กอด (คงเดช จาตุรันต์รัศมี /2008) : มันไม่ใช่แค่เรื่องของแขน
posted on 25 Feb 2008 01:13 by filmsick in made-in-thailand
บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์
และถูกเขียนขึ้นโดยฉันทาคติที่ผู้เขียนมีต่อตัวหนัง เนื่องจากนี่คือหนังที่ผู้เขียนชอบที่สุด(ด้วยเหตุผลส่วนตัว )นับตั้งแต่เปิดปีมาและอาจจะชอบมากกว่าหนังไทยทุกเรื่องในปีที่แล้วรวมกัน (ในกรณีที่ไม่นับ แสงศตวรรษ)
ขวานมีสามแขน ก่อนหน้านี้เขาไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องประหลาด หรืออาจจะคิดถึงมันบ้าง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจมัน แน่นอนตอนเด็กๆเขาโดนเพื่อนล้อ แต่แม่ก็บอกว่าเราจะกลัวอะไรในเมื่อเรามีสามแขน ไวกว่า เยอะกว่า ต่อยเก่งกงว่า ลุงทวี ช่างตัดเสื้อประจำตัวขวานก็บอกว่า ขวานเป็นคน -สเปเชี่ยล- ขวานก็เคยคิดว่าเขา สเปเชี่ยล ยิ่งตอนที่เขาทำอะไรได้รวดเร็ว จนได้เป็นนักกีฬา และได้ควงกับ หลิน ดาวประจำรุ่น
แต่แม่ก็ตายจากไป แล้วลุงทวี ก็ตายจากไป ขวานกลายจากคนพิเศษ เป็นตัวประหลาด เหมือนอย่างที่เขาเคยกลัวมาตลอด ตอนนั้นเอง ที่เขาตัดสินใจได้ว่าจะไปผ่าเอาแขนออก แม้ว่าแขนซ้ายข้างที่ต้องเอาออกมันจะต่อกับเส้นเลือดใหญ่ที่หัวใจก็ตาม
ระหว่างการเดินทาง ขวานพบกับนา หญิงสาวจากต่างหมู่บ้านที่เดินทางตามหาสามีที่หนีไปกรุงเทพ เธอมีหน้าอกใหญ่จนไม่มีใครสนใจว่าเธอเป็นใครนอกจากอยากจะปล้ำเธออย่างเดียว ขวานเข้าไปช่วยเธอโดยบังเอิญครั้งหนึ่ง จากนั้นคนที่พร่องเพราะมีส่วนที่เกินมาสองคน ก็ออกเดินทางไปด้วยกัน เพื่อต่างจะเรียนรู้ความจริงที่เจ็บปวด
ภาพยนตร์หมายเลขสามจาก คงเดช จาตุรันต์รัศมี หลังจาก ‘สยิว' หนังที่ว่าด้วยการค้นหาอัตลักษณ์ทางเพศ ของสาวน้อยนางหนึ่งที่รับจ๊อบเป็นกองบรรณาธิการหนังสือโป๊ ตามด้วย ‘เฉิ่ม' ที่เล่าเรื่องของการเชื่อมั่นในความดีงามท่ามกลางโลกที่โหดเหี้ยมผ่านทางเรื่องรักของแทกซี่ กับหมอนวดสาว จนมาถึง ‘กอด' ที่เล่าเรื่องการผจญภัยของคนหนุ่มสามแขน เพื่อทำลาย อัตลักษณ์ ตัวประหลาด ของตัวเองลง
คนสามแขน
หนังทั้งสามเรื่องของคงเดช ยังคงวนเวียนเล่าเรื่องความสับสนในชีวิตจากเหล่าคนขี้แพ้ คนชายขอบ อย่างเด็กสาวที่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นทอมดี หรือเป็นผู้หญิงดี แทกซี่ที่เคยเป็นฆาตกร ไปจนถึงชายที่มีสามแขน หนังทั้งสามเรื่องของ คงเดช ล้วนเล่าผ่านมุมมองเชิงปัจเจก ตัวละครหลักในหนังของเขาทำหน้าที่เป็นผู้เล่าเรื่อง ลดทอนการมองหนังทั้งเรื่องด้วยสายตาของพระเจ้ามาเป็นสายตาของตัวละคร ดังนั้นในทั้งสามเรื่องหนังของเขา จึงดำเนินเรื่องด้วยเสียงบรรยายของตัวละครหลัก ใน สยิว เต่า เล่าเรื่องชีวิตของตัวเธอให้คนดูฟังไปเรื่อยๆสลับกับการแสดงจินตนาการทางเพศสำหรับหนังสือโป๊ของเธอ ในขณะที่ เฉิ่ม หนังเปิดฉากการเล่าเรื่องด้วยเสียงบรรยายเนื้อความในจดหมายที่สมบัติ เขียนถึงดีเจคนโปรด และเดินเรื่องด้วยจดหมายหลายต่อ)ลายฉบับนั้น จนมาถึงกอด ที่หนัง เล่าเรื่องผ่านทางปากคำของ -ขวาน-คนหนุ่มสามแขน ด้วยมุมมองเชิงปัจเจกนี้เอง หนังของคงเดช จึงเป็นไปในลักษณะ -มองโลกผ่านมุมจำกัด - มากกว่าจะมุ่งเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดโดยละเอียด (แม้เอาเข้าจริงมันจะหลุด อยู่เป็นระยะ) และเพราะการมองเหตุการณ์ผ่านมุมของ บุรุษที่1 นี่เองที่ทำให้หนังทั้งสามเรื่องของเขา (ซึ่งเขียนบทโดยตัวเขาเอง) ตัวละครหลักนั้นเป็นคนคนเดียวกัน (ซึ่งอาจคือตัวเขาเอง) แต่อาศัยสถานะ ฉากหลังที่แกต่าง ขับเคลื่อนเรื่องราวไปข้างหน้า
เราสามารถแทนที่ขวาน ได้ด้วย สมบัติ และ เต่า ในฐานะคนนอกที่ไม่สามารถเข้ากับใครได้ ที่พวกเขาทำ คือสร้างโลกใหม่ขึ้นมาหนึ่งใบแล้วเอาตัวเองไปอยู่ในนั้น ซึ่งโดยมากโลกใบที่ถูกสร้างขึ้นนี้ คงเดช ล้วนหยิบยืมเอามาจาก โลกที่เลยผ่านพ้นไปแล้ว จากสื่อที่ดำรงคงอยู่ในวัฒนธรรมกระแสหลักมาก่อนใน สยิว เต่า อาศัย โลกของเรื่องวาบหวิวจากหนังสือโป๊ (อ้างอิงจากหนังสือโป๊ซอฟท์คอร์ ในยุคทศวรรษ80ในบ้านเรา) ในเฉิ่ม สมบัติ อาศัย โลกเก่าของเพลงสุนทราภรณ์ และละครวิทยุ (อ้างอิงจากรายการวิทยุที่มีอยู่มานมนาน) ในขณะที่ กอด ขวานออาจจะไม่ได้สร้างโลกแบบนั้นขึ้นมา หากหันไปหมกมุ่นอยู่กับเดินทางเพื่อไปตัดแขนตัวเอง แต่ใช่ว่าคงเดช จะไม่ได้ใส่ สื่อเก่าลงไป เพราะในกอด เขาใส่ ภาพรายการโทรทัศน์ ‘วังวนชีวิต' ที่ อ้างอิงจากรายการจำพวก วงเวียนชีวิต ที่ชอบนำเสนอเรื่องของชาวบ้านผู้ตกทุกข์ได้ยากเพื่อเรียกรอยน้ำตา
คงเดช ไม่ได้เพียงอ้างอิงสื่อเหล่านี้ เขาถึงกับ สร้างมันขึ้นมาด้วยวิธีการของภาพยนตร์ ประสปการณ์ทางตัวหนังสือของเต่า กลายเป็นภาพเคลื่อนไหวเซกซี่ปนฮา ในขณะที่ ละครวิทยุในเฉิ่มกลายสภาพจากสื่อเสียงมาเป็นสื่อภาพ (แล้วอ้างอิงจากหนังไทยโบราณอีกที)โดยมีสมบัติหลุดเข้าไปในโลกนั้น ในขณะที่กอด เอาสื่อภาพเคลื่อนไหว (แม้จะเป็นรายการทีวีก็น่าจะนับรวมเป็นสื่อชนิดเดียวกัน) มาสร้างใหม่ด้วยความคิดเชิงเสียดสี และเครื่องมือสื่อชนิดนี้เองที่ทำให้ตัวละครหลักของเขา ใช้ในการเสวงหาอัตลักษณ์ ของตน
การแสวงหาอัตลักษณ์เฉพาะตน เป็น แก่นเรื่องหลักของคงเดชมาตลอด จะว่าไปแล้วหนังทุกเรื่องของเขา คือหนังจำพวก ก้าวพ้นวัย ( coming of age )ทั้งสิ้น ตัวละครในเรื่องของเขาเปิดฉากจากความสับสน แล้วก้าวข้ามพ้นวัย ซึ่งโดยมากมักแลกมาด้วยความเจ็บปวด แบบถาวร (ยกเว้น สยิว ซึ่งตัวละครเต่าก้าวข้ามพ้นความสับสนทางเพศได้ แต่การรับเอา สถานะเพศหญิงแบบแม่บ้าน ตามนิยายน้ำเน่า (แทนภาพของสาวร่านราคะในหนังสือโป๊ ) หรือทอมบอยแบบพี่ปุ๊ อัญชลี ทำให้สยิวทำหน้าที่เป็นภาพ พิมพ์นิยมของผู้หญิงไปแทน ) หากในเฉิ่ม การก้าวพ้นวัยของสมบัติ (ผ่านทางการล่มสลายของโลกทั้งหมด ที่เขาเชื่อถือ) และการเปลี่ยนผ่านของขวาน (ด้วยการตัดแขน ) ล้วนนำไปสู่การตระหนักรู้ถึงความผิดพลาดของทางที่พวกเขาเลือก และล้วนลงเอยอย่างเศร้าสร้อย ลงเอยด้วยการสูญเสียไปอย่างไม่มีวันกลับ การกลายเป็นคนใหม่ที่เข้าใจชีวิตมากขึ้น (อย่างเศร้าๆ) มากกว่าจะสวยงาม
ผู้หญิงนมใหญ่กับผู้ชายสามแขน
ใน กอด หนังเล่าเรื่องผ่าน เรื่องของคนที่เป็นตัวประหลาด (ซึ่งเราสามารถแทนที่ได้ด้วย คนชายขอบแทบทุกประเภท ตั้งแต่ แรงงานต่างด้าว คนพิการ ไปจนถึงรักร่วมเพศ ) ตลอดเรื่องเราได้เห็นสังคมที่ -ยอมรับอย่างแปลกแยก - นั่นคือการทำทีว่ารับได้กับคนที่ผิดปกติ (ในความหมายที่ว่าปิดไปจากความปกติของคนส่วนใหญ่ที่เอาเข้าจริงไม่รู้ว่าจะเป็นปกติหรือไม่) หนังแสดงภาพของ การทำท่าว่าเข้าใจแต่ที่แท้ชิงชังรังเกียจ ตั้งแต่คนในหมู่บ้านที่ไม่ว่าจะยังไงก็มองขวานในฐานะ ไอ้สามแขน คนคุมบ่อนที่อยากจะเอาขวานไปแสดงงานวัด หรือชาวบ้านที่เห็นขวานเป็น- ตัวซวย-ตำรวจที่มองขวานเป็น ตัวอันตราย และชัดเจนที่สุด(จนเกือบจะจงใจ)ในฉากที่ ขวานช่วยเด็กคนหนึ่งแล้วได้รับการเชื้อเชิญจากพ่อแม่เด็กไปกินข้าวที่บ้านแต่ก็ยังมองขวานในฐานะ ไอ้ตัวเชื้อโรคอยู่ดี
ตลอดทั้งเรื่อง นอกจา หลอลี่ (ที่ที่จริงมุ่งเอาประโยชน์จากขวาน) มีเพียง นา เท่านั้นที่มองขวานในฐานะคนสามัญ (อย่าลืมว่ากระทั่งแม่หรือลุงทวี ในทางหนึ่งก็พยายามจะยัดเยียดความ -ความพิเศษ- ให้ขวาน โดยลืมบอกว่าความพิเศษนั้นพร้อมจะกลายเป็นความพิลึกได้ทุกเวลา) แต่ในขณะเดียวกัน นา ก็มีชะคากรรมร่วมกับขวาน เมื่อการที่เธอมีหน้าอกใหญ่ ทำให้เธอกลายสภาพเป็นวัตถุทางเพศสำหรับผู้ชายคนอื่นตลอดเวลา และการกลายเป็นวัตถุทางเพศของเธอนี้เองทำให้เธอรู้สึกร่วมกับขวานในฐานะ คนนอก นาเดินทางมาตามหาสามีที่หนีไปจากหมู่บ้าน ขณะที่ขวานเดินทางไปตัดแขน ภาพร่วมของการผจญภัยของทั้งคู่มีนัยยะของการแสวงหาอัตลักษณ์ ในฐานะ -คนปกติ- ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาเป็นไม่ได้พวกเขาเป็นได้แค่ ตัวประหลาด กับ วัตถุทางเพศ (อันเนื่องมาจากความพิการทางกาย) นาถึงกับรำพึงออกมาว่า ‘เราทั้งคู่เหมือนคนขี้แพ้เลยนะ'
สิ่งที่เกิดขึ้นกับขวานและนา คือภาพแทนพฤติกรรม หลากหลายของสังคมปกติ ที่เป็นไปด้วยการเยียดแยกชนชั้นการตัดสินผู้คนจากสิ่งซึ่งดวงตาเห็น ขวานจึงเป็นไอ้สามแขน และนาเป็น นมเดินได้ แม้พวกเขาจะทำทีว่าเห็นใจแต่สุดท้ายล้วนกลายเป็นการเอาประโยชน์จากพวกเขาทั้งสิ้น
หนังให้เหตุการณ์ตัดแขนเกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายในช่วงครึ่งหลังของเรื่อง และไม่ได้เลือกให้มันเป็นไคลแมกซ์ของเรื่อง เพราะที่แท้แล้ว นี่มันไม่ใช่เรื่องของแขน นี่ไม่ใช่หนังที่พูดเรื่องการเป็นตัวประหลาด และคลี่คลายด้วยการยอมรับตัวตน แต่มันคือการพูดถึงคนที่ถูกโลกกีดกัน แบ่งแยก กดทับ เหยียดหยาม และค้นพบว่า การพยายามเป็นปกติ ไม่ได้ช่วยให้ใครยอมรับ (น่าดีใจที่หนังไม่ทำให้ขวานไม่ยอมตัดแขน แล้วกลายเป็นคนสามแขนที่ทำให้ทุกคนยอมรับ ) หนังเลือกที่จะบอกวา ต่อให้มีแขนหรือไม่มีแขน ขวานก็ยังเป็น ตัวประหลาดอยู่ดี มันจึงไม่ใช่เรื่องของแขนแต่เป็นเรื่องของความคิด และสิ่งที่ขวานเรียนรู้คือ มันไม่ใช่เรื่องของแขน แต่เป็นเรื่องของความรู้สึกไร้ที่ยึดเหนี่ยวของขวานต่างหาก การเป็นคนสามแขนไม่เลวร้ายเท่ากับการเป็นคนสองแขน ในโลกที่คนยังแบ่งแยกกันอยู่ มันเป็นเรื่องของการสูญเสียคนอย่างแม่ ที่อย่างน้อยก็เชื่อว่า ขวาน ไม่ใช่ตัวประหลาด แต่เป็นคนปกติที่มีสามแขนเท่านั้น
แม้ตัวหนังจะเป็น หนังแบบการเดินทางผจญภัย (ROAD MOVIE ) แต่คงเดชก็ไม่ได้พยายาม หนักมือกับชะตากรรมเหมือนอย่างที่เขาทำในเฉิ่ม ( ซึ่งในกรณีของเฉิ่ม มันทำให้ผมนึกถึงหนังหน้าตายใจงาม ที่ผู้กำกับหนักมือกับชะตากรรมของตัวละครในหนังทุกเรื่อง เพื่อให้คนดูเรียนรู้ความอบอุ่นอย่างยิ่งของแสงสว่างอันน้อยนิด อย่างหนังของAKI KAURISMAKI จะว่าไปแล้วหนังของ คงเดช คล้ายคลึงกับหนังเขาพอสมควร ในแง่ของความหม่นมืด เศร้าและการยอมรับชะตากรรม เพื่อดำเนินต่อไป ) การเล่นตลกของชะตากรรมของนากับขวานจึงไม่ได้เป็นเรื่องเหลือรับ (สำหรับผู้ชมบางท่าน)เหมือนในเฉิ่ม แต่มันคือการท่องไปในสังคม ที่เต็มไปด้วยความน่าสนใจ
หาก สยิว คือการจับภาพ ของสังคมในยุคสมัยพฤษภาทมิฬ ที่แสดงภาพผู้คนอาศัยความพาฝันหลบหนีจากการเมืองอันน่าเหนื่อยหน่าย หนังสะท้อนภาพเหล่านั้นผ่านเรื่องเล่าของเต่าได้อย่างชัดเจน และน่าทึ่ง ในขณะที่ เฉิ่ม เก็บภาพสังคมในยุค ความดีไม่มีจริง ได้อย่าน่าสนใจเช่นเดียวกัน กรุงเทพในหนังถูกถ่ายผ่านดวงตาของแทกซี่กะดึก ที่ให้เราเห็นความงามในความยากลำบากของการดำรงชีวิต และความดีในโลกที่เหี้ยมโหด และความเหี้ยมโหดของโลกทุนนิยมที่มาในรูป บริษัท ฟิวเจอร์เพอร์เฟคต์ ในขณะที่ กอด อาศัยรูปการเดินทาง คว้าจับ ความบ้าคลั่งแบ่งแยกของสังคมในยุคสมัย postทักษิณได้อย่างน่าสนใจ เมื่อตลอดการเดินทาง เราจะได้เห็นภาพ คนที่หมกมุ่นกับโลกทุนนิยม (แบบหลอลี่) ปัญหาแรงงานต่างด้าว ที่แก้ไม่จบภาพคนที่หมกมุ่นอยู่กับการพนันบอลโลก การหาเสียงของนักการเมือง โดยทั้งหมดถูกนำเสนออย่างผ่านๆ เป็นฉากหลังอันมีชีวิตชีวา และแสดงภาพประเทศไทยตามที่มันเป็น มากกว่าจะปรุงแต่งให้มันดูงดงาม
ต้นไม้สีทอง ต้นไม้สีเขียว
แต่นอกเหนือไปกว่านั้น ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ(ซึ่งอาจหมายความได้ว่านี่เป็นเพียงความเพ้อเจ้อเฉพาะของผู้เขียน ) เราอาจมองหนังเรื่อวงนี้ในฐานะหนังการเมืองที่มีประเด็นแรงๆได้เลยทีเดียว
เริ่มตั้งแต่การให้ตัวเอก ชื่อ -ขวาน- อันเป็นลักษณะรูปทรงของประเทศไทย!
ดังนั้นไอ้ขวานสามแขนจึงไม่ต่างจากภาพแทนของประเทศไทยอันพิกลพิการ (ในแง่ที่ล้นเกินมากกว่าขาดพร่อง) อาการอยากตัดแขนตัวเองของขวาน ไม่ต่างจากภาพการเดียดฉันทน์ตัวเองของคนไทย ที่มีต่อ -ความเป็นไทย-ของตัวเอง มองมันในแง่ของความรังเกียจ ไม่เข้าพวกและต้องการเอาออกไป หรือในอีกทางเราอาจแทนด้วยสถานะทางการเมืองของบ้านเราที่เต็มไปด้วยความพิกลพิการที่น่ารังเกียจ บางทีเราอาจเรียกแขนที่สามว่าเป็นรัฐธรรมนูญ หรือการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็ได้เพราะมันล้วนสามารถแทนค่าได้ว่าเป็นแขนที่เกินมาแต่มีเส้นเลือดต่อกับหัวใจ (ในความคิดของขวาน)
เมื่อขวานตัดสินใจจะตัดแขน เขาจึงออกเดินทางไปพร้อมกับ หลอลี่ ซึ่งมาพร้อมกับรถบัสคันใหญ่โตติดชื่อ -พารวยทรานสปอร์ต- และประกาศตัวเป็นคน -พารวยสายเหนือ- แถมข้ารถยังฉาบรูป ซูปเปอร์แมน ฮีโร่จมูกแบนที่บินไปกำเงินไป กระทั่งขวานยังรำพึงว่า ซูปเปอร์ฮีโร่จะมาในเวลาที่เหมาะสม ไม่ต่างจากที่ประชาชนคนไทยเคยรำพึงถึงอดีตนายก (สายเหนือ) เมื่อไม่กี่ปีก่อน
การเดินทางไปกับหลอลี่ นำไปสู่การไล่ล่าจากเจ้ามือบ่อน สายอีสาน และทำให้ขวานกับ นาที่เจอโดยบังเอิญหมดตัว พวกเขาเดินทางกันอย่างยากลำบาก ท่องไปตามถนน ชวนให้หวนระลึกถึงภาพประเทศไทยในช่วง ต้นปี49 ยิ่งเมื่อฉากเดียวที่พวกเขาพอจะเป็นสุข มันคือการแอบเข้าไปนอนในพิพิธภัณฑ์เก่า ที่ไม่ต่างจากการหวนรำลึกไปสู่ ภาพความทรงจำในอดีต ซึ่งไม่ใช่เพียงเฉพาะ ในทางสังคม หรือวัฒนธรรม กระทั่งในทางปกครองก็เช่นกัน
จนในที่สุดขวานไปตัดแขน! การตัดแขนนำมาซึ่งการเรียนรู้ว่าเอาเข้าจริงแล้ว การตัดแขน ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลยแม้แต่น้อย เพราะมันไม่ใช่เรื่องของแขนแต่เป็นเรื่องความคิดของขวาน ไม่ต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านเราในช่วงเดือนกันยาปี 49 ที่เราได้ค้นพบในปีต่อมาว่ามันเป็นการรัฐประหารอันว่างเปล่าและทำลายรากประชาธิปไตยที่เพิ่งงอกให้ต้องมาปลูกใหม่อีกครั้ง
หลังการตัดแขน ขวานกลับบ้าน และพบกับฝรั่งขโมยเศียรพระ (ที่ปรากฏในตอนแรกของหนัง และนำมาซึ่งความตายของลุงทวี ) หมาแขนของขวานคือตัวแทนความเป็นไทย(แบบเดียวกับเศียรพระ) ความตายของลุงทวีก็ไม่ต่างจากเหตุการณ์ช่วงก่อนหน้านั้นที่ประเทศไทยเผชิญกับพิษเศรษฐกิจจากฝรั่งที่เข้ามาปั่นหุ้น(ส่งผลต่อเนื่องจนในที่สุดท่านนายก พารวยสายเหนือ ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งพร้อมกับ สโลแกนที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ) หลังจากตัดแขน ขวานบังเอิญเข้าไปมีส่วนรวมในการไล่จับฝรั่งคนนั้นแต่ผลที่ได้รับ คือเถ้ากระดูกของแม่ ที่หล่นลงพื้นและถูกเหยียบย่ำจากใครบางคนที่ใส่กางเกงลายทหาร!
หลังจากนั้น ขวานกลับไปงานศพลุงทวี มาถึงตรงนี้เองที่เราค่อยๆเรียนรู้(จากภาพงานศพของลุงทวี) ว่าเหตุการณ์ในกอด นั้น เกิดขึ้นใน ปี 2549!
การผจญภัยของชายชื่อ -ขวาน- ผู้ไม่พอใจในแขนของตัวเองกับผู้หญิง ชื่อ -นา-ที่ไม่ได้ทำนา แต่กลายเป็นคนงานเก็บชาเขียวที่ถูกผลิตมาให้คนในเมืองดื่ม และถูกกระทำชำเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดเวลา และตลอดเวลาที่หนังดำเนินไป เราได้มองเห็นว่า เหตุการณ์ยุ่งๆมักมาพร้อมกับป้ายหรือรถหาเสียง ไม่ว่าจะเป็น ภาพหาเสียงที่ปากทางเข้าบ่อน หรือรถหาเสียงที่ไม่เคยจอดรับคนอย่างขวานหรือนา กระทั่งในฉากที่ขวานจำต้องใช้สามแขนของเขาให้เป็นประโยชน์เพื่อช่วยชีวิตเด็ก มันก็เกิดขึ้นเพราะการการกระทำของรถหาเสียง!
ดังนั้นหนังเรื่องนี้ในทางหนึ่งใยมิใช่ภาพแทนการเดินทางของประเทศและประชาชนในช่วง ไม่กี่ปีที่ล่วงผ่านไปเล่า ยิ่งเมื่อหากเพิ่งพินิจดีๆเราก็จะพบว่าหนังแทบทั้งเรื่องปรากฏอยู่ในโทนของสีเหลือง(เสื้อของตัวละคร) และเขียว (สภาพบรรยากาศชนบท) กระทั่งต้นไม้ ยังมีต้อนไม้สีทองและต้นไม้สีเขียว!
กระทั่งสิ่งซึ่งไม่ได้จงใจอย่างตู้โทรศัพท์ ก็มีสีเหลืองและสีเขียว ดังนั้นในฉากสุดท้าย ขวานสองแขนจึงโทรหาคนรักภายใต้ความช่วยเหลือของตู้โทรศัพท์เหลืองเขียวและมีชีวิตอยู่ต่อไปโดยไม่มีแขน!
แขนที่สาม
หรือบางที แขนที่สามของขวานอาจแทนที่ได้ด้วยความเป็นไทยที่เราปฏิเสธ หนังเริ่มต้นด้วยภาพข่าวของการที่ฝรั่งลักขโมย เศียรพระ (ความเป็นไทย)ไปขายเมืองนอก ถูกจับ และหลบหนีไป นี่อาจเป็นภาพเบื้อต้นของการเอาจากความเป็นไทย ที่คนไทยเองไม่ต้องการเพราะ ขวานเติบโตในร้านขาย -ผัดไท- (ผัด - ไทย ) ของแม่ พอเขาออกมาจากหมู่บ้าน เขากลับเลือกกินเสต๊ก แทนผัดไท ที่เขาบ่นว่าเบื่อ แต่ที่เขาได้กินกลับเป็นสเต๊กลาวราวกับความเป็นไทยที่เขาปฏิเสธ (ผ่านทางการคลุมแขนที่สามด้วยเสื้อแจ๊คเกตลายรูปนกอินทรี สัญลักษณ์ของประเทศอเมิรกา )เขาก็หนีมันไม่พ้น จนเมื่อเขาได้รับการตัดแขน( จากหมอฝรั่ง) ตอนนั้นเองที่เขาค้นพบว่า แขนที่หายไปความเป็นไทยที่สาบสูญ อาจเป็นสิ่งที่ไม่สามารถกู้คืนกลับมาได้อีก ในที่สุดขวานมีสองแขน สวมเสื้อสองแขนลายนกอินทรีได้อย่างเต็มที่ แต่มีบางอย่างสูญหายไป ซึ่งเขาต้องยอมรับและมีชีวิตต่อในโลกของการดื่มชาเขียว
HANDLE ME WITH CARE
เลยพ้นไปจากเรื่องการเมือง (ซึ่งขอย้ำอีกครั้งว่าอาจเป็นเพียงการตีความอย่างเพ้อคลั่งของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว) กอด ของคงเดช ก็สามารถเล่าเรื่องออกมาอย่างนุ่มนวลและเต็มไปด้วยรายละเอียด ฉากอย่างการกินผัดไทย ที่ทำให้ครอบครัวได้กลับมาพบกัน (หนังไม่ได้เล่าประเด็นนี้ออกมาตรงๆ แต่ค่อยใส่รายละเอียดทีละน้อย) หรือฉากที่นา ได้แต่เฝ้ามองคนที่เธอตามหาเล่นโชว์อยู่บนเวที แล้วค่อยๆร่องให้ออกมา ความเจ็บปวดอันแปลกแยก ถูกถ่ายทอดอย่างง่ายและงดงาม อย่างยิ่ง
หนังมีชื่อภาษไทยว่ากอด แต่ไม่มีการกอดเกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ มีแต่ ภาพของ สิ่งที่ต้องได้รับการกอด ตามชื่อภาษาอังกฤษของหนัง HANDLEME WITH CARE สิ่งซึ่งต้องต้องถือด้วยความระมัดระวัง ถูกปฏิบัติด้วยความเอาใจใส่ ด้วยความรัก เป็นที่น่าสนใจว่าเมื่อใดก็ตาม ที่ฉลาก HANDLE WITH CARE ปรากฏขึ้น มันมักจะนำมาด้วยความแตกสลายเสมอ ทั้งในฉากที่ขวานขนข้าวของใส่ลังออกมา (ชีวิตดั้งเดิมของขวาน) หรือในฉากที่ตำรวจตรวจลังน้ำแข็ง (บนสะพาน ที่คาดด้วยแถบเหลือง และ มีธงชาติสะบัดปลิว) และพบว่าในลังน้ำแข็งมีพม่าหนีเข้าเมืองอยู่ ราวกับเป็นภาพแทนของสังคมที่ต้องดูแลด้วยความระมัดระวัง และในฉากที่ขวานกลับเข้าไปขโมยแขนของตัวเอง ที่ถูกตัดออกไปแล้ว แขนที่ขวานควรจะดูแลอย่างระมัดระวัง แต่ดันเผลอให้หมอตัดออกไป ก่อนที่ขวานจะจัดการอย่างถูกต้องเมื่อเขาเอาความทรงจำของการมีสามแขน (นั่นคือเสื้อสามแขน)พับใส่ลัง ราวกับความทรงจำนั้นก็คือหนึ่งในสิ่งที่ต้อง ดูแลด้วยความระมัดระวัง และเขาตั้งใจจะทำเช่นนั้น
กอดในหนังเรื่องนี้จึงไม่ได้เกิดขึ้นแต่มันจะเกิดขึ้นเมื่อเราเรียนที่จะรู้ว่า สิ่งใดคือสิ่งซึ่งจำเป็นต้องไดรับการกอด และการกอดไม่ใช่เพียงเรื่องของแขน แต่มันเป็นเรื่องของหัวใจ


ไปดูมาแล้วววว
ก็น่ารักดี
เรื่องนี้ สุดท้ายก็ผ่าแขนออกจนได้
#1 By (ソッム君❤) on 2008-02-25 01:31