คุณนาย JEANNE DIELMAN อาศัยอยู่ในตึกหมายเลข/ยี่สิบสาม เธออาศัยอยู่กับลูกชายที่กำลังเรียนหนังสือ  ในแต่ละวันเธอจะตื่นเช้ามาทำอาหาร ขัดรองเท้าให้ลูกชาย ปลุกเขา แล้วปูโต๊ะทานอาหารเช้า พอลูกไปโรงเรียนเธอก็เก็บเตียงของลูกชายพับเข้าเป็นโซฟา เก็บโต๊ะ ล้างจาน จากนั้น ออกไปหาซื้อข้าวของเข้าบ้าน ไปตลาด  ไปไปรษณีย์ส่งจดหมาย แวะสนทนากับผู้คนก่อนจะกลับเข้าบ้านตรวจดูตู้จดหมาย ขึ้นลิฟท์ไป แล้วลงมือทำอาหารสำหรับมื้อเที่ยงที่เธอจะกินอย่างง่ายๆ และเตรียมมื้อเย็นให้ลูกชาย บางทีเพื่อนบ้านก็มาฝากลูกทารกไว้กับเธอตอนที่หล่อนไปตลาด  เธอจะนั่งคิดบัญชีรับจ่าย ปัดกวาดเช็ดถูบ้าน  ปอกมันฝรั่ง รอจนเพื่อนบ้านมารับลูกคืน แวะคุยกับเธอเกี่ยวกับเรื่องนั้นเรื่องนี้เธอจะรับฟังอย่างเฉยชา  จากนั้นไม่นานก็จะมี ผู้ชายมาที่บ้าน เธอลงมือทำงานของเธอเพื่อหาเงินเข้าบ้านระหว่างนั้นเธอจะต้มมันฝรั่งไว้บนเตา  งานจะเสร็จในช่วงเย็น เธอส่งผู้ชายออกจากห้อง พร้อมคำสัญญาสำหรับสัปดาห์หน้า จากนั้น เธอจะมาจัดการเตรียมมื้อเย็น มันฝรั่งจะสุกได้ที่ เตรียมซุปและอาหารอื่น ลูกชายกลับถึงบ้านในตอนเย็น ทำการบ้านบนโต๊ะกินข้าว จนถึงมื้อเย็น เธอจะลงมือปูตะกินอาหารเย็นกันเงียบๆ  จากนั้น เธอกับลุกชายจะออกไปข้างนอก พอกลับเข้ามา ลูกชายจะนั่งอ่านหนังสือขอร้องให้เธอเปิดวิทยุ  เธอหยิบนิตติ้งที่ถักค้างไว้มาถัก พอวิทยุบอกเวลาเธอจะปิดมัน กางเตียงให้ลูกชาย  ดูแลเครื่องทำความร้อน ให้ลูกเข้านอน จากนั้นเธอจะเข้าห้อง เปลี่ยนเป็นชุดนอน หวีผมของเอจนเข้ารูปจากนั้นก็เข้านอนก่อนที่วันใหม่ กิจกรรมเดิมจะบังเกิดซ้ำขึ้นอีกครั้ง

 

และนี่คือทั้งหมดที่เราจะได้เห็นในหนังความยาวสามชั่วโมงของ CHANTAL AKERMAN เรื่องนี้ ภาพยนร์ปี1975ของผู้กำกับหญิงชาวเบลเยี่ยมที่สร้างหนังระดับยอดเยี่ยมไว้อย่างมากมาย ว่ากันว่าหนังของเธอเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของการพัฒนาแนวคิดเฟมินิสต์ ด้วยการตั้งคำถามว่า เมื่อผู้หญิงในหนังพูด ( ในฐานะตัวละคร หรือกระทั่งในฐานะผู้กำกับ) ใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของคำพูดระหว่างตัวผู้หญิงเอง กับวิธีคิดแบบชายเป็นใหญ่ หนังของเธอ มักเล่าเรื่องผ่านมุมมองของผู้หญิงและความสัมพันธ์ที่ผู้หญิงมีต่อผู้ชาย ต่อเด็ก ต่อความรัก ต่อความสัมพันธ์ ต่องานบ้านงานเรือน และต่อชีวิต  หนังของเธอเป็นตัวแทนของหนังแห่งความเป็นหญิงในแระวัติศาสตร์โลกภาพยนตร์ และตัวเธอเองได้รับการยกย่องในระดับเดียวกับ JEAN LUC GODARD และ REINER WERNER FASSBINDER

 

ในหนังเรื่องนี้ หนังใช้เวลาถึงสามชั่วโมง ในการสอดส่องตรวจตราพฤติกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในย่อหน้าแรก ตลอดทั้งเรื่อง หนังแทบไม่เคลื่อนตัวออกจากห้องเช่าของคุณนาย DEILMAN และหากมีฉากภายนอก กล้องทั้งหมดก็จะอยู่ในละแวกบ้านของเธอเท่านั้น กล่าวอย่างง่าย ตลอดทั้งเรื่องมันคือการสำรวจตรวจตราอาณาเขตของสตรี ผู้อยู่ในฐานะ แม่ และแม่บ้าน ซึ่งมีเพียงแค่ บ้านของเธอ (สาวนใหญ่คือห้องครัว) ร้านขายของชำ ไปรษณีย์ และถนนหน้าบ้าน

 

ภายในบ้าน กล้องจะไม่ถูกขยับเคลื่อนไหวหวือหวา  กล้องจะถูกตั้งนิ่งอยู่ในจุดต่างๆที่ตายตัว อันประกอบด้วย ในห้องนั่งเล่นที่เราจะเห็นโต๊ะกินข้าว กับตู้กระจกสะท้อนไฟวูบวาบสีน้ำเงินจากท้องถนน ภาพจากปากกระตูห้องนั่งเล่นที่มองเห็นโซฟาที่ตอนกลางคืนกลายเป็นที่นอนในครัว กล้องตั้งนิ่งในครัวมองเห็นเตาและประตูหลัง  กล้องตั้งนิ่งมองผ่านโต๊ะทำครัว กล้องตั้งนิ่งด้านข้างห้องนอนมองเห็นเตียงและตู้เสื้อผ้า กล้องตั้งตรงโถงทางเดินระหว่างห้อง  กล้องตั้งตรงทางออกประตู   กล้องแทนสายตาที่จับจ้องกิจวัตรประจำวันของเธอ

 

หนังใช้เวลาราวๆหนึ่งชั่วโมงต่อหนึ่งวัน นั่นหมายความว่าตลอดทั้งเรื่องหนังของหนังกินเวลาเพียงสามวัน และสามวันนั้น แทบไม่มีเหตุการณ์สำคัญใดๆเลยเกิดขึ้น ในวันแรกเราจับจ้องมองทีละกิจกรรมอย่างเชื่องช้า (แทบจะตามเวลาจริง) ที่น่าสนใจที่สุดคือ เราจะค่อยตระหนักช้าๆถึงความซ้ำซากของชีวิตของคุณนาย JEANNE DIELMANN โดยที่หนังไม่จำเป็นต้องตอกย้ำด้วยการให้เราเห็นภาพซ้ำๆหลายๆครั้ง ในเวลาสามชั่วโมงหนังอาจร่นเวลาให้กลายเป็นสิบวันได้ เพื่อการณ์นั้น แต่หนังกลับเลือกเล่าเพียงสามวัน และทั่งสามวันนั้นกลับมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันจนไม่อาจนับว่าเป็นวันที่เหมือนกันได้ เพราะหากในวันที่หนึ่ง ทุกสิ่งหมดจดงดงาม (ตามสถานะของการเป็นวันมาตรฐานในตัวหนัง) เราพบว่าในวันต่อมา เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อเธอต้มมันฝรั่งสุกเกินไป และเตรียมอาหารเย็นล่าช้าไป ในขณะที่วันสุดท้ายนั้นเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น

 

แต่สาเหตุที่เรารู้ซึ้งถึงความซ้ำซากของชีวิตได้ตั้งแต่ในวันแรกของหนังนั่นก็เนื่องเพราะการแสดงระดับเทพของ ราชินี้หนังยุโรปผู้ล่วงลับ DELPHINE SEYRIG เพราะในหนังเรื่องนี้ เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์พึ่งพาการแสดง(โดยแสดงให้น้อยที่สุด)ของเธอ แต่เพียงอย่างเดียว  แม้จะดูเหมือนว่าในหนังเรื่องนี้เธอจะไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากทำเหมือนแม่บ้านที่อยู่บ้านตลอดเวลา แต่วิธีการเดินเหินของเธอ การเปิดปิดไฟไม่รู้จบ (หนังให้เราเห็นว่าเธอจะเปิดไฟเฉพาะที่จำเป็น และเมื่อเธอออกจากห้องเธอจะปิดไฟทุกครั้ง) การไปยังตำแหน่งแห่งที่ของเครื่องครัว การขยับเคลื่อนไหวในห้องครัว เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นได้โดยฉับพลัน มันต้องอาศัยการซักซ้อมอย่างนัก และด้วยท่าทางเหล่านี้ เราจะรู้สึกได้ตั้งแต่นาทีแรกๆของหนังว่าเธอทำมันมาแล้วเป็นพันครั้ง การแสดงอันเป็นธรรมชาตินี้เองดึงดูดให้เราเชื่อว่านี่คือวันธรรมดาอันซ้ำซาก น่าเหนื่อยหน่ายและเต็มไปด้วยกิจกรรมเล็กๆอันไม่รู้จบ โดยไคลแมกซืสำคัญ ที่เราได้ร่วมรับรู้ความหวั่นไหวทางอารมณ์ถึงที่สุดของเธอ เกิดขึ้นในฉากปอกมันฝรั่ง เมื่อเธอ ทำงานจนมาไม่ทันยกมันฝรั่งที่ต้มไว้ลงจากเตา เธอต้องออกไปซื้อมันฝรั่งใหม่จากร้านแล้วนั่งปอกมันเพื่อให้ทันลูกชายกับบ้าน  DELPHINE SEYRIGทำให้ฉากสุดแสนธรรมดานี้กลายเป็นจุดระเบิดของอารมณ์ขั้นสุดยอดด้วยการแสดงเพียงเล็กน้อยผ่านมือที่สั่นเทา กดหนัก และสีหน้าเรียบเฉยที่รู้สึกถึงความเปราะบางพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ แน่นอในฉากเช่นนั้นกล้องยังคงนิ่งงัน ถ่ายภาพหน้าตรงของหญิงสาวปอกมันฝรั่งโดยไม่มีดนตรีเร้าอารมณ์ ไม่มีการตัดภาพฉับไว ไม่มีกระทั่งน้ำตาสักหยดจากนักแสดง แต่มันกลับทรงพลังถึงขีดสุด

 

หนังเล่าเรื่องของ กรงเล็กๆที่ขังผู้หญิงคนหนึ่งไว้ในสถานะของแม่บ้าน โดยผู้หญิงคนนี้แกว่งไปมาอยู่ในสองสถานะที่เป็นที่คือบทบาทของผู้หญิงในโลกความคิดแบบชายเป็นใหญ่ นั่นคือ บทบาทของความเป็นแม่ (แม่บ้าน เมียที่ดี แม่พระของลูก ความสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยไร้มลทิน ไร้ความรู้สึกทางเพศ และโอบอ้อมอารี) กับบทกบาทของโสเภณี (หนังกำหนดให้เธอประกอบอาชีพยามบ่ายด้วยการเป็นโสเภณี อีกนัยหนึ่งเป็นการเสียดเย้ยสถานการณ์ทำงานของผู้หญิงที่ยังคงถูกมองในฐานะโสเภณีอยู่ดี เธอขายตัวในบ้าน นั่นยิ่งทำให้สถานะของแม่และโสเภณี ซึ่งเป็นบทบาทที่สังคม -ยัดเยียด-ให้ แจ่มชัดมากขึ้นและกระอักกระอ่วนมากขึ้น

 

ดังนั้นเมื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นในช่วงท้าย มันจึงเกิดขึ้นราวกับคือการปะทุแตกของภูเขาน้ำแข็ง  (ไม่นับว่านั่นเป็นครั้งแรกที่กล้องเข้าไปสอดส่อง งานยามบ่ายของเธอ )   ก่อนหน้านี้ในคืนที่สอง ลูกชายพูดกับเธอเรื่องเพศ เขาบอกว่า ในตอนเด็กเพื่อนของเขาเล่าว่า พ่อจะทำร้ายแม่ ด้วยการ-แทง-แม่ในทุกคืน หลังจากรู้เรื่องนั้น เขา ลุกขึ้นมากรีดร้องกลางดึก เพื่อยับยั้ง -ทำร้าย - ของพ่อ   สำหรับเขา แม่ต้องเป็นสตรีผู้ไร้มลทิน   และนั่นอาจคือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เธอลุกขึ้นมา เล่นบทแม่ ด้วยการฆ่าบทโสเภณีทิ้ง ผ่านการฆาตกรรม คู่นอนของเธอ (ในขณะเดียวกันก่อนหน้านี้หนังลองมอบบทแม่ให้เธอเล่น เมื่อเพื่อนบ้านฝากลูกไว้กับเธอ แต่เด็กน้อยกลับร้องจ้าทุกครั้งที่เธอเข้าใกล้)

 

หนังจบเรื่องลงอย่างเจ็บปวดเมื่อกล้องแช่นิ่งมองดูภาพเธอนั่งเปื้อนเลือดในห้องรับแขกอันมืดสนิท มีเพียงแสงไฟสีฟ้าจากภายนอกกระพริบซ้ำแล้วซ้ำเล่า  การฆ่าบทบาทโสเภณีไม่ได้ทำให้เธอหลุดพ้นจากบ่วงแห่งความเป็นหญิง การไปสุดทางในบทแม่ไม่ใช่ทางออก เธอติดกับ ตั้งแต่เธอเกิดมาเป็นเพศหญิงภายใต้บริบทนั้น เพราะที่เธอทำคือการนั่งรอ ลูก -ชาย- ในความมืดอยู่ดี

ชื่อหนังเรื่องนี้ซึ่งเป็นชื่อ และที่อยู่ของเธอ จึง กลายเป็นการเสียดเย้ยอย่างรุนแรง ถึงการระบุตำแหน่งแห่งที่ ซึ่งคือคุกที่ไม่มีเสรีภาพในนามของความเป็นหญิง

 

กราบขอบพระคุณ มาดาม MdS พันครั้งสำหรับดีวีดีอนุเคราะห์ ที่เป็นการตบกระโหลกผู้เขียนอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง

หมายเหตุ : ข้างล่างนี่คือคลิปฉากปอกมันฝรั่ง สำหรับท่านที่ต้องการพิสูจน์การแสดงของDELPHINE SEYRIG ครับ

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ไม่เคยดูหนังเรื่องนี้นะครับ แต่ก็พอจะเดาออกว่าน่าจะออกมาอีหรอบไหน แต่เป็นหนังที่น่าสนใจมาก

อันที่จริงแล้ว การเสนอความคิดเห็นในบทความข้างต้นนั้นดูเหมือนเธอจะได้รับแรงบีบคั้นจากกรอบของสังคมมาก (แม้จะอยู่ในใบหน้าเรียบเฉย) และก้มหน้าก้มตาทำในสิ่งที่ผูกกติดกับนิยามความหมายของความเป็นแม่

ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว (ถามนะครับ) การที่ผู้สร้างและ center ของเรื่องเป็นผู้หญิง มีการให้นิยามความหมายใหม่ของความเป็นหญิงหรือไม่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ในกรอบขอบการกำหนดบทบาทโดยสังคม ผู้หญิงมีโอกาสในการต่อรองหรือไม่ อย่างไร ในหนังเรื่องนี้

จะรอคำตอบนะครับsad smile

#1 By BeauShinnigami (125.25.208.133) on 2008-03-03 22:10

มาตอบครับ

คงตอบแทนCHANTALAKERMAN ไม่ได้ เพราะนี่เป็นหนังเรื่องแรกของเธอที่ผมได้ดูเพราะฉะนั้นจะตอบตามความคิดเห็นของตัวเองครับ

หนังเรื่องนี้เป็นการฉายภาพภาวะจำยอมของเพศหญิงมากกว่านะครับ หนังสร้างในยุค เจ็ดสิบ ซึ่งน่าจะเป็นช่วงที่เริ่มมีการเคลื่อนไหวเชิงเฟมินิสต์มากขึ้น โดยส่วนยตัวผมคิดว่ามันเป็นหนังที่ตั้งใจจุดประกายและสร้างคำถาม (โดยผ่านช่องทางของศิลปะที่เละเมียดละไมมาก)

มากกว่าจะเป็นการเปิดพื้นที่ใหม่หรือให้คำตอบ แก่สังคมนะครับ

ดูเหมือนว่าหนังของAKERMAN จะมีบทบาทสูงในเชิงเฟมินิสต์ (จากที่ได้อ่านมา) เพราะฉะนั้นถ้าจะดูภ่พรวมคงต้องหาหนังเรื่องอื่นๆของเธอมาดูประกอบ (ซึ่งหายากมากกกกกกกกกกก) ครับ big smile



ไม่รุ้จะตอบอะไรหรือเปล่า

#2 By filmsick on 2008-03-03 23:24

เขียนได้ดีค่ะ อ่านแล้วอยากจะไปหามาดูค่ะ แต่ดิฉันมีปัญหาเรื่องไปหามาดูนี่แหละ sad smileอีกทั้งถ้าหาเจอก็คงต้องนั่งดูคนเดียว sad smile

เคยไปดู the lover กับ the piano กับเพื่อน ถ้าเพื่อนไม่เดินออกก็หลับ แปลกใจมาก ๆ ที่เพื่อนทนดูหนังอืด ๆ กันไม่ได้เลย

ดูท่าหนังเรื่องนี้จะไปแนวอืดช้าแบบที่พี่แอบชอบนะ big smile

ขอบคุณอีกครั้งค่ะ

#3 By Mrs. Holmes on 2008-03-04 15:53

อื้ม... ดีจังเลยนะที่เราสามารถดูยูทูบได้เหมือนกับประชาชนชาติอื่น ๆ บนโลกนี้ big smile

#4 By Mrs. Holmes on 2008-03-04 15:57

--ขอบคุณมากๆค่ะที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้อย่างดีมากๆ ส่วนตัวดิฉันเองนั้น ต้องขอขอบคุณน้องเต้อย่างมากๆด้วยที่ให้ดีวีดีเรื่องนี้มา

--สำหรับดิฉันเองนั้น หลังจากดูหนังเรื่องนี้แล้ว รู้สึกว่าตัวเองถูกผี Delphine Seyrig เข้าสิงอยู่ระยะหนึ่ง เพราะก่อนหน้านั้นดิฉันมักจะเบื่อหน่ายกับการทำกิจวัตรประจำวัน และมักจะอยากผ่านช่วงเวลาแบบนี้ไปเร็วๆแบบพระเอกหนังเรื่อง CLICK (2006, Frank Coraci, A-/B+) หรือไม่งั้นดิฉันก็มักจะใจลอยเวลาทำกิจวัตรประจำวัน มักจะนึกถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ แต่หลังจากดู JEANNE DIELMAN แล้ว ดิฉันกลับพบว่าตัวเองมีสมาธิสูงมากในการทำกิจวัตรประจำวัน และรู้สึกมีความสุขกับการทำกิจวัตรประจำวันอย่างมาก (ตัวละครใน JEANNE DIELMAN อาจจะไม่มีความสุขสักเท่าไหร่กับการทำกิจวัตรประจำวัน แต่หนังเรื่องนี้กลับทำให้ดิฉันรู้สึกมีความสุขกับการทำกิจวัตรประจำวันด้วยลีลาสง่างาม)

--ในนิตยสาร FILM COMMENT เล่มเดือน JAN/FEB 2008 มีบทความเกี่ยวกับ Delphine Seyrig ที่เขียนโดย Joe Milutis โดยบทความนี้ตั้งข้อสังเกตว่า Delphine Seyrig อาจถือได้ว่าเป็นดาราหนังเงียบคนสุดท้าย เพราะถึงแม้เธอจะเล่นหนังเสียง แต่บทของเธอมักจะพูดน้อยมาก หรือไม่ก็บทของเธอจะเกี่ยวข้องกับ “ภาพ” และ “เสียง” ที่ไม่สัมพันธ์กัน ตั้งแต่ใน PULL MY DAISY (1959, Robert Frank), LAST YEAR AT MARIENBAD, INDIA SONG, JEANNE DIELMAN และรวมถึง ACCIDENT (1967, Joseph Losey)

--J. Hoberman wrote about JEANNE DIELMAN in the book THE VILLAGE VOICE FILM GUIDE. This is a quote from Hoberman’s article:

“Obviously, JEANNE DIELMAN has its European precursors as well. The best known is Straub-Huillet’s CHRONICLE OF ANNA MAGDALENA BACH, but there’s also the Hamburg-based avant-gardist Hellmuth Costard’s THE OPPRESSION OF WOMAN IS PRIMARILY EVIDENT IN THE BEHAVIOR OF WOMEN THEMSELVES, an hour-long film of a male hippie doing a housewife’s chores. But whether Akerman was inspired, influenced, or just anticipated by Costard is moot. JEANNE DIELMAN is the film that changed the face of contemporary European cinema.”

--Manny Farber and Patricia Patterson wrote about JEANNE DIELMAN in an important article KITCHEN WITHOUT KITSCH, which is included in the book NEGATIVE SPACE. Here is a quote from the article:

“The images of the wife and daughter waiting at the dinner table for Hans to come home in Fassbinder’s THE MERCHANT OF FOUR SEASONS had the same visual stillness and handsomeness containing suppressed nerves at the dinner table as the scenes with mother and son in Chantal Akerman’s JEANNE DIELMAN, 23 QUAI DE COMMERCE, 1080 BRUXELLES: the same sparsity of dialogue, phrases like “Isn’t the beef better this week than last, I added less water this time” or “Don’t read at the table” or “I’ve received a letter from Aunt Fernande in Canada.” Each of Jeanne’s isolated remarks is responded to by a OUI, a grunt, a nod, and each one preceded and followed by an uneasy but unaccented silence. This is Bressonian territory. But unlike the dinner-table scenes in MERCHANT, in this film one gets the entire meal: its purchase, preparation, consumption, the cleaning up of the table and washing of the dishes, all this conveyed through images of terrific clarity.”

The article also compared JEANNE DIELMAN to Chardin’s paintings.

#5 By MdS (58.10.103.179) on 2008-03-04 21:35

ชอบหนังเรื่องนี้มากกกครับ เป็นหนังในดวงใจopen-mounthed smile

โดยส่วนตัวคิดว่าตัวหนังทั้งเรื่องเองก็เหมือนการแก้รูปแบบ
ของหนังผ้หญิงเฟมินิสต์เรื่องอื่น ๆ นะครับ เหมือนว่า
สมัยก่อนต่อให้เป็นหนังเฟมินิสต์หญิงแกร่ง แต่ก็เป็นผู้ชายทำ
และมักนำเสนอออกมาแบบหญิงแกร่งสู้ชีวิตแบบ สุริโยทัย หรือเอริน บร็อกโควิช ซึ่งส่วนใหญ่ผู้หญิงเหล่านี้จะได้รับยกย่องเมื่อเธอต้องทำหน้าที่ของผู้ชายครับ
(ของสุริโยทัยชัดเจน) ราวกับว่าถ้าให้ผู้หญิงอยู่บ้านเป็นแม่บ้านแม่เรือนเฉย ๆ
ผู้หญิงไม่มีวันได้รับการยกย่องหรือจดจำในฐานะใด ๆ เลย
ผู้หญิงจะเป็นตัวเอกได้ก็ต่อเมื่อเธอต้องออกไปผจญโลกครับ

แต่ถ้ามองในอีกแง่เฟมินิสต์ในสายมาร์กซิสต์ ตัวนางเอกเองก็เหมือนกับแรงงานในระบบทุนครับ
คือขณะที่แรงงานรู้สึกแปลกแยกจากงานของตัวเองผลงานของตัวเอง
เพราะผลงานที่เขาทำไม่ใช่ของเขาแต่เป็นของนายทุน
ซึ่งนำไปขายต่อ โดยตัวเขาไม่ได้มีส่วนร่วมกับผลงานเลย
นางเอกก็เหมือนกัันครับ เธอเป็นแม่บ้านที่ทำงานไปเพื่อใครก็ไม่รู้ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อคนอื่นเสมอมา
มีฉากหนึ่งเธอคุยกับพ่อค้าประมาณว่า ลูกชายเป็นคนที่สำคัญสำหรับเธอมาก ถ้าไม่มีเขาเธอก็ไม่รูู้็จะอยู่อย่างไร
และการเป็นแม่ก็เป็นแค่เรื่องขาดทุนหรือเสมอตัวเท่านั้น เพราะต่อให้เธอทำหน้าที่ดีแค่ไหน คนก็ไม่ชมเธอเพราะมองว่าเป็นหน้าที่ของเธออยู่แล้วที่ต้องประพฤติหน้าที่แม่
แต่ถ้าเธอทำพลาดเธอจะโดนด่าราวกับเป็นผู้หญิงเลวไปเลย

เหมือนว่าเธอรับรู้ว่าตัวเองเป็นใครในฐานะแม่ของบุตร มากกว่ารับรู้ในฐานะบุคคลคนหนึง เธอมีตัวตนผ่านลูกของตัวเอง มิใช่ลูกที่มีตัวตนผ่านเธอ

ดังนั้นตัวตนของเธอเกิดเมื่อเธอให้กำเนิดลูกครับ ลูกเป็นใบแจ้งเกิดสถานะทางสังคมของเธอครับ

ถ้าเธอไม่เป็นเมียใครก็ต้องเป็นแม่ใครซักคน เธอมีตัวตนในสังคมผ่านสองสิ่งนี้เท่านั้นครับ (ถ้ามองว่าการมีตัวตนคือการสร้างผลผลิตหรือเงินได้ เธอทำหน้าที่สองอย่างในเรื่องคือเลี้ยงลูก กับนอนกับลูกค้า-ซึ่งแรงมากตรงเป็นฉากเซ็กส์ที่ไม่ถอดเสื้อผ้าอะไรเลย เราเลยเข้าใจว่าผู้ชายเอาเธอเพื่อเอาจริง ๆ ไม่ได้มีอารมณ์ร่วมอะไรเลย)

จริง ๆ แล้วผู้ชายในเรื่องทั้งลูกค้ากับลูกชายของเธออาจเป็นคน ๆ เดียวกันก็ได้ครับ
เหมือนกับว่าการเป็นแม่บ้านรับใช้คนในบ้านก็เป็นการขายตัวอย่างหนึ่ง

ในตอนจบการที่เธอฆ่าผู้ชายด้วยกรรไกรก็น่าสนใจครับ เมื่อพิจารณาจากรูปร่างแล้วมันมีความเป็นเพศหญิงมากกว่ามีด
ดังนั้นเราอาจมองว่าเธอทำไปในนามของเพศหญิงก็ได้