Bin Bin กับ Xiao Ji เป็นหนุ่มรุ่นกระทง ทั้งคู่เป็นเพื่อนกันและมีอะไรเหมือนๆกัน  นั่นคือการเติบโตในเมืองเล็กๆของจีนที่กำลังผเชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน ทั้งคู่ตกงานเหมือนกัน   มีชีวิตอย่างเหนื่อยหน่ายสิ้นหวังพอๆกัน  ต่างกันที่ Bin Bin อาศัยอยู่กับแม่เจ้ากี้เจ้าการ ขณะที่ Xiao Ji  อาศัยอยู่กับพ่อผู้เหนื่อยหน่าย  Bin Bin มีคนรักเป็นสาวน้อยที่กำลังเรียนชั้นมัธยม ทั้งคู่มักลักลอบนัดพบกันเพื่อไปนั่งดูหนังในร้านแบบที่เปิดห้องให้เช่าเวลาดูหนัง นั่งกุมมือกันโดยไม่มีอะไรเกินเลย ในขณะที่ Xiao Ji ติดใจสาวนักเต้นที่มากับรถโฆษณาขายเหล้า หล่อนดูสวยแบบสมัยใหม่และเย้ายวนใจ  แต่หล่อนมีเจ้าของแล้วเป็นชายหนุ่มเจ้าของบริษัทเหล้า ที่เริ่มเบื่อหน่ายหล่อนแล้ว  แต่จะไม่ยอมปล่อยหล่อนให้เป็นอิสระอย่างง่ายๆ

 

ภาพยนตร์เรื่องที่สามของ เจี่ยจางเคอะ ยังคงวนเวียนอยู่กับการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอันไม่หยุดยั้งของจีน  หนังยังคงยึดมุมมองของคนหนุ่มที่ไม่ทันตั้งรับความเปลี่ยนแปลง อันถาโถม  หนังเปิดเรื่องด้วยภาพของเด็กหนุ่มที่ขี่มอเตอร์ไซค์ซอกซอนไปในเมือง เขาเพิ่งถูกไล่ออกจากงานเพราะทะเลาะกับเถ้าแก่  ที่บ้านแม่ของเขาที่ต้องเลี้ยนงลูกคนเดียวเนื่อยอกหน่ายใจกับลูกชายไม่เอาไหนคนนึ้แล้วพยายามเคี่ยวเข็ญให้เขาไปสมัครทหาร เพราะนั่นอาจจะเป็นทางเดียวที่จะทำให้เขามีงานการมั่นคง  แต่เขากลับเอาแต่เกร่ไปเกร่มากับเพื่อนที่ไม่ได้ไปไกลกว่าเขา พวกเขาอยู่ตามโต๊ะบิลเลียดขี่มอเตอร์ไซค์ ไปตามถนน  ความสัมพันธ์ของ Bin  Bin กับแฟนสาวค่อยๆเดินทางไปสู่จุดจบช้าๆ  เด็กสาวกำลังสอบชั้น ม.ปลาย จบแล้วเธอจะเข้าปักกิ่งไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยขณะที่ Bin Bin คงไปไม่ได้ไกลกว่านี้  ในทางตรงกันข้าม Xiao Ji   ไปติดใจสาวนักเต้น ที่มีเจ้าของแล้ว เขาพบเธอครั้งแรกในโรงงิ้ว และค่อยๆพิชิตใจเธอด้วยความห่ามเถื่อน    แต่ความสัมพันธ์ทั้งหลายไม่ได้พาใครไปไหนไกลกว่าเดิม  ที่แท้พวกเขาพากันเดินไปสู่ความสิ้นหวัง ซึ่งไม่ได้หมายถึงความตายแต่หมายถึงการยอมจำนนโดยสิ้นเชิงต่างหาก

 

หนังเล่าเรื่องของคนตัวเล็กตัวน้อยเหล่านี้ให้เลื่อนไหลอยู่ใต้บริบทของการถาโถมของโลกตะวันตก สาวนักเต้น  ที่ไม่ได้เต้นเพลงงิ้ว แต่ต้องเต้นเพลงแดนซ์กึ่งๆจะปลุกใจเสือป่า เพื่อขายเหล้า  โลกใหม่มาในรูปของธนบัตรแบงค์ดอลลาร์(ที่เอาไปขึ้นเงินไม่ได้) ในขวดเหล้า การเข้าเมืองหลวงไปเรียนต่อด้านการค้า (จะได้ต้อนรับการค้าเสรีและWTO) การได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิค (ที่มาถึงในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเพราะ Xiao Ji กำลังจะยกพวกไปถล่มเจ้าหนุ่มคนรักกึ่งเจ้านายของสาวนักเต้น   ความคึกคักของโลกใหม่ที่โอบคลุมประเทศในห้วงยามนั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกเขาที่ยังต้องเป็นคนตกงาน ยังต้องอาศัยอยู่ในสลัมติดกับโรงงานที่จู่ๆก็ถล่มลงมาทับชาวบ้านตาย หรือต้องตกเป็นเบี้ยล่างของคนที่หากินบนหลังคนและต้องหวาดระแวงกับความบ้าคลั่งของลัทธิฝ่าหลุนกง    สำหรับพวกเขา ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้นำพาสิ่งใดมาให้ นอกจากโอกาสลวงตาที่ยิ่งฝันไกลก็ยิ่งไม่เป็นจริง

หนังแสดงภาพการปะทะของจีนเก่า ค่านิยมดั้งเดิม ผ่านทางภาพของโรงงิ้ว  รายการการ์ตูนไซอิ๋วในทีวี คนงานที่ตกงาน  ลัทธิประหลาด สาวขายบริการในร้านเสริมสวย  ที่ต้องปะทะกับสถานเต้นรำของคนสมัยใหม่ โทรศัพท์มือถือ   การเข้าเรียนมหาวิทยาลัย  การเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมิค และการบังคับคนเล็กคนน้อยให้ดิ้นรนอย่างหนักในที่ที่แคบลง ทุกอย่างถูกนำเสนอด้วยเรื่องเล่าที่ดูเหมือนเป็นเพียงความรักแสนเศร้าอันสามัญอย่างไรก็ตาม และด้วยความที่มันเป็นหนังที่พูดถึงวัยหนุ่มสาว หนังจึงยังคงเปี่ยมไปด้วยอารมณ์โรแมนติค  บางฉากของหนังให้อารมณ์เศร้าสร้อยคว้างเหงาในระดับเดียวกับหว่องกาไว ได้เลยทีเดียว(ใน XIAO WU ก็มีอารฒณืแบบนี้ หากจัดวางน้อยกว่าด้วยซ้ำ )ฉากรอยจูบควันบุหรี่บนรถประจำทาง หรือฉาคำอำลาของ Bin Binกับแฟนสาว ที่เขากู้เงินไปซื้อมือถือให้เจ้าหล่อน ฉากคำอำลาในสถานีรถไฟ และจักรยานของเธอนั้นสามารถขยายภาพและเสียงจนกลายเป็นหนังหว่องไปได้เลยทีเดียว  อย่างไรก็ดีหนังใช้การเล่าเรื่องแบบกึ่งสารคดี ที่ไม่ได้มุ่งเน้นการบีบคั้นอารมณ์คนดู   หนังถ่ายด้วยกล้องดิจิตอล ให้อารมณ์ภาพแข็งทื่อในขณะเดียวกันก็กระด้างและดูไม่เป็นจริง จนชวนอึดอัด

หนังกำหนดให้เรื่องเกิดในเมืองเล็กๆที่อยู่ลึกเข้าไปจากถนนใหญ่ หากจะออกจากหมู่บ้านมาขึ้นรถประจำทางพวกเขาต้องเดินทางผ่านพื้นที่โล่งที่ดูราวซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้าง ทั้งเขาและเธอ เดินฝ่าแดดร้อนกลางซากเศษเหล่านั้นเพื่อไปขึ้นขบวนรถเดินทางไปยังที่อื่น โลกอื่น สถานที่อื่น 

 

ในช่วงท้ายของหนังสองหนุ่มพวกเขาริทำการใหญ่ หวงจะเดินทางลัดไล่กวดขบวนรถบนถนนใหญ่ ช่วงสุดท้าย เราเห็น Xiao Ji ฟัดเหวี่ยงกับการพยายามขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นไปบนถนนใหญ่ เขาเกือบล้มหลายต่อหลายครั้งแต่ไม่ยอมเลิกพยายาม  หนังอช่กล้องทิ้งคนดูไว้กับความพยายามอันเนิ่นยาวนั้น ซึ่งไม่ได้มีความหมายอะไร เพราะไม่ว่าเขาจะขึ้นได้หรือไม่ เขาก็ไม่ได้อยู่ในขบวนรถของความเปลี่ยนแปลงใดๆได้ ความพยายามเชิงปัจเจกเป็นเพียงฝันลมๆแล้งๆที่ไม่ได้มีจริง อย่างมากก็ได้แค่วิ่งรถไปบนถนนที่ทำไม่เสร็จเท่านั้น

 

หนังจบลงอย่างสิ้นหวังไม่ต่างจาก XIAO WU   จะว่าไปแล้วหนังทั้งคู่นี้ล้วนร่วมอยู่ในแก่นแกนเดียวกัน จนแทบจะหลอมรวมเป็นเรื่องเดียวกันได้ เพียงแต่ในUNKNOWN PLEASURES หนังขยายความเชิงปัจเจกออกไปให้กลายเป็นตัวแทนของคนเล็กคนน้อยในกระแสจีนใหม่ได้อย่างน่าสนใจ  

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

คุณฟิล์มซิคเขียนว่า

"หนังกำหนดให้เรื่องเกิดในเมืองเล็กๆที่อยู่ลึกเข้าไปจากถนนใหญ่ หากจะออกจากหมู่บ้านมาขึ้นรถประจำทางพวกเขาต้องเดินทางผ่านพื้นที่โล่งที่ดูราวซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้าง ทั้งเขาและเธอ เดินฝ่าแดดร้อนกลางซากเศษเหล่านั้นเพื่อไปขึ้นขบวนรถเดินทางไปยังที่อื่น โลกอื่น สถานที่อื่น"

ก็เลยจะบอกว่า รู้สึกติดตากับฉากพื้นที่โล่งนั้นมากๆ เป็นฉากที่ผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ยังฝังลึกอยู่ในความทรงจำ

#1 By MdS (58.8.195.186) on 2008-05-23 16:38