NOW SHOWING ( RAYA MARTIN/2008 ): มหากาพย์สามัญ
posted on 07 Oct 2008 00:07 by filmsick in alienation
นี่คือเรื่องของริต้า เด็กสาวอายุราว13-14 ที่อาศัยอยู่กับแม่ซึ่งมีงานยุ่งตลอดเวลา พ่อของเธอนั้นทำงานอยู่เมืองนอกนานๆถึงจะเจอสักครั้งหนึ่ง ริต้าอยู่บ้านคนเดียวเสมอ บางทีเธอก็เล่นคนเดียวทำท่าว่าเป็นนักร้อง เวลาออกไปเล่นกับเพื่อนบ้านก็มักจะลงเอยด้วยความอึดอัดขัดข้องต้องหนีมาร้องให้คนเดียว บางทีแม่ไม่อยู่บ้านนานๆเธอก็ไปกินข้าวที่ข้างบ้าน เล่นคนเดียว นอนดูทีวี เธอไม่ค่อยมีเพื่อนจัดงานวันเกิดก็ไม่มีใครมา บางทีเธอทะเลาะกับแม่ บางทีก็นั่งคุยกัน แม่เล่าเรื่องพ่อให้ฟัง บางทีป้าก็มาที่บ้าน แล้วทำนู่นทำนี่กัน แบ่งสมบัติของยาที่เคยเป็นดาราหนัง มีชุดสวยๆและโปสเตอร์หนังเต็มไปหมด บางคืนอากาศร้อน เธอนอนกอกดแม่ที่พัดวีให้เธอแล้ว ฟังละครวิทยุสยองขวัญกันสองคน บางทีเธอกับแม่และป้าก็ไปเที่ยวทะเลกัน บ่อยครั้งเธออาจร้องให้ขี้แย แต่ชีวิตมันก็เป็นเช่นั้น โดยรวมเธอก็มีความสุขดี
จนกระทั่งเธอโตเป็นสาว เธอยังคงอาศัยอยู่กับแม่ ดูทีวีมืดๆในห้อง นั่งคุยกัน ไปทำงานเป็นสาวขายดีวีดีเถื่อนในแผงของป้า เธอกำลังวุ่นวายอยู่กับความสัมพันธ์ของเธอกับแฟนหนุ่ม เขาชวนเธอให้ไปค้างกับเขาในวันเกิดของเขา และเธอต้องโกหกแม่ว่าจะไปงานวันเกิดเพื่อนอีกคน ซึ่งก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการกระทำของเธอนัก เธอไปงานปาร์ตี้ จากนั้นออกไปโรงแรมกับชายหนุ่ม เธอกลับบ้านกลางดึก นั่งรออยู่ในร้านอาหารที่เปิดตลอดคืน ในบ้านที่ที่เงียบเชียบ ริต้าเก็บข้าวของแล้วนั่งอ้อยสร้อยในห้องครัวก่อนจะออกจากบ้านไป เธออาจจะรอใครสักคนที่ท่ารถ แต่เขาไม่มา มีเพียงเธอยืนร้องให้อยู่ปลายสายโทรศัพท์ ก่นจะนั่งรถไปอย่างเงียบและเคลิ้มหลับในแสงแดดยามสาย
นี่คือเหตุการณ์ทั้งหมดในหนังเรื่องนี้ (น่าจะเกือบครบทุกซีน) ในหนังเรื่องล่าสุดของRAYA MARTIN เจ้าหนูมหัศจรรย์แห่งวงการหนังฟิลิปปินส์ รายา มาร์ติน ทำหนังยาวเรื่องแรก ตอนอายุ 21 หนังเรื่องนั้นคือ SHORT FILMS ABOUT INDIO NACIONAL( THE PROLONGED SORROW OF THE FILIPINOS ) ที่เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์อันชอกช้ำของประเทศฟิลิปปินส์ จากยุคสมัยที่ยังเป็นอาณานิคมของเสปน ไล่เรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบัน โดยหนังแบ่งตัวเองเป็นสองส่วน ตัวหนังนั้นแบ่งออกเป็นสองส่วน นั่นคือช่วงยี่สิบนาทีแรก เป็นหนังสี ว่าด้วยยามดึกดื่นในกระท่อมน้อย กล้องแช่ภาพนิ่งเฝ้ามองหญิงสาวคนหนึ่งนอพลิกตัวไปมาท่ามกลางเสียหรีดหริ่งเรไรอันร้องระงม เธอลุกขึ้นนั่งจ้องมองแสงตะเกียง เธอกระสับกระส่าย ปลุกสามีจากที่นอน บอกเขาว่า เธอนอนไม่หลับ และขอร้องให้เขาเล่านิทานให้เธอฟัง เขาเล่าเรื่องชายผู้หนึ่งที่พบเอาอาจารย์เฒ่าที่แบกบางอย่างไว้บนหลัง ที่บอว่าให้เขาย้ายภูเขาไปกลบฝังคนชั่ว จากนั้น เรื่องราวก็เคลื่อนย้ายเข้าสู่ช่วงที่สองซึ่งถ่ายทำเป็นหนังขาวดำ และมาในลักษณะหนังเงียบที่ใช้ตัวหนังสือเล่าเรื่องแทนการใช้บทสนทนา
ในช่วงนี้หนังแบ่งตัวเองออกเป็นสามส่วน แต่ละฉากของหนังอาจไม่ต่อเนื่องเกี่ยวข้องกันป็นเหมือนภาพชิ้นเล็กที่ร้อยต่อกันเป็นภาพรวม ส่วนแรกเป็นเรื่องในวัยเยาว์ของเด็กชายชาวพื้นเมืองที่เป็นผู้ช่วยพระในโบสถ์คริสต์ หนังมภาพเล็กๆเช่นเด็กน้อยกับยาย ผู้คนที่เดินไปมาบนถนนดิน เด็กสาวสองคนที่มาสวดมนต์(แต่ขึ้นตัวอักษรว่ากำลังถกเถียงกัน) หรือรูปปั้นปลอมที่ถูกเอามาตั้งไว้ให้ผู้คนบูชา (ตัวหนังสือขึ้นว่ารูปปั้นแต่ภาพที่เห็นคือชายพื้นเมืองคนหนึ่ง) และชอตเด็ด ภาพเด็กๆยืนปากอ้าตาค้างจ้องมอง สุริยุปราคา อย่างยาวนาน (แถมภาพสุริยุปราคาก็มาในรูปภาพการ์ตูนตลกๆอีกต่างหาก ในส่วนที่สองเด็กชายเติบโตเป็นวัยรุ่น และเข้าร่วมในขบวนการปฏิวัตไม่ทราบจุดมุ่งหมายพวกเขาตั้งใจจะจู่โจมใครสักคน แต่กนุ่มน้อยกลับป่วยไข้ พอฟื้นมา ก็ไม่พบกลุ่มผู้ปฏิวัติอีกแล้ว ขณะที่ส่วนที่สามคือการเดินทางไม่จบสิ้นของขบวนผู้อพยพเข้าเมืองหลวงและการซ้อมละครของคณะละครประหลาดที่ดูเหมือนจะรับบทเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ภาพไม่สำคัญทั้งหลายของปัจเจกชนเล็กๆ ถักทอขึ้นเป็นบรรยากาศกระอักกระอ่วสนพิพักพิพ่วน แบบ มุขปาฐะประวัติศาสตร์ ส่วนบุคคล อันเป็นภาพแทนของประวัติศาสตร์แบบย่นย่อ เจ็บจริง ตายจริง อันแสนเศร้า
ในปีต่อมาเขาทำหนังเรื่องที่สอง นั่นคือ AUTOHYSTORIA หนังยาวแทบไร้บทสนทนาที่เล่าเหตุการณ์เกี่ยวกับการลอบสังหารนักการเมือง (หรืออาจจะเป็นนักต่อสู้ภาคประชาชน) ของฟิลิปปินส์ แต่นี่ไม่ใช่หนังเร้าใจระทึกขวัญแบบขนบหนังเล่าเรื่องลอบสังหารทั่วไปเพราะหนังแบ่งตัวเองออกเป็นสามช่วง(อีกแล้ว ) ช่วงแรกเป็นฉากลองเทคยาวสามสิบนาทีที่ทำเพียงติดตามการเดิน ของใครบางคนจากอีฟากถนน จากโรงแรมหรือร้านค้าสักแห่งกลับไปบ้าน กล้องติดตามเหมือนดวงตามือสังหารท่องไปตามท้องถนนของฟิลิปปินส์ ในขณะที่ช่วงที่สอง (น่าจะเป็นช่วงลักพา) เป็นการถ่ายจากกล้องในรถที่ลักพาเหยื่อไปวนรอบอนุสาวรีย์สักที่หนึ่งนับสิบรอบโดยตัดสลับภาพระหว่างภายในกับนอกรถ ในขณะที่ช่วงสุดท้ายกลับกลายเป็นภาพของธรรมชาติอันสวยสดงดงาม อันคือป่าที่ฝังร่างเหยื่อนั่นเอง!
ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์กลายเป็นหนังยาวเรื่องหนึ่งที่แทบไม่มีอะไรสลักสำคัญ AUTOHYSTORIA ฟังดูคล้ายคำประสม ระหว่า HISTORY(ประวัติศาสตร์) และโรคร้ายของความคลั่งไคล้ อย่าง HYSTERIA เขาใช้ฉากเล็กๆถักทอ บรรยากาศ ห้วงยามของการลอบสังหารที่ให้ความรู้สึกเพี้ยนพิลึกเกินกว่าจะใช้มาตรฐานหนังลอบสังหารทั่วไปมายึดจับ
หนังของรายา มาร์ติน หยิบเอาเหตุการณ์อันถูกละเลย(ในภาพร่างของเหตุการณ์ขนาดใหญ่ ที่สามารถเล่าอย่างตื่นเต้นได้) มาจับจ้องมองอย่างละเอียดลออที่ละชิ้นละชิ้น โดยละเลยเส้นเรื่อง ฉีกทิ้งตำราภาพยนตร์อันเป็นทักษะในการเล่าเรื่องแล้วสร้างรูปแบบการเล่าขึ้นมาใหม่ แกว่งไกวระหว่างสภาพของมือสมัครเล่นที่ตัดต่อไม่เป็นกับศิลปินที่ละเอียดกับทุกกระเบียดของตัวละครในฐานะมนุษย์ แล้วในปีนี้เขากลับมากับหนังซึ่งยาว 280 นาที( ประมาณ 4ชั่วโมง เศษ) แต่ถ่ายทำเพียงหกวันและถ่ายทำด้วยเครื่องมือถึงสี่ชนิด ( กล้องวีดีโอ ฟุตเตจหนังเก่า กล้องดีวี และ ฟิล์ม) หนังซึ่งมีเนื้อหาดูแล้วไม่น่าจะเป็นหนังที่มีเรื่องมีราวอะไรมากมายนักราวกับทอดตาจ้องมองเหตุการณ์ประจำวันของเด็กสาวคนหนึ่งโดยแบ่งเป็นช่วงแรกรุ่น กับช่วงที่กลายเป็นสาวเต็มตัว ไม่มีเหตุการณ์พิเศษอะไรมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครึ่งแรก ที่หนังทิ้งกล้องไว้กับตัวละครเป็นเวลานานๆบางซีนก็เกือบถึงสิบนาที ในขณธที่แม้ครึ่งหลังจะมีเรื่องมีราวมากขึ้นหนังกลับกันระยะออกห่างจากตัวละคร บางครั้งถ่ายไกลจากอีกฟากถนน หรือไม่ก็ผลักตัวละครไปอยู่ด้านลึกของจอ เรื่องของเธอถูกเล่าผ่านๆ ทิ้งคนดูไว้กับ) ฉากซึ่งไม่ได้มีความจำเป็นอันใด
ภายใต้ความฟูมฟายของการจ้องมองหนังใช้เวลาสี่ชั่วโมงครึ่งอย่างคุ้มค่าทุกนาที ทุกสิ่งที่หนังเก็บมาคือการจ้องมองชีวิตสามัญด้วยสายตาที่สามัญ ไม่พยายามจะทำให้ชีวิตของริต้ากลายเป็นเรื่องเล่า เราไม่ได้เห็นข้อขัดแย้ง หรือการคลี่ลคลายใดๆ แต่ต้องเก็บสะสม บุคลิก วิธีคิดจากการเฝ้าสังเกตุ เราค่อยๆสร้างริต้าของเราเองผ่านทางเหตุการณ์เล็กๆไร้ความสำคัญ ไม่มีที่มาที่ไป หนังปล่อยเวลามากมายไปกับฉากอย่างการเล่นกัยกองไฟที่มอดดับ ฉากการดูทีวีเนิ่นยาว (ตามด้วยฉากที่อยู่ดีๆทีวีก็ดับไป แล้วริต้าร้องกรี๊ดวิ่งไปหาแม่ โดยพร่ำถามว่าหนูทำอะไรผิด) หรือฉากสนทนาที่ไม่คืบหน้าไปไหน ฉากเล็กๆเหล่านี้ค่อยๆร้อยให้เราเห็นบุคลิก ความคิด และชีวิตของริต้า สองชั่วโมงแรกสำหรับการทำความรู้จักริต้า ในขณะที่อีกสองชั่วโมงหลังแม้หนังจะกันคนดูอยู่ในระยะไกล และจำกัดการแสดงของนักแสดงไว้อย่างจำกัด (เกือบทั้งหมดแทบเป็นฉากตัวละครยืนนิ่ง นั่งนิ่ง พูดกันแต่น้อย และแทบไม่แสดงอารมณืมากมายนัก) แต่ในเมื่อภาพของริต้าถูกปูไว้มาตั้งแต่ครึ่งแรกแล้วมันจึงเราจึงติดตามริต้าได้ตามบุคลิกที่เราร่างไว้ตั้งแต่ต้นนั่นเอง
ในขณะที่ชีวิตของริต้าทั้งในวัยเยาว์และวัยสาวดูเหมือนคืบเคลื่อนไปข้างหน้า แต่ระหว่างสองช่วงนั้น หนังกลับกั้นกลางด้วยฟุตเตจหนังขาวดำเรื่องหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเล่าเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งฝากลูกของเธอไปให้เติบโตในมือของหญิงคนอื่นเด็กน้อยเติบโตโดยมรู้ว่าแม่ของเธอเป็นใคร หนังขาวดำเงียบใบ้ไร้เสียงถูกตัดต่อหยาบๆคร่าว จากนั้นถูกกลับซ้ายเป็นขวา กัลบบนกลับล่างหลับหน้าเป็นหลัง ดูเหมือนบางฉากเรื่องจะถอยหลังกลับ คล้ายตัดเอาฉากเก่ามาใส่ใหม่ถอยไปสู่จุดเริ่มต้น ฉากเปิดที่เป็นเด็กผู้หญิงขึ้นบันได กลายเป็นฉากปิดของหนังจากนั้น เรื่องราวในส่วนหลังของริต้าก็เริ่มต้นขึ้น ซึ่งเอาเข้าจริงเราอาจกล่าวได้ว่าหนังขาวดำนี้คือจุดวกกลับของเรื่อง เพราะหากเราพับทบเรื่องของริต้าในวัยเด็ก กับเรื่องของริต้าในวัยสาว เวลาอาจก้าวเดินไปข้างหน้าแต่เหตุการณืทั้งหลายล้วนคล้ายย้อนรอยเดิม เราเห็นริต้า ดูทีวีกับแม่เหมือนตอนเด็ก นั่งเหงาที่แผงขายดีวีดีมองดูแผงอื่นมีครอบครัว พี่น้องเหมือนวัยเด็กที่เธอเล่นคนเดียวในบ้าน หรืออกไปเล่นกับเพื่อนอย่างฐานะคนนอก กระทั่งฉากเล็กๆ อย่างการขึ้นบันได (ในบ้าน ในทางขึ้นแผงขายของ กรือกระทั่งบันไดในฉากเปิดและปิดของหนังเงียบ ซึ่งเด็กกหญิงในเรื่องก็คืออีกเวอร์ชั่นหนึ่งของริต้านั่นเอง ) หรือฉากงานวันเกิดันเงียบเหงาของริต้า กลายเป็นฉากงานวันเกิดคึกคักของเพื่อนสาวที่เธอพยายามจะหลบหนีไปกับแฟนหนุ่ม หรือกระทั่งวงเหล้า (ในฉากที่ริต้าออกไปซื้อของให้แม่ในตอนเด็ก) ก็กลายมาเป็นวงเหล้าของเพื่อนๆที่แอบนินทาเธอลับหลัง หรือที่ดูเหมือนแปลกแปร่งที่สุดแต่กลับน่าสนใจที่สุดคือ ฉากหนึ่งที่ริต้า(ในวัยเด็ก) นอนฟังละครวิทยุกับแม่ ละครสยองขวัญน่ากลัวขนหัวลุก ฉากนี้ปรากฏขึ้นเป็นฉากท้ายของช่วงชีวิตเยาว์วัย ก่อนที่ฉากแรกสุดของริต้าในวัยสาวคือฉากที่เธอเดินโดดเดี่ยวในสุสานยามค่ำคืน เธออาจไปเยี่ยมสุสานของพ่อ หรือบางทีนี่อาจเป็นเพียงฉากจินตนาการ บางทีมันคือความฝัน หรือบางทีริต้าอาจกำลังเดินอยู่ในฉากของ ละครวิทยุจากวัยเด็กเรื่อง ‘ คืนสยองขวัญ' ซึ่งหากทั้งหมดทั้งมวลคือการปรากฏซ้ำของสิ่งซึ่งเคยปรากฏมาก่อนหน้า หนังเรื่องนี้ที่แท้มันอาจเป็นเพียงเรื่องสั้นที่มีสามรูปแบบ สามเวอร์ชั่นของริต้า เวอร์ชั่นเด็กสาวที่ถ่ายด้วยกล้องวีดีโอ เวอร์ชั่นหนังขาวดำ และเวอร์ชั่นที่ถ่ายทำด้วยกล้องดีวีและฟิล์ม ราวกับจะบอกว่าชีวิตเราคือการประวัติศาสตร์แห่งการผลิตซ้ำ
เลยพ้นไปจากตัวเรื่องเราอาจคิดถึงหนังเรื่องนี้ด้วยแง่มุมอื่นๆโดยเฉพาะแง่มุมเชิงเทคนิค และแง่มุมเชิงกรอบความคิด ในฐานะที่หนังเรื่องนี้คือการบันทึกประวัติศาสตร์ของนวัตกรรมนามภาพยนตร์
เริ่มต้นจากชีวติของริต้า ยายของเธอเป็นดาราหนัง น่าจะเป็นนางเอกมีชื อในยุคสมัยที่สตูดิโอเฟื่องฟู หนังที่ในเวลาต่อมาถูกลืมสิ้น ยายเธอเสียไปแล้ว แม่กับป้าของเธอพยายามขายทรัพย์สมบัติของยาย ภาพโปสเตอร์ ของขวัญจากดาราชายเก่าแก่ หรือชุดที่ยายเคยใส่ ริต้าในวัยเด็กยืนอยู่ท่ามกลางเศษซากของอดีตอันเลยลับ(คาดเดาจาอายุ ยายของเธอน่าจะมีชีวิตอยู่ในช่วงของหนังเงียบ (ซึ่งอาจจะเป็นหนังที่ย่ายเธอเล่นก็เป็นได้) ในห้วงยามขณะนั้นกล้องจับจ้องมองเธอด้วยดวงตาของกล้องวีดีโอ ซึ่งถูกถ่ายทำอย่างมือสมัครเล่นมากๆ ภาพในสองชั่วโมงแรกของช่วงวัยเด็กของเธอนั้นถูกถ่ายทำราวกับโฮมวีดีโอที่สั่นไหว วูบวาบ ซึ่งหากเทียบยุคสมัยนั้นมันก็น่าจะพอดิบพอดีกับยุค80's ซึ่งเป็นยุคสมัยของวีดีโอ ที่แทรกซึมไปแทนที่โรงภาพยนตร์ ก่อนที่หนังจะย้อนกลับไปหาฟุตเตจหนังเงียบซึ่ถือเป็น ยุคแรกมีภาพยนตร์ (แน่นอนการผุดบังเกิดของภาพยนตร์ คือจุดเปลี่ยน เช่นเดียวกับที่มันคือจุดเปลี่ยนในชีวิตของริต้าซึ่งอาจแทนที่ด้วยคำว่าภาพยนตร์ในความหมายร่วมสมัย) ก่อนที่หนังจะลุเข้าสู่ช่วงที่สามแล้วเปลี่ยนเครื่องมือฉับพลันไปเป็นกล้องดีวีคุณภาพสูงให้ภาพคมชัด ตามรูปแบบของยุคสมัยปัจจุบัน สอดคล้องกับสภาพการณ์ของวงการหนัง(ไม่ว่าจะเป็นหนังฟิลิปปินส์หรือหนังโลก) คือการที่โลกภาพยนตร์ที่แท้ถูกขับเคลื่อนด้วย ดีวีดีผีเถื่อน หากเราเทียบชีวิตของริต้าแทนความเป็นหนังขอยุคสมัยปัจจุบัน เราก็อาจจะบอกได้ว่า ภาพยนตร์ในปัจจุบันมีรากกำเนิดจากหนังเงียบ เติบโตผ่านยุค วีดีโอดละมีชีวิตอยู่ในยุคดิจิตอล ดูดีวีดีดเถื่อนเป็นหลัก และแน่นอนว่าหนังทั้งหลายยังคงเล่าเรื่องเดิมๆเฉกเช่นเดียวกับประวัติศาตร์ทั้งมวลในโลกนี้ซึ่งมักเล่นซ้ำตัวเองอยู่ร่ำไป ไม่ว่าจะอยู่ในยุคไหน
และหากเราเทียบริต้า เข้ากับตัวรายา มาร์ตินเองแล้วล่ะก็บางที ชีวิตของริต้าก็คล้ายคลึงกับพัฒนาการของเขาด้วย เพราะว่ากันว่าตัวเขาเองเติบโตในครอบครัวศิลปิน และสนใจถ่ายวีดีโอมาตั้งแต่เด็ก จากวีดีโอ มาจนถึงกล้องดีวี และลงเอยที่ฟิล์ม ไม่แตกต่างพัฒนการของตัวเขาเอง ยิ่งเมื่อเขาให้สัมภาษณ์ว่า ในทางหนึ่งการเลือกเครื่องมือสำหรับหนังแต่ละช่วงนั้นสามารถเปรียบเปรยได้ถึงพัฒนาการของมนุษย์ในแต่ละช่วง ภาพหยาบแตกวูบวาบในยุควีดีโอไม่ต่างจากความสับสนวุ่นวายในช่วงวัยเด็ก ก่อนที่ชีวิตจะค่อยๆจัดระเบียบตัวเองเมื่อเราเติบโตขึ้นภาพในช่วงหลังของหนังจึงนิ่งมากขึ้นสวยงามมากขึ้นไปจนถึงฉากสุดท้ายที่คล้ายกับการคืนความสงบชั่วระยะสั้นๆให้กับตัวละครเมื่อแสงแดดสาดส่องชั่วขณะที่ริต้าค่อยเคลิ้มหลับไปในรถโดยสาร
และไม่ว่าเราจะมองหนังเรื่องนี้ในฐานะของหนังที่พูดถึงประวัติศาสตร์ภาพยนตร์อย่างแนบเนียนหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ รายา มาร์ตินก็ยังนับเป็นคนที่ละเอียดลออในการนำเสนอมากๆ หนังเต็มไปด้วยฉากเล็กๆน้อยอย่างการใส่เสียงของถุงพลาสติก ซึ่งตามปกติมักจะพูกันออกจากหนังเรื่องอื่นๆ แต่ในหนังเรื่องนี้กลับเต็มไปด้วยเสียงถุงพลาสติก ซึ่งเป็นเสียงที่ ‘เวรี่เอเซียตะวันออกเฉียงใต้'มากๆ หรือการเลือกถ่ายฉากบางฉากซึ่งไม่จำเป้นต่อเนื้อหาเช่นฉากที่ริต้าเดินขึ้นบันไดซ้ำๆ เสียฝีเท้าหนักๆที่ป้าเธอบ่น ฉากแม่พยายามชวนป้าดูทีวี หรือไปจนกระทั่งในครึ่งหลังเมือ่เธอเดินตามชายหนุ่มเข้าไปในโรงแรม หนังกลับเสไปหาฉากพนักงานโรงแรมจัดห้องแทน ภาพเล็กๆแตกยิบย่อยไม่สำคัญเหล่านี้ประกอบรวมขึ้นเป็นตัวตนของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนสำหรับการเล่าถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียวหากค่อยๆมีเลือดเนื้อมนุษย์ขึ้นมา เวลาสี่ชั่วโมงเศษของหนังจึงไม่มีช่วงใดเลยที่ถูกใช้ไปอย่างสูญเปล่า
ว่ากันว่า ‘ฉายแล้ววันนี้'(NOW SHOWING) เป็นเพียงภาคต้นของหนังไตรภาค (ดูเหมือนภาคสองจะชื่อCOMING SOON ถ่ายเสร็จแล้ว และไม่ยาวขนาดนี้) เกี่ยวกับหนังของรายา มาร์ติน (นอกจากนี้เขายังมีโรงการทำไตรภาคของหนังสองเรื่องก่อนหน้าอีกด้วย) อาจจะเป็นการเร็วเกินไปที่จะเรียกเขาว่าความหวังใหม่ แต่เมื่อเทียบอายุกับผลงานที่ออกมา รายา มาร์ตินคือผู้กำกับไม่กี่คนที่ ‘โลกต้องจับตามองเป็นพิเศษ'
FULL COMMENT FROM MdS
กรี๊ด กรี๊ด กร๊าด กร๊าด เขียนได้ดีมากเลยค่ะ เราแทบไม่ได้สังเกตเกี่ยวกับโครงสร้างของหนังเรื่องนี้มาก่อนเลย
ส่วนสาเหตุที่เราชอบ NOW SHOWING อย่างสุดๆนั้น เป็นเพราะว่า
1.เราอาจจะชอบหนังอย่าง “สมเด็จพระนเรศวร” ในระดับนึงนะ แต่เราก็ไม่ได้ต้องการดูแต่หนังมหากาพย์เกี่ยวกับวีรบุรุษเพียงอย่างเดียว เราต้องการดูหนังแบบนี้ที่พูดถึงคนธรรมดาสามัญด้วย เพราะเราก็เป็นคนธรรมดาสามัญคนนึง และต้องการดูหนังที่ให้ความสำคัญกับคนอย่างเรา แทนที่จะได้ดูแต่หนังที่พูดถึงแต่วีรบุรุษ เรารู้สึกว่า Raya Martin นำเสนอเรื่องคนธรรมดาสามัญได้ดีตั้งแต่ A SHORT FILM ABOUT INDIO NACIONAL และ AUTOHYSTORIA แล้ว แต่ก็เป็นคนธรรมดาสามัญที่อาจจะอยู่ในบริบทที่แตกต่างจากเราในปัจจุบัน พอมาได้ดู NOW SHOWING ซึ่งอยู่ในบริบทใกล้เคียงกับเราอย่างมากๆ เราก็เลยชอบมากๆ
2.เราชอบครึ่งแรกของหนังเรื่องนี้มากๆ ดูแล้วนึกถึงชีวิตตัวเอง ชีวิตวัยเด็กของเราก็ไม่ได้เหมือนกับของริต้าซะทีเดียวหรอกนะ แต่การที่หนังเรื่องนี้ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ที่ดูเหมือนธรรมดาในชีวิตของริต้า มันก็เลยทำให้เรานึกถึงเหตุการณ์ที่ดูเหมือนธรรมดาแต่ทำให้เรามีความสุขมากๆในวัยเด็ก อย่างเช่นการนอนเล่นหน้าบ้านและมองดูดวงดาวในยามค่ำคืน (สมัยต้นทศวรรษ 1980 เรายังสามารถเห็นดวงดาวบนท้องฟ้ากรุงเทพได้จ้ะ) และหนังเรื่องนี้ก็ตอบรับกับแนวคิดของเราอย่างมากๆ ด้วย คือบางครั้งเราก็รู้สึกอยากให้มีใครจำลองเอาชีวิตในวัยเด็กของเราออกมาเป็นหนังน่ะ แต่แทนที่หนังเรื่องนั้นจะเต็มไปด้วย “เหตุการณ์สำคัญ” ในวัยเด็กของเรา หนังเรื่องนั้นก็อาจจะเต็มไปด้วย “เหตุการณ์ธรรมดา” ในวัยเด็กของเราก็ได้ เพราะเราก็ไม่ได้มีชีวิตวัยเด็กที่โลดโผน ประเภทเคยหนีรอดชีวิตมาจากเงื้อมมือของฆาตกรโรคจิตอย่างหวุดหวิดแต่อย่างใด การได้ดูช่วงครึ่งแรกของ NOW SHOWING มันเลยทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่ามีใครสักคนได้ตอบสนองความฝันของเราแล้ว ด้วยการจำลอง “อารมณ์ความรู้สึก” หรือโมงยามในวัยเด็กอันราบเรียบของเราออกมา
3.ฉากต่างๆในหนังเรื่องนี้มันมีผลต่อการดูหนังเรื่องอื่นๆของเราอย่างมากๆเลยนะ คือเราก็ไม่แน่ใจหรอกนะว่าฉากแต่ละฉากใน NOW SHOWING มันมีความหมายว่าอย่างไร แต่สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขมากๆกับการดูฉากต่างๆใน NOW SHOWING ก็คือการที่เรารู้สึกว่าฉากส่วนใหญ่ในหนังเรื่องนี้มันไม่ได้ยัดเยียด “เนื้อเรื่อง”, “สาร” หรือ “ความหมาย” ให้แก่เรา ฉากแต่ละฉากมันดูเหมือนชีวิตธรรมดาอย่างมากๆ มันทำให้เรารู้สึกว่าแต่ละฉากมันแทบไม่ได้เล่าเรื่อง หรือแทบไม่ได้ส่งสารอันหนักอี้งออกมาเลย นอกจากนี้ หนังเรื่องนี้ยังแตกต่างจาก “หนังไม่เล่าเรื่อง” ที่เราได้ดูเป็นส่วนใหญ่ด้วย เพราะ “หนังไม่เล่าเรื่อง” ส่วนใหญ่ที่เราได้ดู จะเป็นหนังที่ “อัดแน่นด้วยอารมณ์” หรือ “เน้นอารมณ์เชิงกวี” แต่ฉากส่วนใหญ่ใน NOW SHOWING ก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกแบบนั้น มันดูปลอดจากการกระตุ้นอารมณ์หรือปลอดจากลักษณะเชิงกวีแบบที่เราอาจจะพบได้ในหนังอาร์ตโดยทั่วๆไป ฉากแต่ละฉากมันดูเปี่ยมไปด้วย “ชีวิตอันธรรมดาสามัญ” ในแบบที่เราชอบมากๆ และไอ้ความรู้สึกถึงความธรรมดาสามัญนี่แหละ ที่เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ “พิเศษสุดๆ” และเราแทบหามันไม่ได้ในหนังเรื่องอื่นๆเลย
(ตัวอย่างของหนังที่ให้อารมณ์เชิงกวีก็เช่น NATHALIE GRANGER ซึ่งอาจจะนำเสนอกิจวัตรประจำวันเหมือนกับ NOW SHOWING แต่ฉากแต่ละฉากใน NATHALIE GRANGER กลับเปี่ยมไปด้วยอารมณ์อะไรบางอย่างที่รุนแรงในแบบที่เราหาคำคุณศัพท์มาแทนที่ไม่ได้)
พอเราดู NOW SHOWING จบ แล้วเราได้ดู SOI COWBOY (A) ต่อ มันเลยมีผลทำให้เรารู้สึกเบื่อๆ SOI COWBOY อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือเราก็ชอบครึ่งแรกของ SOI COWBOY อย่างสุดๆน่ะนะ แต่พอฉากแต่ละฉากใน SOI COWBOY มันพยายามจะเล่าเรื่อง หรือมันพยายามจะให้ BACKGROUND ของตัวละคร หรืออะไรทำนองนี้ เรากลับรู้สึกเบื่อๆ และถามตัวเองในใจว่า “มันไม่ต้องเล่าเรื่องไม่ได้เหรอ” อย่างเช่นฉากที่พระเอกใน SOI COWBOY ขึ้นรถไฟไปได้สักระยะ แล้วก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาคุย และบทสนทนาในช่วงนั้นก็ดูเหมือนจะให้ข้อมูลที่น่าสนใจแก่ผู้ชม คือการที่ผู้กำกับใส่ฉากแบบนี้เข้ามาในหนังมันไม่ใช่สิ่งที่ผิดแต่อย่างใดหรอกนะ แต่เราชอบฉากที่ตัวละครนั่งรถไปเรื่อยๆ โดยไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเลย และไม่มีการให้ข้อมูลใดๆแก่ผู้ชมเลยแบบ NOW SHOWING มากกว่า มันทำให้เรารู้สึกอิสระเสรีมากกว่า และมันทำให้เรารู้สึกถึงความสุขอะไรบางอย่างที่มากกว่าความสุขที่เราได้รับจากการดูหนังโดยทั่วๆไป
แต่ฉากที่ไม่เล่าเรื่อง (หรือฉากที่ไม่มีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้น) ใน SOI COWBOY ก็มีเหมือนกันนะ อย่างเช่นฉากหญิงชราเดินกะย่องกะแย่งโดยใช้เครื่องช่วยเดินเป็นเวลานาน เราว่าฉากนี้น่าสนใจดี แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขมากเท่ากับการดูฉากต่างๆใน NOW SHOWING เพราะฉากหญิงชราเดินใน SOI COWBOY มันทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่ามันเป็น gimmick อะไรสักอย่างของผู้กำกับน่ะ มันไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงความธรรมดาสามัญของชีวิตแบบ NOW SHOWING

ส่วนสาเหตุที่เราชอบ NOW SHOWING อย่างสุดๆนั้น เป็นเพราะว่า
1.เราอาจจะชอบหนังอย่าง “สมเด็จพระนเรศวร” ในระดับนึงนะ แต่เราก็ไม่ได้ต้องการดูแต่หนังมหากาพย์เกี่ยวกับวีรบุรุษเพียงอย่างเดียว เราต้องการดูหนังแบบนี้ที่พูดถึงคนธรรมดาสามัญด้วย เพราะเราก็เป็นคนธรรมดาสามัญคนนึง และต้องการดูหนังที่ให้ความสำคัญกับคนอย่างเรา แทนที่จะได้ดูแต่หนังที่พูดถึงแต่วีรบุรุษ เรารู้สึกว่า Raya Martin นำเสนอเรื่องคนธรรมดาสามัญได้ดีตั้งแต่ A SHORT FILM ABOUT INDIO NACIONAL และ AUTOHYSTORIA แล้ว แต่ก็เป็นคนธรรมดาสามัญที่อาจจะอยู่ในบริบทที่แตกต่างจากเราในปัจจุบัน พอมาได้ดู NOW SHOWING ซึ่งอยู่ในบริบทใกล้เคียงกับเราอย่างมากๆ เราก็เลยชอบมากๆ
#1 By MdS (58.136.25.248) on 2008-10-07 23:50