จอมโหดมนุษย์ซีอิ้ว (ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ / 2543)
posted on 07 May 2008 00:49 by filmsick in made-in-thailand
ร้านหนัง(สือ)๒๕๒๑ ชวนชม
5หนังสั้น + 2 หนังยาว ของ ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ
10 -11/5/2551 เวลา หนึ่งทุ่มตรงพร้อมร่วมพูดคุยกับ ไพสิฐ พัพฤกษชาติ ผู้กำกับภาพยนตร์
ดูรายละเอียด และโปรแกรมฉายได้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20080417/bo-ok-hemian-cinemateque-may-2008
ภาพที่เราเห็น เป็นเพียงภาพบทสนทนาไม่ปะติดปะต่อ ของ วุฒิ คนหนุ่มที่ดูเหมือนจะประกอบอาชีพเป็นเจ้าของโรงงานซีอิ้ว กับผู้คนหลากหลาบ ทั้งกับ เฮียใหญ่ เพื่อนสนิทที่รู้กันดี กับทอแสงเอนร่วมงานที่กินแหนงแคลงใจกับเฮียใหญ่ กับบรรดาคนขับรถของโรงงาน กับคนแปลกหน้าที่มาของานทำ ไล่ไปจนถึงกับหญิงสาวที่แวะมาหาเขาที่ห้อง ใช้เวลาอยู่ร่วมกันจนเช้า บทสนทนาที่บางครั้งไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง เป็นเพียงคำพูดสนุกๆในขณะเมามาย บางครั้งเป็นบทสนทนาปรัชญาลึกซึ้ง แต่ตลอดระยะเวลา 90 นาทีที่อักแน่นด้วยบทสนทนานั้นเราพบว่า เรื่องราวกลับไม่คืบเคลื่อนไปไหน บทสนทนานั้นวกไปวนมา เราอาจจับเรื่องราวได้เพียงคร่าวๆเดี่ยวกับเรื่องของเฮียเล็ก กับเฮียใหญ่ (หนังแทรกด้วยภาพโฮมวีดีโอในงานแต่งงาน) และความสัมพันธ์ของวุฒิกับเฮียใหญ่
งานวีดีโอขนาดยาวของไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ คนทำเสียง ที่เคยร่วมงานทั้งกับ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ตั้งแต่ครั้งที่ยังทำหนังสั้น ไปจนถึง คงเดช จาตุรันต์รัศมี ในสยิว และ เฉิ่ม งานของไพสิฐ แทบทุกชิ้น มักไม่ได้เป็นการถ่ายทำภาพขึ้นมาใหม่ ในหนังของเขาไม่นักแสดงที่ถูกจ้างมารับบทบาท (ยกเว้น ใน สัตว์วิบากหนักโลก ซึ่งอาจนับได้เพียงแค่สองคน ) ภาพของเขามักมีที่มาจากการถ่ายภาพของผู้คนจริงๆ ตั้งแต่คนเดินถนน ไปจนถึง เพื่อนพ้องน้องพี่ของเขาเอง เขาทำหน้าที่เหมือนคนที่คอยถือกล้อง คว้าจับเอาภาพที่มีอยู่มาก่อน จากนั้นนำมันมาจัดเรียงด้วยจินตนาการ เพิ่มเติม และขยายภาพนั้นออกให้มันกลายเป็นภาพแทนเหตุการณ์อันตื่นระทึก รองรับเรื่องราวแปลกแปร่งประกอบเข้ากับทัศนียภาพเฉพาะที่เรามักจะได้เห็นในหนังของเขา แทบทุกเรื่อง ทัศนียภาพสกปรกแปดเปื้อน ภาพของสถานที่รกร้าง กองขยะที่ถูกทิ้ง ภาพไม่น่ามองทั้งหลายถูกจับจ้องมองอย่างเอาจริงเอาจัง ทำให้มันกลายเป็นเสมือนอีกโลกหนึ่งที่ซ่อนตัวตามซอกมุมต่างๆ แดนสนธยาใต้ทางด่วน ประตูลึกลับหลัวเขียงหมู หรือมิติพิศวงด้านหลังคราบฝ้าบนดงน้ำครำ การจ้องมองทำให้ความสามัญกลายเป็นโลกประหลาดเฉพาะขึ้นมา
ไม่มีเรื่องราวอันจับต้องได้ มีเพียงบทสนทนาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ทั้งหมดนั้นจะค่อยๆประกอบภาพเป็นเรื่องราวของ ชายคนหนึ่งเราค่อยๆแกะรอย นิสัยใจคอของเขาจากบทสนทนาที่เขาคุยกับคนอื่นๆ บางครั้งมันลุ่มลึกน่าสนใจในขณะเดียวกันบางครั้ง มันเพ้อเจ้อ และบ่อยครั้งเป็นเหมือนการครุ่นคิดเพียงลำพังมากกว่า ในช่วงต้นเขาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องของเฮียใหญ่อย่างลุ่มลึก ต่อมา เขาตั้งกฎเกี่ยวกับคำตอบสามทางสำหรับทุกคำถามที่ฟังดูเพี้ยนพิลึก ก่อนที่ทุกอย่างจะหนักข้อขึ้นในบทสนทนาของเขากับหมุย หญิงสาวที่เดินทางมาเยี่ยม พวกเขาดื่มด้วยกันและใช้เวลาสนทนาประหลาดๆกันจนรุ่งเช้า
มีเพียงไม่กี่ฉากที่หนังเล่าเรื่องอย่างจริงจัง หนึ่งคือฉากงานวนแต่งงานของเฮียเล็ก(ที่ถูกหยิบมาเป้นประเด็นหลักในช่วงต้นของบทสนทนา) ราวกับเป็นการขยายความ หรือการทดลองเล่น กับวิธีการ สร้างเรื่องจากภาพ เพราะบทสนทนาที่เกิดขึ้นก่อน ถูกป้อนข้อมูลลงในหัวเรา เราจึงมองเห็นภาพงานแต่งงานด้วยอาการเฝ้าสังเกตความหมางเมินของพี่น้องคู่นี้ ในขณะที่อีกครั้งหนึ่งเพื่อจู่ๆภาพปรากฏเป็นเกมแข่งรถ ที่รถในเกมเกิดชนกันสนั่น เมื่อตัดมา เราก็พบวุฒิในสภาพบาดเจ็บ ราวกับประสบอุบัติเหตุรถชน การใช้ภาพแทนเป็นเกมกลที่มักปรากฏสมอในหนังของเขา ก่อนที่ทุกการทดลองทั้งหมดจะถูกใช้จริงเมื่อเราเฝ้าสังเกต ความเป็นวุฒิ ผ่านทางบทสนทนาของเขา ทั้งกับเพื่อนฝูงและ กับตัวเอง
หากเราจะบอกว่านี่คือหนังสารคดีชีวิตชายคนหนึ่ง ก็อาจจะว่าได้ เป็นสารคดีแบบcharacter study ที่ไม่ได้จัดวางเหตุการณ์คืบหน้าอย่างเป็นลำดับ แต่ปรากฏขึ้นผ่านทางชิ้นส่วนกระจัดกระจาย ของภาพและบทสนทนา ภาพทั้งหมดในหนังแทบจะไม่ได้จัดตั้งขึ้นหากมันมาจากการบันทึกบทสนทนาจริงของผู้คนจริงๆ และจากนั้นถูกนำมาคัดเลือก แล้วเรียบเรียงให้เป็นเรื่องราวใหม่ขึ้นมา ความสมจริงในหนัง(ซึ่งเกิดจากการถ่ายทำโดยการบอกทุกคนไว้ล่วงหน้า แต่รอคอยเวลาจนทุกคนลืมกล้องไปเสียสนิท) ทำให้พลังของหนัง น่าตื่นเต้นยิ่ง
น่าเสียดายที่การเขียนถึงหนังเรื่องนี้ไม่สามารถจะดึงเอาพลังของบทสนทนาและความสมจริงของหนังออกมาให้เห็นภาพได้ (ซึ่งนั่นทำให้น่าสนใจมากขึนเพราะ หนังที่ไม่สามารถเขียนออกมาได้นั้นแสดงให้เห้นว่าวิธีการเดียวที่เราจะเสพหนังได้คือกผ่านทางการดูด้วยตาเท่านั้น) ว่ากันว่า เมื่อครั้งที่หนังฉายในเทศกาลบางกอกฟิล์ม เมื่อหลายปีก่อน มีการสั่งให้หั่นหนังออกสามสิบนาที (ผมไม่ได้ดูฉบับนั้นแต่โดยส่วนตัวนี่อาจเป็นการฆ่าหนังในทางหนึ่ง) และ โดยส่วนตัวนี่คือหนังไทยที่แปลกต่าง น่าทึ่ง เป็นเอกลักษณ์ และน่าสนใจมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ที่อยู่ในระดับเดียวกับความน่าตื่นตาของดอกฟ้าในมือมาร หากแต่ตกสำรวจไปอย่างน่าเสียดาย