บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์

 

ยังมีหมู่บ้านห่างไกลแห่งหนึ่ง  ที่ห่างไกลเสียจนนายไปรษณีย์บางทียังขี้เกียจดิ้นรนไปส่งจดหมาย หมู่บ้านแห่งนั้นก็เหมือนกับหมู่บ้านเล็กๆอื่นๆทั่วประเทศไทย  มีผู้ใหญ่บ้านที่ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน  มีลูกชายผู้ใหญ่บ้านกับพรรคพวกที่จองตำแหน่งจิ๊กโก๋ประจำหมู่บ้าน  มีอาเฮียขายกาแฟที่มีลูกสาวสวย มีชาวบ้านทำการเกษตร  มีกเษตรอำเภอ (หรือตำบล หรือหมู่บ้าน) และมีวัดเก่าๆกับหลวงพ่อรูปเดียว และเด็กวัดสามสี่คน(ที่มีตั้งแต่รุ่นกระทงจนถึงรุ่นใหญ่ ) นอกจากนั้นก็มีหมาวัดอยู่หนึ่งตัว

 

วันดีคืนร้ายชาวบ้านคนหนึ่งโดนลากไปกระซวกในทุ่ง   ร้อนถึงนายกเษตรอำเภอที่ฟันธงว่าน่าจะเกิดจากการถูกกัดโดยหมาบ้า!  ทีนี้ก็เดือดร้อนกันทั้งหมู่บ้านสิ หมาบ้าออกอาละวาด ไล่ฆ่าคนนั้นคนนี้ หนักข้อเข้าทุกคนจึงพุ่งมาที่เจ้าโชค หมาตัวเดียวประจำหมู่บ้าน ท่ามกลางโมงยามของความกลัว บางคนก็เชื่อว่าการพกน้ำไว้กับตัวจะช่วยให้พ้นภัย (เพราะหมาบ้าย่อมเป็นโรคกลัวน้ำ! ) บางคนก็ออกไปตามหา ยอดพรานผู้สาบสูญ บางคนก็คิดจะไปตามทางการมาช่วยเหลือ   บางคนก็หาเรื่องจะไปฆ่าหมาบ้าตัวนั้นเสีย  และทั้งหมดคือบรรยากาศอันขบขันอย่างมืดมัวในหมู่บ้านไกลปืนเที่ยงแห่งนี้

 

หนังเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของ บรรจง สินธรมงคลกุล อดีตผู้ช่วยผู้กำกับ ‘ แหยม ยโสธร' หนังตลกบ้านๆสุดดังของเพชรทาย  วงศ์คำเหลา หรือพี่หม่ำ จ๊กมก ของคนทั้งประเทศ  โดยในคราวนี้หม่ำ มารับตำแหน่งโปรดิวเซอร์ (เขาได้อ่านบทหนังตอนที่ทำ บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม ภาค 2 แล้วชอบมาก แต่ไม่อยากกำกับเอง)  ผลที่ได้คือหนังตลกแบบชาวบ้านที่ประจุไปด้วยกลิ่นอายแบบบ้านผีปอบตามความตั้งใจของผู้กำกับเพียงแต่เปลี่ยนจากผีมาเป็นหมาแทน  มุกตลกแบบเจ็บตัว อารมณ์ขันโฉ่งฉ่างแบบชาวบ้านที่ดูไร้รสนิยม  และซ้ำซากจำเจ

 

ภายในช่วงสี่ห้าปีหลัง  เรามักได้ยินข้อความประนามบรรดาหนังตลกโดยเฉพาะกลุ่มที่สร้างจากบรรดาตลกคาเฟ่  ข้อความเดิมๆจำพวก   หนังตลกปัญญาอ่อน  หนังไร้สาระ และข้อความอื่นๆอีกจำนวนหนึ่งที่ยังวนเวียนอยู่กับความคิดในทำนองว่าบรรดาหนังตลกที่สร้างจากตลกนั้นขาดไร้คุณค่าทางปัญญา เป็นเพียงความบันเทิงราคาถูกที่เต็มไปด้วยเรื่องตลกใต้สะดือและคำหยาบคาย  และ ว้อ ก็ไม่ได้รอดพ้นจากคำครหานี้(แม้ว่าผู้กหำกับจะไม่ใช่ตลก แต่ชื่อของหม่ำก็ยังทำให้เชื่อได้ว่ามันจะเป็นเช่นนั้น)

 

หากในอีกทางหนึ่ง  หากเรากลับมาพิจารณาหนังตระกูลนี้ใหม่อีกครั้งเราก็จะพบลักษณะร่วมนอกเหนือไปจากพาเหรดตลก และมุกตลกแบบคาเฟ่ขึ้นห้าง  นั่นคือการที่หนังเหล่านี้มักไม่ได้ถ่ายทำกันอย่างปราณีตมากนัก (เกือบทั้งหมดแทบจะแค่ตั้งกล้องแล้วถ่าย) ส่วนตัวเรื่องนั้นมักวนเวียนอยู่กับชีวิตของคนชั้นล่าง (หนังอย่างเทวดาท่าจะเท่ง (หนุ่มตัวแระกอบคณะลิเก ) , ครอบครัวตัวดำ (ครอบครัวบ้านนอกที่เป็นหนี้)   , แหยม ยโสธร (ชาวบ้าน)  หรือ อีส้มสมหวัง (ชีวิตคนในคณะดนตรีลูกทุ่ง) ล้วนกล่าวถึงชีวิตของคนเล็กๆเหล่านี้ทั้งสิ้น)  แม้หนังเหล่านี้จะไม่ได้ถูฏสร้างมาเพื่อเล่าถึงปรัชญายิ่งใหญ่ หรือสะท้อนสังคมหนักๆ  หรือเป็นกระบอกเสียงของคนจน  แต่ทั้งความไม่ประสาในเชิงช่างภาพยนตร์  และความไร้รสนิยมแบบคนเมืองนี้เอง  ทำให้หนังเหล่านี้ ซึ่งทั้งเล่าเรื่องตะกุกตะกัก ขาดไร้ความสมจริง และไม่มีคุณค่าเชิงสุนทรียะ (สำหรับบางคน) กลับกลายเป็นหนังที่สะท้อนภาพร่างของสังคมในปัจจุบันชนิด ชอตต่อชอต ผ่านทางการหยิบมายั่วล้อแบบไม่ต้องหาจริตมาปรุงแต่ง  สิ่งเกิดใหม่ในสังคม สภาพสังคม ข่าวหน้าหนึ่ง ตลอดจนเหตุการณ์ทางการเมือง ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างมุกตลก  จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม หนังตลกเหล่านี้ได้ทำหน้าที่บันทึกภาพสังคมรอบตัวเอาไว้จนเชื่อได้ว่าหลายเรื่องอาจกลายเป็นหมายเหตุทางสังคมได้ และนอกจากนั้นมันยังชิดใกล้กับสังคมจริงๆของคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้โดยไม่พยายามจะเย่อหยิ่งแบบหนังสำหรับคนชั้นกลางในเมืองอีกด้วย

 

ว้อเองก็เป็นหนึ่งในขบวนพาเหรดหนังเหล่านี้  ตัวหนังของว้อนั้นเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ  มันเล่าเรื่องเล่าเดิมๆที่เหมือนจะเหมือนเดิมแต่ไม่เหมือนเดิม*เสียทีเดียว   ไม่ใช่เรื่องยากจะคาดเดาพลอต หรือเหตุการณ์ในหนัง หลายฉากออกจะเป็นมุกตลกแบบเก่าที่ฝืดเฝือในบางคราว   หยาบคายตามสมควร และไม่ได้มีอะไรประเทืองปัญญามากนัก   เรื่องเล่าเกี่ยวกับชาวบ้านที่ลนลานอยู่กลางการบุกรุกของหมาบ้าจนต้องไปหลบอยู่บ้านผู้ใหญ่ ที่ทำท่อน้ำรอบบ้าน แล้วส่ง คุณเกษตรอำเภอไปตามหานายพรานในตำนานมาช่วย ก่อนที่จะจบลงอย่างหักมุมและแนะนอนกว่ารัฐจะมาถึงก็ตอนจบ และในระหว่างนั้นก็เต็มไปด้วยพฤติกรรมฮาๆของการหนีหมาบ้า ของทุกคนในหมู่บ้าน ตั้งแต่ผู้ใหญ่ ไอ้จิ๊กโก๋ หลวงพ่อ ไอ้หยอย และไอ้ผง เด็กวัด น้องกระแตและน้องบงกช (คู่ขวัญตามลำดับ) 

 

อย่างไรก็ตามเลยพ้นไปจากการเป็นหนังตลกแบบบ้านๆ  มองจากทัศนะส่วนบุคคลของผู้เขียนกลับพบว่านี่คือหนังที่อาศัยการเปรียบเปรยผ่านการทำให้ตลกเพื่อวิพกาษ์การเมืองนับตั้งแต่ยุคทักษิณมาจนถึงยุคของพลังประชาชนได้อย่างน่าสนใจ แม้เหตุการณืใวนหนังจะไม่ได้เล่นล้อกับเหตุการณ์ทางการเมืองแบบตรงไปตรงมา เรียงลำดับเวลาและในขณะเดียวกันก็ไม่ได้แนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกันอย่างคมคาย  หรือบางทีอาจเป็นเพียงความเข้าใจเพ้อเจ้อส่วนตัวของผู้เขียนก็เป็นได้ แต่ก็อดรู้สึกสนุกกับการเปรียบเทียบนี้ไม่ได้อยู่ดี

 

หากตั้งต้นด้วยการให้หมู่บ้านนี้เป็นตัวแทนของสภาพสังคมไทย ที่ผู้คนหลากหลายสถานะ ทั้งผู้ใหญ่บ้าน (ผู้นำ ) เกษตรอำเภอ(นักวิชาการ) ไปรษณีย์ (ที่มีเครื่องแต่งกาย ตั้งแต่หมวกกันน๊อคไปจนถึงชุดเครื่องแบบละม้ายคล้ายตำรวจอย่างจงใจ ) มีชาวบ้าน มีคนหนุ่มสาว (น้องบงกช น้องกระแต  ผง และหยอย) มีพวกกวนเมืองไร้พิษภัย (ลูกชายผู้ใหญ่กับลูกน้อง) มีพระ มีคนดีคนร้าย พวกเขาอยู่กันอย่างเป็นสุขร่วมกับหมาตัวเดียวของหมู่บ้าน  จนกระทั่งวันหนึ่งหมาน้อยถูกตัดสินว่ามันคือหมาบ้า จากการเห็นกับสองตาว่ามันบ้าไล่งับไม่เลี้ยงจริงๆ   แต่ที่พวกชาวบ้านทำกลับไม่ใช่การพิสูจน์ว่ามันบ้าจริงหรือเปล่า เพราะเมื่อไรที่หมาบ้าปรากฏตัวพวกเขาก็วิ่งกันกระเจิดกระเจิง  ที่พวกเขาทำคือการ บางคนแสวงหาที่พึ่งทางใจ (จากตรรกะส่วนบุคคล) ด้วยการแขวนน้ำถุงไว้กับตัว ไม่ต่างกับปรากฏการณ์จตุคามรามเทพ ที่เฟื่องฟูและจบสิ้นลงในเวลาอันสั้น  บางคนหันไปพึ่งคนนอกด้วยการปานายพรานมากำจัด  ตามตำนานของนายพรานที่มีลักษณะ  - ชายเหนือชาย- (ที่พอเข้าป่าก็กลายเป็น ชายรักชายไปแทนจนชวนคิดเปรียบเทียบกับโลกจริงไม่ได้ )   พวกหนุ่มสาวนั้นแม้จะหวั่นใจไปกับสถานการณ์แต่ที่พวกเขาทำคือการวุ่นวายอยู่กับเรื่องรักๆใคร่ๆ ชาวบ้านที่ไหนีไม่พ้นก็ตกเป็นเหยื่อหมาบ้าไปคนแล้วคนเล่า  จนในที่สุดความจริงก็มาลงเอยที่ว่า เจ้าโชค หมาประจำหมู่บ้าน เพียงถูกป้ายสีจากหมาอีกตัวที่มีลักษณะเหมือนกัน แต่เป็นหมาจากที่อื่น ผ่านทางความคิดของกษตรอำเภอ ซึ่งในทางหนึ่งอาจเปรียบเปรยถึงระบอบทักษิณที่ถูกนำมาเขียนเสือให้วัวกลัวผ่านทางคำปราศรัย หรือบทความในหน้าหนังสือพิมพ์ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา (ซึ่งในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าหนังกำลังพูดความจริง เพราะที่จริงหนังอาจแค่กำลัง-พูดความเชื่อ- อยู่ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป ) ที่ชวนให้คิดมากไปกว่านั้น ก็คือการบอกว่าที่แท้ที่มาของหมาบ้านั้น มาจากหมาของเศรษฐีฝรั่งที่เครื่องบินตกแถวหมู่บ้าน ไม่ต่างจากตัวแทนระบบทุนนิยมที่ขับเคลื่อนโลกทั้งใบ

 

ในขณะดียวกันเราอดคิดไม่ได้ว่าความพยายามตามหานายพรานในหนังไม่ได้ต่างจากการโหยหา ฮีโร่คนใหม่ของคนไทยในช่วงก่อนเดือนกันยา จนเป็นที่มาของการร้องหา ม.7 และนำมาซึ่งฮีโร่ในรูปของรถถังเมื่อคืนวันที่ 19 กันยา (นัยนี้ นายพรานชายเหนือชายจึงบมีความหมายลึกซึ้งมาก)  แน่นอนวีรบุรุษไม่ได้นำพาอะไรมา (แถมหนังยังเฉลยตอนท้ายว่าเขาเป็นคนบ้าที่หลุดมาจากโรงพยาบาล

 

และเป็นตอนท้ายนี้เอง ที่มีเจ้าหน้าที่มาถึง  สัตวฉพทย์นายหนึ่งที่รับบทโดยน้าแอ๊ด ราราบาว ออกมาพูดกับคนทั้งหมู่บ้านด้วยประโยคเด็ดว่า ‘ทำไมพวกคุณถึงเอาแต่พึ่งคนอื่น เมื่อไรจะหัดช่วยตัวเองเสียที' ซึ่งประโยคนี้ดูเหมือนจะเป็นได้ทั้งการสรุปความของหนังและการสรุปความของการเคลื่อนไหวในประเทศได้อย่างเด็ดขาด บาดใจ  (ในขณะเดียวกัน บทของน้าแอ๊ดยังยั่วล้อตัวน้าแอ๊ดเองอีกต่างหาก เพราะน้าแอ๊ดบอกว่าหมาบ้ามันไม่กัดคนดี แล้วน้าแอ๊ดก็โดนกัด! )

 

แต่เหนืออื่นใด ดูเหมือนบทที่เด็ดขาดและสรุปความโน้มเอียงของหนังได้ดีที่สุดคมคายที่สุด คือบทของจุ่น (รับบทโดย สายสิน วงษ์คำเหลา ) เด็กวัดรุ่นใหญ่ที่ใครๆในหมู่บ้านต่างก็เห็นว่าเป็นคนพูดไม่รู้เรื่องรู้ราว เป็นคนที่ทุกคนไม่เอาความ  ฉากหนึ่งจุ่นปะทะคารมกับนายไปรษณีย์ เรื่องง่ายว่า ถ้าหมาบ้าจะกัด วิธีป้องกันง่ายๆก็คือ -อย่าให้มันกัด- แน่นอนผู้ชมฮาแตก และอาจคิดว่าไอ้หมอนี่มันบ้า แต่นี่กลับคือวิธีการที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่กับหมาบ้า แต่กับสิ่งที่เปรียบเปรยกับหมาบ้าทั้งหลายด้วย  และเป็นจุ่นนี้เองที่ออกมาสรุปเรื่องราวทั้งหมดของเรื่อง เมื่อจุ่นคุยกับเจ้าโชคในตอนจบว่า  "เอ็งเป็นหมา น่าสงสารพูดก็ไม่ได้ แต่ข้าสิน่าสงสารกว่าทั้งๆที่พูดได้แต่ใครๆเขาก็หาว่าบ้า หาว่าโง่"

 

ข้อความของจุ่นนั้นนอกจากจะเป็นเพียงกระบอกเสียงของจุ่นแล้ว ยังเปรียเปรยได้ถึงเสียงอขงชนชั้นรากหญ้าที่โดนคนชั้นหลางในเมืองยัดเยียดฉลากของความโง่เง่า  การตกเป็นเหยื่อของการซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา   ดังนั้นถ้าจะกล่าวไปแล้ว นี่อาจจะเป็นหนังเรื่องแรกๆที่พูดความข้างของคน(โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสาน) ที่ถูกมองเป็นคนรากหญ้าและเป็นฐานเสียงของพลังประชาชน  คนจนที่ไม่เคยได้รับการยอมรับความคิดเห็นมาตลอดชีวิต (นำไปสู่วิธีคิดแบบ -การเมืองใหม่-ซึ่งมีนัยยะแอบแฝงเห็นคนเหล่านี้เป็นคนที่ไม่สามารถใช้ประชาธิปไตยเต็มใบได้! )

 

เช่นเดียวกันกับความเห็นทางการเมือง หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ถูกจริตคนชั้นกลางในเมือง และอาจได้รับฉลากแบบเดิมๆ ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว  ถ้าหากเหตุการณ์ในหนังสะท้อนภาพสังคมไทยในยุคร่วมสมัยแล้วละก็  ผลตอบรับของตัวหนัง (ที่น่าจะได้เงินแต่คำวิจารณ์ออกมาเป็นลบ) ก็น่าจะเป็นภาพแทนวิธีคิดที่ครอบงำสังคมอยู่ได้ (เราไม่ควรลืมว่าที่แท้แล้วโลกของการพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับภาพยนตร์ รวมถึงสื่อมวลชนสนามการรองรับ ล้วนที่แท้ยังคงตกอยู่ในมือของคนชั้นกลางในเมืองทั้งสิ้น)

 

และไม่ว่าหนังเรื่องนี้จะมีประเด็นดังกล่าวจริง หรือเป็นเพียงแค่มายาของผู้เขียน (แน่นอนว่าบทความภาพยนตร์นั้นไม่ได้สะท้อนความจริงของตัวหนังมากไปกว่าความจริงทางทัศนะของผู้เขียน) ว้อก็ยังคงเป็นหนังสำหรับชาวบ้าน ที่ทำเพื่อชาวบ้าน ซึ่งทำออกมาได้น่าสนใจมากๆอยู่ดี  

หมายเหตุ รูปจาก เด็กหนัง ครับ

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อยากบอกว่าชอบดูหนังที่พี่หม่ำกำกับครับbig smile

#1 By O ช้างต้น on 2008-07-23 23:27

ยังไม่ได้ดูเลยครับ สงสัยคงรอแผ่นแน่ๆเลยครับ surprised smile

#2 By desktop bomb on 2008-07-23 23:28

Hot!
ผมชอบบทความนี้ครับ

#3 By Eddy on 2008-07-23 23:54

เป็นอีกมุมมองที่เยี่ยมมากครับ Hot!

#4 By Alloy Wheel on 2008-07-24 00:08

กรรม...พิมพ์ไปแล้วไม่ติดซะงั้น sad smile

เอาใหม่ๆ

ผมเป็นคนนึงที่ตัดสินใจจะไม่ดู"ว้อ" เพราะคิดว่าเป็นหนังตลกคาเฟ่ครับ

ซึ่ง...ก็ทำให้ผมอ่านเอนทรี่นี้ตั้งแต่ต้นจนจบ(ไม่กลัวสปอยล์ เพราะตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะดูครับ)

บทความนี้ผมชอบมากๆเลยครับ เพราะทำให้ผมได้มุมมองใหม่ๆของหนังประเภทที่ผมไม่ค่อยได้สนใจครับ big smile

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

ปล.ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนใจ อาจจะกลับมาดู"ว้อ" แต่ถ้าจะได้ดูคงเป็นแผ่นล่ะครับ confused smile

#5 By SkyKiD on 2008-07-24 00:23

มองได้หลากแง่มุมอย่างน่าสนใจดีครับ

ไม่น่าเชื่อว่าคุณจะเอาหนังเรื่องนี้ไปผูกกับการเมืองได้ด้วย (ชมนะครับอย่าเข้าใจผิด)

สามารถจริงๆครับ confused smile

#6 By Media Eater on 2008-07-24 01:08

ถึงถามพี่ให้พี่เขียน และพี่ก็อยากเขียนพอดี
ประเด็นหนังที่พี่เขียน ทำให้น่าดูขึ้นอีกโขเลย Hot!
ล้ำลึกมากค่ะ นึกไม่ถึงเลย Hot!

#8 By Hisaki on 2008-07-24 13:03

ตัวหนังเองก็ไม่ต่างจากไอ่โชค
ที่ถูกชาวบ้าน(ชาวเมือง)
ตัดสินไปเองว่ามันคือ หมาว้อ

ปล ดูเถานรกเลื้อยพิฆาตแล้ว
ชอบ ว้อ มากกว่าอีก open-mounthed smile

#9 By อากาศเปิด (117.47.84.47) on 2008-07-24 14:10

ตอบ พี่อากาศเปิด

ติดตามอาน เถานรกฯ แบบกระชับตรงประเด็นได้ ในMARS เล้มหน้า (เขียนโดยคุณ กว. รับประกันความเด็ด)

อนึ่ง ชอบเถานรกมากๆ ด้วย(เท่ากับว้อ) แต่ไม่รู้จะได้เขียนถึงไหม

รู้สึกหนังมันวางเรื่อง ตัวละครได้ดีแสดๆเลยอะ
big smile

#10 By filmsick on 2008-07-24 14:46

Hot! เขียนได้โดนใจ

#11 By K r a i on 2008-07-24 15:05

เคยคุยกับผู้กำกับ...
จริงๆเค้าก็...พยายามแฝงแนวคิดที่ว่าจริงๆ....
ทุกตัวละคร...ก็เปรียบเหมือนคนไทย....
แต่เพราะเป็นหนังตามสั่ง....
ก็ต้องเน้น...ชาวบ้านไว้ก่อน....
เข้าใจในความหมายหรือไม่ค่อยว่ากันsad smile

#12 By alienboon on 2008-07-24 16:01

ต้องลองไปดูหนังเรื่องนี้ซะหน่อยแล้วสิ confused smile

#13 By mastermune on 2008-07-24 16:19

คิดว่าหม่ำทำหนังใช้ได้นะคะ

แต่ล่าสุด พี่ไปดูเรื่องที่คุณเป็ดทำน่ะ
โค-ตะ-ระ ห่วยเลย ทั้งตลกสกปรก ทั้งดูถูกเพศหญิง
(ดูไม่จบหรอกค่ะ ทนดูไม่ได้)

เพราะงี้ ตอนนี้กับหนังไทยตลกทำทุกเรื่อง
คงต้องงดไปเลยค่ะ

(ขอโทษที่บ่นเรื่องคุณเป็ดให้ฟังค่ะ
คือไม่สามารถหายโกรธได้ที่ทำหนังแบบนั้นออกมา)

** ว่าแต่ น้องดูแล้ว คิดไปได้ขนาดนั้นเลยนะ
ยอดจัง **

Hot! Hot! Hot!

#15 By Mrs. Holmes on 2008-07-24 17:04

open-mounthed smile Hot!

#16 By iDoi* on 2008-07-24 17:54

ถ้ามีคนบอกว่าสนุก ผมจะไปดู ถ้ารอดุแผ่นกัน แล้วต่อไปหนังไทยคงไม่มี (แต่หนังไทยมักจะดีแค่ 40 อีก 60 ห่วย )

#17 By i-musicale on 2008-07-24 19:26

กรั่ก.....ตอนแรกเฉยๆ พอเปรียบเทียบกะการเมืองแล้้่ว..ฮ่า

#18 By (^_^)/nana on 2008-07-24 22:22

รอแผ่นแน่ๆค่ะ

#19 By eeddy(อี๊ด) on 2008-07-24 22:50

ตอนแรกกะจะไม่ไปดูเพราะคิดว่าเป็นหนังตลกงี่เง่าไร้สาระ
แต่พอเห็นชื่อผู้กำกับแล้วก็โปรดิวซ์แล้ว...
มันขัดลูกตาน่ะ
แต่อ่านแล้วให้ความรู้สึกอยากไปดูอีกนะ

ไปดีกว่าไปดูพรุ่งนี้เลย5555Hot!
พี่ทำให้ผมอยากดูฮ่าๆbig smile

#21 By zuzsaduey on 2008-07-25 10:04

รีวิวได้น่าสนใจเกินตัวหนังมากคะ

สามารถ.. ลึกซึ้งได้อีก Hot!
เพิ่งเคยอ่านรีวิวแบบยาวของเรื่องแนวนี้ครับ

ที่เคยอ่านสั้นจุดจู๋และมีอคติเยอะ^^"

Hot!
อ่านจบแล้วอยากดูเลยค่ะ

เปรียบเปรย ได้ลึกซึ้งนัก..

Hot! Hot! big smile

#24 By MomMom on 2008-07-25 15:35

วิจารณ์ได้ลึกซึ้งมากค่ะ

แต่ถึงยังไงก็ขอผ่านกับหนังแนวนี้ล่ะค่ะ

#26 By >>VaRioLa on 2008-07-25 17:26

นัย สำคัญ มันซ่อนอยู่ในทุกอณู
ทุกสิ่งมีสาระของมัน
อยู่ที่ว่าคุณจะมองเห็นมั้ย

แมวผม ผมยังมองไม่เห็นเลย
เรื่องนี้ต้องโดน....

#28 By รีคอนดำ on 2008-07-25 20:23

เป็นรีวิวที่มองหนังได้ลึกจริงๆเลยค่ะ

แต่ไม่รู้ว่าคนทำตั้งใจจะให้เป็นยังไงแฮะ

#29 By ฉันคือรั้ว on 2008-07-25 21:49

รอลุ้นเรื่องนี้ครับ ว่าพี่หม่ำจะแก้ตัวสำเร็จรึปล่าว

หลังจากไม่ประทับใจเรื่องที่ผ่านๆมาเท่าไร

#30 By การ์ตูน (124.121.166.4) on 2008-07-26 00:02

Hot! ชอบค่ะ > <

#31 By ♕ Sinsters? on 2008-07-26 10:38

น่าสนใจครับconfused smile

#32 By อวดดี on 2008-07-26 13:00

เป็นมุมมองที่ดีมากครับ

#35 By nikki009 on 2008-07-26 17:57

ไปดู “ว้อ” มาแล้ว ชอบมากๆ ถึงแม้ตอนที่ดูจะไม่ได้นึกถึงประเด็นเรื่องการเมืองก็ตาม คิดว่าเป็นหนังที่ดูสนุกและราบรื่นดีนะ ชอบตัวละครจุ่นมากๆเหมือนกัน รู้สึกว่ามุกตลกแต่ละอย่างในหนังก็เป็นมุกที่รับได้ และดูน่ารักดี ไม่มีมุกไหนที่ต่ำหรือหยาบจนเกินไป เราเพิ่งไปดูคอนเสิร์ต PECK AOF ICE (A-) มาด้วย เราว่าคอนเสิร์ตนี้ยังมีการเล่นมุกตลกที่หยาบคายกว่าใน “ว้อ” เสียอีก ฮ่าๆๆ

#36 By MdS (58.136.25.237) on 2008-07-31 22:28

เราว่าหนังมีข้อสรุปที่ ดีนะ คืออย่าเชื่ออะไรไปก่อนที่จะเห็นข้อเท็จจริง และบางที นักวิชาการก็ใช่ว่า จะต้องพูดถูกเสมอไป
และก็ชอบตอนจบที่ จุ่น นั่งคุยกับ โชค ตอนที่คุณเขียนถึง

ปล.ฮา มุขจุ่นหลายๆฉาก big smile

#37 By C-C on 2008-08-05 10:56

ไปไม่หมาว้อบ้านวัด embarrassed question embarrassed embarrassed embarrassed

#38 By wachai muathgogr (118.174.220.216) on 2008-08-28 12:40

ชอบคับ บทความนี้สะท้อนมุมมองได้ดีมากกก

#39 By gfHd;bf;t (161.246.1.36) on 2008-09-21 15:09

หลังอ่านเอนทรีจบ
"บทวิจารณ์มีพลังเปลียนความคิด
เปลี่ยนหนังเบาปัญญา ให้มีปัญญาได้"
เราต้องใช้สมอง อย่าพึ่งปักใจเชื่อ

#40 By 9sword on 2009-01-24 15:06