บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญในหนังหลายเรื่องของ M Night Shyamalan

 

สิ่งนั้นเกิดขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล  ไม่มีที่มาที่ไป  ฉับพลันมันก็บังเกิดขึ้นแบบไม่สามารถอธิบายได้   เริ่มจากคนในสวนสาธารณะ   คนที่เล่นกับหมา  คนที่อ่านหนังสือ  คนที่เดินเล่น  จู่ๆพวกเขาก็หยุดนิ่ง พูดตะกุกตะกักซ้ำๆไปมา จากนั้นลุกขึ้นมาฆ่าตัวตาย!

 

จากนั้นมันแพร่ขยายออกไปอย่างไม่สามารถคาดเดา  ตามสวนสาธารณะ  ไซต์งานก่อสร้าง  ไปจนถึงบนถนน ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงผู้คนพร้อมใจกันฆ่าตัวตายหมู่อย่าน่าสะพรึงกลัว  มันคือการก่อการร้ายแบบใหม่  หรือมันคือโรคร้ายที่ยังไม่มีใครรู้จัก  หรือมันคือการทดลองลับของรัฐบาล  ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร ก็มีการประกาศออกโทรทัศน์ให้ออกจากบริเวณเกิดเหตุให้เร็วที่สุด

 

Elliot ครูวิทยาศาสตร์โรงเรียนมัธยม ได้รับคำสั่งจากครูใหญ่ให้ปล่อยเด็กกลับบ้านแล้วแยกย้ายกันหาที่ปลอดภัยจนกว่าเรื่องจะจบ   เขานัดกับJulian เพื่อครูสอนเลขว่าจะแยกย้ายกันไปเก็บของแล้วไปพบกันที่สถานีรถไฟ เพื่อเดินทางไปบ้านแม่ยายของJulian ที่นอกเมือง   Elliot กลับไปรับ   Alma   ภรรยาท่าทางเพี้ยนๆที่กำลังระหองระแหงกันอยู่ ในขณะที่  Julian กลับไปรับ Jess ลูกสาว  ก่อนจะมาพบกันที่สถานีรถไฟ  ภรรยาของJulianติดอยู่ในการจราจรแล้วจะตามมาในรถไฟขบวนหน้า

 

แต่ไปได้เพียงครึ่งทางรถไฟก็จอดสนิทในเมืองเล็กที่ไหนสักแห่ง  ข่าวแพร่สะพัดว่าปลายทางเกิดเหตุการณ์ฆ่าตัวตายหมู่แล้ว พวกเขาไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้อีกอยู่กลางพื้นที่เสี่ยงภัยโดยไม่รู้ว่า เกิดอะไรขึ้นหรือมันจะไปในทางใด

 

ภาพยนตร์หมายเลข 6 ของ M. Night Shyamalan   ผู้กำกับที่เคยเป็นความหวังใหม่ของวงการฮอลลีวู้ด   เนื่องเพราะเขาเปิดตัวด้วยหนังหักมุมสุดฉลาดอย่าง The Sixth Sense ที่นอกจากจะเล่าอย่างฉลาดแล้วยังเล่าชีวิตของตัวละครได้อย่างอบอุ่นอีกด้วย   แต่หลังจาก The Sixth  Sense  หนังของ Shyamalan ก็ไม่เคยได้รับการต้อนรับขนาดนั้นอีกเลย Unbreakable และ The Village หนังเรื่องที่สองและสี่ของเขา หักมุมเรื่องไปในทิศทางที่คนดูไม่คาดฝัน ในขณะที่ Signs และ Lady in the Water หนังเรื่องที่สามและห้า ไม่หักมุมใดๆทั้งสิ้น

 

ราวกับว่าการหักมุมมอย่างชาญฉลาดคือสิ่งที่นักดูหนังหิวกระหาย  พลอตหนังของShyamalan ที่มักเล่นกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ  เช่น เด็กเห็นผี หรือ มนุษย์ต่างดาวบุกโลก นำมาซึ่งการคาดหวัง -ทางออก-  ที่เข้าท่า ยอมรับได้  และบิดความคาหวังไปสู่สิ่งใหม่ที่น่าตื่นเต้น   หากวัดกันจากจุดนั้น หนังของ Shyamalan จึงกลายเป็นหนังอ่อนปวกเปียกที่มีแต่หน้าหนังหวือหวา หากการคลี่คลายล้วนน่าผิดหวัง เพราะการคาดหวัง -พลอตหักมุม- ในหนังของShyamalan จึงกลายเป็นการถูกหักหลังมากกว่าหักมุม

 

 

แต่ในทางตรงกันข้ามมันกับน่ายินดียิ่งที่ Shyamalan ก้าวข้ามการเป็นผู้กำกับหนังthriller หักมุมแบบฉลลาดๆ ไปสู่การเป็นผู้กำกับที่หยิบจับเรื่อเล่า เทคนิค วิธีการแบบหนังเขย่าขวัญ หนังเกรดบีราคาถูก มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการเล่าเรื่องที่ไปพ้นไกลกว่าเหตุการณ์ทื่อๆตามพลอต   ขยายไปสู่ประเด็นที่ใหญ่กว่า หนักแน่นกว่า และเขาทำได้อย่างฉลาดแนบเนียนยิ่ง

 

จากหนังชีวิตความสัมพันธ์แม่ลูกใน The Sixth Sense เขาขยับไปเล่นประเด็นที่ใหญ่กว่าเดิมอย่างเช่นเรื่องของสมดุลสองด้านในUnbreakable เรื่องของความเชื่อศรัทธา (ซึ่งเป็นได้ทั้งอ้างอิงและไม่อ้างอิงกับคริสต์ศาสนา) ในSigns ประเด็นยูโทเปียชำรุดใน  TheVillage  หรือประเด็นเกี่ยวกับความเชื่อมั่นในความดีงาม แบบในLady in the Water  ซึ่งในสองเรื่องหลังนั้นยังสามารถตีความเชื่อมโลกกับอเมริกาหลัง 11 กันยาได้อย่างแหลมคมอีกด้วย

 

จริงๆแล้วหนังของ Shyamalan ทุกเรื่องคือการเกิดใหม่ของขนบหนังที่ถูกลดค่าเป็นหนังเกรดรองเพื่อความบันเทิง ผี ซุปเปอร์ฮีโร่ มนุษย์ต่างดาว สัตว์ประหลาด และนางพราย เป็นรูปแบบที่เราเห็นเจนตาจากหนังสยองขวัญเกรดบี หนังแฟนตาซีราคาถูกที่ฉายทางทีวี หรือหนังไซไฟง่อยๆ   ในขณะที่ผู้กำกับคนอื่นหยิบจับหนังเหล่านั้นมาใช้อย่างเชิดชูบูชา หรือนำมาล้อเลียน Shyamalan  กลับหยิบมันมาเป็น ธาตุตั้งต้นในหนังของเขา  หนังสยองขวัญชั้นรองถูกนำมาเป็นวัตถุดิบในการพูดประเด็นเชิงปรัชญา  เป็นเหมือนเส้นกราฟ และสถิติ ที่คลี่ขยายหรือหดย่อภาพหนักๆให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

 

การหายไปของผึ้ง

 

เพ่งพินิจประเด็นหลักของหนัง การที่หนังเล่าเรื่องเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่ไม่สามารถอธิบายได้อย่างน่าพอใจตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องอาจทำให้คนดูรู้สึกว่านี่คือหนังไม่เอาไหนที่จบไม่ได้คลี่คลายไม่ลง  ทั้งๆที่จริงแล้วตลอดทั้งเรื่องนี่คือหนังที่ทำลายวิธีคิดของคนดูโดยสิ้นเชิง ทำไมน่ะหรือ  เพราะเราคือคนดูที่ยึดมั่นในวิธีคิดเชิงวิทยาศาสตร์ซึ่งอ้างอิงด้วยหลักของเหตุและผล สิ่งใดเกิดขึ้นมันย่อมมีวัตถุประสงค์รองรับ  คำอธิบาย(หรือมาในรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่าการหักมุม) คือสิ่งที่คนดูทวงถาม ตั้งแต่ก่อนเข้าโรงด้วยซ้ำ

 

แต่หนังได้ท้าทายข้อจำกัดนี้ตั้งแต่ฉากแรกๆ ของหนังเมื่อ Elliot บอกให้เด็กๆฟังถึง -ข้อจำกัดของวิทยาศาสตร์ - เพราะวิธีคิดวิทยาศาสตร์นั้นยืนอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล ดังที่เขาให้เด็กๆท่องเกี่ยวกับการตั้งสมมติฐาน   ค้นหาตัวแปร  และเฝ้าสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด  หากอย่างไรก็ตามวิธีคิดวิทยาศาสตร์ล้วนต้องอ่อนน้อมต่อข้อจำกัดของธรรมชาติ   ซึ่งมีพรมแดนกว้างใหญ่ไพศาลซึ่งวิทยาศาสตร์เดินทางไปไม่ถึง  ดังเช่นการกฎการณ์การหายไปของผึ้งที่ไม่สามารถอธิบายได้

 

หนังกำหนดให้ตัวเอกเป็นครูวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนมัธยม ซึ่งในทางหนึ่งนี่คือตัวแทนของคนผู้เชื่อมันในวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์สุดขั้ว  ทุกสิ่งควรอธิบายได้เพื่อจะนำไปสู่การคาดหมาย ได้ ( เช่นการรู้ว่าโรคคืออะไรแพร่กระจายได้อย่างไรจะนำไปสู่การพยากรณ์โรคว่าจะไปทางไหนและหาทางยับยั้ง)  ในขณะเดียวกันหนังก็ให้เราเห็นว่าเขาไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่องเขาเป็นเพียงครูวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนมัธยม ที่พยายามอาศัยหลักคิดแบบวิทยาศาสตร์ของตนในการอธิบายสิ่งต่างๆเพื่อเอาตัวรอด  แต่หนังกลับหักหลังคตัวละครด้วยการแสดงว่าทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ของเขาเป็นเพียงความคลุมเครือไม่แน่ชัด  ทั้งเรื่องที่ว่า มันมากับลม หรือติดต่อผ่านกลุ่มคนกลุ่มใหญ่  หนังพิสูจน์ทั้งความเป็นไปได้ว่าจะถูกต้อง (การแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆทำให้พวกเขารอดตาย) หรืออาจผิด (การที่เชื่อว่ามันมากับลม แล้วพยายามหนีลม)  วิทยาศาสตร์ในหนังเป็นเพียงสิ่งที่ตัวละครพยายามจะใช้นำทาง อธิบายสรรพสิ่ง ซึ่งที่แท้ไม่อาจจะอธิบายได้โดยสมบูรณ์

 

ดังนั้นการที่หนังเรื่องนี้คลี่คลายตอนจบว่า ไม่อาจรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงของ -เหตุการณ์ -  ปล่อยทุกอย่างให้อยู่นอกขอบเขตข้อจำกัดของธรรมชาติ   น่าจะเป็นเหตุที่ทำให้คนดูหงุดหงิดมากที่สุด  นั่นก็เพราะคนดูดูหนังในฐานะหนังวิทยาศาสตร์ ที่พยายามอธิบายทุกสิ่งด้วยวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ (เอาเข้าจริงกระทั่งหนังแฟนตาซี หรือหนังผี เราก็ดูมัน สร้างมัน ขึ้นด้วยวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ ในหลักว่า ผี หรือสิ่งเหนือธรรมชาติเป็นผล และการหาเหตุนำไปสู่การคลี่คลายแก้ไข )   ความคลุมเครือในตอนจบ  ที่แท้จึงเป็นการหักหลังคนดูแบบเดียวกับที่หักหลังตัวละคร  ด้วยหลักการว่าตัวละครต้องอ่อนน้อมต่อกฎธรรมชาติ ที่เหนือกว่าวิธีคิดของวิทยาศาสตร์  ดังนั้นการที่คนดูพกพาวิธีคิดแบวิทยาศาสตร์เข้าไปดูหนังเรื่องนี้ พวกเขาจึงจะไม่ได้คำตอบที่น่าพึงใจแต่อย่างใด  (ดังนั้นฉากสุดท้ายของนักวิทยาศาสตร์ในทีวีจึงเป็นฉากที่น่าสนใจมากๆ)   สถิติตัวเลขทางวิทยาศาสตร์ถูกเสียดสีผ่าน ครูคณิตศาสตร์ ที่อธิบายว่ามันมีขึ้นเพื่อทำให้คนอ่านสบายใจมากกว่าจะเป็นตัวเลขสำหรับอธิบายความจริง

 

หนังไม่ได้เรียกชื่อ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ใช้ชื่อหนังเพียงว่า -การเกิดเหตุการณ์ -  เพราะการมีชื่อคือการระบุได้ว่า -เหตุการณ์-   นั้นคือประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง   ชื่อหนังที่คลุมเครือจึงเป็นการบอกใบ้ไว้ในทีว่าเรากำลังเพียงพูดถึง -เหตุการณ์- หนึ่ง ซึ่งไม่สามารถเข้าใจได้โดยง่าย

การเดินถอยหลัง

ลองกลับมาพิจารณาถึงตัว -เหตุการณ์ -   ในตอนเกิดเหตุนั้นเราจะมองเห็นกิจวัตรของผู้คนสะดุดหยุดล จากนั้นพวกเขาเดินถอยหลังกลับไปสองสามก้าว ย้อนพูดตะกุกตะกัก ก่อนจะลงมือปลิดชีพตัวเอง   ในขณะเดียวกัน การแพร่กระจายของ -เหตุการณ์ - (วัดจากจำนวนคนตาย)   ก็ขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้วถอยกลับลงไปอย่างรวดเร็ว  หากคิดแบบเทียบเคียงทางวิทยาศาสตร์ มันก็คล้ายกับมนุษย์ที่เดินหน้าไปจนสู่จุดสูงสุด (อันอาจหมายถึงปัจจุบันขณะที่เรามาถึงจุดสูงสุดของบริโภคนิยม)  ที่จุดสูงสุดการลดลงจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน (โดยการฆ่าตัวตายไม่ใช่เสื่อมสลายลงไป )  ในขณะเดียวกันหนังเองก็ต้อนตัวละครจากใจกลางเมือง  ถอยออกไปสู่จุดต่ำสุด จากสังคมกลุ่มใหญ่  ลดลงไปเป็นกลุ่มย่อย และเหลือเป็นเพียงหน่วยย่อยที่สุดในนามของครอบครัว   (ซึ่งในหนังเรื่องนี้เป็นครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์เพราะมันคือสองสามีภรรยาที่กำลังจะเลิกกัน และหอบหิ้วลูกของคนอื่นมา) หากมนุษย์เป็นสัตว์สังคมก็เป็นสังคมนี้ที่ฆ่า เช่นเดียวกับปืนของใครคนหนึ่งถูกนำมาใช้ในการฆ่าตัวตายต่อเนื่องกันไป (ในแง่นี้ เราอาจมองปืน แทนพาหะของเหตุการณ์ในหนังมีฉากการการฆ่าตัวตายด้วยปืนอันเดียวกันอย่างน้อยสองครั้ง รวมถึงฉากสังหารโหดจากคนผู้หวาดระแวงแก๊สพิษ อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งบางทีนั่นใช่หรือไม่ว่า ว่าปืน อันเป็นภาพแทนของความรุนแรง คือภาพแทนของ ตัว -เหตุการณ์- จริงๆ) 

 

 

 ไม่เพียงเท่านั้นหนังเดินมาสู่สุดทางในสถานที่ที่มนษย์ถูกตัดขาด Shyamalan เคยให้สัมภาษณ์ว่าสำหรับเขาความกลัวเกิดจากการถูกทิ้งให้โดดเดี่ยว  ในหนังเรื่องนี้เขาค่อยๆโดดเดี่ยวตัวละครออกไปทีละน้อย เริ่มจากการตัดขาดจากการสื่อสาร ไปจนถึงการตัดขาดจากผู้ร่วมทางอื่นๆ   จนในฉากสุดท้ายในบ้านที่ไม่มีวิทยุ โทรทัศน์ เราเห็นตัวละครจนมุมอยุ่ในบ้านสองหลังที่แยกขาดจากกัน ข้างนอกคือ -เหตุการณ์-ไม่ทราบชื่อ  พวกเขากลับไปสู่จุดเริ่มต้น สื่อสารกันอย่างง่ายที่สุด ผ่านทางช่องใต้ดิน   แล้วตัดสินใจผเชิญหน้ากับ-เหตุการณ์- นั้น ถ้าหากว่ามันมีอยู่

 

แหวนเปลี่ยนอารมณ์

 

แต่เหตุการณ์นั้นเอาเข้าจริงแล้วอาจไม่มีอยู่  การไม่มีตัวตนของ - เหตุการณ์-  ในอีกทางสะท้อนภาพความ วิตกจิรตของสังคมอเมริกันได้อย่างน่าสนใจ   เพราะในช่วงที่เหตุการณ์เกิดขึ้นนั้น  หนังทำหน้าที่กึ่ง road movie ด้วยการพาคนดูเดินทางไปยังที่ต่างๆและพบกับผู้คนมากมาย หนำซ้ำหนังกำหนดให้เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา ซึ่งกินอาณาบริเวณของ 13 รัฐตั้งต้นเมื่อครั้งก่อร่างสร้างประเทศ หนังเริ่มต้นจากความวิตกของผู้คนในเมืองใหญ่  แรกทีเดียวมันถูกมองว่าเป็นรูปแบบของการก่อการร้าย  ซึ่งเป็นภัยที่อเมริกันชนกลัวที่สุดในยุคนี้ (ลองนึกย้อนไปถึงหนังทำนองเดียวกันในยุค 90 อย่าง Outbreak  มันถูกมองเป็นเรื่องของเชื้อโรค และ หนังอย่างThe Crazies ของ โรเมโรในยุค 70 ถูกมองเป็นการกระทำโดยรัฐ กลับไปในยุค 50 Invasion of Body Snatcher แทนภาพมนุษย์ต่างดาวเป็นคอมมิวนิสต์ ) จากนั้นหนังค่อยๆพาเราไปดูรูปแบบของคนอเมริกันหลากหลายแบบ ตั้งแต่กลุ่มชาวบ้านนักอนุรักษ์ ไปจนถึง คนแบบที่ตอบโต้ความกลัวด้วยความรุนแรง ในฉากหนึ่งที่เราเห็นเด็กวัยรุ่นพยายามจะบุกเขาไปในบ้านร้างและถูกปฏิเสธด้วยการยิงทิ้ง (ไม่ต่างจากการตอบโต้เหตุการณ์ณ์ 11 กันยา ด้วยการบุกอิรัก) ไปจนถึงหญิงชราคนสุดท้ายที่ ตัดขาดตัวเองจากโลก โดยสิ้นเชิง ซึ่งอาจคล้ายคลึงภาพแทนของคนผู้เพิกเฉย และจมอยู่ในความหลงใหลส่วนบุคคล จนปฏิเสธความเป็นไปใดๆ หากมม่ดี้ส่วนเกี่ยวข้องกับตัวเอง เหนือที่คุณป้าหวาดกลัวผู้มาเยือนมากกว่าจะสนใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ข้างนอกที่มีคนตายเป็นเบือ

 

เหตุการณ์อันไม่มีตัวตนนั้นจึงแปรสภาพไปตามความคิดของแต่ละบุคคล ไม่ต่างจากแหวนเปลี่ยนอารมณ์ที่ถูกนำมาใช้จีบสาว ไปจนถึงล่อให้หนูน้อยยิ้ม  มันขึ้นกับการแทนค่าเฉพาะคน ไม่ต่างจากการตอบสนองของแต่ละผู้คนต่อ-เหตุการณ์ณ์-นั้น  (น่าเสียดายที่Shyamalan   จบหนังด้วยกาเอาแหวนเปลี่ยนอารมณ์มาเล่นกับการไม่รู้จักความรัก   และจบหนังลงอย่างมีความหวัง ตามประสา Shyamalan )

 

ตัวละครของของShyamalan ยังคงเป็นครอบครัวกระพร่องกระแพร่งเหมือนกับเรื่องก่อนๆ (ในหนังของเขาตัวละครหลักมักมีปัญหากับพ่อแม่ไม่ก็เป็นพ่อแม่ที่มีปัญหากับลูก  และในเรื่องนี้แม้ตัวละครไม่มีลูก  แต่เด็กน้อยก็มีปัญหาใหญ่กว่าว่านั่นไม่ใช่พ่อกับแม่แท้ๆของเธอ  ) ความเชื่อเดิมๆของเขาและเธอถูกท้าทายและทำลายล้างลง (ผ่านทางการหักมุม) เช่นเดิม  และแน่นอน ตัวละครของเขามักดำเนินชีวิตต่อไป ในตอนจบ  โดยมากพวกเขาก้าวผ่านบางอย่าง และมีความหวังซึ่งบางครั้งมันอาจจะมากเกินไปโรแมนติกเกินไป และกลายเป็นเพียงความพยามจะพูดประเด็นใหม่ แต่ลงเอยในกรอบจำกัดเดิมๆ

 

อย่างไรก็ตาม ว่ากันในทางเทคนิค Shyamalan ยังคงแม่นยำในการเร้าอารมณ์และบีบอัดคนดูด้วยจังหวะภาพและการตัดต่อ   The Happening คล้ายกับSigns ในแง่ที่หนังใช้ภาวการณ์ประหลาดบีบอัดตัวละครที่ไม่รู้อะไร และไม่มีทางต่อสู้ได้ ในพื้นที่ที่แคบลง แล้ว ทดสอบตัวละครเกี่ยวกับความเชื่อศรัทธา  

 

เหตุการณ์ในหนังจบลงอย่างคลุมเครือ  เป็นเหมือนผื่นคันแห่งแรกบนร่างกาย   นักวิทยาศาสตร์บอกไว้ในโทรทัศน์  การเกิดผื่นในทางวิทยาศาสตร์นั้นนั้นยังไม่สามารถอธิบายได้  มันอธิบายได้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่มันบอกได้ยากว่าจะเกิดขึ้นตรงจุดไหนก่อน  เปอร์เซนต์ทางสถิติอาจช่วยได้  แต่นั่นเป็นเพียงความน่าจะเป็นไม่ใช่ความจริงสมบูรณ์ ที่สุดแล้วกระทั่งร่องรอยบนอวกาศ หรือ ผื่นบนร่างกายเรา เกือบทั้งหมดล้วนยังตกอยู่ในขอบเขตมืดดำที่วิทยาศาสตร์ยังเดินทางไปไม่ถึง  เว้นเสียแต่เราจะทำเป็นลืมไปเท่านั้น

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

น้องชายไปดู ถามว่าสนุกไหม

ส่ายหัวหงึกๆ

#1 By HardM@n on 2008-06-17 01:58

ผมเองก็ได้ไปดูมาแล้วส่วนตัวผมแล้ว
ผมชอบมากนะครับ

#2 By puck on 2008-06-17 02:59

เราจะไปดูง่ะ

#3 By Peaw-weaw on 2008-06-17 07:14

ไม่รู้ว่าหนุกรึเปล่า ดูตัวหนังไม่เท่าไหร่sad smile

#4 By [Blog]-`Nutty.,* on 2008-06-17 08:55

ไม่รู้ว่าหนุกรึเปล่า ดูตัวหนังไม่เท่าไหร่sad smile

#5 By [Blog]-`Nutty.,* on 2008-06-17 08:55

ดูรีวิวจาก blog อื่นๆแล้วให้คะแนนต่ำมากๆจนน่าตกใจ
แต่พอมาอ่านการวิเคราะห์แล้วรู้สึกว่าน่าดูขึ้นมาก

แต่วิเคราะห์ไปถึงขนาดนี้ได้งัยเนี่ย
ชอบๆ
เอาอีกๆ

#6 By ilumin on 2008-06-17 08:56

ชอบหนังมั๊ยคะ..เหมี่ยวชอบแต่ไม่มากมาย..แต่ฉากโหกได้ใจจริงๆconfused smile

#7 By มะเหมี่ยว on 2008-06-17 09:11

ที่จริงผมชอบแนวคิดของเค้านะ เพียงแต่ถ้าสื่อแนวคิดออกมาให้ได้ลื่นไหลและบันเทิงจะดีกว่านี้มาก มันได้ให้รมแบบดูภาพยนต์ มิใช่ชมสารคดี
น่าลองดูค่ะbig smile
ดูท่าทางเเล้ว คงออกเเนวว่า ถ้าชอบก็ชอบเลย ถ้าไม่ชอบก็เกลียดเลยละมั้งคะ

#10 By KusaYoshi on 2008-06-17 11:58

ไปดูมาแล้ว แต่คิดไม่ได้ขนาดจขบ.เลย sad smile

ขอแอดนะคะHot!

#11 By Hisaki on 2008-06-17 13:06

น่าสนใจค่ะ

ดูหนังเขาทุกเรื่องค่ะ ผิดหวังมากับบางเรื่องเช่นกัน แต่โดยรวมก็ดูรู้ว่าเขาเป็นผู้กำกับที่ใช้ได้น่ะค่ะ

ขอบคุณนะคะน้อง
big smile

#12 By Mrs. Holmes on 2008-06-17 13:19

แอบคิดนิดนึงว่า...
ผู้กำกับแอบหยิกกระแสการอนุรักษ์ธรรมชาติ
โดยโยนบทผู้ร้ายกลายๆให้กับพืชสีเขียว

ปล.เค้าชอบฉากในพรินซ์ตันกับในบ้านโมเดลเป็นพิเศษ...
เหมือนคล้ายๆกับจะบอกอะไรบางอย่างที่ยังนึกไม่ออกตอนนี้surprised smile

#13 By The Flaneur on 2008-06-17 14:23

ดู ๆ ไป แม้ว่าจะกลัวไปกับหนัง
แต่อีกอย่างที่คิดถึงไปด้วยคือ เราจะได้เห็นเอ็ม ไนท์ โผล่มาหรือเปล่า
..ดีที่สุดท้าย ฮีก็ไม่คิดจะโผล่มา (เอ๊ะ หรือโผล่มาแต่เราๆม่เห็นก็ไม่รู้)

#14 By pizzicatoj (203.146.150.228) on 2008-06-17 15:11

ตอบคุณ limes
ฉากบ้านโมเดลยังติดตาอยุ่เหมือนกันครับ ทำให้นึกถึงTHE HILLS HAVE EYS ฉบับใหม่และINDY ภาค 4 ที่มีบ้านโมเดลเหมือนกัน แต่สองเรื่องหลังนั้นแรกันในแง่ที่ว่าเป็นบ้านจำลองในการทดลองนิวเคลียร์

ทั้งนี้บ้านดังกล่าวอาจแสดงภาพครอบครัวสมบูรณืแบบก้ได้ครับ เพราะหลังจากพวกเขาหนีออกมา คนที่หนีเข้าไป แล้วประสบเหตุ ล้วนตายตรงสนามหญ้าหน้าบ้าน ไม่มีใครเข้าไปข้างในได้ (ไปไม่ถึง)

ตามด้วยป้าน YOU DESERVE THIS


ตอบ ขเจน

พี่มาโนช เล่นเป็น โจอี้ ในหนังเรื่องนี้จ่ะ (เพื่อนเราเชคจากเครดิตท้ายเรื่อง)

#15 By filmsick on 2008-06-17 15:30

ลืม ตอบคุณ เหมี่ยว

ชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ A+ ครับ เชื่อว่าถ้าได้ดูซ้ำ อาจขยับไปถึง A++++++ ได้

#16 By filmsick on 2008-06-17 15:32

อ่านแล้วทำให้อยากดูมากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยอ่ะ

ไปดูๆๆๆๆ

#17 By miiself on 2008-06-17 17:33

ไม่ชอบอย่างเดียวในเรื่องนี้คือตอนจบที่ฝรั่งเศส...ดูเป็นวิธีจบที่อเมริกัน และฮอลลีวู้ดมากๆ (แบบว่า...to be continued)

ในบรรดาหนังของเอ็มไนท์ ชอบเรื่อง Sign มากที่สุด
ชอบเรื่องที่ว่าด้วย Coincident และรู้สึกว่ามันมีความคล้ายกับ Happening นี้ด้วย (แต่ก็ชอบ Lady in water ด้วยนะ แม้หลายๆคนจะไม่ชอบbig smile)

ในความคิดเห็นส่วนตัว Sixth sense ดูจะเป็นหนังที่ไม่เข้าพวกที่สุดในหนังของ เอ็มไนท์ (ว่ากันตามทฤษฏีประพันธกร)ดูมันห่างจากความสัมพันธ์ของสังคมมนุษย์มากที่สุด เดาว่าเป็นหนังที่ตั้งใจ "ขาย" เพื่อเริ่มต้นพอร์ทของตัวเองรึเปล่าเอ่ย question

#18 By Penny Lane on 2008-06-17 17:35

ชอบฉากที่พระเอกหันไปคุยกะต้นไม้ พลาสติก น่ะ
คนอื่นในโรงเค้าขำกัน
แต่เราขำไม่ออกนะ
คิดว่าเจ๋งดีตรงที่ ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง เราก็คงมีท่าทีกะต้นไม้ต่างออกไปอย่างงั้นสินะ
สุดท้ายเราก็ทำดีกะสิ่งที่มีอำนาจเหนือกว่าเราเท่านั้นหรอ?

#19 By แมวดำ (61.7.138.169) on 2008-06-17 19:58

Hot!

เยี่ยม

#20 By WednesdayChild on 2008-06-17 20:02

เห็นตัวอย่างแล้วน่าดูbig smile

#21 By kemkem on 2008-06-17 20:41

อยากดูจางค่ะ
ไม่มีเวลาเรยย

#22 By on 2008-06-17 21:18

อ่านแล้วอยากไปดูค่ะ

#23 By (^_^)/nana on 2008-06-17 21:37

Hot!

อันนี้อ่านแล้วเปลี่ยนมุมมองต่อหนังไปเลยครับ

#24 By on 2008-06-17 22:23

โอ้โห!! วิจารณ์สุดยอด อ่านไปก็คิดตาม และผงกหัวเห็นด้วยงึกๆ ตลอดเลย

ดูเหมือนว่าหนังทุกเรื่องที่พี่ได้ดู เป็นหนังดีในสายตาพี่ทุกเรื่องเลย

มีหลายฉากที่ผมคิดไม่ถึงเลย

การกระซิบของเด็ก การคุยกับต้นไม้ บ้านจำลอง

ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้อารมณ์คล้าย the invasion (เวอร์ชั่นใหม่)น่ะ

แต่ทั้งหมดคือ ชอบมากHot!

#25 By R O C K on 2008-06-17 23:41

เพื่อนผมบอกว่าหนุกมาก


แต่ส่วนตัวชอบ ผู้กำกับอยู่แล้ว

แต่ยังไม่มีโอกาศไปซะที

#26 By dong=ดอง,โด่ง on 2008-06-18 00:35

ยังไม่ดูเลย ครับ จะเหมือน war of the word รึเปล่าน้อ

#27 By Netmatsui on 2008-06-18 23:00

แอบอ่านบล๊อกลับๆ มาตลอดๆ

แต่ครั้งนี้โผล่ เพราะเห็นคุณวิเคราะห์หนังเรื่องที่เราผิดหวังเรื่องนึงของปีได้อย่างมีหลักการ

ถ้าโดยส่วนตัว ก้ไม่ชอบเรื่องนี้ล่ะ ไม่ใช่เพราะหาคำอธิบายไม่ได้ แต่เป็นเพราะ จิตใจเราก็อธิบายไมได้เช่นเดียวกันว่าทำไมจึงรู้สึกไม่ชอบเรื่องนี้ (เรื่องของจิตวิเคราะห์ ก็เป็นวิทยาศาสตรืเช่นเดียวกัน อืมๆๆๆ)

การได้มาอ่านรีวิวชิ้นนี้ ก็ทำให้ผมมองอะไรได้กว้างขึ้น อาจจะจริง หรือปรุงแต่ง หรือบังเอิญตรงเป๊ะ
แต่ผมก็ยังอยากจะกลับไปเชื่อในความรู้สึกแรกก่อนที่ความคิดผมจะถูกย้อมไปกับบทวิจารณ์ที่เปิดประตูความคิด จนสูญเสียพลังในการตัดสินใจแรกไป ไม่ใช่ว่าผมไม่เปิดรับความคิดใหม่ๆหรอก เพียงแต่กลัวว่าสิ่งที่ตกผลึกใหม่ จะเป็นสิ่งที่ผมไปลอกเลียนมาจากที่อื่น โดยที่ตัวเองไมได้รู้สึกลึกซึ้งอะไรด้วยตนเลย

อ่า พล่ามมาไม่ค่อยเกี่ยวกับหนังน่ะ เอาเป็นว่า ติดตามอ่านเรื่อยๆครับ
ป.ล. เชื่อว่า หากเวลาผ่านไป แล้วมาดูอีกรอบ คงได้อะไรมากขึ้นด้วยตัวเองแน่ๆ

#28 By หนึ่ง (161.246.1.32) on 2008-06-19 02:23

big smileรู้สึกเป็นคนเดียวในบ้านที่ดูแล้วชอบครับ
อ่านแล้วรู้สึกได้พวก ฮ่าฮ่า
ปล.เห็นด้วยว่าความคาดหวังของคนดูที่คิดว่าหนังต้องหักมุมตอนจบ ทำให้หลายคนบอกว่าแย่โดยลืมนึกถึงรายละเอียดที่หนังค่อยๆปล่อยมาระหว่างทาง

#29 By GuGGGar on 2008-06-19 13:50

จริง ผื่นบนร่างกายเนี่ยเดายากจริงๆ (โดยเฉพาะคนที่เป็นลมพิษ มันขึ้นได้ตลอดเวลา)

ได้ดูหนังเรื่องนี้เพราะต้องการความตื่นเต้นนั่นแหละฮะ ดูจากหนังตัวอย่างก็คิดว่ามันน่าจะเป็น Thriller น่ากลัวนิดๆ ช่วงต้นไปจนถึงปลายเรื่องก็ตื่นเต้นดีอยู่ ดูแล้วใจหวิวๆ แต่ตอนจบนี่เล่นเอาหน้าเหี่ยว จบอย่างเรียบง่ายเหลือเกิน รู้สึกเหมือนถูกตั้งคำถาม พอเราตอบไม่ได้ก็ไม่เฉลย ปล่อยให้อยากรู้อยากเห็น อะไรอย่างนั้นแหละ

ดูจบก็บ่นอุบไปเหมือนกัน (ส่วนตัวแล้วยังชอบ Sixth Sense มากกว่าอยู่ดี) แต่พอคิดไปคิดมาก็ว่า ก็ดีเหมือนกันนะที่ไม่เกิดอะไรร้ายแรงขึ้นอีก ไม่อย่างนั้นโลกนี้คงแย่แน่ๆ (แค่คุณป้าก็ทำเอาผวาแล้ว)

อย่างไรก็ตาม ชอบตรงส่วนที่หนังสื่อว่าต้นไม้ก็มีจิตวิญญาณ และ ธรรมชาติอาจล้างบางมนุษย์เข้าสักวัน

วิเคราะห์ได้ขนาดนี้ ถ้าผู้กำกับได้อ่านคงปลื้มแย่เลย big smile

#30 By persona non grata on 2008-08-08 23:58

คุณเขียนบทวิจารณ์ได้ดีมากจริงๆคับ เพราะ ถ้าคนที่ไม่ชอบ หนัง ของ m.nightก็จะว่า หนังอะไรไม่รุเรื่อง น่าเบื่อ และที่คุณเขียนบทความได้อย่างลึกซึ้งขนาดนี้(ผมนึกว่าจะมีแค่ผมที่คิดได้ซะอีก ผมพยายามถามเพื่อนทุกคนว่าเข้าใจหรือเปล่า อะไร อย่างไร ม่ะมีใคร ตอบผมได้)คุณก็คงจะเป็นแฟนหนังของ m.night อยุเหมือนกันแน่ๆเลย ทำนองว่า โดนหลอก ได้แง่คิด พัฒนา ทัศนคติ ผมชอบมากครับ ชอบหนังของm.night เพราะหนังของเขามีแง่คิดทุกเรื่อง ทั้งทีผมตอนจะดุ six sense ผมไม่เคยอยากจะดุเลยสักนิดโดนบังคับไปดุแต่กลับทำให้ผมได้แง่ คิดแระ ติดตามหนังเขามาโดยตลอด พวกเพื่อนผม ต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวว่า ขอโทษนะไม่สุภาพ (หนังเหี้ยไรม่ะรุ ไม่หนุก สักนิดนึง)ผมก็ได้แต่พูดไปว่าก็เพราะมึงม่ะชอบ อ่ะ ทั้งที่จริงผมอายกจะด่ามันมากเลยว่าพวกมึงคิดกันไม่เป็น พล่ามมานานแระ ใครม่ะเข้าใจอะไรหนังเรื่องไหนของเขา มาคุยกันได้นะคับ pichbenz007@hotmail.com

#31 By l3allack (125.24.114.152) on 2008-10-13 00:43

หนังของ M.Night เนี่ยจะสนุกก็ตอนที่เป็น trailer

พอออกฉายปุ๊ปก็ได้รู้ว่า ตัวอย่าง หนุกกว่าง่ะsad smile

#32 By TunG on 2009-07-22 16:44