บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์ และถูกเขียนขึ้นโดยฉันทาคติส่วนบุคคลที่ผู้เขียนมีต่อตัวหนังอย่างยิ่ง

 

กล่าวกันตามจริง เขาคือช่างซ่อมเครื่องดูดฝุ่นที่ทำงานร้านของพ่อ  และกล่าวตามจริงเธอคือแรงงานต่างด้าวอพยพ ที่มาทำงานเป็นแม่บ้านค่าแรงถูกตามบ้านหลังใหญ่ๆโตๆ  

 

แต่ในอีกทางหนึ่งหลังจากเสร็จงานแต่ละวัน เขาจะคว้ากีตาร์ออกไปเล่นดนตรีเปิดหมวกตามข้างถนน  พอค่ำมืดดึกดื่นเขาก็จะแอบร้องเพลงที่ตัวเองแต่เองสักเพลงสองเพลง และเช่นกันเธออาศัยช่วงหลังเลิกงานไปขออาศัยเล่นเปียโนจากชายชราใจดีที่ร้านขายเครื่องดนตรี เพราะห้องเช่าของเธอนั้นแคบมาก และเธอเองก็ไม่มีปัญญาจะซื้อเปียโนมาเล่น นอกจากนี้เธอยังมีแม่ที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ กับลูกสาวตัวเล็ก ส่วนสามีของเธอยังคงอยู่ใน เชค และมีวี่แววว่าอาจจะไม่ตามเธอมาอีกแล้ว

 

เขาพบกับเธอในคืนวันหนึ่ง เธอหยุดยืนฟังเขาครวญเพลงเศร้าสร้อยบนถนนที่เปียกชื้น เธอถามว่าเขาแต่งเองหรือไม่ เป็นนักดนตรีหรือเปล่า เขาตอบเลี่ยงๆว่าที่จริงเขาเป็นช่างซ่อมเครื่องดูดฝุ่น  เธอถามว่าเธอจะเอาเครื่องดูดฝุ่นมาให้เขาซ่อมได้ไหม  เขาตอบเลี่ยงๆว่าได้สิ วันรุ่งขึ้นตอนที่เขากำลังเล่นดนตรี เธอเดินลากเครื่องดูดฝุ่นมา เขาช๊อคเล็กน้อยแต่ทั้งคู่ก็คุยกัน เธอพาเขาไปที่ร้านขายเครื่องดนตรี แล้วจากนั้นพวกเขาสองคน ก็ -ร่วงหล่นอย่างเชื่องช้า - ไปพร้อมๆกัน

 

หนังเล็กๆจากไอร์แลนด์ ที่สร้างด้วยทุนสร้างกว่า75 %จาก irish film board อีกส่วนจากเงินทุนของผู้กำกับ ถ่ายทำกันตามบ้านเพื่อน   และฉากที่ถ่ายบนถนนก็เป็นการแอบถ่ายทำโดยไม่ได้รับอนุญาต  JOH CARNEY ผู้กำกับนั้นเป็นมือเบสในวง THE FRAMES ของ GLEN HANSARD ที่รับบทพระเอกในเรื่องนี้  แรกทีเดียวเขาอยากใช้แค่เพลงของ GLEN HANSARD มาประกอบหนัง แต่หลังจาก CILLIAN MURPHY(พระเอก 28 DAYS LATER )ที่ถูกทาบทามให้รับบทนำถอนตัวไป เขาจึงหันมาพึ่งบริการจากคนกันเอง ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเล่นหนังเพียงครั้งเดียวใน THE COMMITMENTS หนัง(ที่เกือบจะเป็นสารคดี ) ของALAN PARKER ซึ่งพาคนดูไปท่องสังคมคน - โซล -  ในกรุงดับลิน และใช้นักแสดงเป็นชาวบ้านในดับลินทั้งหมด (หนังเรื่องนี้เคยออกวีดีโอลิขสิทธิ์ในบ้านเรา)  หนังถ่ายทำเพียงสิบเจ็ดวัน  โดยถ่ายด้วยกล้องดิจิตอล และหลังจากออกฉายมันทำเงินมหาศาล เป็นหนังในใจใครต่อใคร และเพลงประกอบภาพยนตร์ที่เขียนโดย GLEN HANSARD และ MARKETA IRGLOVA สองนักแสดงนำของหนังเอง ก็ไปไกลถึงขนาดคว้ารางวัลออสการ์เพลงประกอบยอดเยี่ยม ( แต่ที่ยอดเยี่ยมและน่ารักไปกว่านั้น คือตอนนี้คนทั้งคู่กลายเป็นคู่รักในชีวิตจริงแม้อายุจะห่างกันเกือบยี่สิบปี! )

 

โดยรวม ONCE ไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบมากนัก เพาะเรายังเห็นร่องรอยแหว่งวินของหนังที่พยายามจะใส่เพลงเข้าไปเป็นจำนวนมาก  แม้ว่าเพลงจะเพราะเอามากๆ แต่เมื่อมันกินเวลาเกือบหนึ่งในสามของหนังก็ช่วยไม่ได้เลยที่หนังอาจจะถูกมองว่าเป็นมิวสิควีดีโอขนาดยาวมากกว่าเป็นหนังจริงๆ   

 

แต่อาจจะเพราะความจริงใจ ไม่ทะเยอทะยานของหนัง ทำให้เรารู้สึกได้ว่านี่ไม่ใช่หนังที่ถูกทำขึ้นเพื่อตีหัวเข้าบ้าน  หากเป็นเพียงหนังเล็กๆของคนรักดนตรี ที่พยายามเล่าเรื่องของคนรักดนตรีออกมาอย่างซื่อตรง

 

ตัวละครในหนังเรื่องนี้ต่างจากตัวละครอย่างใน MUSIC AND LYRICS ตรงที่พวกเขาไม่ได้เป็นคนที่มีทุกอย่างสมบูรณ์พร้อม   พวกเขาอาจจะมีพรสวรรค์ รวมทั้งมีความใฝ่ฝันทางดนตรี  แต่ภาระของชีวิตทำให้พวกเขาไม่สามารถไปไหนไกลได้กว่าเมืองที่เคยอยู่  ชายหนุ่มกลับจากลอนดอนมาดูแลพ่อที่แก่เฒ่าหลังจากแม่ของเขาตายลง และเขาเองถูกแฟนทิ้ง  เก็บความใฝ่ฝันทางดนตรีไว้ในกระเป๋ากีตาร์ งัดมันออกมาใช้ตามริมถนน ซึ่งเป็นการเล่นเพื่อต่ออายุความฝันมากกว่าจะเป็นการเล่นเพื่อหาเงิน  ในขณะเดียวกันหญิงสาวเป็นเพียงแรงงานอพยพ ที่อาจจะมีพ่อเป็นนักดนตรี และถูกฝึกดนตรีมาแต่เล็ก แต่ภาระในฐานะแม่ที่มีลูกเล็กและลูกที่ต้องดูแลแม่ผู้พลัดถิ่น ทำให้เธอเลือกจะเป็นแรงงานต่างด้าว เป็นคนเร่ขายดอกไม้ตามถนนมากกว่าจะเป็นนักดนตรี

 

การพบกันของทั้งคู่ จึงเป็น เรื่องที่จะเกิดขึ้น  -เพียงครั้งเดียว -   พวกเขาเป็นเหมือนคนที่อยู่บนเรือผุพังใกล้จมลงสู่ก้นทะเล และพยายามครั้งสุดท้ายที่จะล่องเรือนั้นคืนเรือน ตราบเท่าที่ยังมีเวลา มัยปรากฏอยู่ในเนื้อเพลง อันเป็นเพลงแรกที่คนทั้งคู่เล่นร่วมกัน

 

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในหนังจึงไม่ใช่เรื่องรักกุ๊กกิ๊ก แต่มันคือการบันดาลใจให้แก่กัน ซึ่งอาจะเกิดขึ้น - เพียงครั้งเดียว -  หนังเลือกเล่าเรื่องเฉพาะเพียงในช่วงที่ทั้งคู่ตั้งวงกัน พยายามกู้เงินมาทำเพลง เร่ออกหาวงแบคอัพและซ้อมกันตามแฟลต   มันคือการทำเพลงแบบบ้านๆ ของคนที่ทำสุดกำลังเท่าที่โอกาสเอื้ออำนวยให้ ยิ่งพอฟังเพลงเราจะยิ่งพบว่า เพลงแทบทั้งหมดในเรื่องนี้ล้วนถูกเขียนขึ้นจากความขมขื่น จะว่าไปแล้วหากนี่เป็นหนังรัก ก็แทบไม่มีเพลงใดถูกเขียน ขึ้นเพื่อกันและกัน ทั้งเขาและเธอล้วนเขียนถึงความขมขื่นในรักหลังจากถูกทอดทิ้งไป แปรความเศร้านั้นให้เป็นเสียงเพลง (แต่อาจจะยกเว้นเพียง FALLING FROM THE SKY และ FALLING SLOWLY )

 

เอาเข้าจริงๆแล้ว เนื้อเรื่องใน ONCE แทบจะไม่คืบหน้าไปไหนเลยด้วยซ้ำ คนสองคน เจอกัน ถูกชะตากัน ฟอร์มวงดนตรีด้วยกัน และทำเดโมออกมาชุดหนึ่ง อาจจะตกหลุมรักกันแต่ไม่ได้สานความสัมพันธ์ จะว่าไปแล้ว หากเป็นหนังเรื่องอื่น ทั้งหมดนี้อาจถูกเล่าจบในองก์แรกของหนัง ยังไม่ทันถึงจุดหักเหเลยด้วยซ้ำหากกับในชีวิตจริง เรากลับพบว่าส่วนที่สำคัญที่สุด มันก็อยู่ตรงจุด การเริ่มสร้างแรงบันดาลใจแล้วผลิตงงานออกมานั่นเอง 

 

เลยพ้นไปจากส่วนของเพลงและตัวเรื่อง  หนังเล่าความสัมพันธ์ของคนสองคนได้ออกมานุ่มนวลและจริงจังอยู่ไม่น้อย เพราะในฉากแรก หลังจากเธอพาเครื่องดูดฝุ่นไปซ่อมที่บ้าน เขาขอให้เธอนอนด้วยในคืนนั้นด้วยซ้ำไป หากเธอปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ในฉากต่อมาหลังจากปรับความเข้าใจกัน  พวกเขาไปเที่ยว เขาถามเธอเรื่องสามี แต่เธอตอบมาเป็นภาษาเชค ซึ่งหนังไม่ได้แปล  (และคำแปลจริงๆจี๊ดมาก)  จนมาถึงฉากสำคัญเมื่อเขาเอ่ยชวนเธอไปลอนดอน แล้วเธอถามกลับอย่างคนที่มองเห็นความจริงในความฝัน  ก่อนที่หนังจบลงในจังหวะที่พอดีที่สุด  เพราะหนังจบเรื่องลง เมื่อ - เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว - จบลง เขาและเธอเดินหอบซีดีเดโมมาถึงทางแยก   เขาพยายามจะยื้อเธอไว้ แต่เธอปฏิเสธ และทุกอย่างจบลงตรงนั้น

 

ONCE อาจไม่ใช่หนังสมบูรณ์เยี่ยมยอดในแง่ของการเป็นงานศิลปะ และในขณะเดียวกันในภาพของหนังเล่าเรื่องมันก็ยังมีส่วนขาดๆเกินๆอยู่เต็มไปหมด   แต่ในบางบริบทหนังอาจเข้าถึงคนดูอย่างยิ่งในฐานะของเรื่องเล่าเพื่อปลอบประโลมใจหลากหลายผู้คนที่ดิ้นรนเงียบเชียบ เพื่อทำตามความฝันของตนในสถานการณ์ที่จำกัด(แน่นอน หมายรวมถึงคนเช่นผมด้วย) โชคดีที่หนังไม่ได้พยายามจะแสดงตัวในการไปถึงเส้นชัยของผู้คนเหล่านั้น แต่กลับเลือกจะให้ความรู้สึกว่า บางสิ่งอาจเกิดขึ้นได้ แม้เล็กจ้อยและเพียงครั้งเดียว มันก็จะเกิดขึ้น จงทำต่อไป และภาวนาว่ามันจะไปได้สวย (เช่นเดียวกับที่เราภาวนาต่อบทเพลงของเขาและเธอ )

 

เพราะเราทุกคนต่างมีเรือผุพังลำหนึ่งซึ่งกำลังร่วงหล่นอย่างเชื่องช้า เรามีเวลาไม่มากนักในการกลับไปเรือนพักของวิญญาณก่อนที่มันจะจมลง  จงตัดสินใจแล้วไปเถิด

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่านเเล้ว...มันใช่มากๆฮะ
ผมว่ามันเหมือนหนังเพื่อคนดนตรีมากๆ....อยากรู้คำเเปลด้วยฮะเหอๆ เเต่ผมจี๊ดนะ จะมองว่ามันเปน mv หรืออะไร ก็ตาม เเต่หนังเรื่องนี้ก็โดนใขผมไปเต็มๆอ่ะbig smile
ชอบเรื่องนี้มากเลยคะ

คงเป็นเรื่องแรกที่เข้ามาอ่านแล้วเจอเรื่องที่ดูแล้ว

once เรื่องราวของนักดนตรีข้างทาง และ คนชอบฟังเพลงผ่านทาง

ชอบเพลง star คะ

#2 By ลนล on 2008-03-13 06:52

ผมเลือกที่จะไม่ค้นหาคำแปลครับ
แม้ว่าจะอยากรู้ขนาดไหน
และความรู้ด้านภาษาของตนเองก็บอกใบ้อะไรบางอย่างมาแล้ว

จะมองว่าหนังคือ Music Video the Series ก็คงจะได้นะครับ
แต่ก็เป็นแบบที่ทำให้น่าติดตามทีเดียว
ฉากที่ Girl เดินร้องเพลง If you want me กลับบ้านนั้น
ผมชอบมากๆ ครับ

#3 By AkE on 2008-03-13 09:24

ยังไม่ได้ดูเลย สงสัยจะไม่ได้ดูในโรงแล้วหละsad smile

#4 By blackholesun on 2008-03-13 09:28

อยากชมมากbig smile

#6 By lolay on 2008-03-13 11:30

ชอบมากครับพี่
ชอบประโยคนี้จัง
"เรื่องเล่าเพื่อปลอบประโลมใจหลากหลายผู้คนที่ดิ้นรนเงียบเชียบ เพื่อทำตามความฝันของตนในสถานการณ์ที่จำกัด" surprised smile

#7 By ennisdelmar on 2008-03-13 11:51

หนังแนวดนตรี+ปรัชญา น่าดูครับ คงมีประเด็นให้คิดเยอะแยะ

#8 By on 2008-03-13 12:01

ชอบฉาก If You Want Me มากๆ เข้าขั้นกรี๊ด

#9 By nanoguy on 2008-03-14 00:29

ค้นหาสาเหตุที่ตัวเองชอบหนังเรื่องนี้
และพบว่าคงเป็นเพราะตำแหน่งที่ทางของความรักที่ถูกจัดวางอย่างสูงส่งประหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (เมื่อเทียบกับหนังรักเรื่องอื่นที่จู่ๆ ก็รักกัน เอากัน รักกัน ทะเลาะกัน คืนดีกัน รักกัน จบ)
ซึ่งถ้าความสูงส่งนี่ลึกๆ แล้วเป็นนิยามความโรแมนติกของฉัน มันก็น่ากลุ้มเหมือนกันนะ sad smile
แต่ชอบมากอ่ะ พระเอกน่ารัก cry

#10 By Sunday Syndrome on 2008-03-14 08:13

ฝากฝังหนึ่งงานด้วยนะพี่big smile

#11 By LUMP-book ล้ำบุค on 2008-03-14 10:36

ผมชอบหนังเรื่องนี้เหมือนกัน
นอกจากเรือผุพังลำน้อยแล้ว ยังมี"กระแสน้ำ"
และเรือลำใหม่ๆ ขับฉิว พร้อมจะถอยออกมาแล่นไปในทิศทางเดียวกัน/ต่างกัน
ผมดูหนังเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกชิลล์ มีความสุข แต่พอดูหนังจบ เดินกลับที่พัก กลับรู้สึกว่าหน้าเจื่อน เรื่องเล่า(ความฝัน)ของผู้คนธรรมดา ที่พูดออกมาอย่างซื่อตรง (เท่าที่จะเป็นไปได้) มักสัมพันธ์กับความรู้สึกเราเสมอ.

#12 By โต้ง (161.200.255.162) on 2008-03-14 12:41

เขียนเล่าหนังเรื่องนี้ลงในนิตยสารที่ทำอยู่เหมือนกันครับ
พอย้อนกลับมาอ่านใน FILMSICK ถึงรู้ว่า ตัวเองตกประเด็นอะไรไปบ้าง...

ตามอ่านอยู่เนื่องๆ ขอรับ

#13 By kitt on 2008-03-15 00:06

เขียนดีจัง big smile ชอบเรื่องนี้เหมือนกันครับผมopen-mounthed smile

#14 By เบิ้ล (124.120.82.113) on 2008-03-15 12:32

เพิ่งหามาดูได้ค่ะ.....ด้วยรีวิวของพี่...
เมื่อได้ดูแล้ว.....
อยากร่วงหล่น สู่ความฝันไปกับคนทั้งคู่..
และไม่ตัดสินว่า..ที่เธอตัดสินใจนั้น..ถูก หรือ ผิด..
เยี่ยม อย่างที่พี่บอกไว้จริงๆค่ะ....
big smile open-mounthed smile confused smile

#15 By butterflyheart on 2008-03-15 17:25

"เรื่องเล่าเพื่อปลอบประโลมใจหลากหลายผู้คนที่ดิ้นรนเงียบเชียบ เพื่อทำตามความฝันของตนในสถานการณ์ที่จำกัด"

จิ๊ดอย่างมาก
รักเพลงเรือผุเลยทีเดียว :)

#16 By zhzq (58.9.198.155) on 2008-03-15 23:57

"แต่ในบางบริบทหนังอาจเข้าถึงคนดูอย่างยิ่งในฐานะของเรื่องเล่าเพื่อปลอบประโลมใจหลากหลายผู้คนที่ดิ้นรนเงียบเชียบ เพื่อทำตามความฝันของตนในสถานการณ์ที่จำกัด"
ขอยกมือเห็นด้วยอีกคนค่ะ
อ่านประโยคนี้แล้วเข้าใจตัวเองขึ้นมาทันทีเลยว่าทำไมถึงตกหลุมรักหนังเรื่องนี้อย่างแรง

#17 By alizm (202.28.27.6) on 2008-03-17 10:31