THE HAPPENING (M NIGHT SHYAMALAN / 2008) : -เหตุการณ์- นอกกรอบ
posted on 17 Jun 2008 00:59 by filmsick in alienation
บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญในหนังหลายเรื่องของ M Night Shyamalan
สิ่งนั้นเกิดขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล ไม่มีที่มาที่ไป ฉับพลันมันก็บังเกิดขึ้นแบบไม่สามารถอธิบายได้ เริ่มจากคนในสวนสาธารณะ คนที่เล่นกับหมา คนที่อ่านหนังสือ คนที่เดินเล่น จู่ๆพวกเขาก็หยุดนิ่ง พูดตะกุกตะกักซ้ำๆไปมา จากนั้นลุกขึ้นมาฆ่าตัวตาย!
จากนั้นมันแพร่ขยายออกไปอย่างไม่สามารถคาดเดา ตามสวนสาธารณะ ไซต์งานก่อสร้าง ไปจนถึงบนถนน ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงผู้คนพร้อมใจกันฆ่าตัวตายหมู่อย่าน่าสะพรึงกลัว มันคือการก่อการร้ายแบบใหม่ หรือมันคือโรคร้ายที่ยังไม่มีใครรู้จัก หรือมันคือการทดลองลับของรัฐบาล ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร ก็มีการประกาศออกโทรทัศน์ให้ออกจากบริเวณเกิดเหตุให้เร็วที่สุด
Elliot ครูวิทยาศาสตร์โรงเรียนมัธยม ได้รับคำสั่งจากครูใหญ่ให้ปล่อยเด็กกลับบ้านแล้วแยกย้ายกันหาที่ปลอดภัยจนกว่าเรื่องจะจบ เขานัดกับJulian เพื่อครูสอนเลขว่าจะแยกย้ายกันไปเก็บของแล้วไปพบกันที่สถานีรถไฟ เพื่อเดินทางไปบ้านแม่ยายของJulian ที่นอกเมือง Elliot กลับไปรับ Alma ภรรยาท่าทางเพี้ยนๆที่กำลังระหองระแหงกันอยู่ ในขณะที่ Julian กลับไปรับ Jess ลูกสาว ก่อนจะมาพบกันที่สถานีรถไฟ ภรรยาของJulianติดอยู่ในการจราจรแล้วจะตามมาในรถไฟขบวนหน้า
แต่ไปได้เพียงครึ่งทางรถไฟก็จอดสนิทในเมืองเล็กที่ไหนสักแห่ง ข่าวแพร่สะพัดว่าปลายทางเกิดเหตุการณ์ฆ่าตัวตายหมู่แล้ว พวกเขาไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้อีกอยู่กลางพื้นที่เสี่ยงภัยโดยไม่รู้ว่า เกิดอะไรขึ้นหรือมันจะไปในทางใด
ภาพยนตร์หมายเลข 6 ของ M. Night Shyamalan ผู้กำกับที่เคยเป็นความหวังใหม่ของวงการฮอลลีวู้ด เนื่องเพราะเขาเปิดตัวด้วยหนังหักมุมสุดฉลาดอย่าง The Sixth Sense ที่นอกจากจะเล่าอย่างฉลาดแล้วยังเล่าชีวิตของตัวละครได้อย่างอบอุ่นอีกด้วย แต่หลังจาก The Sixth Sense หนังของ Shyamalan ก็ไม่เคยได้รับการต้อนรับขนาดนั้นอีกเลย Unbreakable และ The Village หนังเรื่องที่สองและสี่ของเขา หักมุมเรื่องไปในทิศทางที่คนดูไม่คาดฝัน ในขณะที่ Signs และ Lady in the Water หนังเรื่องที่สามและห้า ไม่หักมุมใดๆทั้งสิ้น
ราวกับว่าการหักมุมมอย่างชาญฉลาดคือสิ่งที่นักดูหนังหิวกระหาย พลอตหนังของShyamalan ที่มักเล่นกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ เช่น เด็กเห็นผี หรือ มนุษย์ต่างดาวบุกโลก นำมาซึ่งการคาดหวัง -ทางออก- ที่เข้าท่า ยอมรับได้ และบิดความคาหวังไปสู่สิ่งใหม่ที่น่าตื่นเต้น หากวัดกันจากจุดนั้น หนังของ Shyamalan จึงกลายเป็นหนังอ่อนปวกเปียกที่มีแต่หน้าหนังหวือหวา หากการคลี่คลายล้วนน่าผิดหวัง เพราะการคาดหวัง -พลอตหักมุม- ในหนังของShyamalan จึงกลายเป็นการถูกหักหลังมากกว่าหักมุม
แต่ในทางตรงกันข้ามมันกับน่ายินดียิ่งที่ Shyamalan ก้าวข้ามการเป็นผู้กำกับหนังthriller หักมุมแบบฉลลาดๆ ไปสู่การเป็นผู้กำกับที่หยิบจับเรื่อเล่า เทคนิค วิธีการแบบหนังเขย่าขวัญ หนังเกรดบีราคาถูก มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการเล่าเรื่องที่ไปพ้นไกลกว่าเหตุการณ์ทื่อๆตามพลอต ขยายไปสู่ประเด็นที่ใหญ่กว่า หนักแน่นกว่า และเขาทำได้อย่างฉลาดแนบเนียนยิ่ง
จากหนังชีวิตความสัมพันธ์แม่ลูกใน The Sixth Sense เขาขยับไปเล่นประเด็นที่ใหญ่กว่าเดิมอย่างเช่นเรื่องของสมดุลสองด้านในUnbreakable เรื่องของความเชื่อศรัทธา (ซึ่งเป็นได้ทั้งอ้างอิงและไม่อ้างอิงกับคริสต์ศาสนา) ในSigns ประเด็นยูโทเปียชำรุดใน TheVillage หรือประเด็นเกี่ยวกับความเชื่อมั่นในความดีงาม แบบในLady in the Water ซึ่งในสองเรื่องหลังนั้นยังสามารถตีความเชื่อมโลกกับอเมริกาหลัง 11 กันยาได้อย่างแหลมคมอีกด้วย
จริงๆแล้วหนังของ Shyamalan ทุกเรื่องคือการเกิดใหม่ของขนบหนังที่ถูกลดค่าเป็นหนังเกรดรองเพื่อความบันเทิง ผี ซุปเปอร์ฮีโร่ มนุษย์ต่างดาว สัตว์ประหลาด และนางพราย เป็นรูปแบบที่เราเห็นเจนตาจากหนังสยองขวัญเกรดบี หนังแฟนตาซีราคาถูกที่ฉายทางทีวี หรือหนังไซไฟง่อยๆ ในขณะที่ผู้กำกับคนอื่นหยิบจับหนังเหล่านั้นมาใช้อย่างเชิดชูบูชา หรือนำมาล้อเลียน Shyamalan กลับหยิบมันมาเป็น ธาตุตั้งต้นในหนังของเขา หนังสยองขวัญชั้นรองถูกนำมาเป็นวัตถุดิบในการพูดประเด็นเชิงปรัชญา เป็นเหมือนเส้นกราฟ และสถิติ ที่คลี่ขยายหรือหดย่อภาพหนักๆให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
การหายไปของผึ้ง
เพ่งพินิจประเด็นหลักของหนัง การที่หนังเล่าเรื่องเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่ไม่สามารถอธิบายได้อย่างน่าพอใจตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องอาจทำให้คนดูรู้สึกว่านี่คือหนังไม่เอาไหนที่จบไม่ได้คลี่คลายไม่ลง ทั้งๆที่จริงแล้วตลอดทั้งเรื่องนี่คือหนังที่ทำลายวิธีคิดของคนดูโดยสิ้นเชิง ทำไมน่ะหรือ เพราะเราคือคนดูที่ยึดมั่นในวิธีคิดเชิงวิทยาศาสตร์ซึ่งอ้างอิงด้วยหลักของเหตุและผล สิ่งใดเกิดขึ้นมันย่อมมีวัตถุประสงค์รองรับ คำอธิบาย(หรือมาในรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่าการหักมุม) คือสิ่งที่คนดูทวงถาม ตั้งแต่ก่อนเข้าโรงด้วยซ้ำ
แต่หนังได้ท้าทายข้อจำกัดนี้ตั้งแต่ฉากแรกๆ ของหนังเมื่อ Elliot บอกให้เด็กๆฟังถึง -ข้อจำกัดของวิทยาศาสตร์ - เพราะวิธีคิดวิทยาศาสตร์นั้นยืนอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล ดังที่เขาให้เด็กๆท่องเกี่ยวกับการตั้งสมมติฐาน ค้นหาตัวแปร และเฝ้าสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด หากอย่างไรก็ตามวิธีคิดวิทยาศาสตร์ล้วนต้องอ่อนน้อมต่อข้อจำกัดของธรรมชาติ ซึ่งมีพรมแดนกว้างใหญ่ไพศาลซึ่งวิทยาศาสตร์เดินทางไปไม่ถึง ดังเช่นการกฎการณ์การหายไปของผึ้งที่ไม่สามารถอธิบายได้
หนังกำหนดให้ตัวเอกเป็นครูวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนมัธยม ซึ่งในทางหนึ่งนี่คือตัวแทนของคนผู้เชื่อมันในวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์สุดขั้ว ทุกสิ่งควรอธิบายได้เพื่อจะนำไปสู่การคาดหมาย ได้ ( เช่นการรู้ว่าโรคคืออะไรแพร่กระจายได้อย่างไรจะนำไปสู่การพยากรณ์โรคว่าจะไปทางไหนและหาทางยับยั้ง) ในขณะเดียวกันหนังก็ให้เราเห็นว่าเขาไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่องเขาเป็นเพียงครูวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนมัธยม ที่พยายามอาศัยหลักคิดแบบวิทยาศาสตร์ของตนในการอธิบายสิ่งต่างๆเพื่อเอาตัวรอด แต่หนังกลับหักหลังคตัวละครด้วยการแสดงว่าทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ของเขาเป็นเพียงความคลุมเครือไม่แน่ชัด ทั้งเรื่องที่ว่า มันมากับลม หรือติดต่อผ่านกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ หนังพิสูจน์ทั้งความเป็นไปได้ว่าจะถูกต้อง (การแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆทำให้พวกเขารอดตาย) หรืออาจผิด (การที่เชื่อว่ามันมากับลม แล้วพยายามหนีลม) วิทยาศาสตร์ในหนังเป็นเพียงสิ่งที่ตัวละครพยายามจะใช้นำทาง อธิบายสรรพสิ่ง ซึ่งที่แท้ไม่อาจจะอธิบายได้โดยสมบูรณ์
ดังนั้นการที่หนังเรื่องนี้คลี่คลายตอนจบว่า ไม่อาจรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงของ -เหตุการณ์ - ปล่อยทุกอย่างให้อยู่นอกขอบเขตข้อจำกัดของธรรมชาติ น่าจะเป็นเหตุที่ทำให้คนดูหงุดหงิดมากที่สุด นั่นก็เพราะคนดูดูหนังในฐานะหนังวิทยาศาสตร์ ที่พยายามอธิบายทุกสิ่งด้วยวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ (เอาเข้าจริงกระทั่งหนังแฟนตาซี หรือหนังผี เราก็ดูมัน สร้างมัน ขึ้นด้วยวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ ในหลักว่า ผี หรือสิ่งเหนือธรรมชาติเป็นผล และการหาเหตุนำไปสู่การคลี่คลายแก้ไข ) ความคลุมเครือในตอนจบ ที่แท้จึงเป็นการหักหลังคนดูแบบเดียวกับที่หักหลังตัวละคร ด้วยหลักการว่าตัวละครต้องอ่อนน้อมต่อกฎธรรมชาติ ที่เหนือกว่าวิธีคิดของวิทยาศาสตร์ ดังนั้นการที่คนดูพกพาวิธีคิดแบวิทยาศาสตร์เข้าไปดูหนังเรื่องนี้ พวกเขาจึงจะไม่ได้คำตอบที่น่าพึงใจแต่อย่างใด (ดังนั้นฉากสุดท้ายของนักวิทยาศาสตร์ในทีวีจึงเป็นฉากที่น่าสนใจมากๆ) สถิติตัวเลขทางวิทยาศาสตร์ถูกเสียดสีผ่าน ครูคณิตศาสตร์ ที่อธิบายว่ามันมีขึ้นเพื่อทำให้คนอ่านสบายใจมากกว่าจะเป็นตัวเลขสำหรับอธิบายความจริง
หนังไม่ได้เรียกชื่อ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ใช้ชื่อหนังเพียงว่า -การเกิดเหตุการณ์ - เพราะการมีชื่อคือการระบุได้ว่า -เหตุการณ์- นั้นคือประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง ชื่อหนังที่คลุมเครือจึงเป็นการบอกใบ้ไว้ในทีว่าเรากำลังเพียงพูดถึง -เหตุการณ์- หนึ่ง ซึ่งไม่สามารถเข้าใจได้โดยง่าย
การเดินถอยหลัง
ลองกลับมาพิจารณาถึงตัว -เหตุการณ์ - ในตอนเกิดเหตุนั้นเราจะมองเห็นกิจวัตรของผู้คนสะดุดหยุดล จากนั้นพวกเขาเดินถอยหลังกลับไปสองสามก้าว ย้อนพูดตะกุกตะกัก ก่อนจะลงมือปลิดชีพตัวเอง ในขณะเดียวกัน การแพร่กระจายของ -เหตุการณ์ - (วัดจากจำนวนคนตาย) ก็ขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้วถอยกลับลงไปอย่างรวดเร็ว หากคิดแบบเทียบเคียงทางวิทยาศาสตร์ มันก็คล้ายกับมนุษย์ที่เดินหน้าไปจนสู่จุดสูงสุด (อันอาจหมายถึงปัจจุบันขณะที่เรามาถึงจุดสูงสุดของบริโภคนิยม) ที่จุดสูงสุดการลดลงจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน (โดยการฆ่าตัวตายไม่ใช่เสื่อมสลายลงไป ) ในขณะเดียวกันหนังเองก็ต้อนตัวละครจากใจกลางเมือง ถอยออกไปสู่จุดต่ำสุด จากสังคมกลุ่มใหญ่ ลดลงไปเป็นกลุ่มย่อย และเหลือเป็นเพียงหน่วยย่อยที่สุดในนามของครอบครัว (ซึ่งในหนังเรื่องนี้เป็นครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์เพราะมันคือสองสามีภรรยาที่กำลังจะเลิกกัน และหอบหิ้วลูกของคนอื่นมา) หากมนุษย์เป็นสัตว์สังคมก็เป็นสังคมนี้ที่ฆ่า เช่นเดียวกับปืนของใครคนหนึ่งถูกนำมาใช้ในการฆ่าตัวตายต่อเนื่องกันไป (ในแง่นี้ เราอาจมองปืน แทนพาหะของเหตุการณ์ในหนังมีฉากการการฆ่าตัวตายด้วยปืนอันเดียวกันอย่างน้อยสองครั้ง รวมถึงฉากสังหารโหดจากคนผู้หวาดระแวงแก๊สพิษ อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งบางทีนั่นใช่หรือไม่ว่า ว่าปืน อันเป็นภาพแทนของความรุนแรง คือภาพแทนของ ตัว -เหตุการณ์- จริงๆ)
ไม่เพียงเท่านั้นหนังเดินมาสู่สุดทางในสถานที่ที่มนษย์ถูกตัดขาด Shyamalan เคยให้สัมภาษณ์ว่าสำหรับเขาความกลัวเกิดจากการถูกทิ้งให้โดดเดี่ยว ในหนังเรื่องนี้เขาค่อยๆโดดเดี่ยวตัวละครออกไปทีละน้อย เริ่มจากการตัดขาดจากการสื่อสาร ไปจนถึงการตัดขาดจากผู้ร่วมทางอื่นๆ จนในฉากสุดท้ายในบ้านที่ไม่มีวิทยุ โทรทัศน์ เราเห็นตัวละครจนมุมอยุ่ในบ้านสองหลังที่แยกขาดจากกัน ข้างนอกคือ -เหตุการณ์-ไม่ทราบชื่อ พวกเขากลับไปสู่จุดเริ่มต้น สื่อสารกันอย่างง่ายที่สุด ผ่านทางช่องใต้ดิน แล้วตัดสินใจผเชิญหน้ากับ-เหตุการณ์- นั้น ถ้าหากว่ามันมีอยู่
แหวนเปลี่ยนอารมณ์
แต่เหตุการณ์นั้นเอาเข้าจริงแล้วอาจไม่มีอยู่ การไม่มีตัวตนของ - เหตุการณ์- ในอีกทางสะท้อนภาพความ วิตกจิรตของสังคมอเมริกันได้อย่างน่าสนใจ เพราะในช่วงที่เหตุการณ์เกิดขึ้นนั้น หนังทำหน้าที่กึ่ง road movie ด้วยการพาคนดูเดินทางไปยังที่ต่างๆและพบกับผู้คนมากมาย หนำซ้ำหนังกำหนดให้เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา ซึ่งกินอาณาบริเวณของ 13 รัฐตั้งต้นเมื่อครั้งก่อร่างสร้างประเทศ หนังเริ่มต้นจากความวิตกของผู้คนในเมืองใหญ่ แรกทีเดียวมันถูกมองว่าเป็นรูปแบบของการก่อการร้าย ซึ่งเป็นภัยที่อเมริกันชนกลัวที่สุดในยุคนี้ (ลองนึกย้อนไปถึงหนังทำนองเดียวกันในยุค 90 อย่าง Outbreak มันถูกมองเป็นเรื่องของเชื้อโรค และ หนังอย่างThe Crazies ของ โรเมโรในยุค 70 ถูกมองเป็นการกระทำโดยรัฐ กลับไปในยุค 50 Invasion of Body Snatcher แทนภาพมนุษย์ต่างดาวเป็นคอมมิวนิสต์ ) จากนั้นหนังค่อยๆพาเราไปดูรูปแบบของคนอเมริกันหลากหลายแบบ ตั้งแต่กลุ่มชาวบ้านนักอนุรักษ์ ไปจนถึง คนแบบที่ตอบโต้ความกลัวด้วยความรุนแรง ในฉากหนึ่งที่เราเห็นเด็กวัยรุ่นพยายามจะบุกเขาไปในบ้านร้างและถูกปฏิเสธด้วยการยิงทิ้ง (ไม่ต่างจากการตอบโต้เหตุการณ์ณ์ 11 กันยา ด้วยการบุกอิรัก) ไปจนถึงหญิงชราคนสุดท้ายที่ ตัดขาดตัวเองจากโลก โดยสิ้นเชิง ซึ่งอาจคล้ายคลึงภาพแทนของคนผู้เพิกเฉย และจมอยู่ในความหลงใหลส่วนบุคคล จนปฏิเสธความเป็นไปใดๆ หากมม่ดี้ส่วนเกี่ยวข้องกับตัวเอง เหนือที่คุณป้าหวาดกลัวผู้มาเยือนมากกว่าจะสนใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ข้างนอกที่มีคนตายเป็นเบือ
เหตุการณ์อันไม่มีตัวตนนั้นจึงแปรสภาพไปตามความคิดของแต่ละบุคคล ไม่ต่างจากแหวนเปลี่ยนอารมณ์ที่ถูกนำมาใช้จีบสาว ไปจนถึงล่อให้หนูน้อยยิ้ม มันขึ้นกับการแทนค่าเฉพาะคน ไม่ต่างจากการตอบสนองของแต่ละผู้คนต่อ-เหตุการณ์ณ์-นั้น (น่าเสียดายที่Shyamalan จบหนังด้วยกาเอาแหวนเปลี่ยนอารมณ์มาเล่นกับการไม่รู้จักความรัก และจบหนังลงอย่างมีความหวัง ตามประสา Shyamalan )
ตัวละครของของShyamalan ยังคงเป็นครอบครัวกระพร่องกระแพร่งเหมือนกับเรื่องก่อนๆ (ในหนังของเขาตัวละครหลักมักมีปัญหากับพ่อแม่ไม่ก็เป็นพ่อแม่ที่มีปัญหากับลูก และในเรื่องนี้แม้ตัวละครไม่มีลูก แต่เด็กน้อยก็มีปัญหาใหญ่กว่าว่านั่นไม่ใช่พ่อกับแม่แท้ๆของเธอ ) ความเชื่อเดิมๆของเขาและเธอถูกท้าทายและทำลายล้างลง (ผ่านทางการหักมุม) เช่นเดิม และแน่นอน ตัวละครของเขามักดำเนินชีวิตต่อไป ในตอนจบ โดยมากพวกเขาก้าวผ่านบางอย่าง และมีความหวังซึ่งบางครั้งมันอาจจะมากเกินไปโรแมนติกเกินไป และกลายเป็นเพียงความพยามจะพูดประเด็นใหม่ แต่ลงเอยในกรอบจำกัดเดิมๆ
อย่างไรก็ตาม ว่ากันในทางเทคนิค Shyamalan ยังคงแม่นยำในการเร้าอารมณ์และบีบอัดคนดูด้วยจังหวะภาพและการตัดต่อ The Happening คล้ายกับSigns ในแง่ที่หนังใช้ภาวการณ์ประหลาดบีบอัดตัวละครที่ไม่รู้อะไร และไม่มีทางต่อสู้ได้ ในพื้นที่ที่แคบลง แล้ว ทดสอบตัวละครเกี่ยวกับความเชื่อศรัทธา
เหตุการณ์ในหนังจบลงอย่างคลุมเครือ เป็นเหมือนผื่นคันแห่งแรกบนร่างกาย นักวิทยาศาสตร์บอกไว้ในโทรทัศน์ การเกิดผื่นในทางวิทยาศาสตร์นั้นนั้นยังไม่สามารถอธิบายได้ มันอธิบายได้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่มันบอกได้ยากว่าจะเกิดขึ้นตรงจุดไหนก่อน เปอร์เซนต์ทางสถิติอาจช่วยได้ แต่นั่นเป็นเพียงความน่าจะเป็นไม่ใช่ความจริงสมบูรณ์ ที่สุดแล้วกระทั่งร่องรอยบนอวกาศ หรือ ผื่นบนร่างกายเรา เกือบทั้งหมดล้วนยังตกอยู่ในขอบเขตมืดดำที่วิทยาศาสตร์ยังเดินทางไปไม่ถึง เว้นเสียแต่เราจะทำเป็นลืมไปเท่านั้น

ส่ายหัวหงึกๆ
#1 By HardM@n on 2008-06-17 01:58