โรงแรมอัลฟ่าวิลล์ ภาค 2 : 3. เสียงของศพในห้องหมายเลขสี่ศูนย์หนึ่ง
posted on 14 Sep 2008 15:50 by filmsick in my-S-P-A-C-Eโรงแรมอัลฟ่าวิลล์ ภาค 1 : บทที่ 1 l 2 l 3 l 4
โรงแรมอัลฟ่าวิลล์ ภาค 2 :บทที่ 1 l 2
บทที่ 3 : เสียงของศพในห้องหมายเลขสี่ศูนย์หนึ่ง
สองศพนั้นนอนเรียงเคียงกันบนเตียงกว้างใหญ่ของห้องหมายเลขสี่ศูนย์หนึ่ง ส่วนกลางของร่างกายยังทาบทับกันอยู่ เปลือยเปล่า ตายขณะเดินทางขึ้นสวรรค์ ม่านเปรอะเลือดสาดกระจายไร้ทิศทาง วูบคิดคำนึงของศพยังคว้างกลางห้วงอากาศอันเหม็นคาว ถามไถ่ซ้ำๆเป็นภาษาอื่นว่านี่มันเหี้ยอะไรกัน
ห้องเงียบเชียบจนเกินไป ราวกับเสียงปืนสองนั้นดูดกินทุกมวลเสียงมาใช้ในการระเบิดกระสุน ทิ้งไว้เพียงสูญญากาศของเสียง เงียบราวกับถ่ายหนังแล้วดูดเอาเสียงทั้งหมดออกในห้องตัดต่อ เงียบอยู่ชั่วขณะ กระทั่งความทรงจำของคนตายยังอาจได้เปล่งเสียงเรียกขานนามคนรัก
ดวงตาของคนสาวนั้นค้างเติ่งหล่อนจ้องมองเพดานสีทึมกลางสลัวรางของโคมไฟหัวเตียง ร่างของชายหนุ่มกดน้ำหนักอยู่เหนือตัวเธอฟุบหน้าลงบนไหล่ ควันกรุ่นจากรอยกระสุนปืนตรงหน้าผากเธอและหลังหัวของเขายังคงลอยจางๆราวกบัเธอจ้องมองมันอยู่ราวกับพายุใหญ่ที่พัดพาชีวิตของเธอ คนรักของเธอ ความฝันของเธอ ความจริงของเธอ แผ่นดินของเธอ ทุกอย่าล่มสลายไปก่อนหน้านี้ หรือไม่เคยมีอยู่มาก่อน
หากเงี่ยหูฟังความเงียบคงได้ยินเสียงเธอเรียกชื่อเขาซ้ำๆ นั่นคือคำสุดท้ายซึ่งเธอเอื้อนเอ่ยก่อนถูกสังหารเหี้ยมโหด ก่อนที่เธอจะตาเหลือกค้างเธอกำลังจ้องดวงหน้าของเขา ดวงตากร้าวแข็งจากอดีตอันรวดร้าว เธอลูบไล้แผลเป็นรอยกระสุนบนแผ่นหลังของเขาเรื่องเนิ่นนานมาแล้วตั้งแต่ครั้งที่เขาและเธอมาจากบ้าน บ้านซึ่ถูกพายุกลืนกินไปคล้ายดั่งความฝัยน บางครั้งชั่วขณะที่เขาและเธอลักลอบมาพบและร่วมหลับนอนกันในโรงแรมนี้ เธอมักหลับแล้วฝันเห็นผู้คน พอ่แม่ของเธอ ญาติพี่น้องของเธอ พวกเขานั่งอยู่ปลายเตียงจ้องมองด้วยดวงตาตำหนิติเตียน เธอฝันเห็นภาพของศพที่วางพาดอยู่กลางทุ่งนา ร่างบวมพองกลางแสงแดดสดใหม่หลังฝนตก มันถูกทิ้งให้เปื่อยเน่าโดยไม่มีใครดูแล ผู้คนที่เหลือรอด อ่อนล้าและเสณ้าสร้อย พยายามจะสร้างบ้านขึ้นใหม่อย่างง่ายๆ ที่ตายแล้วก็แล้วกันไป คนที่ยังอยู่มีภาระดิ้นรนมากเกินกว่าจะมาสนใจอันใดได้
กราร่วมรักคล้ายรถโดยสาร บ่อยครั้งเธอขึ้นบวนความฝันขณะเขาควบขับบนร่างเธอ แม่บ้านราคาถูกกับเด็กส่งของที่พูดไทยไม่ชัดทั้งคู่ ลักลอบขึ้นมาใช้ห้องโรงแรมเก่าร้างไร้ผู้คนที่หล่อนเป็นคนทำความสะอาดขั้นต่ำสุด ขบวนรถไฟสายกระสันพาเธอข้ามไปยังดินแดนที่เธอจากมา รถตู้คอนเทนเนอร์คันใกญ่ที่เต็มไปด้วยคนหนุ่มสาว การบุกกวาดล้างในค่ำคืนอันร้อนทุรน กองกำลังทหารเห็นพวกเธอไม่ใช่มนุษย์ ฉุดกระชากลากเด็กผู้หญิงเข้าไปในป่า คำว่าชนกลุ่มน้อยมีความหมายคล้ายกับการไม่มีตัวตน เพื่อนของเธอบางคนอาจอยู่ที่ค่ายผู้อพยพตรงตะเข็บชายแดน ขาดไร้สัญชาติและถูกปฏิบัติในชั้นต่ำกว่าสุนัขตัวหนึ่ง ความเป็นมนุษย์ที่มีเสรีภาพสำหรับเธอผูกพ่วงกับชาติกำเนิด กะเหรี่ยงหรือไทยใหญ่ หรือจะอะไรก็ตาม เป็นการตีตราบาปไปชั่วชีวิต เธอเรียกตนเองว่าคนไม่มีแผ่นดิน แรงงานเงียบใบ้ไร้เสียงในขบวนรถไฟแห่งเพศรส รถไฟชุ่มฉ่ำ เคลื่อนเข้าถ้ำอันอับชื้นสรรพสิ่งดิ่งจมลงในความมืดยินเพียงเสียงกระสุนแหวกอากาศลั่นเปรี้ยง
เสียงกระสุนปลุกเขาขึ้นจากภวังค์อันดื่มด่ำ เย็นเยียบหากลุกเป็นไฟ หญิงคนรักอวบอัดเต่งตึงในอ้อมแขน ใบหน้าของเธอกระตุ้นดำกฤษณาไร้สภาพ เสียงกระสุนฉีกกระชากเขาออกจากเธอ พาเขากลับเข้าสู่ป่าลึกลับ ที่ที่เขาเคยมีชีวิตอยู่และถูกฝังกลบไปแล้ว เขาไม่ได้ยินเสียงกระสุนมานานแล้ว เขาทำเป็นลืมมันไปเกือบจะได้แล้วด้วย เขาพบเธอครั้งแรกในตลาด เขาได้ยินเสียงของเธอกลางฝูงชนอันคลคล่ำ ถ้อยคำคุ้นเคยบที่ให้เขาต้องหันขบับ สรรพสำเนียงเดียวซึ่งเชื่อมโยงเขากับตนเอง กระตุ้นตระหนักว่าเขายังมีชีวิต เด็กสาวกินอยู่หลับนอนอย่างอัตคัตกับเพื่อนอีกจำนวนหนึ่งในโรงงานย่านชานเมืองกรุงเทพ เขาอยากพาเธอไปเที่ยวเชียงใหม่เหมือนที่เขาเห็นในทีวี แต่เพียงเพื่อนของเขาขึ้นรถทัวร์ราคาถูกสุดออกไปจากที่ที่อยู่ก็ถูกตำรวจตรวจบัตรและลากลงจากรถราวกับขี้กองหนึ่ง เขาเดินเข้าไปหาเธอ การทำความรู้จักเป็นไปอย่างเรียบง่าย สองวันต่อมาเธอบอกเขาว่าเธอจะมาลพบุรี งานโรงแรม ที่นายหน้าจัดหามาให้ ทำงานเช้าจรดเย็น แต่อาศัยอยู่ได้ในชั้นสใต้ถุนของโรงแรมปลอดภัยจากสายตาสองส่อง คนไร้แผ่นดินพึงไร้ตัวตนหากยังอยากเหยียบยืนหายใจ ความรักนำทางเขา เขาจึงกรธดจนขึ้นรถตู้ฟิล์มทึบติดตามเธอมาที่นี่ ในประเทศนี้เขาทำงานมาแล้วมากหลาย ขนผัก โรงน้ำแข็ง งานสกปรกที่สุดอย่างการฆ่าหมู หรืองานก่อสร้างเขาก็ทำมาหมดสิ้น แรงงานไร้นามที่ทำงานอย่างหนักใช้จ่ายทุกหยาดหยดในชีวิตแลกกับค่าแรงราคาถูก พม่ากลายเป็นดินแดนลึกลับ ภาพการล้อมปราบพระสงฆ์กลางเมืองไร้ความหมายกับเขาอีกต่อไป แม้มันจะทิ่มแทงเขาลึกๆ เขามองดูมันและในหนแรกเขาคิดว่ามันเป็นภาพจากดินแดนอื่นหากเขาไม่ได้ยินคำว่าพม่า จากปากสาวหน้าแฉล้มไร้อารมณ์ คืนนั้นขณะเขาร่วมรักกัยเธอในความมืดหลังตลาด เขานึกว่าตัวเองอยู่กลางแถวขบวน เสียงอื้ออึงจากทั่วทุกทิศทาง เขาถูกสิ่งนั้นรบกวนอยู่หลายสัปดาห์แล้วมันก็ค่อยๆเลือนจางไปกับงานการที่หนักหน่วง
ความทุกข์เศร้ามีขอบเขตจำกัด ในห้องหมายเลขสี่ศูนย์หนึ่ง เธอลักลอบนำเขามาทางบันไดหนีไฟ เธอตรวจสอบทางหนีทีไล่แล้วว่าไร้คนอยู่อาศัย เสียทั้งชั้น ห้องสวีทเปิดรับรองคู่รักที่ล้วนมองผ่านไปยังโรงแรมอื่นในเมืองอื่น แทบจะถูกปิดตายโดยสิ้นเชิง เธอดูแลห้องพวกนี้ จัดการให้มันอยู่ในระเบียบ หลังการร่วมรักและเขาจากไปเธอจะลงมือทำห้องก่อนจะหลบออกไปเงียบเชียบอีกทาง ความทุกข์เศร้าจะเจือจางลงในห้องสี่ศูนย์หนึ่ง อาทิตย์ละครั้ง ยามบ่ายอันเงียบเชียบและรื่นรมย์
ตอนนี้ทุกอย่างเงียบเชียบแล้ว จบสิ้นแล้ว อีกหน่อยก็จะถูกลืม ศพไร้ชื่อสองศพในห้องสี่ศูนย์หนึ่ง ตายอย่างน่าเวทนาขณะกำลังประกอบกามกิจ หากจัดการเป็นอย่างดี จะไม่กระทั่งมีข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์
ความเงียบถูกฉีกทึ้งเมื่อจู่ๆโทรทัศน์ก็ติดขึ้นมาเอง อาจเพราะกระแสไฟฟ้าลัดวงจร หรืออาจเพราะภูติผีเรียกหาผู้คนมาช่วย ภาพข่าวบนจอทีวีเปื้อนเปรอะเลอะเลือดรายงานข่าวเขาพระวิหาร และข่าวการเมือง ตลอดครึ่งชั่วโมงนั้น ไม่มีข่าวเรื่องการประท้วงในพม่าหรือพายุไซโคลน เมื่อไม่เคยเกิดขึ้นก็คล้ายไม่มีอยู่
วิญญาณของเธอสะท้อนลงบนทีวี ลงมืจัดห้องหับด้วยความหวดกลัวว่าเจ้านายจะมาเห็น พยายามเช็ดเลือดออกจากหน้าจอทีวีแต่ก็ไร้ผลโดยสิ้นเชิง
scene from DIRTY PRETTY THINGS directed by STEFEN FREARS
บันดาลใจจาก AFTER DARK เขียนโดย HARUKI MURAKAMI