discussion about NEW CINEMA

posted on 03 Oct 2008 22:19 by filmsick  in FILMFLU

คัดลอกส่วนนี้มาจาก กระทู้สนทนาเกี่ยวกับเทศกาลบางกอกฟิล์มในวเบบอร์ด ไบโอสโคปครับ

NEW CINEMA

เคยสนทนาเรื่องนี้ในวงสนทนาหลังหนังเลิกในคืนหนึ่งเกี่ยวกับหนังในศตวรรษนี้ซึ่งไม่สามารถจะทำหน้าที่เพียงเป็นหนังอิงหนัง หนังบูชาหนังได้อีกต่อไป  แต่หนังในยุคนี้ต้องทำหน้าที่เป็นนักวิจารณ์ตนเองไปด้วยในตัว  ในเทศกาลนี้เราได้เห็น NOW SHOWING ที่เล่นกับฟอร์แมตหนังอย่างรุนแรงเพื่อวิพากษ์ประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์ ในขณะที่ IN THE CITY OF SYLVIA ก็หันไปประกอบสร้างหนังขึ้นมาใหม่จากธาตุหลักเบื้องต้นอย่างภาพเสียง และดาราหน้าตาดี กระทั่งหนังสารคดีอย่าง24 CITY ก็วิพากษ์ความเป็นสารคดี และเรื่องเล่าได้อย่างคมคายยิ่ง  อย่างไรก็ดี ยังมีหมัดเด็ดเกี่ยวกับNEW CINEMA อีกมากหลายในWORLD FILM ไว้ตอนนั้นค่อยมาคุยกันอีกที” /FILMSICK

ตอบคุณ FILMSICK

อ้างถึงที่คุณ FILMSICK เขียนไว้

ขอตอบเป็นภาษาไทยปนอังกฤษนะ เพื่อความสะดวกในการแปะ BLOG

ตอนนี้ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าความแตกต่างระหว่าง "หนังที่วิจารณ์หนัง" (อย่างเช่นหนังของ Keren Cytter ที่ FILMSICK พูดถึงในคืนนั้น) กับ "หนังอิงหนัง" หรือ "หนังบูชาหนัง" คืออะไร เรายังไม่ค่อยเข้าใจในไอเดียของ FILMSICK เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่การพูดคุยกันในประเด็นนี้ก็ทำให้เราคิดถึงเรื่องอะไรต่างๆมากมายดังต่อไปนี้


--พูดถึง "หนังที่วิจารณ์หนัง" กับ "หนังอิงหนัง" แล้ว ก็ทำให้เราคิดถึงหนังสองกลุ่มย่อยๆขึ้นมา ซึ่งน่าจะถือเป็นลูกพี่ลูกน้องของหนังสองกลุ่มแรก หรือมีความคาบเกี่ยวกับหนังสองกลุ่มแรกในบางกรณี เราก็เลยขอลิสท์รายชื่อหนังสองกลุ่มย่อยนี้ดังต่อไปนี้



English translation: Filmsick thinks that the films of the twenty-first century cannot be only films which refer to other films or films which tribute to other films any more, but films in this century should criticize themselves at the same time, such as NOW SHOWING (2008, Raya Martin), IN THE CITY OF SYLVIA, 24 CITY, and films by Keren Cytter.

I don't understand fully what Filmsick said, but what he said makes me think about two subgroups of films which may have some connections with "films referring films" and "films criticizing films". These two subgroups of films are:

1.FILMS WHICH SEEM TO CONTAIN MORE THAN ONE GENRE IN THEM, THUS REMINDING US OF THE CONVENTION OF GENRE CINEMA OR PLAYING WITH IT

1.1 DON'T FORGET YOU'RE GOING TO DIE (1995, Xavier Beauvois)

1.2 DOOMSDAY (2008, Neil Marshall)

1.3 FROM DUSK TILL DAWN (1996, Robert Rodriguez)

1.4 THE MIRROR (1997, Jafar Panahi)

1.5 STORYTELLING (2001, Todd Solondz)


2.FILMS WHICH SEEM TO SAY SOMETHING ABOUT "FILM" OR MAKE ME AWARE OF THE STRUCTURE OR THE MANIPULATION OF SOME KINDS OF FILMS

2.1 Many films by Jean-Luc Godard

One instance which comes to my mind is JLG/JLG - SELF PORTRAIT IN DECEMBER (1995), which has some scenes dealing with a blind film editor. I don't know what it means, but my friend likes it very much.

2.2 PLAYING (2007, Eduardo Coutinho, Brazil)

I haven't seen this film yet, but I think it is very interesting.

Synopsis from IMDB:
http://www.imdb.com/title/tt1165293/

"Following a newspaper ad, ordinary women tell part of their life stories to director Eduardo Coutinho, which are then re-enacted by actresses, blurring the barriers between truth, fiction and interpretation"


2.3 BIRTH OF THE SEANEMA (2004, Sasithorn Ariyavicha, Thailand)
http://filmsick.exteen.com/20080219/birth-of-seanema-2004-1

According to what Filmsick wrote in Thai, this film may concern the birth of cinema, which contains only one origin element-images. The images in this film are vaguely connected by a story about lost memories and invented memories.


2.4 DANGER (DIRECTOR'S CUT) (2008, Chulayarnnon Siriphol, Thailand)


2.5 THE DAY I LEAVE THE CLASSROOM (ภาพเคลื่อนไหว) (2008, Witchuta Watjanarat, Thailand)

2.6 FUNNY GAMES (1997, Michael Haneke)

2.7 A PLACE AMONG THE LIVING (2003, Raoul Ruiz)
I think this film plays with the elements of film noir.

2.8 PULP FICTION (1994, Quentin Tarantino)

2.9 REAL (2008, Uhten Sririwi, Thailand)

2.10 THE SCREAM TRILOGY (Wes Craven) / MdS

 ตอบ มาดาม MdS

จริงๆเราก็ไม่แน่ใจว่าเราจะพิสูจน์สิ่งที่เราพูดเกี่ยวกับNEW CINEMA ได้มากแค่ไหน  เพราะบางทีมันอาจเป็นเพียงความรู้สึกของการเลาะตะเข็บจากหนังหลายๆเรื่องที่ได้ดูแล้วรู้สึกว่ามันนำพาไปสู่สิ่งใหม่
ลองมาไล่เรียงความคิดตัวเองดูอีกที เราลองตั้งเส้นว่าเริ่มจากเรามีหนังเกิดขึ้นมา จากภาพสั้นๆของพี่น้องลูมิแยร์ แล้วมันก็พัฒนาการเล่าเรื่องของมันไป  เราอาจจะบอกว่าหนังเล่นกับหนังเรื่องแรกๆ อาจเป็นSHERLOCK Jr.ขอคีตัน ที่มีการเดินเข้าไปในหนัง ซึ่งทำให้เรายอมรับว่าหนังเป็นอีกพรมแดนหนึ่งที่มีตัวตนจริงๆ  จากนั้นหนังมันก็พัฒนาตัวเองมา (เราเดาว่าต้องมีการพัฒนาเกี่ยวกับรูปแบบของมันมากมายในยุคอวองการ์ด หรือในหนังของแบรคเคจ  แต่พอมันมาถึงจุดแตกหักในยุคหกสิบ (อันนี้เราคิดเองเพราะโดยแท้มันก็คือการสะสมขุมกำลังจากหนังรุ่นก่อนหน้าที่ค่อยๆขยายขอบเขตจากสิ่งที่เรียกว่า GENRE (สำหรับเราการมีอยู่ของGENRE คือการทำให้หนังกลายเป็นหนัง  โดยแยกขาดออกจากความจริงโดยสัมบูรณ์)

แต่คนอย่างโกดาร์ด(ที่เอาGENRE มาสับเปลี่ยนทำใหม่ ชี้ให้เห็นว่ามันมีช่องโหว่ หรือมีความเป็นหนังขนาดไหน เราก็เลยอดคิดไม่ได้ว่าประโยค 'หนังยังเล่นหนังไม่เป็น'เป็นประโยคที่เข้าท่ามาก ซึ่งในอีกทางหนึ่งเราว่าหนังโกดาร์ด คือตัวแทนของหนังอิงหนัง ) แล้วก็มี รอบบ์ กรีเยต์ หรือ ดูราส์ ที่ทำลายขนบของการเล่าเรื่องโดยย้อนทวนเล่าใหม่หลายเวอร์ชั่น เป็นการแสดงให้เห็นว่าหนังนั้นนั้นเป็นพรมแดนหลายมิติ และมีฟังก์ชั่นมากกว่าการเป็นหนังเล่าเรื่อง 

ลองอธิบายความเป็น 'หนังอิงหนัง'ดู เราว่าหนังอิงหนังคือหนังที่ตัวมันเองจะไม่มีอยู่เลยถ้าไม่มีหนังเรื่องก่อนหน้า หน้าที่หลักของมันเป็นไปเพื่อยั่วล้อ ตั้งคำถาม คารวะหนังที่มีอยู่ก่อน  ความหมายของมันจะสมบูรณ์เมื่อเราเทียบมันกับหนังที่มีอยู่มาก่อนไม่อย่างนั้นมันจะไม่สมบูรณ์ หนังอิงหนัง ก็อาจจะรวมถึงหนังบูชาหนัง หนังล้อ ทั้งหลายทั้งปวง

ทีนี้ก็มาถึงGRINDHOUSE เราเดาว่า มันต้องมีหนังแบบนี้มาก่อนแต่เราไม่เคยดูหรือถ้าเคยดูก็ไม่ได้กระตุ้นจิตใจเราเท่าGRINDHOUSE เพราะGRINDHOUSE ไม่ได้เป็นแค่หนังอิงหนังแล้ว แต่มัน อิงกับวัฒนธรรมการดูหนังด้วย การขูดฟิล์มให้เป็นรอย หรือการทำฟิล์มขาด  การมี missing reel มันไม่ได้เกิดจากตัวหนังโดยตรง มันเกิดจากวัฒนธรรมการดูหนังในโรงหนังไดรฟ์อิน อีกที  อย่าเราจะบอกว่า ฟ้าทะลายโจรเป็นหนังในกลุ่มนี้ก็ได้  เพราะการย้อมสีมันอิงอยู่กับวัฒนธรรมการดูหนังของคนยุคหลังที่ต้องดูหนังผ่านฟิล์มที่เสื่อมสภาพ
ซึ่งหนังที่อิงวัฒนธรรมการดูหนังพวกนี้มันทำให้เห็นว่าหนังได้สถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นอะไรอีกอย่างหนึ่ง (เรียกว่าสถาบันได้ไหม?)  และมันพิสูจน์ว่าการดูหนังไม่ได้เป็นเรื่องบันเทิง มันยืนระยะจนเป็นวัฒนธรรมและมีความแตกกิ่งสาขาออกไปต่างกันในแต่ละพื้นที่


แต่พอมาถึงหนังอย่างของKEREN CYTTER / NICHOLAS PROVOST หรือ RAYA MARTIN หนังเริ่มขยับฐานะจากการเป็นหนังอิงหนัง หรือหนังอิงวัฒนธรรมการดูหยังอีกต่อไป จริงๆเราก็ไม่รู้ว่าเราจะแยกหนังพวกนี้ออกจากวิธีการของเบรคตช์ได้ไหม  แต่เรารู้สึกเอาเองว่า วิธีการของเบรคตช์ มันเน้นกระตุ้นเตือน'คนดู' ให้รู้ว่านี่เป็นหนัง  แต่หนังเหล่านี้ทำหน้าที่กระตุ้เตือนมากกว่าบอกให้รู้ว่าเป็นหนัง แต่ยังบอกด้วยว่า สิ่งที่เรารู้สึกกับหนังมทั้งหมดนั้นสามารถเสกสร้างขึ้นมาได้ (เหมือน ในPLOTPOINT)  หนังพวกนี้ได้วิจารร์วิธีการของหนังโดยรับเอามาเป็นวิธีการอีกทีหนึ่ง

ลองดูในNOW SHOWING เรารู้สึกว่า การเปลี่ยนฟอร์แมตการถ่ายหนังจะไม่มีความหมายเลยถ้าเราไม่รู้ว่าแต่ละฟอร์แมตมันผูกโยงอยู่กับประวัติศาสตร์ภาพยนจร์ตรงไหน( แต่เราอาจมองอีกทางหนึ่งได้ว่ามันเป็นแค่การเลือกคุณภาพของภาพมาตอบรับเรื่องเล่าก็ได้) แต่สมมติเราเข้าใจเอาว่าการเปลี่ยนฟอร์แมตมีความหมายเชิงสัญลักษณ์แสดงไปถึงภาพยนตร์ตามช่วงเวลา (เราคิดว่าช่วงเวลาเป็นสิ่งสำคัญมาก)  NOW SHOWING ก็ทำหน้าที่ในการวิพากษ์ความเป็นภาพยนตร์โดยเทียบมันเข้ากับชีวิตของคนสามัญ ไม่ได้ผ่านทางบท แต่ผ่านทางเครื่องมือที่ใช้ถ่ายเธอ

NOW SHOWING อาจดีไม่เท่าตัวอย่างในหนังของCYTTER นะ

เราไม่รู้ว่าเราอธิบายได้เคลียร์ หรือำให้งงมากขึ้นพูดตามจริงเราเองก็ไม่เคีลยร์กับประเด็นนี้มากพอจนจะเอามาเขียนเหมือนที่บิ๊กชวนได้

ตอนนี้สิ่งที่เราสนใจคือสิ่งที่เราคุยกับโดบ๊ตตอนเทศกาลหนังสั้น เรากำลังสงสัยว่า หนังทดลอง ในยุค ดิจิตอล ด้วยกระบวนการเดียวกับแบรคเคจ มีนจะเป็นยังไง  เพราะเครื่องมือมันเปลี่ยนไปแล้ว

ดีจังที่ทำให้เราได้ลองครุ่นคิดถึงมัน ถ้าใครอยากคุยต่อแลกเปลี่ยนก็เชิญนะครับ / FILMSICK

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet