SILENT LIGHT(CARLOS REYGADAS /2007) : นาฏกรรมฤดูกาล
posted on 11 Jul 2008 00:45 by filmsick in see-it-and-die
เริ่มจากที่สิ้นแสง สนธยากาลคืบเคลื่อนเชื่องช้าในท้องทุ่ง กล้องคืบเคลื่อนเชื่องช้าไปในแสงนั้นมุ่งผ่านเงาต้นไม้ที่ย้อยกิ่งลงเรี่ยพื้น แสงสีส้มค่อยๆวูบดับปล่อยให้น้ำเงินเข้มของราตรีกาลคืบคลานมาแทน ดวงดาวสุกสว่างกลางฟ้าก่อนความมืดจะคลี่คลุมสายหมอกเคล่อนที่เชื่องช้า ตรงนั้นเองที่เรื่องราวทั้งหมดเริ่มขึ้น
นี่คือฉากเปิดอันเงียบเชียบอ้อยสร้อยและดูเหนือจริงของหนัง SILENT LIGHT ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ CARLOS REYGADAS เจ้าของหนังที่เคยเป็นที่ฮือฮาเมื่อเข้าฉาย (ทั้งในเมืองนอกและในเทศกาลหนังบ้านเรา) อย่าง BATTLE IN HEAVEN ที่เล่าเรื่องของชายวัยกลางคนกับการสำนึกบาปที่เขาลักพาตัวเด็กคนหนึ่งแล้วทำเด็กตาย หนังมีภาพการรร่วมเพศอย่างโจ๋งครึ่ม และแสดงโดยคนธรรมดาที่มีรูปร่างไม่สมส่วนเหมือนพวกนางแบบนายแบบในเลิฟซีนของฮอลลีวู้ด ความดิบของหนังทำให้มันถูกกล่าวขานอย่างยิ่ง SILENT LIGHT เป็นหนังเรื่องที่สามของ REYGADAS หลังจากJAPON ที่ไม่ได้เล่าเรื่องญี่ปุ่นแต่เล่าเรื่องการเดินทางของชายคนหนึ่งที่เดินทางไปเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความตาย ที่เมืองเล็กๆกลางทะเลทรายในเมกซิโกที่นั่นเขาพบกับหญิงแก่อินเดียนพื้นเมืองและค้นพบสัญาชาตญาณดิบของตัวเอง
สำหรับ SILENT LIGHT พลอตหลักของหนังคือการเล่าเรื่องของชายชาวนาคนหนึ่งที่อาศัยอยู่กับเมียและลูกๆโขยงหนึ่งโดยเขาค้นพบว่าเขาตกหลุมรักหญิงอื่นไปแล้ว และอยู่ในช่วงละล้าละลังที่จะทิ้งครอบครัวไปอยู่กับเธอผู้นั้น ภรรยาของเขารับรู้เรื่องราวเงียบๆมาแต่ต้นและรอคอยการตัดสินใจอันเนิ่นช้าเกินไปยาวนานเกินไป เหนื่อยล้าเกินไป และทอดตัวไปสู่โศกนาฏกรรมที่แผ่เงงาไว้เบื้องหน้า
เรื่องราวของหนังนั้นมีให้จับต้องไม่มานัก เป็นเพียงเรื่องเล่ารักสามเส้าพื้นๆทั่วไป ดังนั้นตลอดเวลา 143 นาทีของหนัง เรื่องจึงคืบเคลื่อนอย่างเชื่องช้าหากทิ้งคนดูไว้ท่ามกลางทัศนียภาพของเรือกสวนไร่นาแผ่นดินอุดมของเมกซิโกตอนเหนือ หนังของ REYGADAS ขึ้นชื่อเสมอในเรื่องของLONG TAKE และในหนังเรื่องนี้ หนังเต็มไปด้วยฉากlongtake อันยืดยาว กล้องที่ค่อยๆคืบเคลื่นเข้าหาตัวละคร หรือค่อยผินดวงตาออกจากตัวละครไปจ้องมอง ท้องฟ้า หมู่แมกไม้ สายลมและที่สำคัญแสงอันสาดส่อง
หนังแบ่งตัวเองเป็นช่วงๆ เริ่มจากยามเช้าของฤดูใบไม้ผลิ ฉากการกินอาหารเงียบเชียบของครอบครัว หลังจากทุกคนลุกจากโต๊ะ ชายหนุ่มปีนขึ้นไปหยุดเวลาบนนาฬิกาติดผนัง จากนั้นเขานั่งเงียบเชียบและค่อยๆซบหน้าร้องให้ลำพัง เขาพาลูกๆไปอาบน้ำในสระหินแถวบ้าน ระหว่างชำระล้างๆลูกๆภรรยาของเขาจ้องมองและเธอค่อยๆมีน้ำตาหยดไหลลงมา ต่อมาทั้งหมดนั่งรถกลับบ้าน เขาซ่อนเสี้ยวหน้าในความมืดแล้วหลั่งน้ำตาเงียบเชียบ เข้านอนโดยฝันไปว่าเดินในทุ่งหญ้าไปพบหญิงที่เขารักกลางแสงละมุน
จากนั้นลุเข้าสู่ฤดูหนาวเขาแวะไปเยี่ยมพ่อแม่ที่ทำฟาร์มวัวกลางแถวทางของวัวที่กำลังรีดนม บนลานบ้านที่โพลนขาวด้วยหิมุยะเยือกอันห่มคลุม และในห้องอุ่นสบายใกล้เตาผิง พ่อของเขาเล่าเรื่องราวความรักในอีดต และไม่ช่วยเขาตัดสินใจในเรื่องใด เพียงแต่บอกว่าเขาต้องรีบก่อนที่เขาจะเสียทุกคนไป
ในฤดูร้อนกลางการเก็บเกี่ยว หญิงสาวขับรถมาหาเขาที่ไร่ ภรรยายืนดูเขาพาลูกๆขึ้นรถเธอเข้าไปในเมืองด้วยความร้าวรานอันเงียบเชียบ ที่นั่นเขาร่วมรักกัยเธอเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อกล่าวลาในห้องที่ปิดม่านจนเหลือแสงเพียงน้อยนิดสาดส่อง ใบไม้ไร้ที่มาร่วงลงเงียบเชียบบนพื้นห้อง หลังจากนั้นเขาไปหาลูกๆที่นั่งดูรายการตลกในรถตู้ของตคนรู้จัก เขามุดรถตู้เข้าไปเฮฮากับลูกๆ โดยมีหญิงสาวที่รักเขายืนมองจากข้างนอกและไม่อาจเข้าไปมีส่วนร่วมได้
จนลุเข้าสู่ฤดูฝน เขาและภรรยาเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนกำลังพัง ท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำ เขาบอกแก่เธอว่ายังพบหล่อนอยู่ ราวกับหัวใจสลาย เธอบอกให้เขาจอดรถ แล้วลงไปร้องให้ในป่า ซบหน้ากับเปลือกไม้พันปีกลางฝนที่กระหน่ำไม่หยุดยั้ง ก่อนที่ทุกอย่างจะเดินทางไปสู่โศกนากฏกรรมและในขณะเดียวกันกลายกลืนไปสู่เรื่องเล่าเหนือจริงกลางแสงอาทิตย์ที่สาดส่อง ช่วงท้ายของหนังเต็มไปด้วยอารมณ์เหนือจริงที่พิเศษอย่างยิ่งหากดูสามัญอย่างยิ่ง และมันช่างน่าทึ่งที่หนังสามารถเล่าออกมาได้อย่างไม่ขัดเขิน
ด้วยความที่พลอตของหนังเบาเบาง หนังจึงกลายเป็นเหมือยนภาพร่างเชิงทกวีอันราวร้านของคนสามคนที่รักกันและกันแต่ไม่อาจได้อยู่ร่วมกันในเวลาที่ลงตัว หนังใช้นักแสดงที่เป็นคนทั่วไป ทำให้ภาพเรื่องรักของชาวนานี้สมจริงแต่วิธีการที่กข้องจดจ้องมองสิ่งต่างๆด้วยดวงตากึ่งมหัศจรรย์นิยมทำให้หนังเลยพ้นไปจากความจริง ส่วนปสมอันประหลาดล้ำนี้ทำให้หนังเป็นเสมือนบทกวีพิเศษที่เล่าเรื่องสามัญของผู้คน ผ่านการคัดสรร เลือกใช้ถ้อยคำ จนแสดงตความพิเศษในควาสามัญนั้นออกมาให้ผ็ชมซาบซึ้งกับมันได้
เป็นการยากที่จะพูดถึงหนังเรื่องนี้ หนังไม่ได้มีสัญลักษณ์แทรกซ่อนในทุกฉาก และหากจะมีอยู่บ้างก็เพียงน้อยนิดและตรงไปตรงมา ในขณะที่พลอตของหนังก็ไม่ได้ซับซ้อนเกินคาดเดา สิ่งเดียวที่หนังร่ำรวยคืองานภาพที่แสนวิเศษ คว้าจับเอา-แสง- ให้กลายเป็นตัวละครหลักของหนังอีกตัวหนึ่ง กล้องกวาดไปในสถานที่ ลำแสงสาดส่องอาบไล้ แปรมันไปสู่อารมณ์ต่างๆโดยมิพักพึ่งพาเพลงประกอบแต่อย่างใด
หนังSILENT LIGHT ทำหน้าที่เสมือนฤดูกาล มันมาถึงอย่างเงียบเชียบ สำแดงอภินิหารอันสามัญผ่านเหตุการณทางธรรมชาติ การดับสูญอันเศร้าสร้อยของสิ่งใดในธรรมชาติล้วนไม่ได้เป็นไปเพื่อจบสิ้นหากมัยนคือการเตรียมพร้อมเพื่อจะหวนคืนมาอีกครั้ง ดังนั้นการมาถึงของฤดูกกาลใหม่ ในทางหนึ่ง คือการฟื้นตื่นจากตความตายแล้วใยมันจึงไม่ถูกเรียกว่าปาฏิหารยิ์เล่า
ฉากจบของSILENT LIGHT นั้นพาเรากลับไปสู่ฉากเริ่มต้นของหนังอีกครั้งภาพของค่ำคืนที่เคลื่อนคล้อยจากไปพร้อมกับแสงแรกแห่งทิวาวารที่พาดแถบสีส้มสั้นๆของมันตรงขอบฟ้า ค่อยๆผ่านเสนหยักอันยุ่งเหยิง ออกจะเศร้าสร้อยของต้นไม้ที่ใบปลิดปลิวลงไปบางส่วน กลางวันหวนคืนมาสู่อีกครั้งฤดูกาลหมุนเวียนเปลี่ยนไป ที่ตายก็กลับฟื้นคืน เป็นวัฏจักรมหัศจรรย์ยิ่ง หาดสามัญยิ่งแล้ว
จริง ๆ ถึงหนังจะอืด จะเชื่องช้า ซึมเซา อย่างไร
พี่ก็สามารถดูได้นะคะ
ขอให้สวยเถอะ
#1 By Mrs. Holmes on 2008-07-11 03:07