OPERA JAWA(GARINNUGROHO /2006) : ชวารามายณะ
posted on 11 Mar 2008 08:22 by filmsick in see-it-and-die
รามเกียรติ์เป็นชื่อที่ไม่มีใครไม่รู้จัก ยิ่งกับประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่รับอิทธิพลโดยตรงจากขอม และอินเดีย(อันเป็นต้นกำเนิด ของ รามเกียรติ์หรือ รามายณะ) เรื่องเล่าของพระราม นางสีดา และยักษ์สิบหน้าอย่างทศกัณฐ์ หลากไหลอยู่ในตำนานพื้นบ้าน จิตรกรรมฝาผนัง การแสดง อาหาร การดำเนินชีวิต วรรณกรรมไปจนถึงกลายเป็นที่มาของสำนวนภาษาพูดติดปาก
ในบ้านเรา เวลาพูดถึงรามเกียรติ์ เรามักนึกถึงการแสดงโขน มากกว่าอื่นใด ในพรมแดนภาพยนตร์นั้น รามเกียรติ์ในมโนสำนึกเป็นเพียงหนังอินเดีย มากกว่าอื่นใด แต่นี่นับเป็นครั้งแรกที่รามเกียรติ์ได้ขยายอาณาเขตมาบนโลกภาพยนตร์แต่ไม่ใช่ในรูปแบบเดิมๆที่เคยเห็น เพราะในหนังเรื่องนี้มันคือการผนวกเอา ลิเกชวา อันหมายถึงการแสดงพื้นบ้านของชาวอินโดนีเซียที่ไม่ต่างอะไรจากลิเกบ้านเรา ผนวกรวมเข้ากับ การแสดงแบบสมัยใหม่ และงานแสดงศิลปะแบบจัดวาง มาขมวดรวมกันผ่านการตีความ รามเกียรต์ใหม่และ ระเบิดพลังออกมาในรูปแบบของภาพยนตร์
หนังเล่าเรื่องผ่านเรื่องของ SEITO และSITI สองสามีภรรยาที่ฝ่ายสามีนั้นเป็นเจ้าของกิจการทำหม้อดินขาย SITIนั้นเคยเป็นนางรำผู้รับบทนางสีดา แต่เลิกเล่นหลังจากแต่งงานเพื่อมาเป็นแม่บ้าน แม่ทั้งคู่จะแต่งงานกันแล้ว แต่ SITTI ก็ยังคงเป็นที่หมายปองของ LUDIRO หนุ่มเจ้าของโรงฆ่าสัตว์ ลูกชายคนเดียวของตระกูลช่างทอผ้าที่คุมอำนาจธุรกิจแทบทั้งหมดของเมือง จนเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ ธุรกิจของ SEITO เริ่มคลอนแคลนไม่ต่างจากความสัมพันธ์ของเขากับSITTI จนเป็นเหตุให้LUDIROแทรกตรงกลางและล่องลวง ยั่วยวนSITTI ผู้ซึ่งลึกๆยังคงปรารถนาในการเป็นนางรำ อยู่เสมอ
เรื่องหลักของหนังอาจเป็นเพียงเรื่องรักสามเส้าธรรมดา ที่เคยได้ยินมาแล้ว แต่หนังกลับนำเสนอผ่านทางการเต้นระบำรำฟ้อนอันวิจิตรอลังการ ตัวละครทุกตัวในเรื่องจะขับร้องเพลงแทนคำพูด และแสดงโดยการร่ายรำ ท่ามกลางภาพบรรยากาศแบบหมู่บ้านพื้นบ้านที่เจือด้วยบรรยากาศประหลาดเหนือจริงของการจัดวางงานศิลปะลงไปในพื้นที่อันสมจริง หนังจึงเต็มไปด้วยฉากนิมิตนางสีดาที่เห็นสัตว์ประหลาด (ซึ่งที่จริงคือคนคลุมผ้า สวมหัวด้วยเครื่องจักสานสำหรับการนึ่งข้าว)วิ่งไล่ หรือฉากในโรงฆ่าสัตว์ที่มีซากวัว แขวนอยู่กลางโถง บนพื้นประดับด้วยเทียนรูปศีรษะมนุษย์หรือฉากการหลับนอนของSITTI กับSEITO ที่อาศัยการเต้นอันเร่าร้อน รุนแรงและขัดขืน ตามด้วยฉากการล่องลวงอันชวนขนลุกของ LUDIRO และฉากสงครามที่ใช้ตัวหนังตะลุงเข้าซ้อนทับ ฉากขบวนแห่ศพที่ทั้งงดงามและขนลุก รวมไปถึงฉากลุยไฟที่ใช้ผ้าลูกไม้สีเหลืองอย่างเร่าร้อนและทรงประสิทธิภาพ
ไม่ใช่แต่เฉพาะงานภาพ เพลง และองค์ประกอบศิลป์เท่านั้นที่โดดเด่น หากนี่คือหนังที่หยิบ มหากาพย์ รามเกียรติ์มาเล่าใหม่ได้อย่างออกรส โดยผ่านการตีความในตัวละครที่เป็นมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ในหนังเรื่องนี้เราอาจแทนค่า นาง SITTI ด้วยนางสีดา ด้วยว่านางคือผู้เคยรับบทนางสีดาและบัดนี้มีผัวเป็นตัวเป็นตน หากยังถูก ลักพา จนนำไปสู่ชนวนสงครามสองกรุง หากนางสีดาที่เราคุ้นเคยคือตัวแทนของความบริสุทธิ์ ไร้มลทิน (ในตอนท้ายของรามเกียรติ์นางต้องลุยไฟเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์) นางสีดาในฉบับนี้กลับอุดมด้วยเลือดเนื้อของหญิงสาวเมื่อนางลึกๆยังคงหวนอาลัยในรสอันดื่มด่ำของการเริงรำ และโหยหาเพศรส ที่ SEITO ไม่อาจมอบให้ การล่อลวงของLUDIRO จึงไม่ได้ดำเนินไปในหนทางที่คุ้นชิน หากส่วนหนึ่งเป็นเพราะปรารถนาอันลึกเร้นภายในใจนาง นำมาสู่ฉากหนึ่ง หลังนิมิตชวนผวา ขณะที่นางนึ่งข้าวอยู่ในครัว เครื่องจักสาน(เนื่องจากผมไม่ทราบชื่อเรียกจึงได้แต่เรียกถึงลักษณะโดยรวม) ที่มีสถานะทั้งเป็นที่นึ่งข้าวและเป็นศีรษะของปีศาจในฝัน จึงได้ปรากฏกายคล้ายภูติผี LUDIRO และลูกน้องสวมมันไว้บนหัวและพยายามให้นางSITTIสวมมันเข้ากับใบหน้าหรือใส่ไว้ที่ก้นเพื่อให้นางร่ายรำอีกครั้งหนึ่ง และในอีกทางหนึ่งในฉากที่นางร่วมหลับนอนกับสามีจู่ๆเขากลับเกิดอาการชัก แล้วหนีออกไปนอกเตียง จนเป็นเหตุให้ LUDIROผู้มากับเครื่องจักสานนึ่งข้าวขนาดยักษ์ ลอบมุดใต้ผ้าถุงนาง จนเมื่อ SEITOเกิดหึงหวงพลุ่งพล่าน ทั้งคู่จึงร่วมรักกัน (ผ่านการเต้น)โดยร่างของLUDIRO ค่อยๆลอดผ่านผ้าถุงนางออกไป จนถึงฉากสำคัญที่มารดาของLUDIRO เย็บพรมแดงเพื่อล่อลวงนาง SITTIจากบ้านของ นางไปสู่อาณาเขตของลูกชาย ภาพพรมแดงปูลาดสุดลูกหูลูกตานั้นอาจไม่สำคัญเลยหากนางไม่รู้สึกยวนใจจนไม่อาจทนต่อไปได้
ในขณะเดียวกัน หาก SEITO คือพระราม (หนังมีฉากที่SEITO เต้นรำโยสวมหน้ากาใบตองสีเขียว ตามท้องเรื่องที่พระรามมีร่างเป็นสีเขียว) พระรามในฉบับนี้ก็ไม่ใช่ ชายผู้มั่นคง หรือเป็นพระเอกของแท้ หากเขาคือพระรามที่เจ้าอารมณ์ และ เห็นนางสีดาเป็นเพียงวัตถุทางเพศในฐานะเมีย จนเมื่อเขาถูกแย่งของรัก เขาจึงรู้สึกรู้สม และหันไปปลุกระดมมวลชนให้ลุกขึ้นต่อต้านLUDIROโดยอ้างอิงเอากับการกดขี่ข่มเหง ของLUDIROผู้ร่ำรวย ทั้งที่ในช่วงแรกของหนังมีฉากชายขายเนื้อโดนพรรคพวกของ LUDIRO (ซึ่งมาในรูปของช่างตัดผม) รุมทำร้าย เขาก็เพียงมองดูอยู่ห่างๆ จวบจน นางSITTIถูกลักตัวไป เขาจึงสวมหน้ากากสัตว์ร้ายแล้วปลุกระดมให้ชาวบ้านลุกขึ้นทำสงคราม
นอกจากนี้ในฉากหนึ่งเรายังได้เห็น SEITO สวมหน้ากากสตรีมาสางผมและร่ายรำ ราวกับเป็นผู้หญิง ก่อนที่เขาจะต้องถอดหน้ากาก มาสู้กับ- ความเป็นหญิงภายใน- เขาเอง หรือในอีกทางหนึ่ง -ความเป็นหญิงที่เขาคาดหวัง- ให้ภรรยาของเขาเป็น ดังนั้นในทางหนึ่ง นี่คือการวิเคราะห์ ตัวละครอย่างพระรามให้ออกมาเป็นชายผู้อาศัยประชาชน เป็นเบี้ยในการช่วงชิงความรัก
และหากเช่นนั้น LUDIROผู้แข็งกร้าวย่อมคล้ายภาพแทนของทศกัณฐ์ ผู้หลงไหลนาสีดาจนไม่อาจหักห้ามใจไม่ให้ไปชิงตัวนางมาได้ หนังเปิดตัวเขาพร้อมกับพลังอำนาจ ในฉากโรงฆ่าสัตว์ และในขณะเดียวกันเขากลายเป็นตัวตลกเมื่อร้องเพลงของความรักจาก SITTI สำหรับLUDIROเขาคือชายผู้กร่างกร้าว และหลงใหลในสตรีเพศอย่างถอนตัวไม่ขึ้น หากเมื่อเขาได้นางมา เขากลับปฏิบัติต่อนาง ไม่ต่างกับวัตถุทางเพศ ด้วยการใช้เท้ากับใบหน้านาง และเมื่อนางหนีจากไปเขาก็ถูกพันร่างไว้ด้วยแถบผ้าสีแดงของมารดา ก่อนจะร้องให้ซบหน้า หระหนึ่งว่าจะมุดกลับคืนสู่ครรภ์
ดังนั้นในท้ายที่สุดรามเกียรติ์ (ในฉบับนี้) จึงถูกตีความใหม่ ให้เห็นว่าที่แท้มันคือ เกมอำนาจของเพศชาย ที่ใช้สตรีเป็นเดิมพัน นางSITTI สุดท้ายกลับกลายเป็นวัตถุทางเพศที่ถูกครอบครองเป็นเจ้าของ โดยไม่เคยถูกรัก เพราะในท้ายที่สุด นางต้องพิสูจน์ว่าตัวเอง-เป็นของใคร-ภายใต้การลุยไฟ นั้น พระรามหรือทศกัณฐ์ที่แท้ก็มุ่งหมายเพียงครอบครองนางไม่ต่างกัน และในหนังเรื่องนี้ยังหาญกล้าถึงขนาดใส่เอาความปรารถนาของนางสีดาในฐานะมนุษย์ลงมาด้วย สุดท้ายนางไม่ได้เป็นเหยื่ออันน่าสมเพ๙อแต่นางคือสตรีที่แม้จะมีสิทธิ์คิดเลือกชีวิตตนเอง แต่สุดท้ายมันยังคงถูกเหวี่ยงไปอยู่ในมือชายสองคนเช่นเดิม ฉะนั้นฉากอันร้าวรานใจที่สุดคือฉากที่นางลุกขึ้นมาสวมชุดนางสีดา ก่อนจะฟาดหม้อไหทั้งหมดของสามี แล้วประกาศกร้าวว่า ชายนั้นมีอก สตรีนั้นมีนม หามิใช่นมนี้หรือที่ให้กำเนิดเพศชายขึ้นก่อนนางจะออกไปลุยไฟ และจบลงด้วยโศกนาฏกรรม จากน้ำมือของคนรัก!
แต่ใช่ว่านี้จะเป็นเพียงโศกนาฏกรรมรัก หนังยังให้ภาพแทนถึงเกมการเมืองของอำนาจได้เช่นกัน( และหากมีความรู้มากพอเราอาจโยงมันเข้ากับการเมืองของอินโดนีเซียได้บ้าง) เพราะในทางหนึ่งนาสีดาก็ไม่ต่างจากมวลมหาประชาชนที่ตกอยู่ในเกมชิงอำนาจของพระรามผู้ผลิต -ภาชนะ-รองรับอาหาร และ ทศกัณฐ์ผู้เป็นพ่อค้าเนื้อ นางสีดาในหนัง ทำหน้าที่หุงหาอาหารและถูกล่อลวงจากเครื่องจักสานสำหรับนึ่งข้าวไม่ต่างจากประชาชนที่ถูกล่อลวงจากความอยู่ดีมีสุขมากกว่าหม้อไหที่แตกร้าว ก่อนจะพบว่าตัวเองนั้นเลือกทางผิด หนังให้ภาพเกมอำนาจนี้ผ่านทางโทรทัศน์ (ที่กลายเป็นก้อนหินบูชา)เปล่งเสียงได้ เสียงการรายงานข่าวการรบพุ่งของพระรามและทศกัณฐ์ เป็นเพียงเสียงเดียวที่ไม่ได้ขับทำนอง ก่อนที่สุดท้ายจะรายงานข่าวฆาตกรรมขณะมันถูกนำไปบูชาในโบราณสถาน บรรดาผู้คนที่ล้มตายในสงคราม กลายเป็นหุ่นขี้ผึ้งไหม้ไฟ (เช่นเดียวกับการลุยไฟของนางสีดานั่นเอง!)
ภายใต้การกำกับของ GARIN NUGROHO ผู้กำกับชาวอินโดนีเซีย หนังไม่ได้มีเพียงความอลังการของงานสร้าง (หนังได้ทุนจากNEW CROWNED OPE PROJECT เพื่อเป็นหนึ่งในหนังที่ทำขึ้นเพื่อรำลึก 250 ปีของโมสาร์ทซึ่งเป็นโปรเจคต์เดียวกับ แสงศตวรรษ ของ อภิชาติพงศ์และ I DON'T WANT TO SLEEP ALONE ของไฉ้มิ่งเหลียง ซึ่งเป็นการเอางานชิ้นท้ายๆของโมสาร์ทมาตีความให้กลายเป็นภาพยนตร์ใหม่ขึ้นมา โดยไม่ใช้เพลงของโมสาร์ท หรืสารคดีชีวิตโมสาร์ทเป็นส่วนประกอบ ) หนังจึงเป็นทั้งการตีความวรรณกรรมเก่าแก่ใหม่ เพื่อตีแผ่ตัวละครลงในทางลึก และในขณะเดียวกันก็แสดงภาพของเกมอำนาจ ที่หนักแน่นและร้าวเศร้าด้วย ไปพร้อมกัน

ถึงมีก้อคงเข้าเฉพาะบางโรง
คงมาไม่ถึงภูเก็ตหรอก
เสียดาย งานดีดี
#1 By Nokontherock on 2008-03-11 10:56