งหลัง(เมื่อตัวละครผ่านความมืด) แสงก็กลายเป็นแสงแบบเดวิวดลินซ์

-ตัวละครในหนังใช้ชื่อ ริต้า (ตาม ริต้า เฮยเวริ์ด) แต่ตัวเบตตี้ อาจจะมาจาก เบตตี้ เดวิสความสัมพันธ์ของตัวละครคู่นี้คล้ายคลึงALL ABOUT EVE เหตุกาณณืฆาตกรรม ก็เกิดขึ้นบนถนน MULHOLLAND DRIVE ซึ่ง ป้ายถนน เหมือนป้ายถนนSUNSET BLV ในหนังเรื่องSUNSET BLV (ซึ่งเกี่ยวกับการฆาตกรรม) และเหตุการณ์ในบ้านของเบตตี้ก็ตั้งอยู่บนถนน SUNSET BLV ด้วยเช่นกัน

-เบตตี้ในครึ่งแรกมีลักษณะเป็ นางผมบลอนด์สู่รู แบบตัวละครในหนังของฮิตทช์คอก เจอเลื่อลึกลับคล้ายกัน

-แล้วในอีกทางหนึ่ง หนังครึ่งแรกอาจเป็นเพียงภาพฝันแต่การที่เธอเป็นดาราดังในครึ่งแรกเป็นยั่วล้อภาพฝันกับความจริงเกี่ยวกับชีวิตในฮอลลีวู้ดในครึ่งหลัง

--การกลับบทบาทของตัวละครนี้ถูกเชื่อมกันสนิทในฉากที่ริต้าสวมวิกผมบลอนด์แบบเบตตี้ ทั้งคู่ไปดูโชว์ประหลาดที่บอกว่าทั้งหมดเป็นการบันทึกไว้ล่วงหน้า ถ้าเหตุการณ์ทั้งหมดคือการเล่นซ้ำ เหมือนประวัติศาสตร์เล่นซ้ำตัวเอง มันก็เป็นเช่นนั้น ต้องไม่ลืมว่าเหตุการณืพวกนี้เล่นซ้ำมาแล้วในหนังฮอลลีวู้ดยุคทอง!

-ฉากที่ชอบมากที่สุดในหนังคือฉากที่ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องเลย ฉาหนึ่งที่มีผู้ชายสองคนเข้าไปนั่งในร้านอาหารแล้วคนหนึ่งบอกว่า เขามาที่นี่เพราะเขาเคยฝันถึงแล้วมีผู้ชายยืนหลังร้านอะไรสักอย่าง ฉากนี้จบลงโดยไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น  แต่ความรู้สึกจากการถ่ายทำและการจ้องมองทำให้เรารู้สึกว่ามีเรื่องชั่วร้ายเกิดขึ้นที่ไหนสักแห่ง ใกล้ๆกัน  และเราว่านี่คือวิธีการอธิบายโลของเดวิด ลินซ์

ซีนสุดจี๊ดที่ว่า

 


-SPIDER BABY (JACK HILL/1968 ) A+

 

-นี่คือพระบิดรมารดาต้นทางของ TEXAS CHAINSAW ของ TOBE HOOPER หนังเล่าเรื่องครอบครัวสยองโลกที่อาศัยอยู่สุดขอบเมือง ที่คนในครอบครัวได้กันเองจนออกลูกออกหลานมาเป้ฯคนเพี้ยน พวกรุ่นสุดท้ายในตระกูลมีลูกชายที่เป็นบ้า และพี่น้องสองสาว คนพี่ชอบยุให้คนเกลียดกัน คนน้องคิดว่าตัวเองเป็นนางแมงมุม ใครโผล่เข้ามาหล่อนจะเอาตาข่ายมัดและเชือดด้วยมีดประหนึ่งเป็นนางแมงมุม  พอ่ของพวกหล่อนอนเป็นศพอยู่ในห้อง แต่พวกหล่อนก็ไปจูบพ่อทุกคืน มีคนรับใช้ที่สุดรักคอยดูแล จนกระทั่งมีพวกญาติห่างหมายจะมาเอาคฤหาสน้เป็นมรดก เลยต้องพบกับคืนสยองไม่รู้จบ!  (ชื่อหนังอีกชื่อหนึ่งฮามาก ชื่อ THE MADDEST STORY EVER TOLD )

 

-หนังมีตัวละครหญิงที่รุนแรงที่สุดคู่หนึ่ง คืออีนางพี่น้องสาวสวยมหาภัย  ทางหนึ่งพวกหล่อนเหมือนเด็กปัญญาอ่อน แต่ในอีกวินาทีพวกหล่อนคือนางแมงมุมแม่ม่ายดำ !

 

-ฉากเชือดในหนังมีไม่มาก และว่ากันว่ามันเป็นหนังทุนต่ำมาก แต่ทุกฉากเชือดในหนังทรงปริทธิภาพ สยองขวัญ  โดยไม่ต้องพึ่งพา CG ให้รุ่งริ่งรุงรังเหมือนสมัยนี้ แค่ฉากพวกหล่อนยืนเป็นเงาอยู่ตรงบันไดทางลงห้องใต้ดินก็สยองสุดขีดไปแล้ว

 

-หนังมีความสยองแปร่งพิลึกคล้ายๆกับหนัง LITTLE SHOP OF HORROR ของROGER CORMAN (นอกเหนือไปจากการที่ไตเติ้ลเครดิตของหนังเป็นการ์ตูนเหมือนกัน) คือจริงๆมันมีอารมณ์ขันประหลาดชวนสะอิดสะเอียน (โดยเฉพาะในฉากกินข้าว) แล้วพอถ่ายทำด้วยดวงตามุ่งร้าย (อารมณ์ขันในหนังเรื่องนี้มาพร้อมความชั่วร้ายในระดับสูง) ทำให้มันมีรสชาติแปลกพิลึก และน่ากลัวมากๆ

-กราบขอบพระคุณมาดาม MdS สำหรับDVD อนุเคราะห์ ครับ

ซีนสุดเฮี้ยน (หนึ่งในหลายซีนของหนัง)

 

 

CARGO 200(ALEXIE BALABANOV /2007)  A+++++++++++++++++++

-เขียนถึงหนังไว้ ไม่จบเสียที ยกมาแปะก่อน เดี๋ยวลืม

เรื่องนี้อ้างอิงจากเหตุการณ์จริง

 

มันเป็นค่ำคืนธรรมดา ศาสตราจารย์หนุ่มเพิ้งเสร็จจากการร่ำดื่มกับพี่ชายและตั้งใจจะขับรถไปเยี่ยมแม่ ระหว่างทางเกิดรถเสีย ในอีกทางหนึ่ง แฟนของหลานสาวขอเขาไปเที่ยวดิสโก้ตามลำพัง แล้วไปเจอกับเพื่อนของคนรัก พวกเขาแอบกิ๊กกันขับรถออกไปชานเมือง

 

ทั้งสองเหตุการณ์ประสานจุดตัดที่บ้านในชนบทแห่งหนึ่งบ้านไร่เล็กๆหลังหนึ่งของชาวนาเจ้าอารมณ์ กับเมียที่เป็นเหมือนข้าทาส และคนงานชาวเวียตนามกับไอ้บ้าที่ยืนอยู่หน้าบ้าน  เริ่มจากศาสตราจารย์ที่ถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนระหว่างความเชื่อพระเจ้า กับความเชื่อคอมมิวนิสต์ ก่อนที่จะปั้นปึ่งออกไป สวนทางกับไอ้หนุ่มที่มาเมาหลับและทิ้งเด็กสาวให้เผชิญชะตากรรมขนหัวลุก  เมื่อหล่อนถูกลักพาไปขังไว้ในอพาร์ตเมนท์รูหนูถูกข่มขืน ถูฏทิ้งไว้กับซากศพอันเปื่อยเน่าหลายวันคืน โดยที่ไม่สามารถจับมือใครดมได้ทั้งที่เหตุการณ์เกิดใกล้ใต้จมูกบิดาของหล่อนเอง

 

ย้ำอีกครั้งว่าเรื่องวิปริตใจจืดที่คุณอ่านไปอ้างอิงจากเหตุการณ์จริง  และมันเกิดขึ้นในปี 1984 ปีท้ายๆก่อนที่สหภาพโซเวียตจะล่มสลาย

 

มีบทความชิ้นหนึ่งเขียนถึงหนังเรื่องนี้โดยใช้ชื่อบทความว่า FROM RUSSIA WITHOUT LOVE ซึ่งตรงไปตรงมาและเหมาะสมกับ หนังเรื่องนี้ที่คนรัสเซียหลายคนเกลียดชังและกล่าวหาว่ามันคือหนังที่ทำลายภาพลักษณ์อันดีของประเทศ   เพราะมันหยิบจับเหตุการณ์สะเทือนขวัญมาเล่าโดยไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อเล่าเรื่องเป็นอุทาหรณ์ หากมีจุดมุ่งหมายในการวิพากษ์สังคมรัสเซียในทุกชนชั้น ตั้งแต่ ทหาร ตำรวจ นักวิชาการ วัยรุ่น ไปจนถึงคนรากหญ้า   โดยฝีมือของALEKSEI BALABANOV ผู้กำกับรัสเซียที่เคยทำหนังฮิตอย่าง BROTHER (ที่มีภาคต่ออกมาด้วย) และเคยทำหนังประหลาดอย่าง OF FREAKS AND MEN

 

ในหนังเรื่องนี้ BALABANOV พกพาความกราดเกรี้ยวมาเต็มกระเป๋า เขาใช้เหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 1984 ซึ่งเป็นช่วงปีที่รัสเซียเปิดศึกกับอัฟกานิสถาน   และ CARGO 200 คือเที่ยวบินที่ขนศพทหารรัสเซียชุดแรกกลับจากอัฟกานิสถาน ว่ากันว่าสงครามครั้งนี้เป็นชนวนสำคัญที่ทำหีรัสเซียค่อยๆลมสลาย แต่หนังแทบไม่ได้พูดถึงเที่ยวบินนี้เลย เพราะสิ่งที่ทำให้สังคมล่มสลายไม่ใช่สงครามภายนอกหากคือภาวะ ‘เน่าใน'ต่างหาก

 

-สิ่งที่ทำให้ชอบหนังเรื่องนี้มากๆๆๆๆๆ คือการที่หนังเป็นการมองประเทศด้วยความเกลียดชังแล้วแสดงให้เห็นว่าคนทุกชนชั้นมีส่วนร่วมกับอาชญากรรมในครั้งนี้ ทุกคนล้วน เน่าใน จากนายทหารไปจนถึงวัยรุ่นไร้ค่า หนังแสดงภาพ การคอรัปชั่น การเพิกเฉย การไม่ยอมรับผิด  การปฏิเสธ  ทำให้ความชั่วช้าเกิดขึ้น

 

-การที่หนังเลือกเร่าเลื่องแบบกระตุกอารมณ์คนดูอย่างแรง เช่นในฉากหนึ่งตัวละครกำลังสนทนาฮาๆกันอยู่ในฉากต่อมาก็ฆ่ากัน ความตาย ความขบขัน ความหยาบเถื่อนห่ามโหดของคนทคนในเรื่องนี้แสดงบรรยากาศเหี้ยมโหดออกมาอย่างแรง

 

-หนังเสียดสีสงครามผ่านศพทหารที่ถูกโยนไว้ในห้องของหญิงสาว วีรบุรุษปกป้องประเทศเป็นแค่ศพเน่าเหม็น เพราะในประเทศเต็มไปด้วยความอุบาทว์หยาบช้า   ชอบหนังในระดับเดียวกับ 4 หนังรัสเซียเฮี้ยนโคดพ่อโคดแม่

-อยากเขียนยาวๆถึงหนังเรื่องนี้ แต่ไม่รู้จะมีปัญญาไหม 

ตัวอย่างหนังคร่าบ

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

กรี๊ดดด อยากดู Cargo200
อยากดู Mulholland Dr.
อยากดู Hunger

แต่ต้องทำงานอีกแล้ว เบื่อจริงๆ T^T

#1 By nanoguy on 2008-10-19 17:04

โห น่าดูทั้งนั้นเลย the garden, hunger, cargo, spider baby

Mulholland Drive แผ่นเสียอ่ะ ดูไม่ได้เลย เศร้า

#2 By eak early : เอกเช้า on 2008-10-19 17:18

อยากดู Mulholland Dr. อีกรอบง่ะ

เคยดูแต่ใน HBO

มีครั้งนึง แม่นั่งดูด้วย

แม่พูดว่า หนังบ้าอะไรวะ

#3 By merveillesxx (58.8.118.234) on 2008-10-20 03:45

HUNGER น่าสนใจมากๆๆเลยค่ะ cry

#4 By [- KaOru -] on 2008-10-20 13:21

อ่าน roughcut อันนี้แล้วรู้สึกว่า film lover are sick people จริง ๆ

#5 By ขเจน on 2008-10-20 14:00