MY BLUEBERRY NIGHTS การเดินทางของรอยจูบรสวานิลลา
posted on 04 Apr 2008 02:25 by filmsick
ลิซซี่มาที่ร้านนี้ครั้งแรกเพื่อตามหาใครบางคน ชายเจ้าของร้านบอกเธอว่าเขาจดจำคนจากอาหารที่พวกเขากินไม่ใช่จากรูปร่างหน้าตา บางทีเขาอาจจะกิน พอร์คชอป และถ้ามีใครสักคนกินพอร์คชอปล่ะก็เขาเพิ่งมาที่นี่กับผู้หญิงคนหนึ่ง สั่งพอร์คชอป สองจานมากินด้วยกัน ลิซซี่วิ่งออกไปโทรศัพท์ ฝากกุญแจคืนชายที่มากินพอร์คชอปคนนั้น ชายเจ้าของร้านเอาไปใส่ไว้ในโหลกุญแจ จากนั้นออกไปยืนเหม่อมองคนรักของเธอกับคนรักใหม่ เธอข้ามถนนไปไม่พ้นแล้วกลับมาที่ร้าน ชายหนุ่มเจ้าของร้านให้เธอกิน บลูเบอรี่พาย พายที่ไม่มีใครกิน จากนั้นทุกคืนค่ำ เธอกลับมานั่งนิ่ง กินบลูเบอรี่พายกับไอติมวานิลลา ฟุบหลับบนเคานเตอร์โดยมีไอศกรีมติดอยู่บนริมฝีปาก แล้ววันหนึ่งเธอก็ออกเดินทางไป ทิ้งร่องรอยเศร้าสร้อยให้เขาผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยหย่อนกุญแจดอกแรกลงในขวดโหล เฝ้ารอว่าประตูที่ปิดอยู่นั้นจะเปิดออกอีกครั้งเมื่อเจ้าของกุญแจกลับมา รอคอยสาวรัสเซียที่ไม่หวนกลับ ตอนนี้เขารอคอยเธอผู้ทิ้งร้องรอยไว้กับพายบลูเบอรี่ และกบล้องวงจรปิดเก่าแก่ เธอที่ออกเดินทางไปเรื่อยๆ และเขียนโปสการ์ดหาเขา
ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ WONG KAR WAI ที่ในที่สุด ก็ออกจากฮ่องกง ไปทำหนังในฮอลลีวู้ด จากตัวละครที่รับบทโดย เหลียงเฉาเหว่ย จางม่านอี้ว เลสลี่ จาง ในที่สุด ก็เปลี่ยนใบหน้าวัฒนธรรมไปสู่ NORAH JONES , JUDE LAW และ NATALIE PORTMAN
แต่เขาก็เหมือนกับ บลูเบอรี่พายของเขา ในที่สุด WONG KAR WAI ยังคงวนเวียนอยู่กับความทรงจำเศร้าสร้อย ความรักที่ไม่สมหวัง การรอคอยไม่จบสิ้น ความเดียวดายอย่างโรแมนติค การทำซ้ำไม่รู้จบของความโดดเดี่ยวเหงาเศร้าทำให้ในที่สุด เขาเริ่มถูกมองในฐานะคนทำหนังผู้ย่ำอยู่กับที่ ไม่มีความแปลลกใหม่ในหนังของเขา แค่เปลี่ยนสถานที่ แต่ก็ยังเป็นตัวละครเดิมผู้ยังคง-ฟูมฟาย-ในความเหงา หนังของหว่องมักเต็มไปด้วยภาวะพาฝันของการทำให้ความเหงานั้นงดงาม ความเดียวดายกลายเป็นเรื่องโรแมนติค ตัวละครของเขา ทิ้งร่องรอยไว้ให้แก่กันผ่านข้าวของอันเป็นสิ่งละอันพันละน้อย อย่างเช่น ต่างหู กุญแจ เหรียญ หรือกระทั่งการทำร้ายกันและกันเพื่อให้จดจำกันและกัน พวกเขาทำร้ายกันเพื่อจากกันไป แล้วคิดถึงกันอย่างรุนแรง แต่เขาไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้
ในMY BLUEBERRY NIGHTS เขายังคงใช้ลูกเล่นเดิมซ้ำๆ (แน่นอน นี่พิสูจน์ว่าเขาหมกมุ่นไม่ต่างจากตัวละครของเขา ซึ่งในทางหนึ่ง มันทำให้เชื่อได้ว่าหนังเหล่านี้ออกมาจากสิ่งที่เขาเป็นจริงๆ) การดัดแปลงรูปแบบ โหยหาอดีต ( หนังของหว่องอาจมาในรูปอดีตส่วนบุคคลแต่มักถูกสร้างให้เจืออยู่กับยุคสมัยหกสิบ) ซึ่งผูกพ่วงกับวัฒนธรรมเอเซีย ร่วมสมัย (ว่ากันว่าเนื่องจากโลกที่หมุนเหวี่ยงอย่างรวดเร็ว ทำให้ประเทศแถบเอเซีย ที่อ้าแขนรับวัฒนธรรมตะวันตกแบสุดลิ่มทิ่มประตูมาหลายสิบปี ถูกตัดรากถอนโคน วัฒนธรรมดั้งเดิมที่ผูกยึดอยู่กับความเป็นครอบครัวใหญ่ พวกเขาถูกโลกหมุนเหวี่ยงให้แสวงหาความเป็นปัจเจกทั้งที่ภายในผูกยึดอยู่กับรากบางอย่างทำให้คนฝั่งเอเชียเกิดติดโรค เหงาเรื้อรัง ตามที่ปรากฏเป็นวัฒนธรรมกระแสหลักตลอดสิบปีที่ผ่านมา) เมื่อนำมาสวมใส่เสื้อผ้าแบบอเมริกันที่มีโครงสร้างครอบครัว และวิธีคิดที่แตกต่างออกไป ทำให้ความรู้สึก ประดักประเดิด ไม่เข้าพวก ประดังประเดหลากไหลในหนังเรื่องนี้ ด้วยตัวละครที่ถูกทำให้มีพื้นภูมิแบบอเมริกัน แต่ถูกฉาบทาด้วยอารมณ์คว้างเหงา (ซึ่งแน่นอนมันเป็นสากล แต่เสน่ห์ และไสตล์เป็นเรื่อง เฉพาะคนเฉพาะภูมิภาคไม่น้อย) แบบ หว่องๆ ผลลัพธ์ที่ได้จึงเหมือนการจัดวางอันผิดที่ผิดทาง อิหลักอิเหลื่อ ประการหนึ่งอาจเพราะหว่องไม่สามารถดึงเอาบรรยากาศเปลี่ยวเปล่าจากทัศนียภาพออกมาได้ หากเป็นในฮ่องกง หว่องอาจดึงเอาความโดดเดี่ยวอันเข้มข้นออกมาจากฝูงชนอันขวักไขว่ ตึกรามบ้านช่องเบียดเสียดและตรอกเล็กตรอกน้อย (ส่วนหนึ่งอาจเพราะดวงตาของ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ ตากล้องคู่ใจที่ไม่ได้ตามมาในหนังเรื่องนี้) หากในอเมริกาในดวงตาของ ดาริอุส คอนด์จิ (ตากล้องมือดี ที่เป็นหน้าใหม่สำหรับหว่อง แต่ไม่ใหม่สำหรับคนดูหนัง) ไม่สามารถดึงเอาความเวิ้งว้างว่างเปล่าของทะเลทราย ความรกร้างของเมืองเล็กๆที่พลัดหลงจากแผนที่ หรือแสงไฟหลากสีแห่งลาสเวกัส กระทั่งความงามสีทึบทึมแห่งนิวยอร์คออกมาได้ เลยแม้แต่น้อย อารมณ์ว่างเปล่าโดดเดี่ยว ร้อนชื้นแบบที่มีในหนังอมเริกัน ( ลองนึกถึง A LOVESONG FOR BOBBY LONG เป็นตัวอย่างระยะใกล้ ) ไม่ได้ปรากฏในหนังเรื่องนี้ เราเห็นเพียงแต่ฉากภายใน ของ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ผับเล็กๆ หรือคาสิโน ที่ที่ไหนๆก็เหมือนกันไปหมด (แถมยังซ้ำด้วยความพยายาม ถ่ายเอาแสงแวววาวออกมาจากสิ่งของต่างๆ เช่นรถยนต์ หรือเงาสะท้อนบนไซรัปบลูเบอรี่ สีสะท้อนที่อาบไล้ไปบนผนัง หรือผู้คนหรือกกระทั่งมุมมกล้องแบบแอบมองจากข้างนอก กางกั้นตัวละครไว้ด้วยกระจกหน้าร้าน ที่ในทางหนึ่งทำให้ มันดูเหมือนของเลียนแบบหว่อง(ซึ่งมีมากมายในปัจจุบัน)แทนที่จะเป็นการแสวงหามุมใหม่ๆ) ลดลฃทอน อารมณ์เคว้งคว้างลงไปพอแรง จนแทบจะตระหนักได้ว่า คนทำ เข้าไม่ถึงอเมิรกา (ซึ่งชวนให้นึกถึง ALICE IN THE CITIES ของ WIM WENDERS ที่ถ่ายทอดความแปลกแยกต่ออเมริกาออกมาอย่างตั้งใจหากกลับเข้าถึง อเมริกาอย่างยิ่ง )
แต่ทั้งหมดที่เล่ามาไม่ได้ทำให้ MY BLUEBERRY NIGHTS เป็นเพียง หนังกลวงทุนสูงที่หลอกตีหัวเข้าบ้านจากบุญเก่าของผู้กำกับและชื่อชั้นของนักแสดงหล่อสวยแต่อย่างใด เพราะในครั้งนี้ หว่องเลือกเปลี่ยนมุมมองจากการหมกมุ่นกับตัวเอง ให้คลี่คลายไปสู่มุมของการจ้องมองเหล่าผู้คนที่จมในห้วงทุกข์เหล่านั้นโดยไม่ได้พยายามเข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆทั้งสิ้น
เราอาจแบ่งหนังออกเป็นสามตอนสั้นๆได้ โดยเล่าผ่านการเดินทางของ ลิซซี่ หนังเริ่มต้นจากช่วงความโศกเศร้าของเธอ ซึ่งหากเป็นตัวละครตัวอื่น (สมมติง่ายๆว่า เราอาจแทน นอร่าห์ โจนส์ได้ด้วย โซวไหล่เจิน บทหญิงสาวหวานเศร้าที่เคยเป็นบทของ จางม่านอี้ว ) เธออาจเดินทางไปไกลแสนไกล(อาจถึงฟิลิปปินส์หรือพนมเปญ โดยได้เรียนรู้เพียงข้อเดียวว่าเธอไม่สามารถหลบหนีจากความทรงจำของตัวเองได้ )แต่ การเดินทางของลิซซี่ ไม่ใช่เป็นการเอาตัวเองไปในสถานการณ์เดิมซ้ำๆ ไปฝากร่องรอยในชีวิตผู้อื่น แต่เธอกลับทำหน้าที่ในการเฝ้ามองความสัมพันธ์ อันพร่องพิการของคู่รัก อย่าง คู่ของนายตำรวจและภรรยา (ซึ่งคล้ายคลึงอย่างยิ่งกับตัวลคระอย่างอาวเอี้ยงฮง กับพี่สะใภ้ ใน ASHES OF TIME หรือโจวมู่หวั่นกับโสเภณีสาวใน 2046 คู่รักใน HAPPY TOGETHER หรือกระทั่ง มีมี่กับ หยกใจ๋ใน DAYS OF BEING WILD ต่างคนต่างรักกันและกันมากเกินไป จนในที่สุดต่างทำร้ายกันไม่สุดสิ้น ) หรือ ความสัมพันธ์ของสาวนักพนันกับพ่อที่ไม่อยู่บนจอที่ชวนให้หวลรำลึกถึง หยกใจ๋กับแม่ที่ไม่ยอมให้เข้าพบหน้า รวมไปถึงแม่เลี้ยงที่เขาเอาแต่ทำร้ายเธอใน DAYS OF BEING WILD (นี่ยังไม่นับว่า หว่องเลือก NATALIE PORTMAN มารับบทนี้ในชื่อเลสลี่ ราวกับ จะเป็นการหวลคะนึงถึง เลสลี่ จาง นกไร้ขาผู้ลาลับ )
ตลอดทั้งเรื่อง ลิซซี่ ทำหน้าที่เพียงเฝ้าสังเกตเธอไม่ได้เข้าไปเป็นเส้าที่สามในความสัมพันธ์ เธอเพียงมองดูผู้คนเหล่านั้น เขียนโปสการ์ดไม่ระบุที่อยู่ถึง ชายหนุ่มเจ้าของร้านกาแฟ ในขณะที่กระทั่งกับความสัมพันธ์ของเขากับสาวรัสเซีย เธอก้ไม่ได้มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องอันใด พอเธอกลับมาถึงเขาก็กลายเป็นอีกคนไปแล้ว
ในขณะที่ตัวละครเรื่องก่อนหน้าของหว่อง จมลงในความทรงจำเศร้าสร้อยไม่สิ้นสุด นั้น เรากลับพบว่าตัวละครใน MY BLUEBERRY NIGHTS ได้มาถึงจุดเปลี่ยนผ่าน ชำระหนี้ให้กับความทรงจำในอดีต แล้วออกเดินทางต่อไปแล้ว ลิซซี่กลับมาพบร้านที่ไม่โหลใส่กุญแจอีกต่อไป ประตูที่ไม่ต้อนรับก็หาจำเป็นต้องไปเปิดไม่ หญิงสาวออกเดินทางไปจากเมืองชำระหนี้ให้กับสามีที่เธอรักแต่ไม่อาจอยู่ร่วม หวังว่าผู้คนคงจะจดจำเขาไว้ สาวนักพนันออกเดินทางต่อไปในรถของพ่อที่ไม่สามารถรั้งเธอไว้ได้อีกต่อไป ทุกคนเริ่มต้นชีวิตใหม่ เช่นเดียวกับลิซซี่ที่กลับมาหารอยจูบรสวานิลลาอีกครั้ง
หนังได้การแสดงที่ดีจากนักแสดงหลักที่บริหารเสน่ห์กันสุดขีด RACHEL WEIZE ให้การแสดงแบบน้อยแต่มากได้อย่างน่าทึ่ง ยิ่งเมื่อต้องมาปะทะกับ DAVID STRATTHERN ดาราฝีมือเยี่ยมที่ดังน้อยกว่าที่ควรจะเป็นมาตลอด ฉากที่เขาร้องให้เงียบๆหลังเล่าตำนาน ราชาแห่งชิปขาว ให้กับลิซซี่ฟังเป็นการแสดงที่ร้าวรานมากๆ ในขณะที่ NATALIE PORTMAN ทำให้หนังมีชีวิตชีวา ท่ามกลางความระทมทุกข์ได้อย่างยอดเยี่ยม และ jUDE LAWก็พกเสน่ห์มาทะลักล้นเช่นเคย
แต่คนที่น่าจับตาและน่าสนใจที่สุดกลับคือ NORAH JONES นักดนตรีหญิงที่เพิ่งแสดงหนังเป็นเรื่องแรก แน่นอนเอาเข้าจริงแล้วบทของเธอแทบไม่มีอะไรให้เล่น เธอแค่ยืนดูผู้คนแทบจะทั้งเรื่อง แต่ใช่หรือไม่ว่าในการเข้าฉากกับ ดาราระดับ NATALIE PORTMAN หรือ RACHELWEIZE เธอก็ไม่ปล่อยให้ตัวเองจมหายไปแต่อย่างใดฉากสำคัญหน้าโรงพยาบาล สะท้อนว่า เธอเล่นหนังใช้ได้เลยทีเดียว
แม้เมื่อเปรียบเทียบกับ หนังเรื่องก่อน ๆ MY BLUEBERRY NIGHTS อาจถือได้ว่าเป็นงานที่อ่อนที่สุดของหว่องกาไว แต่อย่างไรก็ตาม นี่คือก้าวย่างที่น่าสนใจอย่างยิ่งของเขา นักดูหนังท่านหนึ่งกล่าวว่า ในหนังเรื่องก่อนๆเราจะรู้สึกราวกับว่าถูกบีบอัดให้จมในห้วงทุกข์ ถูกขังอยู่ในห้องแคบของรถไฟขวน 2046 แต่ในหนังเรื่องนี้ เรากลับรู้สึกราวกับว่ายืนอยู่ในทุ่งโล่งและสูดหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปมากกว่า
ขอบพระคุณ มาดามMdS ที่ร่วมสนทนาเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ในคืนหนึ่ง

#1 By พะยูนริวโฮเจนต้า on 2008-04-04 11:21