XIAO WU เป็นชายร่างล่ำสัน ไม่จัดว่าอ้วน ไม่จัดว่าผอม ไม่จัดว่าสูง ไม่จัดว่าเตี้ย เขาสวมแว่นตาใหญ่หนากรอบพลาสติกสีดำ ผมยาวกว่าเพื่อนผู้ชายรุ่นเดียวกันเล็กน้อย สวนสูทเก่าสีมอๆ  และมีบุหรี่มุมปากอยู่เรื่อย ภาพแรกที่เราเห็นคือเขายืนบนถนน รอรถบัสเข้าเมือง พอกระเป๋ามาเก็บตังค์เขาก็บอกว่าเขาเป็นตำรวจ ระหว่างนั้น เขาก็แอบล้วงกระเป๋าคนนั่งข้าง ๆ นั่นล่ะเขา พวกลักเล็กขโมยน้อยที่ไม่รู้จักโต เพราะในขณะที่เขายังเป็นหัวหน้าแกงค์ร่วมกับพวกเด็กหนุ่มนมเพิ่งแตกพาน เพื่อนๆร่วมแกงค์ในอดีตของเขากลายเป็นพ่อค้า บางคนขยับฐานะไปเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคม เพื่อนสนิทที่สุดของเขา ตอนนี้เป็นพ่อค้าขายบุหรี่ ที่กำลังจะแต่งงาน ถูกสัมภาษณ์ออกทีวี  ร่อนการ์ดงานแต่ไปทั่ว ยกเว้นก็แต่เขาคนเดียว   แต่ XIAO WU ไม่เคยลืมสัญญา ที่เคยให้กันไว้ แม้ทุกคนจะลืมไปหมดแล้ว ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงมหาศาลของประเทศจีน  XIAO WU เร่ไปเยี่ยมเพื่อนเก่าที่กำลังรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ผูกสัมพันธ์กับสาวคาราโอเกะที่พอจะฉายแสงความหวังเล็กๆน้อยๆในชิวต ก่อนที่มันจะร่วงต่ำลงไปอย่างไม่อาจกู้คืนได้อีก

 

นี่คือหนังยาวเรื่องแรกของ JIA ZHANGKE ผู้กำกับจีนรุ่นหก จากวิทยาลัยภาพยนตร์ปักกิ่ง หลังจากที่รุ่นห้า อย่างจางอี้โหมว   เฉินข่ายเกอ  และ เถียนจ้วงจ้วง พากันปักธงหนังจีนลงในวงการหนังโลก ด้วยหนังที่รุ่มรวยงดงามทางตา องค์ประกอบิลป์สุดexotic ในขณะที่เลือกใช้เรื่องราวจากอดีต วิพากษ์รัฐบาลจีน (แม้ตอนนี้แต่ละจะคลี่คลายไปจนสามารถทำหนัง ถล่มบอกซ์ ออฟฟิศจีนได้แล้ว )  เจี่ยจางเคอะ ก็นำเรื่องเล่าของจีนใหม่ แบบที่ไร้การปรุงแต่ง เรื่องราวของคนเล็กคนน้อยในความเปลี่ยนแปลงที่โหมกระหน่ำในโลกยุคโลกาภิวัฒน์

 

เจี่ยจางเคอะ ถ่ายทำหนังเรื่องนี่ด้วยฟิล์ม 16 มม. โดยได้ทุนจากการที่หนังสั้นเรื่องXIAO SHAN COME HOME ที่เขาทำสมัยเรียนนั้นเกิดโดเด่นเตะตา จนไปคว้ารางวัลหนังสั้นที่ฮ่องกง และทำให้เขาได้พบYU LIK WAI ตากล้องคู่ใจ (ที่ถ่ายหนังให้เขาทุกเรื่อง) และ LI KIT MING โปรดิวเซอร์    หนังของเขาในยุคแรก ไม่เป็นที่ต้อนรับของรัฐบาลจีน   และแน่นอนเขาไม่ได้ส่งมันไปยังกองเซนเซอร์เนื่องจากมันเป็นหนังเล็กๆงบประหยัดที่ถ่ายทำด้วยทีมงานไม่กี่คน

XIAO WU เลือกเล่าเรื่องของคนเล็กคนน้อยในสังคมจีนใหม่ ด้วยสายตา ที่จริงจัง และไม่ปรุงแต่ง ภาพของหนังออกมาดิบหยาบคล้ายสารคดีที่เฝ้าติดตามชีวิตของหนุ่มน้อยผู้สิ้นหวังคนหนึ่ง กับชีวิตช่วง - เข้าเมือง  - ของเขา หนังเริ่มจากฉากเข้าเมือง ของXIAO WU เข้เร่อร่นไปกาเพื่อนที่เปิดร้านขายยาที่กำลังจะถูกเวนคืนที่ดินและต้องย้ายออกไปในเร็ววัน  พร่ำบ่นสารทุกข์สุกดิบ  และพูดถึงเพื่อนอีกคนที่กลายเป็นเศรษฐีใหม่จากธุรกิจค้าบุหรี่  ทำให้ XAIO WU ได้รู้ว่าเพื่อนที่หอบหิ้วกันมาจากบ้านนอกกำลังจะแต่งงาน และไม่ปรารถนาให้เขามาร่วมงาน  XIAO WU ยังคงลักเล็กขโมยน้อยไปเรื่อยๆ พยายามหาเงินไปให้งานแต่งเพื่อน ท่ามกลางความสิ้นหวัง เขาไปร้านคาราโอเกะ และได้พบกับ เหม่ยเม่ย สาวบ้านนาที่บริการเขา เขาค่อยๆผูกสัมพันธ์กับเธอช้าๆ ถึงขั้นหาเงินไปซื้อเพจเจอร์ที่ไม่เคยดัง พาเธอไปเที่ยวและซื้อแหวนให้เธอ แต่เหม่ยเม่ยก็จากเขาไปโดยไม่บอกลา ไปกับลูกค้าจากเมืองใหญ่ เมื่อสิ้นหวังเขากลับไปบ้าน เอาแหวนไปให้แม่ ก่อนที่จะพบมันไปอยู่ในนิ้วของพี่สะใภ้ พอโวยวาย พ่อก็ไล่เขาออกจากบ้าน ทุกอย่างค่อยๆจมดิ่งลงเรื่อยๆและจบลงอย่างสิ้นหวังในท้ายที่สุด

พลอตของหนังแทบไม่แตกต่างจากหนังดรามาชีวิตบัดซบ แต่ เจี่ยจางเคอะ ไม่ได้ทำให้หนังกลายเป็นหนังบีบน้ำตาว่าง่าย ขนาดนั้น เพราะที่เขาทำคือการติดตาม XIAO WU ไปเรื่อยๆอย่างพิจารณาโดยไม่พิพากษา หลายฉากกล้องรักษาระยะให้อยู่ระดับกลางๆ และ การเข้าใกล้ตัวละครของกล้องไม่ได้ทำไปเพื่อหวังผลทางการเร้าอารมณ์แต่อย่างใด

ในทางหนึ่ง XIAO WU เป็นตัวแทนของเหล่าตัวละครตกสมัย ที่ไม่สามารถขึ้นรถไฟขบวนความเปลี่ยนแปลงของจีนได้   เขาเกิดในครอบครัวชาวนาในชนบท ไม่มีการศึกษา และไร้งาน   มองผ่านกรอบคิดแบบเสรีนิยม คนอย่างXIAO WU อาจนับเป็นพวกขยะสังคม พวกที่งอมืองอเท้าและหากินเอากับคนอื่น แต่หนังแสดงให้เห็นว่าเขาไมใช่คนเลว ไร้หัวใจ   เขาพยายามหาเงินมารักษาสัญญาให้เพื่อน ส่งบัตรประชาชนของคนที่เขาล้วงกระเป๋า คืนให้ตำรวจ และพยายามจะดูแลคนรอบข้าง   แต่ในสังคมแห่งการเปลี่ยนแปลง XIAO WU ยังคงสับสนมึนงง ค่านิยมดั้งเดิมถูกทุบทำลาย เช่นเดียวกับเพื่อนที่ไม่ต้องการเงินเขาอีก สังคมเปลี่ยนแปลงชนิดกู่ไม่กลับไม่ต่างจากเพื่อนอีกคนที่กำลังขนของย้าย  ผู้คนเปลี่ยนไปไม่หยุดยั้ง เฉกเช่นเหม่ยเม่ย ที่เป็นเพียงแรงงานอพยพ  ที่ผ่านมาเพื่อจะผ่านไป และสภาพครอบครัวชาวนาของเขาก็ต้องอ้นรับการมาเยือนของสะใภ้จากเมืองใหญ่ที่ทำให้พ่อต้องตัดสินใจเรียกเงินจากลูกๆมาช่วยให้มีงานแต่งงาน  

 

ดังนั้นXIA WU จึงไม่ใช่ตัวละครประเภทที่ตัดสินใจทุกอย่างโดยเจตจำนงเสรี   เขาอาจจะเลือกทางพลาด เกียจคร้าน และน่าสมเพช แต่ในทางหนึ่งเขาคือส่วนหนึ่งของระบบขนาดใหญ่ ผลพวงชำรุดของระบบที่เขาไม่สามารถมีส่วนร่วมได้   เขาอาจจะดิ้นรนอย่างสุดขอบ แต่มันก็เป็นเพียงพื้นที่แคบๆอันจำกัด   ในระบบสังคมที่เปิดโล่งสู่กรแข่งขัน XIAO WU ไม่ได้มีตัวตนในฐานะประชากรอีกต่อไป ดังนั้นเมื่อถูกจับ ทุกคนจึงยินดีปรีดา ไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนต่ำช้า แต่เพราะเขาไม่เกิดประโยชน์ใดๆต่อกระบวนการผลิต การพุ่งไปข้างหน้าของสังคม

แม้เอาเข้าจริง XIAO WU ไม่ใช่หนังประเภทที่ถ่ายทอดสรรพสิ่งออกมาอย่างสมจริงและทรงพลัง เพราะหนังยังคงอาศัยภาษษภาพ และการเล่าเรื่องเชิงโรแมนติค เข้าไปแต่งแต้มให้หนังไม่น่าเบื่อ (ที่สำคัญคือความโรแมนติคของหนังในช่วงตอนความสัมพันธ์ ของXIAO WU กับเหมยเม่ย กับยิ่งทำให้ช่วงสุดท้ายของหนังดูสิ้นหวังไร้ทางออกมากขึ้น)   ฉากของ XIAO WU กับ เหมยเม่ย ถูกถายทำออกมาอย่างน่ารัก เช่นในฉากที่เธอพยายามจะให้เขาร้องเพลง แต่เขาไม่ยอมร้อง พอในฉากต่อมา เขาเปลือยกายในห้องอาบน้ำลำพังแล้วพยายามร้องเพลง หรือฉากที่เขาไปเยี่ยมเธอในบ้านพัก  ฉากเหล่านี้ หากเติมความฟูมฟายทางอารมณ์ของภาพ  ดนตรีประกอบอันหวานฉ่ำ และการแสดงอีกนิด มันอาจหลายเป็นหนังของหว่องกาไวได้สบายๆ จะว่าไปXIAO WU เองก็ไม่ได้แตกต่างจากหยกใจ๋ ใน DAYS OF BEING WILD นักในแง่ของความเป็นคนนอก ที่เข้ากับครอบครัวไม่ได้ และชีวิตเกเรๆไปวันๆ ผิดก็แต่เพียงว่า XIAO WU นั้นพบเจอผู้หญิงน้อยกว่า มีเรื่องราวโรแมนติคน้อยกว่า และ สิ้นหวังกว่า ดังนั้น การถวิลหาอดีตของDAYS OF BEING WILD จึงแตกต่างกับXIA WU โดยสิ้นเชิง  เรื่องแรกเป็นไปในทางหวลรำลึกวันชื่นคืนสุข ขณะที่เรื่องหลังกลับถ่ายทอดทุกอย่างราวกับไม่เคยมีความหวังมาก่อน และ ที่มีอยู่ก็ค่อยๆร่อยหรอลงไป

 

ตัวหนังทั้งหมดอาจคือภาพแทนความสิ้นหวังของบรรดาคนเล็กคนน้อยในจีน ท่ามกลางกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปไม่หยุดยั้งของโลก (เขาตอกย้ำประเด็นนี้อีกครั้งอย่างละเมียดและน่าทึ่งใน UNKNOWN PLEASURE)   ความสิ้นหวัง ไร้ทางออกที่ครอบคลุมทั่วหัวแระแหง ความฝันเป็นเพียงเรื่องพาฝันลมๆแล้ง เหมือนเพจเจอร์ที่ไม่เคยมาถึงของ XIAO WU

 

 ในช่วงท้ายของหนัง เพจเจอร์ของXIAO WU อันเปรียบเสมือนความหวังสุดท้ายดังขึ้น เราไม่รู้ว่ามันมาจากใคร แต่มันเป็นเหตุให้เขาถูกจับ   คล้ายกับความหวังเล็กๆน้อยๆนั้นเองที่ต้อนเขาไปสู่มุมอับ หลังจากถูกล่ามไว้ทั้งคืนเพจเจอร์ดังขึ้นอีกครั้ง แต่ไม่ได้มาจากคนที่เขาคอย ฉากสุดท้ายของหนัง เขาถูกล่ามกุญแจมือทิ้งไว้กลางฝูงชน เป็นครั้งแรกที่เขามีตัวตน แต่ไม่ใช่ในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียม แต่เป็นฐานะอาชญากรแห่งความไม่เอาไหน ที่ถูกจ้องมองด้วยดวงตาอันเดียดฉันทน์   กลายเป็นตัวตลกต่ำช้าในโลกที่เขาไม่เคยเป็นเจ้าของ

เพิ่มเติม

http://www.beijingscene.com/V05I023/feature/feature.htm

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet