ว้อ หมาบ้ามหาสนุก (บรรจง สินธนมงคลกุล /2551) : คำของคนโง่
posted on 23 Jul 2008 23:15 by filmsick in made-in-thailand
บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์
ยังมีหมู่บ้านห่างไกลแห่งหนึ่ง ที่ห่างไกลเสียจนนายไปรษณีย์บางทียังขี้เกียจดิ้นรนไปส่งจดหมาย หมู่บ้านแห่งนั้นก็เหมือนกับหมู่บ้านเล็กๆอื่นๆทั่วประเทศไทย มีผู้ใหญ่บ้านที่ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน มีลูกชายผู้ใหญ่บ้านกับพรรคพวกที่จองตำแหน่งจิ๊กโก๋ประจำหมู่บ้าน มีอาเฮียขายกาแฟที่มีลูกสาวสวย มีชาวบ้านทำการเกษตร มีกเษตรอำเภอ (หรือตำบล หรือหมู่บ้าน) และมีวัดเก่าๆกับหลวงพ่อรูปเดียว และเด็กวัดสามสี่คน(ที่มีตั้งแต่รุ่นกระทงจนถึงรุ่นใหญ่ ) นอกจากนั้นก็มีหมาวัดอยู่หนึ่งตัว
วันดีคืนร้ายชาวบ้านคนหนึ่งโดนลากไปกระซวกในทุ่ง ร้อนถึงนายกเษตรอำเภอที่ฟันธงว่าน่าจะเกิดจากการถูกกัดโดยหมาบ้า! ทีนี้ก็เดือดร้อนกันทั้งหมู่บ้านสิ หมาบ้าออกอาละวาด ไล่ฆ่าคนนั้นคนนี้ หนักข้อเข้าทุกคนจึงพุ่งมาที่เจ้าโชค หมาตัวเดียวประจำหมู่บ้าน ท่ามกลางโมงยามของความกลัว บางคนก็เชื่อว่าการพกน้ำไว้กับตัวจะช่วยให้พ้นภัย (เพราะหมาบ้าย่อมเป็นโรคกลัวน้ำ! ) บางคนก็ออกไปตามหา ยอดพรานผู้สาบสูญ บางคนก็คิดจะไปตามทางการมาช่วยเหลือ บางคนก็หาเรื่องจะไปฆ่าหมาบ้าตัวนั้นเสีย และทั้งหมดคือบรรยากาศอันขบขันอย่างมืดมัวในหมู่บ้านไกลปืนเที่ยงแห่งนี้
หนังเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของ บรรจง สินธรมงคลกุล อดีตผู้ช่วยผู้กำกับ ‘ แหยม ยโสธร' หนังตลกบ้านๆสุดดังของเพชรทาย วงศ์คำเหลา หรือพี่หม่ำ จ๊กมก ของคนทั้งประเทศ โดยในคราวนี้หม่ำ มารับตำแหน่งโปรดิวเซอร์ (เขาได้อ่านบทหนังตอนที่ทำ บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม ภาค 2 แล้วชอบมาก แต่ไม่อยากกำกับเอง) ผลที่ได้คือหนังตลกแบบชาวบ้านที่ประจุไปด้วยกลิ่นอายแบบบ้านผีปอบตามความตั้งใจของผู้กำกับเพียงแต่เปลี่ยนจากผีมาเป็นหมาแทน มุกตลกแบบเจ็บตัว อารมณ์ขันโฉ่งฉ่างแบบชาวบ้านที่ดูไร้รสนิยม และซ้ำซากจำเจ
ภายในช่วงสี่ห้าปีหลัง เรามักได้ยินข้อความประนามบรรดาหนังตลกโดยเฉพาะกลุ่มที่สร้างจากบรรดาตลกคาเฟ่ ข้อความเดิมๆจำพวก หนังตลกปัญญาอ่อน หนังไร้สาระ และข้อความอื่นๆอีกจำนวนหนึ่งที่ยังวนเวียนอยู่กับความคิดในทำนองว่าบรรดาหนังตลกที่สร้างจากตลกนั้นขาดไร้คุณค่าทางปัญญา เป็นเพียงความบันเทิงราคาถูกที่เต็มไปด้วยเรื่องตลกใต้สะดือและคำหยาบคาย และ ว้อ ก็ไม่ได้รอดพ้นจากคำครหานี้(แม้ว่าผู้กหำกับจะไม่ใช่ตลก แต่ชื่อของหม่ำก็ยังทำให้เชื่อได้ว่ามันจะเป็นเช่นนั้น)
หากในอีกทางหนึ่ง หากเรากลับมาพิจารณาหนังตระกูลนี้ใหม่อีกครั้งเราก็จะพบลักษณะร่วมนอกเหนือไปจากพาเหรดตลก และมุกตลกแบบคาเฟ่ขึ้นห้าง นั่นคือการที่หนังเหล่านี้มักไม่ได้ถ่ายทำกันอย่างปราณีตมากนัก (เกือบทั้งหมดแทบจะแค่ตั้งกล้องแล้วถ่าย) ส่วนตัวเรื่องนั้นมักวนเวียนอยู่กับชีวิตของคนชั้นล่าง (หนังอย่างเทวดาท่าจะเท่ง (หนุ่มตัวแระกอบคณะลิเก ) , ครอบครัวตัวดำ (ครอบครัวบ้านนอกที่เป็นหนี้) , แหยม ยโสธร (ชาวบ้าน) หรือ อีส้มสมหวัง (ชีวิตคนในคณะดนตรีลูกทุ่ง) ล้วนกล่าวถึงชีวิตของคนเล็กๆเหล่านี้ทั้งสิ้น) แม้หนังเหล่านี้จะไม่ได้ถูฏสร้างมาเพื่อเล่าถึงปรัชญายิ่งใหญ่ หรือสะท้อนสังคมหนักๆ หรือเป็นกระบอกเสียงของคนจน แต่ทั้งความไม่ประสาในเชิงช่างภาพยนตร์ และความไร้รสนิยมแบบคนเมืองนี้เอง ทำให้หนังเหล่านี้ ซึ่งทั้งเล่าเรื่องตะกุกตะกัก ขาดไร้ความสมจริง และไม่มีคุณค่าเชิงสุนทรียะ (สำหรับบางคน) กลับกลายเป็นหนังที่สะท้อนภาพร่างของสังคมในปัจจุบันชนิด ชอตต่อชอต ผ่านทางการหยิบมายั่วล้อแบบไม่ต้องหาจริตมาปรุงแต่ง สิ่งเกิดใหม่ในสังคม สภาพสังคม ข่าวหน้าหนึ่ง ตลอดจนเหตุการณ์ทางการเมือง ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างมุกตลก จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม หนังตลกเหล่านี้ได้ทำหน้าที่บันทึกภาพสังคมรอบตัวเอาไว้จนเชื่อได้ว่าหลายเรื่องอาจกลายเป็นหมายเหตุทางสังคมได้ และนอกจากนั้นมันยังชิดใกล้กับสังคมจริงๆของคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้โดยไม่พยายามจะเย่อหยิ่งแบบหนังสำหรับคนชั้นกลางในเมืองอีกด้วย
ว้อเองก็เป็นหนึ่งในขบวนพาเหรดหนังเหล่านี้ ตัวหนังของว้อนั้นเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ มันเล่าเรื่องเล่าเดิมๆที่เหมือนจะเหมือนเดิมแต่ไม่เหมือนเดิม*เสียทีเดียว ไม่ใช่เรื่องยากจะคาดเดาพลอต หรือเหตุการณ์ในหนัง หลายฉากออกจะเป็นมุกตลกแบบเก่าที่ฝืดเฝือในบางคราว หยาบคายตามสมควร และไม่ได้มีอะไรประเทืองปัญญามากนัก เรื่องเล่าเกี่ยวกับชาวบ้านที่ลนลานอยู่กลางการบุกรุกของหมาบ้าจนต้องไปหลบอยู่บ้านผู้ใหญ่ ที่ทำท่อน้ำรอบบ้าน แล้วส่ง คุณเกษตรอำเภอไปตามหานายพรานในตำนานมาช่วย ก่อนที่จะจบลงอย่างหักมุมและแนะนอนกว่ารัฐจะมาถึงก็ตอนจบ และในระหว่างนั้นก็เต็มไปด้วยพฤติกรรมฮาๆของการหนีหมาบ้า ของทุกคนในหมู่บ้าน ตั้งแต่ผู้ใหญ่ ไอ้จิ๊กโก๋ หลวงพ่อ ไอ้หยอย และไอ้ผง เด็กวัด น้องกระแตและน้องบงกช (คู่ขวัญตามลำดับ)
อย่างไรก็ตามเลยพ้นไปจากการเป็นหนังตลกแบบบ้านๆ มองจากทัศนะส่วนบุคคลของผู้เขียนกลับพบว่านี่คือหนังที่อาศัยการเปรียบเปรยผ่านการทำให้ตลกเพื่อวิพกาษ์การเมืองนับตั้งแต่ยุคทักษิณมาจนถึงยุคของพลังประชาชนได้อย่างน่าสนใจ แม้เหตุการณืใวนหนังจะไม่ได้เล่นล้อกับเหตุการณ์ทางการเมืองแบบตรงไปตรงมา เรียงลำดับเวลาและในขณะเดียวกันก็ไม่ได้แนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกันอย่างคมคาย หรือบางทีอาจเป็นเพียงความเข้าใจเพ้อเจ้อส่วนตัวของผู้เขียนก็เป็นได้ แต่ก็อดรู้สึกสนุกกับการเปรียบเทียบนี้ไม่ได้อยู่ดี
หากตั้งต้นด้วยการให้หมู่บ้านนี้เป็นตัวแทนของสภาพสังคมไทย ที่ผู้คนหลากหลายสถานะ ทั้งผู้ใหญ่บ้าน (ผู้นำ ) เกษตรอำเภอ(นักวิชาการ) ไปรษณีย์ (ที่มีเครื่องแต่งกาย ตั้งแต่หมวกกันน๊อคไปจนถึงชุดเครื่องแบบละม้ายคล้ายตำรวจอย่างจงใจ ) มีชาวบ้าน มีคนหนุ่มสาว (น้องบงกช น้องกระแต ผง และหยอย) มีพวกกวนเมืองไร้พิษภัย (ลูกชายผู้ใหญ่กับลูกน้อง) มีพระ มีคนดีคนร้าย พวกเขาอยู่กันอย่างเป็นสุขร่วมกับหมาตัวเดียวของหมู่บ้าน จนกระทั่งวันหนึ่งหมาน้อยถูกตัดสินว่ามันคือหมาบ้า จากการเห็นกับสองตาว่ามันบ้าไล่งับไม่เลี้ยงจริงๆ แต่ที่พวกชาวบ้านทำกลับไม่ใช่การพิสูจน์ว่ามันบ้าจริงหรือเปล่า เพราะเมื่อไรที่หมาบ้าปรากฏตัวพวกเขาก็วิ่งกันกระเจิดกระเจิง ที่พวกเขาทำคือการ บางคนแสวงหาที่พึ่งทางใจ (จากตรรกะส่วนบุคคล) ด้วยการแขวนน้ำถุงไว้กับตัว ไม่ต่างกับปรากฏการณ์จตุคามรามเทพ ที่เฟื่องฟูและจบสิ้นลงในเวลาอันสั้น บางคนหันไปพึ่งคนนอกด้วยการปานายพรานมากำจัด ตามตำนานของนายพรานที่มีลักษณะ - ชายเหนือชาย- (ที่พอเข้าป่าก็กลายเป็น ชายรักชายไปแทนจนชวนคิดเปรียบเทียบกับโลกจริงไม่ได้ ) พวกหนุ่มสาวนั้นแม้จะหวั่นใจไปกับสถานการณ์แต่ที่พวกเขาทำคือการวุ่นวายอยู่กับเรื่องรักๆใคร่ๆ ชาวบ้านที่ไหนีไม่พ้นก็ตกเป็นเหยื่อหมาบ้าไปคนแล้วคนเล่า จนในที่สุดความจริงก็มาลงเอยที่ว่า เจ้าโชค หมาประจำหมู่บ้าน เพียงถูกป้ายสีจากหมาอีกตัวที่มีลักษณะเหมือนกัน แต่เป็นหมาจากที่อื่น ผ่านทางความคิดของกษตรอำเภอ ซึ่งในทางหนึ่งอาจเปรียบเปรยถึงระบอบทักษิณที่ถูกนำมาเขียนเสือให้วัวกลัวผ่านทางคำปราศรัย หรือบทความในหน้าหนังสือพิมพ์ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา (ซึ่งในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าหนังกำลังพูดความจริง เพราะที่จริงหนังอาจแค่กำลัง-พูดความเชื่อ- อยู่ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป ) ที่ชวนให้คิดมากไปกว่านั้น ก็คือการบอกว่าที่แท้ที่มาของหมาบ้านั้น มาจากหมาของเศรษฐีฝรั่งที่เครื่องบินตกแถวหมู่บ้าน ไม่ต่างจากตัวแทนระบบทุนนิยมที่ขับเคลื่อนโลกทั้งใบ
ในขณะดียวกันเราอดคิดไม่ได้ว่าความพยายามตามหานายพรานในหนังไม่ได้ต่างจากการโหยหา ฮีโร่คนใหม่ของคนไทยในช่วงก่อนเดือนกันยา จนเป็นที่มาของการร้องหา ม.7 และนำมาซึ่งฮีโร่ในรูปของรถถังเมื่อคืนวันที่ 19 กันยา (นัยนี้ นายพรานชายเหนือชายจึงบมีความหมายลึกซึ้งมาก) แน่นอนวีรบุรุษไม่ได้นำพาอะไรมา (แถมหนังยังเฉลยตอนท้ายว่าเขาเป็นคนบ้าที่หลุดมาจากโรงพยาบาล
และเป็นตอนท้ายนี้เอง ที่มีเจ้าหน้าที่มาถึง สัตวฉพทย์นายหนึ่งที่รับบทโดยน้าแอ๊ด ราราบาว ออกมาพูดกับคนทั้งหมู่บ้านด้วยประโยคเด็ดว่า ‘ทำไมพวกคุณถึงเอาแต่พึ่งคนอื่น เมื่อไรจะหัดช่วยตัวเองเสียที' ซึ่งประโยคนี้ดูเหมือนจะเป็นได้ทั้งการสรุปความของหนังและการสรุปความของการเคลื่อนไหวในประเทศได้อย่างเด็ดขาด บาดใจ (ในขณะเดียวกัน บทของน้าแอ๊ดยังยั่วล้อตัวน้าแอ๊ดเองอีกต่างหาก เพราะน้าแอ๊ดบอกว่าหมาบ้ามันไม่กัดคนดี แล้วน้าแอ๊ดก็โดนกัด! )
แต่เหนืออื่นใด ดูเหมือนบทที่เด็ดขาดและสรุปความโน้มเอียงของหนังได้ดีที่สุดคมคายที่สุด คือบทของจุ่น (รับบทโดย สายสิน วงษ์คำเหลา ) เด็กวัดรุ่นใหญ่ที่ใครๆในหมู่บ้านต่างก็เห็นว่าเป็นคนพูดไม่รู้เรื่องรู้ราว เป็นคนที่ทุกคนไม่เอาความ ฉากหนึ่งจุ่นปะทะคารมกับนายไปรษณีย์ เรื่องง่ายว่า ถ้าหมาบ้าจะกัด วิธีป้องกันง่ายๆก็คือ -อย่าให้มันกัด- แน่นอนผู้ชมฮาแตก และอาจคิดว่าไอ้หมอนี่มันบ้า แต่นี่กลับคือวิธีการที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่กับหมาบ้า แต่กับสิ่งที่เปรียบเปรยกับหมาบ้าทั้งหลายด้วย และเป็นจุ่นนี้เองที่ออกมาสรุปเรื่องราวทั้งหมดของเรื่อง เมื่อจุ่นคุยกับเจ้าโชคในตอนจบว่า "เอ็งเป็นหมา น่าสงสารพูดก็ไม่ได้ แต่ข้าสิน่าสงสารกว่าทั้งๆที่พูดได้แต่ใครๆเขาก็หาว่าบ้า หาว่าโง่"
ข้อความของจุ่นนั้นนอกจากจะเป็นเพียงกระบอกเสียงของจุ่นแล้ว ยังเปรียเปรยได้ถึงเสียงอขงชนชั้นรากหญ้าที่โดนคนชั้นหลางในเมืองยัดเยียดฉลากของความโง่เง่า การตกเป็นเหยื่อของการซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ดังนั้นถ้าจะกล่าวไปแล้ว นี่อาจจะเป็นหนังเรื่องแรกๆที่พูดความข้างของคน(โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสาน) ที่ถูกมองเป็นคนรากหญ้าและเป็นฐานเสียงของพลังประชาชน คนจนที่ไม่เคยได้รับการยอมรับความคิดเห็นมาตลอดชีวิต (นำไปสู่วิธีคิดแบบ -การเมืองใหม่-ซึ่งมีนัยยะแอบแฝงเห็นคนเหล่านี้เป็นคนที่ไม่สามารถใช้ประชาธิปไตยเต็มใบได้! )
เช่นเดียวกันกับความเห็นทางการเมือง หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ถูกจริตคนชั้นกลางในเมือง และอาจได้รับฉลากแบบเดิมๆ ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ถ้าหากเหตุการณ์ในหนังสะท้อนภาพสังคมไทยในยุคร่วมสมัยแล้วละก็ ผลตอบรับของตัวหนัง (ที่น่าจะได้เงินแต่คำวิจารณ์ออกมาเป็นลบ) ก็น่าจะเป็นภาพแทนวิธีคิดที่ครอบงำสังคมอยู่ได้ (เราไม่ควรลืมว่าที่แท้แล้วโลกของการพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับภาพยนตร์ รวมถึงสื่อมวลชนสนามการรองรับ ล้วนที่แท้ยังคงตกอยู่ในมือของคนชั้นกลางในเมืองทั้งสิ้น)
และไม่ว่าหนังเรื่องนี้จะมีประเด็นดังกล่าวจริง หรือเป็นเพียงแค่มายาของผู้เขียน (แน่นอนว่าบทความภาพยนตร์นั้นไม่ได้สะท้อนความจริงของตัวหนังมากไปกว่าความจริงทางทัศนะของผู้เขียน) ว้อก็ยังคงเป็นหนังสำหรับชาวบ้าน ที่ทำเพื่อชาวบ้าน ซึ่งทำออกมาได้น่าสนใจมากๆอยู่ดี
หมายเหตุ รูปจาก เด็กหนัง ครับ

**
#1 By O ช้างต้น on 2008-07-23 23:27